โพชฌงค์ 7 ช่วยรักษาโรคได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.82 KB
วันที่แก้ไข18 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

โพชฌงค์ 7 ช่วยรักษาโรคได้อย่างไร _โพชฌงค์ 7 ช่วยรักษาโรคได้อย่างไรคะ? (อ่านหนังสือธรรมะสมัยพุทธกาลว่าพระอาพาธจะได้ทิพย์โอสถจากโพชฌงค์ 7) พ่อครูว่า... โพชฌงค์ 7 จะช่วยรักษาโรคได้อย่างไร อย่างน้อยที่สุด มันจะช่วยรักษาโรคทางจิตก่อนอื่น มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เป็นสามเส้าแรกของโพชฌงค์ 7 สติและการวิจัยรู้รอบ ฝึกสติรู้รอบพฤติกรรมกาย วาจา ใจ ข้างนอกข้างในหมด ข้างนอกมีพฤติกรรมกิริยาอย่างไร แล้วก็วิจัยทีละคู่ มีความแตกต่างกัน เราก็เลือกเอาสิ่งที่ดีสิ่งที่ควร อย่างนี้แหละเราจะค่อยๆเก่ง ค่อยๆฝึก วิริยะสัมโพชฌงค์ เพียรฝึกอย่างนี้ 1. ฝึกรู้ให้ได้ทั้งหมด แล้ววิจัยมันออกมาทีละคู่ แล้วเลือกเอาทีละ 1 อะไรมันควรอะไรมันดีกว่าก็เลือกเอาที่ควรที่ดีกว่า ที่ไม่ควรไม่ดีให้เลิกไป ให้มันเหลือ 1 พอมี 1 มันก็ไม่มีผัสสะไม่มีปรุงแต่ง ถ้า 2 จะมีผัสสะและปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือแม้แต่เป็นการเกิด ถ้า 1 ไม่เกิด มันมีอยู่แล้วมันจะมีแต่ความเสื่อม ไม่มีอะไรมันก็หมดอายุขัย สูญไป ดีไม่ดีถ้ามีคู่มันไม่เสื่อมด้วย ร่วมกันสร้างต่อไปเป็น 3 4 5 6 ต่อไป สู่แดนธรรม... ผมเคยพิจารณา การใช้โพชฌงค์ 7 มารักษา ในพระบาลีใช้คำว่า อาพาธ คนแปลว่าความป่วยทางร่างกาย ซึ่งไม่น่าจะใช่ อาพาธคือ จิต มีอินทรีย์อ่อน นิวรณ์นั้นครอบงำจิตใจ จิตทุรพล อ่อนกำลังลง มันก็จะถามว่ายังเป็นอยู่ดีได้ไหม ท่านก็ตอบว่าเราเจ็บปวดมาก ฟังแล้วเหมือนเป็นโรคทางกาย ถ้าจะใช้โพชฌงค์ 7 แก้ น่าจะเป็นการแก้นิวรณ์ไม่ใช่โรคทางกาย พ่อครูว่า... ถ้าแก้โรคทางใจได้มันจะมีพลัง พลังจะมาช่วยเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 เพราะฉะนั้นโพชฌงค์ 3 หรือ โพชฌงค์ 7 เมื่อโพชฌงค์ 3 เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ก็เกิด เมื่อเกิดพลัง 5 นี้ มีอำนาจทางศรัทธาวิริยะ สต

อ่านต่อ

ิ สมาธิ ปัญญา นี่คือ 5 เพราะอำนาจศรัทธา เชื่อมั่น รู้เข้าใจศรัทธา เชื่อมั่น ศรัทธาไม่มีปัญญาเป็นศรัทธาขี้หมา ไม่ได้เรื่อง แล้วก็จะยิ่งขึ้น ศรัทธาต้องมีปัญญาเสริมด้วย มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แล้วก็ต้องเห็นว่าอย่างนี้ได้ดีแล้ว ตื่นให้เต็มอย่าไปให้จิตตก ให้เต็มร้อย สตินี้คือเต็มร้อย ให้รับรู้ทุกอย่างชัดและวิจัยไปในรายละเอียด สติ อะไรที่เราวิจัยหาตัวเหตุก็คือกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ปัญญาจะค่อยๆเกิดขึ้นมาเรื่อยๆจากศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็คือยาดำที่แทรกเข้ามาเรื่อยๆ พอมาถึงสมาธิก็จะเยอะมากเพียงพอ ปัญญามากเพียงพอจนขจัดกิเลสดับได้ กิเลสไม่รอหน้า กิเลสจะหายไปด้วยพลังปัญญา มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ไม่มีคำอธิบายอื่น คุณสร้างให้ได้ เราก็จะเห็นว่าปัญญามีฤทธิ์แรง จนกิเลสหมดไป กิเลสหมด จิตก็จะสะอาด เมื่อจิตสะอาดก็จะตกผลึกเป็นของเรา จิตสะอาดตั้งมั่น คือสมาหิโต เป็นสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่สมาธิทั่วไปที่เขาเข้าใจกัน ตื้นๆ สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ง่ายจะเข้าใจ แล้วไปนั่งหลับตาตื้นๆสะกดจิตทำให้จิตเป็นหนึ่ง เป็นคน centration เป็นเรื่องเท่านี้ บอกว่าในเป็นสมาธิก็ได้ ตื้นๆเผินๆ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้ามี 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) เป็นปริมณฑลจึงเป็นจิตสะอาดตกผลึก ตั้งมั่นแข็งแรงมากยิ่งขึ้น กว่าจะเป็นสมาธิของพุทธ สมาหิตะหรือสมาหิโต จึงไม่ใช่เรื่องตื้นเขินง่ายๆเลย มีสมาธิก็คือ มีธาตุรู้ว่านี่คือสมาธิ ที่อธิบายสมาธิทั้งหมดคือปัญญาของอาตมา ที่รู้รอบถ้วน รู้ครบ มาอธิบายให้ฟัง ถ้าไม่มีปัญญาละเอียดลออครบรอบอย่างนี้ ก็จะอธิบายไม่ได้ แต่อาตมามี สมาธิตัวนั้นก็มาสาธยายให้ฟัง 650218 พ่อครูตอบปัญหา พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน