สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระโสดาบันคือผู้พ้นสังโยชน์ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระโสดาบันคือผู้พ้นสังโยชน์ 3 ตอบคำถามที่ว่า โสดาบันเป็นคนเช่นไร... โสดาบันเป็นผู้พ้นสังโยชน์ 3 สังโยชน์ 3 คืออะไร ก็คือ 1.พ้นสักกายทิฏฐิ ความเห็นความรู้เรียกว่าทิฏฐิ ความเป็นสักกายะ พ้นสังโยชน์ 3 จะรู้จักความจริงนี้ได้ เป็นสักกายเรียกว่าอย่างไร ทิฏฐิที่ได้รู้คือความเข้าใจ เท่านั้นนะ ว่าสักกายะหมายถึงเช่นนี้ 2. พ้น วิจิกิจฉา เข้าใจอย่างไม่สงสัยเลยว่า สักกายะ คืออะไร เข้าใจอย่างพ้นลังเลสงสัยเลย 3. พ้นสีลัพพตปรามาส เข้าใจศีลพรต เช่นศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ2ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม คือละราคะไม่ไปหลงในอารมณ์กามราคะ รูปรสกลิ่นเสียงทางทวารเรียกว่ากามคุณ 5 คุณก็ต้องอ่านจิตของคุณ ว่ามี เห็นรูปแล้วอย่างไร อยากมีอยากเป็น ได้ยินเสียงแล้วเป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติที่ตัวปฏิบัติคือศีลข้อ 1 2 3 ศีลข้อ 2 ปฏิบัติกับสิ่งของ สัตว์มันก็อยู่ของเขาเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย อย่าไปทำร้ายทำลายเขา เมตตาเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ของที่เป็นของเขา อย่าไปอยากได้ด้วยทุจริต อยากได้ก็ต้องสร้างด้วยความสุจริต เช่นอยากได้มะเขือเทศมีสีสันน่ากิน ถ้าอยากได้ก็สร้างขึ้นปลูกขึ้น ถ้าไม่ได้ปลูกเองก็หาเงินมาซื้อ ถ้าอยากได้ลูกนี้ก็ต้องมาซื้อที่ราชธานีเพราะว่าลูกนี้มันอยู่บนโต๊ะนี้ เอาเงินมาซื้อเองที่นี่ ให้ได้ อนุเคราะห์ได้ ถ้าอยากได้จริงๆ ไม่ได้กินจะชักดิ้นชักงอ ทีนี้ก็ขออธิบาย ตามหลักธรรม อาตมาเขียนอยู่ในหนังสือเราคิดอะไร เล่ม 230 ในคอลัมน์ เปิดยุคบุญนิยม บอกว่า เราได้พูดถึงผลการปฏิบัติไตรสิกขา คือตามศีลแต่ละข้อ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริง ก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือฆราวาส บวชแล้วก็ปฏิบัติศีล ศีลข้อ1 เริ่มต้นไปได้ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุ ไม่ใช่ว่าเป็นภิ
อ่านต่อ
กษุแล้วก็ไปถือแต่วินัย 227 ข้อ ที่เป็นพระวินัย ก็ดี ที่ปฏิบัติด้วย รูป คือกายกับวาจา แต่ผู้ปฏิบัติศีล จะต้องสังวรระวัง ปฏิบัติศีลคือปฏิบัติจิต ท่านบอกว่าอย่าฆ่าสัตว์ ทางกายไม่ฆ่า วจีไม่ฆ่า จิตต่างหากต้องสังวรระวัง กายก็ดี จิตก็ดี คุณจะฆ่าก็มีจิตใจเป็นประธาน คุณจะพูดก็มีจิตใจเป็นประธาน ปฏิบัติศีลต้องปฏิบัติที่จิต ผู้ที่รู้จักการปฏิบัติจิต กระทบสัมผัสอะไรแล้วเป็นจริง ถ้าคุณไม่ได้กระทบสัมผัสอะไร หลับตาปฏิบัติ คุณไม่ได้ปฏิบัติศีล คุณไม่ได้ปฏิบัติสมาธิพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิบัติปัญญาพระพุทธเจ้า การนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีศีลสมาธิปัญญาของพุทธ ปฏิบัติศีลจะต้องมีผัสสะ 5 แล้วมีจิตร่วม มีปสาทรูป โคจรรูป เมื่อเกิดสัมผัสจึงเกิด ภาวะรูป 2 ปฏิบัติธรรมต้องอ่าน รูป 28 อุปาทายรูป 24 มหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม เป็นพลังงานลักษณะต่างๆ มันก็อยู่ร่วมกัน เราก็พยายามสัมผัสสิ่งที่เราสัมผัสแล้ว อันนี้เกี่ยวกับสิ่งที่มี ชีวะ เป็นสัตว์ หรือเป็นวัตถุ หรือเป็นพีชนิยาม พืชนี้ถือว่าเป็นแค่ขั้นศีลข้อที่ 2 เป็นของชนิดหนึ่งไม่ใช่สัตว์ เมื่อสัมผัสแล้วกิเลสคุณเกิดขึ้นก็อ่านอาการกิเลสออก จิตใจมันเริ่มมี กามวิตกหรือพยาบาทวิตก สัมผัสแล้วมันผลักหรือดูด ถ้าคุณไม่ผลักหรือดูดก็เป็นอุเบกขา แต่ถ้ามันมีอาการไหว ผลักหรือดูดคุณก็ต้องทำให้เป็นอุเบกขาคือกลางๆ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ การจัดการจิตคือการจัดการสังขารกับการปรับปรุงจิตของเราด้วยมนสิการ เรียกว่าอภิสังขาร แต่ถ้าที่ทำให้จิตเกิดอุเบกขาเฉยๆ สะกดจิตไว้ไม่ให้เกิดอาการเช่นนี้ มันก็เป็น เคหสิตอุเบกขา เป็นการทำ ใจในใจสมถะไม่บวกไม่ลบชั่วคราว ทำได้เก่งก็ทำได้ชำนาญเป็นสมถะนะ ยังไม่เข้าเนื้อของศาสนา ศาสนาทำให้รู้จักกิเลส กิเลสมันไม่ใช่ของจริงมันเป็นตัวหลอก มันไม่มีตัวตนมันเป็น อาคันตุเก เราโง่เองให้มันมาเป็นนายของจิตเรา มันเป็นเหตุให้เราเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็มีมากเดี๋ยวมันก็มีน้อยเดี๋ยวมันก็มีแรงมีเบา บางทีก็มาแรงมันไม่เที่ยงไม่ได้อยู่ตลอดกาล อนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งนั้น พิจารณาไตรลักษณ์อย่างนี้เสมอ ให้เห็นว่ากิเลสมันเป็นเช่นนี้ เมื่อมันเป็นไตรลักษณ์ มันเป็นของไม่เที่ยงมันไม่มีตัวจริงแต่มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ก็อย่าให้มันมีอาการ ไม่ว่าจะเป็นความผลักหรือความดูด ให้เป็นอุเบกขาฐานเสมอ ถ้าหากกดข่มก็เป็นสมถะวิธี ให้รู้ด้วยปัญญาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์จริงๆมันไม่มีตัวตน มันคือปัญญา ปัญญาจะเกิดความชัดเจน ชัดเจนในเบื้องต้นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์มันไม่มีตัวตน ทำให้มันจางคลายด้วยปัญญาเรียกว่า วิราคานุปัสสี ให้มันลดละจางคลาย ไม่ใช่กดข่มแต่เข้าใจด้วยปัญญา เป็นวิปัสสนา สัมผัสแล้ว กดข่มยังไม่ใช่ แต่กดข่มเก่งเร็วไวขึ้นมันใกล้กับวิปัสสนา แต่ทุกวันนี้สัมผัสแล้ว สะกดจิตหยุด สายสมถะลืมตาทำทีอุเบกขาเฉยๆ ไม่ได้เกิดปัญญา วิปัสสนา นั้น เข้าใจว่าอาการจะเกิดทุกข์เกิดสุขเกิดจากเราโง่เอง มันมาจากอวิชชาคือคุณโง่ คุณเห็นมะเขือเทศลูกนี้ผิวสวยดีน่ากิน มันก็เป็นลักษณะของมันเอง มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ตถตา เป็นความจริงของมันเช่นนี้ แต่คุณสัมผัสแล้วเกิดความชอบไม่ชอบความสวยหรือไม่สวย ความรักหรือความดูด คุณก็เป็นบ้าของคุณเอง มันไม่รู้เรื่องของมันนะมะเขือเทศมันไม่รู้เลย คุณไปสมมติกับมันด้วยว่าไปบวกไปลบกับมัน ไปผลักไปดูดกับมัน ถ้านี้เป็นอาหาร ให้รู้ว่าเป็นอาหาร มีความรู้ทางโภชนาการ นั่นคือเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ว่าเพราะว่าอะไรเพราะว่ากลิ่นหอมเพราะว่าสวยงาม ไม่ใช่ ไม่ใช่เปลือกๆผิวๆอย่างนั้นมันต้องอยู่ที่สาระ คุณสามารถทำจิตในจิตใจว่าสังขาร ปรุงแต่งหรือว่าทำจิตในจิต คุณจัดการทำจิต ของคุณให้อยู่กับอภิสังขาร จนกระทั่งถึงขั้น ปุญญาภิสังขาร ปุญญะแปลว่า การชำระกิเลส บุญแปลว่าการชำระกิเลส แต่เดี๋ยวนี้ได้ผิดเพี้ยนไปไกลมาก แปลว่าคือกุศลเป็นสมบัติ อันนี้เละเลย ตัวเดียวนี้สับสนไปหมด บุญหรือกุศล เพราะเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ บุญก็เลยกลายเป็นกุศล กุศลเป็นสมบัติ บุญเป็นวิบัติ บุญมีหน้าที่เดียวคือเจอกิเลสแล้วกำจัดกิเลส กําจัดได้ส่วนหนึ่งเรียกว่าส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา กำจัดกิเลสได้หมดเรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่ทำบุญเป็น รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือที่อาตมาได้บอกไป ได้แสดงไปนี้ แต่ทุกวันนี้ศาสนากระแสหลักใช้ตรรกะ หรือกดข่ม อย่างคอลัมนิสต์ต่างๆที่เขียนในหนังสือพิมพ์ อธิบายไป ก็น่าสงสาร ท่านเหน็ดเหนื่อยแต่ได้มอมเมาให้คนอื่นเชื่ออีก ทางไทยโพสต์ก็สนับสนุนเผยแพร่มิจฉาทิฐิอย่างนี้ไป ศาสนาจึงได้เสื่อม ท่านอธิบายถึงจิตเดิมแท้ อาตมาก็อ่านอยู่ น่าสนใจ เพราะว่าท่านได้ทำสิ่งที่ผิดไปไกลจะได้รู้ว่าถึงไหนแล้ว อ่านด้วยความสนใจ แล้วก็สงสาร ไม่ได้ข่มเบ่ง การนั่งสมาธิแล้วจิตว่างไม่นึกคิด ไม่มีธัมมวิจัย แต่ทำให้จิตเฉย ๆ โจ๊โล๊ ภาษาอีสานคือ ไม่มีความรู้สึก เฉยๆ แบบนี้ บางทีเอามือไปปัดหน้า ตาลืมอยู่แต่ไม่รู้ ทำให้ประสาทดับ จิตไม่ทำงาน จิตไม่รับรู้ ทำให้อยู่เฉยๆกลางๆแล้วเขาบอกว่าเป็นจิตเดิมแท้เป็นฐานนิพพาน ซึ่งทำได้ ฝึกก็ชำนาญเก่ง แต่ได้เสีย calorie เสียกำลังงานไปยังออกนอกทาง เสียเวลาเสียพลังงานไปเปล่าๆ ได้แต่ความเก่งในสิ่งที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ คุณได้เสีย ทุนรอนแรงงาน ทางกาย ทางสมองไป เอาความสูญเสียของข้าคืนมา คือ1.เวลา 2.แรงกาย แรงใจ 3.ทุนรอน เป็นความฉิบหายอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เอาความสูญเสียเหล่านั้นคืนมาอย่าไปสูญเสียเลย ดูเหมือนว่า อาจารย์บูรพา จะไม่ได้ฟัง แต่อาตมาก็พูดไป เผื่อว่า จะมีอะไรต่อเนื่องไปถึงอาจารย์บูรพาบ้าง อ๋อ ว่าโพธิรักษ์ด่าเช่นนี้หรือ? คนที่พูดด้วยความไม่มีราคะโทสะโมหะนี้ไม่ใช่เป็นอกุศลเลย ถือศีลข้อ1 ก็อ่านจิต จิตเกิดอะไรเมื่อสัมผัสสัตว์ จิตก็จะปรุงแต่ง 1.ชอบ 2.ชัง มันเป็นอะไรก็คือ โลภะหรือราคะ ถ้าชังก็โทสะหรือพยาบาท คุณก็อ่านจิต ตักกะ เริ่มตัวแรกในส้งกัปปะ 7 ในการพิจารณาสังกัปปะคือฐานปรุงแต่งความคิดทั้ง 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร สามตัวแรกเป็นวิปัสสนาหรือDynamic สามอันหลังเป็น Static หรือเจโต เมื่อ ตักกะ เริ่มสัมผัสแล้วรู้ แล้ววิเคราะห์วิจัยเรียกว่า วิตักกะ จนเห็นการปรุงแต่งของจิตเรียกว่าสังกัปปะ ความนึกคิดของจิต แต่หากไปดับความนึกคิดของจิต ลัดไปเอาอุเบกขาจึงล้มเหลวหมด คือจะได้อุเบกขา ที่มีเคหสิตอุเบกขา ไม่ได้เนกขัมสิตอุเบกขา ตามฤาษีชีไพรเขาได้สอนกันมาไม่ใช่เนกขัมมะ เนกขัมมะกันคนละทางคนละเรื่องเลย มีอุเบกขาเหมือนกัน อาจจะว่างจากกิเลสแบบที่ลืมกดข่ม จะเป็นวิธีแบบโลกียะ ของพุทธศาสนาเป็นวิธีแบบโลกุตระ มันคนละเรื่องกันเลย อันนี้รู้กิเลสแล้วเอากิเลสออกไป เปรียบเหมือนแก้วน้ำมีฝุ่น วิธีที่เขาทำการคือให้มันอยู่นิ่งๆให้มันตกตะกอน หรือกดข่มให้น้ำตกตะกอนได้น้ำใส แต่ตะกอนจมเแน่นข้นในแก้วน้ำ แต่ว่า ของพุทธนั้น กวนให้ขึ้น เอากิเลสออกไป จากหยาบก่อน หยิบตะกอนออกไปหมด น้ำมันใสแล้วจะกวนอย่างไรมันก็ไม่ขุ่น เป็นน้ำใสที่บริบูรณ์ที่สะอาดที่จบ วิธีของศาสนาพุทธคือวิธีนี้ ไม่ใช่วิธีให้มันตกตะกอน หรือช่วยกดข่มให้ตกตะกอนให้น้ำใสก็หลอกตัวเอง อุเบกขาเคหสิตะอย่างนั้น แต่เนกขัมมสิตะ คือกวนให้ขุ่นให้ฟุ้ง จับหยาบเอาหยาบออกก่อน ต่อมาเอากลางออก เอาละเอียดออกในที่สุด เสร็จจบหมด น้ำในแก้วนี้ใสตลอดนิรันดร ไม่มีการขุ่นอีกเพราะมีปัญญามีตัวจริงมีความรู้บริบูรณ์ นี่คือวิธีของศาสนาพุทธ วิธีของเขาไม่ใช่พุทธ ยกตัวอย่างง่ายสุดชัดที่สุด ศาสนาพุทธทุกวันนี้ได้ผิดเพี้ยนไปเป็นเดียรถีย์เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ที่พระพุทธเจ้า ไปเจออาจารย์ที่ผิด คือโอฬาร อาจารย์นี้ใหญ่มาก นั่งได้ฌาน7 ส่วนอุทกดาบสนั่งได้ฌาน 8 พระพุทธเจ้าก็ไปปฏิบัติด้วย ถือว่าเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้านะ แต่ในมหาจัตตารีสกสูตร บอกไว้ว่าการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ สั่งสมเป็น สัมมาสมาธิมรรคองค์ที่ 8 แต่เขาไม่ฟัง ไปฟังอาจารย์ที่จบเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์ทางศาสนาต่างๆนานาสารพัด พระโพธิรักษ์พูดนี้ไม่เหมือนอาจารย์ไหนๆ ถ้าเหมือนอาตมาก็สบายสิ มีสักร้อยคนพันคนศาสนาไม่เสื่อม แต่นี่พูดไปก็หาไม่ได้สักราย แสดงว่าศาสนาพุทธได้เสื่อมไปแล้วไม่เหลืออะไรเลยในความเป็นศาสนาพุทธที่ถูกต้อง มันเป็นกลองอานกะที่ไม่เหลือซากเก่าแล้ว ชื่อว่ากลองอานกะ แต่เนื้อไม้หนังไม่เป็นเนื้อเดิมแล้วแต่บอกว่าเหมือนกลลองเก่า แต่แท้จริงเป็นของปลอมเป็นของพิษ เป็นไม้พิษหนังพิษด้วย เละเทะไปหมด
การทำใจในใจเรียกว่าสังขารก็ได้ เรียกว่ามนสิการก็ได้ การปฏิบัติธรรมตามหลักเรียกว่า รากฐานของการปฏิบัติ เรียกว่ามูล มูล การปฏิบัติธรรม 10 ข้อ ในมูลสูตร สมบูรณ์แบบจบเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) หากผู้ใดปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะอ จึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิบัติธรรม ผลก็ไม่เกิด จึงมีแต่ความดิ้นรนแส่หาของตัณหา ทั้งนั้น เพราะไม่มีผัสสะ เป็นความไม่รู้เป็นความไม่เห็น อชานโต อปัสสโต เพราะไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย หากการนั่งหลับตาทำสมาธิไม่มีผัสสะ ผิดตั้งแต่ต้นทาง เมื่อไหร่จะตื่น ฟื้นจากความงมงายผิดเสียทีในวงการศาสนาพุทธ ศาสนาสายหลับตาหมดเลยจมอยู่กับความผิดของการนั่งหลับตา แม้แต่สายบ้านก็ถือว่านั่งหลับตาเป็นการปฏิบัติเหมือนกัน ไม่ใช่ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์ปฏิบัติการงานอาชีพในกัมมันตะ วาจา สังกัปปะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะให้ออกพิจารณา กายเวทนาจิตธรรม วิจัยวิตกวิจาร ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ วิตกวิจารต้องมีเหตุปัจจัยจากทวารทั้ง 6 เปิดรับ เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา เป็นความประชุมลง 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ตามพรหมชาลสูตร เมื่อไม่มีเวทนาก็ไม่มีกรรมฐานในการปฏิบัติ กรรมฐานของศาสนาพุทธมีเวทนาอันเดียว ไปหลงทิศหลงทางก็ไปเอากสิณดินน้ำไฟลมอะไรแล้วแต่ มารวมกันเป็นกสิณ 40 แล้วยึดติดกันเลยว่า คือทางของพระพุทธเจ้า เมื่อไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ต้องรู้การประชุมลงที่เวทนา ต้องมาแยกแยะเวทนา 108 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
601220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อ่านเวทนา108 ให้พ้นสังโยชน์