สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ธรรมกาย คืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมกาย คืออะไร เริ่มตั้งแต่ ธรรมะ และ กาย มันยังทรงอยู่ยังมีอยู่ไม่แตกสลายไปไม่สูญไป ถ้ามีอยู่ก็คือธรรมะ อธรรม คือ แม้จะมีอยู่ มันก็ไม่ใช่ความถูกต้องความจริง ถ้ามีอยู่ต้องเป็นความถูกต้องและความจริง กาย ต้องมี 2 ส่วนธรรมะนั้นมี 1 เดียวก็ได้ แต่กายต้องมี 2 เสมอ มีอะไรให้เกิดการเปรียบเทียบ เมื่อมันไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบท่านเรียกว่า นัตถิอุปมา คือนิพพาน แต่มันมี ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็มีอยู่ จะบอกว่าหนึ่งก็ได้หรือสองก็ได้ ถ้าธาตุรู้ยังไม่ดับสูญ ก็ต้องมีสองเสมอ หรือมากกว่าสอง นับไม่ถ้วน อย่างน้อยก็ต่างชิ้นต่างตัว จะเหมือนหรือคล้ายกันแต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันทั้งหมดเลยหรอก ไม่มีอะไรเหมือนกันเป๊ะเลยหรอก ทั้งทางวัตถุธรรมคือ ทางนามธรรม

หนังสือเล่มนี้(ของธรรมกาย)บอกว่า…. ธรรมกายคือกายที่สำเร็จ (ตรัสรู้) พุทธธรรม ต่อมาอีกอันหนึ่งบอกว่า พระโพธิสัตว์ผู้เข้าถึงธรรมกาย อันนี้ก็ถูกต้องแล้ว ถ้ายังไม่เข้าถึงธรรมกายคืออะไร คำว่าธรรมกายต้องมีอรหันต์ด้วย ไม่มีอรหันต์ก็ไม่มีธรรมกาย ผู้จะเป็นโพธิสัตว์ต้องมีธรรมกายก่อน ธรรมกายอันนั้นก็คืออรหันต์และเป็นโพธิสัตว์ก็ใช้ธรรมกายทำงาน ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 9 ระดับ 10 ก็ยิ่งเป็นธรรมกายยิ่งใหญ่

ในหนังสือนี้(หนังสือ หลักฐานธรรมกาย ในคัมภีร์พุทธโบราณ ของวัดพระธรรมกาย) บอกอีกว่า...ในทรรศนะของพระมงคลเทพมุนีกล่าวว่า การเห็นธรรมกายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถูกส่วนตรงศูนย์กลางกาย ด้วยใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้นจะมีสภาวะที่ว่างเปล่าเป็นสุญญตาคือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง พ่อครูว่า...แล้วศูนย์กลางกายมันคืออะไร ฟังความทั้งหมดศูนย์กลางกายไม่ใช่นามธรรม ไม่ได้หมายถึ

อ่านต่อ

งจิตมโนวิญญาณ ศูนย์กลางกายของหลวงพ่อสดหมายถึงใจที่หยุดนิ่งสนิท มีสภาวะว่างเปล่าสุญญตาคือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง ก็คือจิตหยุดนิ่งจากนิวรณ์ได้อย่างไร จะรู้ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ หรือวิจกิจฉาได้อย่างไร? อาตมาพยายามเข้าใจที่หลวงพ่อสดคือสภาวะออกมา ก็ได้ความอย่างนี้แหละ สรุปแล้วก็คือท่านยังไม่เข้าใจถึงว่านิพพานหรือจุดสุญญตา จุดว่างเปล่า คืออาการที่กิเลสไม่ดิ้นไม่กระดุกกระดิก แต่นิพพานไม่ได้หมายถึงกิเลสนิ่ง แต่มันมาจับที่อาการจิตที่ไม่มีกิเลส กิเลสไม่มีแล้ว มีแต่จิตที่คล่องแคล่วมุทุภูตธาตุ ทำงานด้วยปรุงแต่งด้วย ผู้ที่มีนิพพานแท้จริงของศาสนาพุทธจิตใจจะปรุงแต่งได้ ไม่ใช่หยุดนิ่ง แต่กิเลสระงับ กิเลสมันตาย มันดับ นิพพาน ที่หมายต้องรู้จริง ต้องรู้ว่ามันตายสนิทตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อันนั้นคือกิเลสตายถาวรเลย ก็คือความเที่ยง ทางธรรมกายหรือหลวงพ่อสด ยังไม่ชัดในคำว่าเที่ยง คือเขาบอกว่า นิพพานนั้นต้อง นิจจัง(เที่ยง) สุขัง อัตตา ของหลวงพ่อสดของธรรมกาย นิพพานต้องนิจจัง สุขัง อัตตา แต่ถ้าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นมันไม่ใช่นิพพาน พยัญชนะเดียวกันเลยนะ แต่ความหมายแนวลึกต่างกัน ทางธรรมกาย หลวงพ่อสด เที่ยงคืออะไร ของเขายังคลุมเคลือไม่แม่นตรงชัด แต่ของพระพุทธเจ้าหรืออาตมายืนยันเลยว่าความเที่ยงแท้คือ กิเลสตายอย่างเที่ยง ตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างการตายของกิเลสนี้ได้) อสังกุปปัง(ตายไม่ฟื้นไม่มีเกิดอีก ไม่กลับกำเริบ) คือกิเลสมันตายอย่างเที่ยงแท้ ไม่ใช่จิตใจไม่ปรุงแต่งอย่างเที่ยงแท้ จิตอยู่เฉยๆอยู่อย่างเที่ยงไม่ใช่ จิตนิ่ง จิตว่างเฉยๆอย่างเที่ยง ของที่คุณว่าทั้งหลาย ก็คือคุณสะกดจิต แต่เมื่อหยุดสะกดจิตแล้วไม่เที่ยงหรอก คุณอธิบายว่ากิเลสมันตายสนิทไม่ได้หรอก คุณไม่มีสภาวะจริง จะอธิบายให้ตายก็อธิบายอย่างที่คุณว่า อาตมาสามารถอธิบายได้ทั้ง 2 อย่าง อย่างที่คุณเป็น อาตมาเคยหลงเคยเป็นมาแล้ว แล้วก็เดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้วไม่หลงแล้ว เป็นการสะกดจิตอย่างไม่ได้ทำอนาไลซิส analysis ไม่แยกแยะเวทนาในเวทนา 108 เขาก็อธิบายไม่ได้หรอก อาตมาว่า ความเที่ยง หากเข้าใจไม่ได้อย่างอาตมาว่าแล้ว ไม่แม่นสภาวะ อย่างอาตมาอธิบายไป ก็ไปยึดเอาสมถะ ไปยึดตัวหยุดตัวนิ่งของจิต เป็นความเที่ยง ก็ถูกของคุณ แต่ความจริงของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น คือความตายของกิเลสมันเที่ยง มันหยุด มันไม่มี มันว่าง มันเลิกเลยจริงๆ แต่พลังงานจิตไม่ได้เลิกนะ เมื่อกิเลสตายจากมาแล้ว พลังงานจิตจะสว่างสะอาด สงบ คล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว แสนรู้ ล้านรู้ มันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างเหมาะควรอย่างพอดี เป็นผู้ที่กำหนดได้อย่างมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แม้แต่คำว่าเที่ยงคำเดียวนี้ ก็มีนัยยะสำคัญที่ ทางโน้นกับที่อาตมารู้นั้นต่างกัน ความเที่ยงนี้เป็นธรรมะ ที่เป็นธรรมะเดียวไม่เป็นธรรมะ 2 ไม่มีอัตถิอุปมา เปรียบเทียบไม่ได้ เที่ยงของทางโน้น จึงกลายเป็นอัตตาเที่ยง แต่ของทางนี้คือ อนัตตาเที่ยง อัตตาเที่ยงคือ คุณยังมีตัวตนอยู่อย่างเที่ยง อนัตตาคือไม่มีตัวตนอย่างเที่ยง ไม่มีอะไร ก็ไม่มีกิเลส กิเลสไม่มีในเราอย่างเที่ยง ทางโน้นยืนยันว่านิพพานเป็นอัตตา แล้วยืนยันว่าเที่ยง คุณพูดไม่ผิดหรอก เพราะคุณผิดอยู่ที่คุณ คุณก็ต้องอธิบายสิ่งผิดที่คุณมี เราก็เข้าใจ เรารู้ว่าเป็นสิ่งผิดเราก็ไม่เอาแล้ว แล้วเราก็ทำได้ แต่มันไม่เป็นคุณค่าประโยชน์ ดีไม่ดีเป็นโทษด้วย เช่น ให้อาตมาดื่มเหล้าตอนนี้ดื่มได้ไหม ก็ดื่มได้ไม่ตาย แต่อาตมาไม่ดื่ม เรื่องอะไรจะไปดื่ม เหมือนกันแหละทำอย่างนั้นได้ไหม ก็ทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปทำ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความเที่ยงและความไม่เที่ยง

ทีนี้ มาอ่านหลักฐานของทางธรรมกายบอกว่า... ธรรมกายนั้นเป็นธรรมขันธ์ อันประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญาวิมุติและวิมุตติญาณทัสสนะ พ่อครูว่า...ก็ถูกต้องแล้วแต่มีนัยยะสำคัญต่างกัน เพราะธรรมขันธ์ของทางธรรมกายนั้น ทางโน้นไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะ มหาศีลเขาผิดไปหมดเลย ทำนายว่าจะไปอยู่วิมานไหนๆ เป็นต้น ผิดมหาศีลทั้งดุ้นเลย เขาไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 และก็ยังผิดวินัยด้วย จะได้เข้าคุกอยู่นี่ เขาไม่มีศีลด้วย อธิบายศีลก็ได้แค่กายกับวาจา ไม่มีอานิสงส์ของศีล ไม่มีอวิปฏิสาร ปามุชชะ ปีติ สุขคือ การได้อานิสงส์ 1๐ ของศีล . กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 2๐8)

ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิจากมรรคมีองค์ 7 ที่ปฏิบัติพร้อมไปกับโพชฌงค์ แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิสั่งส่งไปปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเกิดอย่างนี้ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติมักมีสัมผัสเป็นปัจจัย และมีโพชฌงค์ 7 1. สติ (ความระลึกได้) เปรียบเหมือนจักรแก้ว 2. ธัมมวิจัยะ (ความเฟ้นธรรม) เปรียบเหมือนช้างแก้ว 3. วิริยะ (ความเพียร) เปรียบเหมือนม้าแก้ว 4. ปีติ (ความอิ่มใจ) เปรียบเหมือนมณีแก้ว 5. ปัสสัทธิ (สงบจากกิเลส) เปรียบเหมือนนางแก้ว 6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) เปรียบเหมือนคหบดีแก้ว 7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) เปรียบด้วยปรินายกแก้ว (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 81)

มีอภิสังขาร แม้แต่ในการปฏิบัติก็มีโลกุตระ สังขารเป็นโลกุตระ ได้เริ่มสัมมาทิฏฐิเต็มรอบก็ส่งให้ปัญญา ปัญญาก็พัฒนาเป็นปัญญินทรีย์ คืออาการปฏิสัมพันธ์ของ 6 ข้อให้เกิดปัญญา พระพุทธเจ้าว่าการปฏิบัติมรรค 7 องค์จะเกิดปัญญาได้อย่างนี้ เดาไม่ได้หรอก การเกิดสมาธิของเขาไปนั่งหลับตา ไม่ได้เกิดจากมรรคมีองค์ 7 ปัญญาเข้าไม่ได้เกิดอย่างที่ว่านี้แล้ว สำคัญผิดเอาสัญญาเป็นปัญญา วิมุติเขาก็ตัดทิ้งได้เลย เป็นมิจฉาวิมุติแน่ วิมุติญาณทัสนะก็ไม่ได้แน่ ศีลก็ไม่มี สมาธิก็เละ แล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไร จะมีวิมุติ วิมุติญาณทัสนะได้อย่างไร?

มาอ่านหนังสือนี้ต่อ เขาว่า... ธรรมกายจะมีคุณสมบัติจำเพาะ 4 อย่างคือความเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ .. .เมื่อเอ่ยถึงความบริสุทธิ์ควร ให้คุณออกมาให้เขาพิสูจน์ความบริสุทธิ์เสีย กลัวจะมีแผลเหมือนวัวสันหลังหวะหรือเปล่า จึงไม่กล้ามาให้เขาตรวจสอบ แน่จริงออกมาสิ คนไม่บริสุทธิ์ไม่กล้าให้ตรวจสอบหรอก จริงๆ เรานี่นะ มันสบายๆใครอยากมาตรวจก็มา พูดไปเหมือนจะท้าอีก มาเลยถ้าไม่เมื่อยมาตรวจเลย คือถ้าคนมาตรวจเราเราจะได้คน เขาจะชัดเจน แล้วก็เสร็จเรา เขาจะเห็น ความบริสุทธิ์สะอาด จะศรัทธาเลื่อมใส แต่เขากลับกลัวคนจะมาศรัทธาเลื่อมใส สนามแม่เหล็กของเรามีแรงด้วย ไม่ใช่ดูดธรรมดา จับบิดให้เข้าที่ด้วยอีก สมณะเดินดินว่า...ฟังเขาพูดก็น่าห่วงพวกเรามากกว่า นิจจัง สุขัง อัตตา ภาษานี้ก็เคยฟังเปรียญธรรม 9 มาอธิบาย พอเขาว่า ทำไมต้องสร้างใหญ่ก็บอกว่า จำเป็นต้องสร้างใหญ่โตเพื่อรองรับคนมากๆ แต่ของเรานี้เหมือนแม่นเป้า แต่กิเลสไม่ได้ละ เหมือนธรรมกายอีก สามารถพูดได้เป๊ะเลย มีคนพูดว่าธรรมกายเขามาวัดเราเขาเดินเป็นระเบียบ แต่ก่อนของเราก็เป็นนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ระมัดระวัง พ่อครูว่า...นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ นิจจัง(เที่ยง)อธิบายไปแล้วนะสิ่งเที่ยงคือกิเลสตายอย่างไม่ฟื้นเลยคือเที่ยง แล้วตัวเราเอง จิตวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่ ก็มีมุทุภูตธาตุ ทำงานอย่างสะอาดบริสุทธิ์ช่วยเหลือเกื้อกูลไป ปราดเปรียว ว่องไว กัมมัญญตา ทำงานที่เกิดขึ้นๆ ด้วยความบริสุทธิ์สะอาดจริง สุขัง…..ความสุข มันบดบังความทุกข์จริงๆ สุขคือการบำเรอใจตัวเอง ถ้ายังบำเรอใจตัวเองอยู่ มันก็คือ ของเก๊ มันก็ยังคืออารมณ์ เพราะจิตแท้ๆไม่ต้องบำเรออะไรจบในตัวเองเป็นธรรมะ 1 ถ้าเป็นธรรมะ 2 จะเห็นว่าสีแดงนี้งาม อยากได้ รสอันนี้เค็ม ก็พอใจ อร่อยดี เค็มก็เค็มตัวเดียวสิ ไม่ต้องมีสอง จืดก็จืดอย่างเดียวสิไม่ต้องมีอร่อย จืดไม่หวานไม่เค็มหรือนัวดี ภาษาอีสานคือกลมกล่อม ก็คุณเองคุณพอใจบำเรอใจ อันนั้นแหละเรียกว่าสุขโลกีย์สุขเก๊ ผู้ที่บรรลุแล้วไม่มีสองมีแต่ 1 คุณทุกคนเหมือนกันหมด ผู้บรรลุด้วยกันยิ่งเป็นหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าผู้ไม่รู้ อันนั้นเหมือนกันหมดแต่ใครยึดอะไรมันต่างกัน คำว่าสุขนี้ยากมากที่เขาจะเรียนรู้ เขาจึงมีตั้งแต่ จาตุมหาราช ชื่อยักษ์วัดแจ้ง เขาจึงแย่ง ถ้าแย่งชิงอย่างโบราณคือการฆ่าทำร้าย สู้ข้าไม่ได้ เอ็งตายแล้วเขาก็ยึดเป็นของเขา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่โหดอย่างนั้นก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมมากในการเอามา จึงเป็นมหาราชที่ไม่ใช่ตาโตเขียวยืนถือดาบอย่างสมัยเจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช ไม่ทำแบบนั้นแล้ว แต่ใช้เล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน จนคนรู้ไม่ทัน คุณดูดอย่างโหด เอามาให้หมดใครจะเป็นจะตายช่างหัวมันอำมหิตที่สุดเลย ไม่พอ สะกดจิต เขาใช้สะกดจิตเป็นแกนเลยกลุ่มนี้ สะกดจิตแล้วเขาก็เชื่อทุกคนยอมตายถวายชีวิตได้เลย เขามีอุปกิเลส 16เต็มบ้อง มีอภิชาวิสมโลภะ โลภไม่มีสิ้นสุด โลภไม่สิ้นสุดเป็น ธรรมกรวย บานออกไป ทะลุโลกมหาจักรวาลเอกภพ คือรวยไม่มีที่สิ้นสุดใช้ภาษาปลุกเร้าด้วย ต่ออีกนิดนึงว่า ในคัมภีร์โบราณหลายแห่งเรียกธรรมกายในชื่อต่างๆเช่นพุทธรัตนะ ธรรมกายแก้ว วัชระกาย สัจจะกาย พุทธภาวะ ตถาคตครรภะ… เขาก็ใช้ภาษาต่างๆเรียกกันไป สมมุติกันไป เช่น อันนี้เรียกว่ามะละกอนะ จะไปเปลี่ยนแปลงคำ จะเรียก หมาโกย ใครจะไปรู้กับคุณด้วย ก็ไปแปลงของเขานะ ก็ไปสมมติกันเองก็ได้ ถ้าคุณยอมรับ หมายความอย่างไรเขาก็ไม่รู้ว่า กายคือจิตมโนวิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ต่อมาเขายืนยันว่า นิพพานนั้นเป็นที่มั่นที่ปลอดภัย เป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็หมายเอาสุขทางภายนอกเท่านั้น ปรมังสุขังเขาก็แปลว่า สุขอย่างยิ่ง คือสุขอันนี้ก็เท่านี้มันก็มีสุขที่ยิ่งกว่านี้อีก มีเหนือกว่านั้นอีกเรื่อยๆไป แต่ปรมังสุขังนี่อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข แต่ถ้าสุขอย่างยิ่งนี้ ไม่มีวันจบสมมุติสุขต่อไปไม่สิ้นสุด แต่ถ้าอาตมานั้นบอกว่าถ้ารสอย่างนี้พอกินได้ เผ็ดขนาดนี้พอกินได้ ถ้าเกินกว่านี้ไม่ได้นะ หวานมากก็ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ไหนแต่ไรอาตมาก็ไม่ค่อยชอบกินหวาน แต่รสเผ็ดนี้แต่ก่อนอาตมาทนได้ทนดี ที่เคยโง่มากับรสเผ็ด พอมาถึงตอนนี้เลยเข็ดมากเลย เผ็ด นิดหน่อยก็ไม่ได้เลย รสอื่นพอได้ เผ็ดนั้นอวัยวะสรีระไม่รับเลย มันประท้วงเลยแต่ ดีว่าอาตมาไอก็ดี เผ็ดแล้วไม่อักเสบไม่บวมไม่พิการ ไอแรงๆก็ไม่เป็นไร ไม่ช้ำ ไม่บวม มีแต่วาระปัจจุบัน อันนี้เป็นกุศลอาตมา มันไม่เรื้อรังในความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่เรื้อรังตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ก็เลยค่อยยังชั่วนิดนึง

มาต่ออีกว่า... เขาอธิบายว่านิพพานนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตที่ทุกคนควรขวนขวายไปให้ถึง นิพพานเป็นที่มั่นที่ปลอดภัยเป็นสุขอันยอดเยี่ยม การจะไปให้ถึงนิพพานได้ต้องสละความยึดมั่นในขันธ์ 5 ที่ตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง อนิจจังทุกขัง อนัตตา คุณพูดมาเองว่าจะต้องเป็นอนัตตา แต่คุณก็งงว่าจะเอาอัตตาหรืออนัตตา ตนเองเห็นว่าอนัตตามันเท่ แต่ตนเองจะเอาอัตตาตลอดกาล

อันต่อไปว่า ... พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละความพอใจในสิ่งที่ไม่ใช่ตน(อนัตตา)หรือไม่ใช่ของตน(อนัตตนิยะ) แต่ทรงสอนให้ยินดีในนิพพานแสวงหานิพพานและผูกใจไว้ในนิพพานดังนั้นสำหรับพระพุทธองค์นิพพานจึงตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอนัตตา เขาจะเมาไปถึงไหนนะ พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 30 ข้อ 659 นิพพานมีคุณสมบัติ 7 นัยยะของจิตที่เป็นนิพพานซึ่งไม่ใช่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอนัตตา แต่มีสภาพเป็น อนัตตาแท้ๆทีเดียว ถ้าเชื่อตรงกันข้ามกันก็คงจะต้องเป็นการเชื่อในพระพุทธเจ้าคนละองค์กันแล้ว คุณ guru สู่แดนธรรมว่า คุณสมบัติของผู้ที่ได้ชื่อว่ามีธรรมกายมาก โดยพระพุทธเจ้าได้บอกไว้ใน พระไตรปิฎกเล่ม 32 ข้อ 2 นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ ก็คือผู้มีธรรมกายมาก ก็คือเป็นเช่นดังพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

สมณะเดินดินว่า...ศาสนาของเขาเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา เหมือนกันทั้งโลก แต่เขาจะไม่พูดถึง จิตที่ไม่ดี เป็นกิเลสตัณหาร้าย ที่เป็นตัวปัจจัยว่าจะใช่หรือไม่ใช่จะร้ายหรือดี เขาจะวิเคราะห์อะไรมากมาย แต่จะไม่ค่อยพูดถึงหน้าตาเนื้อตัวของกิเลสเลยว่า ตัวนี้เป็นตัวสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เราดีหรือไม่ดี ทำให้เราใช้ได้หรือไม่ได้ จะเป็นอนัตตาก็อยู่ที่ตัวนี้ ที่ไหนก็ไม่ค่อยพูดกัน มันจึงไป นิจจัง สุขัง อัตตา สิ่งหนึ่งที่ พ่อครูมาสอน แล้วไม่เหมือนใคร ไม่ค่อยมีใครมาฟัง เพราะว่าพูดถึงกิเลสของคนนี้แหละ เป็นสิ่งที่หวงห้ามที่สุดของคน ถ้าไปวัดนี้แล้วจะทำให้รวยเขาก็อยากไป ไปวัดนี้แล้วจะทำให้จิตใจสงบ เป็นภวตัณหา ได้เสพ ได้ปลื้มบ้างเขาก็จะไป แต่มาวัดนี้แล้วพูดถึงกิเลส เขาก็ไม่กล้ามา นี่คือความแตกต่างที่ พ่อครูได้อธิบาย การจะเป็นโลกุตระหรือไม่เป็นโลกุตระ ก็อยู่ที่เราจัดการกับกิเลสของเราได้มากน้อยแค่ไหน สำคัญคือ วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไปของเรา เราได้ทบทวนเห็นกิเลสของเรามันเป็น อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี ได้เห็นมันเบาบางลงไปแล้ว เราจะเห็นถึงการดับของกิเลส และความสลัดคืน ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะแค่รู้มาก แต่ไม่ได้เห็นหน้าตาของกิเลส ไม่ได้ทำความจางคลายของกิเลสเลย สุดท้ายเราก็จะเหมือนกับธรรมกาย เป็นแต่เพียงเราไม่กล้าพูดชัดเจนเหมือนธรรมกาย แต่เพราะเขามีพวกมาก เลยกล้าพูด กล้าบัญญัติอันใหม่ แต่ศาสนาพุทธไม่ใช่ นิจจัง สุขัง อัตตา พ่อครูถึงมาช่วยพูด เราจึงไม่ควรปล่อยให้วันคืนผ่านไป โดยที่ไม่ได้จัดการกับกิเลส จะได้รู้ถึงความไม่เที่ยง ความจางคลาย ในความหมดตัวหมดตนของกิเลส จะได้สมกับที่พ่อครูได้พร่ำสอนพวกเราทุกคืนทุกวัน ...จบ

591226_พุทธศาสนาตามภูมิ วิพากษ์ นิจจัง สุขัง อัตตา ของธรรมกรวย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน