เข้าถึงไตรลักษณ์ด้วยปัญญา 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เข้าถึงไตรลักษณ์ด้วยปัญญา 8 ประการ _ป่ารุ่ง วนาศิริ · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้า ด้วยสุดเคารพสุดบูชา กระผมยังคงปฏิบัติธรรมตามธรรมที่พ่อท่านพาทำ แต่ต่างกันกับญาติธรรมที่ได้ปฏิบัติอยู่กับหมู่กลุ่มมิตรดีสหายดี (กระผมทึกทักเอาเองเป็นญาติยุค 4G ผ่านทางโซเชียลแม้ยังไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปคบคุ้น) กระผมมีโอกาสที่จะได้กราบพ่อท่านที่ปฐมอโศกแต่ก็ไปได้แค่ช่วงกลางวันที่พ่อท่านยังไม่ได้ลงมาเทศน์ ด้วยกิจการงานวิบากยังมิอาจปลดวางได้ แต่ก็พากเพียรปฏิบัติลดกิเลสให้ได้ตามลำดับ ตอนนี้อยู่ในขั้นอ่านอาการและจับตัวกิเลสของตนเองได้เร็วขึ้นครับ(มักจะเป็นกิเลสตัวโทสะยึดตัวตนรับคำตำหนิหรือคำพูดที่ไม่รื่นรมณ์แล้วมีอาการครับ) แต่ยังไม่สามารถทำใจในใจให้ล้างกิเลสได้ในทันที แต่ก็มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆครับ จนคนรอบข้างเริ่มแปลกใจและสงสัยว่าผมเปลี่ยนแปลงได้ไง ตรงนี้คือความมหัศจรรย์ของธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใช่ไหมครับ✨🙏✨ พ่อครูว่า...ใช่ เราจะเข้าใจถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ภาษาแค่นี้เรียกว่า ไตรลักษณ์ สุดยอด จบแล้วทุกอย่าง ถ้าเข้าใจ มันก็ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวตน แต่เมื่อเรายังยึดเป็นเราเป็นของเรา มันยังเป็นตัวตน มันก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดอาการทุกข์สุขหรือว่ายังยึดถืออะไรต่ออะไรต่างๆอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกิดปัญญา เกิดความเฉลียวฉลาด เกิดปัญญายิ่งๆขึ้น เข้าใจได้ ความมีปัญญามันไม่ได้อยู่กับเท่าเดิม ปัญญาไม่ได้อยู่เท่าเดิม มันจะเจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้นเรื่อยๆๆๆ ตามลำดับ ปัญญาข้อ 1 ข้อ 2 ได้ฟังเรื่อยๆแล้วเอามาปฏิบัติไปอีก เราจะเข้าใจความสงบ ปัญญาข้อที่ 3 เข้าใจความสงบ 2 อย่าง แบบโลกุตระกับแบบโลกียะ ขึ้น
อ่านต่อ
มาเป็นลำดับ ๆๆ ยิ่งปฏิบัติข้อ 4 ปัญญาข้อ 4 ปฏิบัติตามศีล ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ไปเรื่อยๆก็จะได้มรรคได้ผล สรุปไปเรื่อยๆ กลายเป็นพหูสูตข้อที่ 5 ก็ยิ่งเห็นว่า เราเจริญเป็นพหูสูตไปมันดีนี่นะ ข้อที่ 6 ก็จะมี วิริยารัมภะ ยิ่งจะพากเพียรปฏิบัติ ไม่เหนื่อยหน่าย ต้องเอาให้ได้ให้ดี จนสำเร็จเป็นบัณฑิต ข้อที่ 7 ก็เป็นบัณฑิตก็คือ ทีนี้ก็รู้แล้วเข้าสภาจะปฏิบัติตนอย่างไร นอกสภาจะปฏิบัติตนอย่างไร ไม่แย่งไม่ชิงพูด รู้จักสงบ รู้จักหยุด รู้จักเคารพ รู้จักคารวะ รู้จักเวลา กาละ เทศะ ฐานะ รู้จักโอกาสดี ในข้อที่ 7 ข้อที่ 8 รวมหมดเลย รู้จักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้จักขันธ์ทั้ง 5 รู้จักการหมดสิ้นการยึดถือในขันธ์ 5 คือเป็นปัญญาที่รู้จบ แม้แต่เริ่มต้นเป็นอรหันต์ก็รู้จบ เป็นโพธิสัตว์แต่ละระดับไปอีก ก็รู้จบ รู้จบ ไปตามกิจของฐานะของตน โสดาฯก็ขนาดหนึ่ง สกิทาคามีก็ขนาดหนึ่งอนาคามีก็ขนาดหนึ่ง อรหันต์ก็ขนาดหนึ่ง อนุโพธิสัตว์ก็จบอีกกรอบหนึ่ง อนิยตโพธิสัตว์เก่าอีกกรอบหนึ่ง นิยตโพธิสัตว์ก็จบอีกกรอบหนึ่ง เป็นมหาโพธิสัตว์ เป็นสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า สุดท้ายท่านจะประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลกหรือไม่เป็นเรื่องของท่าน ตอนนี้อย่าไปยุ่งกับท่าน บางองค์ท่านไม่ประกาศศาสนา ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ท่านทำงานมาพอแล้ว ผ่านสัมภาระวิบากมาเหมือนกัน เท่ากันกับพระพุทธเจ้า แต่ท่านก็ไม่เอา ท่านพอแล้ว เรื่องของความไม่ยึดติดในฐานะในตัวตนในอะไร มันสูงยิ่ง เกินที่จะคิดไม่ต้องไปคิดแทนท่านเลย ที่ท่านเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า คนที่ยังไม่เข้าใจพอ แปลปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า คือผู้ที่สอนคนไม่ได้ พระพุทธเจ้าที่สอนคนไม่ได้ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ได้เฉพาะตน คุณเข้าใจผิด เข้าใจไม่ได้ ก็ไปแปลอย่างนั้น ไปเอาสั้นๆว่า ปัจเจกพระพุทธเจ้าสอนคนไม่ได้ ซึ่งมันก็ซ้อนอีก เป็นเทวทัตก็ตามเป็นปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถจะประกาศศาสนา ไม่สามารถมีศาสนาของตัวเอง บรรลุได้แต่ตัวเอง เพราะฉะนั้นคำว่า ปัจเจกพระพุทธเจ้านั้นของเทวทัตนั้น เป็นปัจเจกที่ยังไม่สัมมา เพราะฉะนั้น จะตายด้วยธรณีสูบ การตายด้วยธรณีสูบ แม้อรหันต์ก็ไม่ตายแบบนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นเทวทัตเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ก็เป็นคำศัพท์ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเอาเถอะ เหมือนคนที่นั่งหลับตาแล้วก็นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ก็เหมือนกันกับเทวทัตนึกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็แค่ ปัดโธ่เอ๋ย..ยังตายด้วยธรณีสูบ เห็นไหมความซับซ้อน แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปเบลม(Blame) ไม่ได้ไปกดไปว่า พระเทวทัต เป็นผู้ที่ไม่ไปทำอย่างนั้น แต่ตำหนิ เพราะว่าตำหนิพระเทวทัตนั้นตำหนิมาพอแรงแล้ว สุดท้ายตายแล้วด้วยธรณีสูบ จะไปตำหนิอีกทำไม มันก็เป็นอย่างนี้ได้ 660322 เคล็ดวิชา 9 ประการ ของจอมยุทธโลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก