ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร ตอน 1 ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร เอาอะไรมาชี้บ่งถึงจุดสำคัญในความเป็นประชาธิปไตยได้แท้จริง ก็ต้องเอา“หลักเกณฑ์”สำคัญ เป็นเครื่องตัดสิน ศาสนาพุทธก็มี“ศีลธรรม”แต่ละข้อของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็น“หลักเกณฑ์”พิจารณาตามกาละ-เทศะ-ฐานะ ที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป “หลักเกณฑ์”ที่ยืนยัน“ความจริง”แท้ได้ ต้องเป็นหลักเกณฑ์กำจัด“กิเลส”ให้หมด“อวิชชา”ได้จริงๆ จึงจะไม่มี“ความลำเอียง”มาตัดสิน เอาที่เป็นปัจจุบันชาติที่เกี่ยวข้องกับเรากระทบอยู่ แล้วเราจะให้ได้ประโยชน์หรือเราวางมันแล้ว มันจะเกี่ยวข้องกับเราแต่เราวางมัน แล้วมันก็จะเป็นธรรมฤทธิ์ เราวางแล้ว มันก็จะมาเกี่ยวข้อง ธรรมฤทธิ์มาก็จะดีดมันออกไปเอง ถ้าเรามีบารมี ถ้าเราไม่มีบารมีดีดมันไม่ออกหรอก อาตมาใช้ภาษาสื่อได้แบบนี้ สภาวะแบบนี้เรียกว่าธรรมฤทธิ์ ลองไล่เรียง“เกณฑ์”ต่างๆไปทีละ“ข้อ”ดูกันซิ.. อย่างนี้จะยอมรับว่า เป็น“ประชาธิปไตย”มั้ย? 1.“ประชาชน”ส่วนใหญ่ มีอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ อิสระที่จะทำแต่ไม่ทำเกินที่ควรทำ แล้วก็อยู่อย่างสบาย สงบไม่ใช่อยู่นิ่งแข็งทื่อๆไม่ใช่ สงบแต่ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว เบิกบานร่าเริง ได้ประโยชน์คุณค่าด้วย อยู่กันอย่างอบอุ่นคืออยู่กันอย่างดี ภาษาไทยอบอุ่น ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนไม่รู้ว่าอย่างไร อิ่มเอม ความยินดีพอใจปลื้มใจ มันพอใจอย่างเต็มๆ พอใจยังอิ่มๆพอใจอย่างสมบูรณ์ เกษมใส มันเบิกบานแจ่มใสร่าเริง ไม่หม่นหมอง ไม่มีมัวหมอง มันใสสว่างกระจ่าง สงบครบพร้อมหมดเลยแล้วมีใจเกื้อกูลตลอดเวลา สุดท้ายจบตัวนี้เป็นสุดยอดแห่งมันมนุษยชาติเลย ชีวิตของเราพยายามมีชีวิตอยู่เป็นผู้ที่เราจะเป็นผู้เสียสละ ๆๆๆ ได้มากขึ้นแต่ไม่ไปบังคับตัวเองหร

อ่านต่อ

อกแต่พยายามให้เกิดพัฒนาการ เป็นคนมีอะไรเสียสละไม่ใช่แค่ปากพูด ไม่ใช่แค่คุยโม้ว่าเสียสละแต่เราทำจริงๆเลย มีผลผลิต มีแรงงาน กายกรรม วจีกรรม เสียสละจนกระทั่งไม่มีอะไรจะสะสมเป็นคงคลัง มีแต่การสะพัด เมื่อสะพัดเป็นตัวยืนยันเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน คุณมีแรงงานสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าจำเป็น สิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็นของสังคมของคน ในกาละนั้น ในองค์ประกอบนั้น เป็นประโยชน์เป็นคุณค่าแม้แต่ราคาแพงแต่เราก็ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นสิ่งที่เราจะต้องเป็นเจ้าของเจ้าของ เราเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณอะไรยิ่งไม่คิดใหญ่

2. การทำงานของ“นักการเมือง” 2.1 ซื่อสัตย์ 2.2 ขยัน ทำงานเพื่อประชาชน 2.3ทำงานเพื่อประชาชน 2.4 ไม่ทำเพื่อตนเพื่อพวกตน 2.5 เป็นกลางจริง 2.6ทำงานอย่างมีปัญญาและสมรรถนะ 2.7 ปรากฏผลงาน ทำเพื่อประชาชนทำเพื่อส่วนรวม อย่างเช่นเราไปทำงานการเมืองคนจะบอกว่าไม่สมควรแต่เราก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควร เรามั่นใจว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดสิ่งที่เสียหายเขาไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของเขา เขาบอกว่าไม่ดีไม่ควรทำเขาเข้าใจของเขาตามประเด็นของเขามันเป็นนานาสังวาสความเห็นต่างกัน 7 ข้อนี้อ่านในตัวตนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนักการเมืองที่มีลักษณะ 7 ประการนี้ ที่มีหลักฐานยืนยันได้ พวกตาบอดหูหนวกก็ใส่ความ ด้อยค่าพลเอกประยุทธ์ว่าไม่มีผลงาน ทั้งที่มันมีอยู่เต็มไปหมด แล้วเขาก็มาพูดมันไม่อายหรืออย่างไร เขามีแต่ขี้โม้จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งหน้าที่เลย แต่นี่พลเอกประยุทธ์เขารับตำแหน่งหน้าที่มีผลงานปรากฏเลย ต่างประเทศรับรองมีหลักฐาน องค์กรนั้นองค์กรนี้รับรองต่างๆนาๆ แล้วหลักฐานที่เป็นปรากฏผลงานให้พวกคุณได้อาศัยด้วย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... พวกนี้ไม่ควรคบหามี 1.ใช้เวลาสมาคมกับพวกเป็นพิษ 2.ใช้เวลาอธิบายเหตุผลกับคนที่มีอคติต่อเรา 2 ข้อนี้เราควรหลีกเลี่ยง พ่อครูว่า... เป็นกลางจึงต้องเข้าข้างคนดี 3. ผลงานมีจริงจับต้องได้ ประชาชนได้อาศัยกินใช้ดำเนินชีวิตกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข เบิกบานสราญใจจริง

4. จิตวิญญาณของประชาชนได้รับการพัฒนา ให้เป็นอาริยชนที่เป็นโลกุตระกันจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากโลกียธรรมที่ตื้นเขิน ไม่ลดกิเลสแย่งสุขที่เป็นโลกียะ ซ้ำมิหนำมีแต่เพิ่มกิเลส โลกียธรรมนั้นตื้นเขินรู้ง่าย แน่นอนโลกุตรธรรมนั้นรู้ได้ยาก ความสุขนั้นเป็นมายาที่โง่ ความสุขหยาบๆไปหลงเรื่องเลวร้ายเรื่องเลว ความสุขตั้งแต่เป็นเจ้าโลกสร้างอาวุธฆ่าคนได้เป็นจตุมหาราช เป็นสวรรค์ชั้นที่เลวร้ายที่สุดเลย แล้วเขาก็ว่าเขาเป็นสุข เขาเป็นจอมยักษ์มาร จตุมหาราชเขาไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นคนพวกนี้มีแต่เพิ่มกิเลสโดยไม่รู้ตัวเอง สรุปข้อ 4 นี้จิตวิญญาณประชาชนต้องลดกิเลสและเจริญเป็นอาริยะ

5. อาริยชนคืออริยกะ(คนเจริญ)แท้ ไม่ใช่มิลักขะ(คนเถื่อน) อริยกะแท้ คือผู้ใช้ศีลพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องวัดได้จากกายกรรมของคน-วจีกรรมของคน ซึ่งมาจาก“มโนคติ-มโนทัศน์”เป็นประธาน บัญชาการ ใจของเรานี่แหละเป็นผู้บัญชาการหรือใจของเรานี่แหละเป็นพระเจ้าของเรา เพราะฉะนั้นศีลข้อ 1 ก็ดีข้อ 2 ก็ดีข้อ 3 ก็ดีข้อ 4 ก็ดี ศีลแปลว่าเป็นปกติ ศีลข้อ 1 เบื้องต้นไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ปฏิบัติตนจนกระทั่งมีศีลแปลว่าจิตใจของตนมีทั้งปัญญาและเจโต มีความศรัทธา จิตตั้งมั่นแข็งแรงปัญญาก็ชัดเจนว่าไม่ฆ่า ไม่ฆ่าอย่างไม่ต้องฝืน ไม่ฆ่าอย่างสบาย หากไปฆ่าสิเป็นการฝืนมาก ฆ่าไม่ได้ฆ่าไม่เป็น ฆ่าไม่ลง ในที่สุดเขาจะฆ่าเรายังยอมให้เขาฆ่าเลย ไม่ฆ่าแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นคน จะมีปัญญารู้ว่าสัตว์นี้ คนนี้สูงกว่าเดรัจฉาน เพราะฉะนั้นเดรัจฉานเราก็ไม่ฆ่าแล้ว แล้วจะมาฆ่าคนได้อย่างไร เอาเถอะแม้คนมันจะชั่วมันจะเลว ก็ให้คนอื่นเขาฆ่าก็แล้วกัน มีคนรับผิดชอบคนที่ทนไม่ไหวต่อสิ่งเลวร้าย มีคนปรารถนาดีต่อสังคมเขาก็ลงมือ สำหรับเราไม่ต้องไปทำ พ้นจากหน้าที่นั้นแล้ว เรามีหน้าที่อื่นที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้นได้ เราไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในวงกรรมวิบากนั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าตีกินเอาเปรียบเขานะ แต่มันอยู่ในฐานะบารมีวาสนาบารมี มันคนละระดับ ก็ต้องปล่อยเขาไปทำ ส่วนเราก็ทำส่วนที่เราทำ อย่างอาตมามีวิบากถูกด่า ถูกว่า ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรมากมายกว่านั้นหรอก ทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว อย่างแรงที่สุดก็ถูกเขาซัดแก๊สน้ำตา นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ทำงานมา ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในแวดวงพวกเราหรือออกไปสู่วงกว้างสู่ประชาชนข้างนอกการเมืองออกไปอย่างนั้น ก็นั่นแหละก็ไม่ได้มีอะไรที่ผ่านมาแล้ว 50 กว่าปี ไม่ใช่ไปท้าทาย ไม่ใช่ไปอวดดีหรอกแต่เป็นไปตามธรรม ผู้มี“กรรม 3 ที่สุจริตขั้นโลกุตระ”นั้นมี“พฤติกรรม”ตาม“ศีล” ที่เกิด“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา”กันจริงเจริญขึ้นยิ่งๆ อธิ แปลว่าเจริญขึ้น

5.1 กรรมต่างๆ ล้วนเป็น“การกระทำดี”สังคมนับถือ 5.2 มีประสิทธิภาพช่วยเหลือผู้คนประชาชนจริง 5.3 กรรมนั้นชี้บอกได้ว่าเป็น“ความเสียสละ”ของมวลประชาชนส่วนใหญ่กันจริงๆ บ่งชี้ว่ามวลประชาชนต่างก็ลดกิเลส“โลภ-โกรธ-หลง”กัน สูงสุดถึงขั้นมีคนลดละกิเลสเป็น“สมณะ 4 เหล่า”คละเคล้ากันอยู่ในสังคมนั้นๆได้จริงๆ อย่างเหตุการณ์ที่ชาติต้องการ ออกไปชุมนุมประท้วงเป็นกิจของสังคมประเทศ ถึงขั้นที่จะปล่อยให้รัฐบาลที่บริหารอยู่นี้ ทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าพากันเสื่อม พากันทุกข์ยากพากันลำบาก สรุปง่ายๆว่ารัฐบาลทรยศเป็นรัฐบาลทรราชแล้ว จะต้องไปเอาออก ทีนี้วิธีการที่จะไปเอาออกที่สูงที่สุดคือต้องออกไปประท้วงเป็นลักษณะของสากล คือไปแสดงออกไปบอกความจริงว่า คุณเป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ เราเป็นมวลประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยเราก็ออกไป ใครเห็นด้วยก็มารวมกันรวมกัน เอามวลประชาชนนับหัวกันเลยเอาตัวจริงของประชาชนไม่ใช่ไปลงคะแนนเท่านั้น เอาเลยเข้ามารวมกัน ซึ่งเกิดแล้วในประเทศไทยหลายยก อาตมาอยู่ในเหตุการณ์ที่ไปชุมนุมกัน อาตมาว่าอาตมาก็ทำงานเป็นตัวสำคัญอยู่นะ แต่อาตมาไม่ต้องไปสำคัญตัวเองหรอก คนที่สำคัญตัวเองมีความเด่นดังทางการเมืองมีแฟนคลับมากกว่าอาตมา เขาก็มาร่วมด้วย รู้ว่าทำกันเหตุการณ์หลายครั้งที่เราออกไปประท้วง อาตมาจำได้ พูดแล้วเหมือนกับอวดตัวเองเหมือนกับรื้อฟื้น ว่าเป็นผู้ที่เป็นต้นคิดต้นทาง เพราะเราไปประท้วงเราเรียกการประท้วงของเราว่านีโอ protest อาตมาคิดเองคำนี้ อุตริใช้คำว่านีโอ(Neo) ไม่ใช่คำว่านิว protest ต่างกับ mob มีผู้รู้ทางภาษาอังกฤษว่า ไม่ควรใช้คำว่า ม็อบ เพราะเป็นเรื่องเหลวไหลไม่ดี ควรใช้คำว่าโปรเทสแทน มีอีกหลายคำใช้กันได้เช่น demonstration แต่อาตมาเลือกใช้คำว่าโปรเทส อาตมาว่าอาตมาเป็นโพรเทสแทนที่แท้จริง หรือ Protestor ที่แท้จริง วิธีการของการเมืองที่ปฏิวัติรัฐประหารก็ตาม ก็คือใช้บทบาทอันนี้ เข้าไปรวมพลประชาชน 1. ใช้มวล 2. ใช้ความจริงไปเปิดเผยความจริงอะไรผิดอะไรถูกว่ากันออกมาให้หมด 3. ใช้ความสงบ 4. รอได้ยาวได้นานได้ทนได้ จนกระทั่งทำแล้วได้ผล เกิดความรุนแรงน้อยจนไม่มีความรุนแรง แน่นอนมี Error บ้าง มีความรุนแรงเล็กๆน้อยๆ มันเป็นเรื่องระดับประเทศเป็นเรื่องระดับที่ตัวหัวเรือใหญ่ของแต่ละกบฏหรือของทรราช มีฤทธิ์มีอิทธิพลแรงด้วยนะมีอำนาจมากด้วยนะ แต่เราเอามือเปล่า เอาความจริง เอาความอดทน เข้าไป เรียกด้วยศัพท์ว่าต่อสู้ เข้าไปต่อสู้ เอาความสงบไปสยบความเคลื่อนไหว ซึ่งอาตมาเองอาตมาภาคภูมิใจในธรรมะอันนี้ของพระพุทธเจ้ามากเลย ในการที่อาตมาได้เกิดมาเป็นคนไทยทำงานให้แก่ประเทศไทย จนกระทั่งนักรัฐศาสตร์ทุกวันนี้ของโลก ก็ยังไม่เข้าใจเพราะว่าอันนี้เป็นการเมืองระดับโลกุตระ ยังไม่มีในตำราของมหาวิทยาลัยใดในโลก ว่าไปแล้วอาตมานี่แหละเขียนตำราอันนี้ในเรื่องพวกนี้ อาตมาเขียนในขณะไปร่วมปฏิวัติ ที่ได้ไปผ่านการปฏิวัติมาหลายรัฐบาล อาตมาเขียนหนังสืออยู่หลายเล่มเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งอาตมาไม่ได้รวบรวม แต่มีหลายเล่ม ในการเป็นประชาธิปไตยที่ปฏิวัติหรือรัฐประหารด้วยประชาชน อันนี้คนเขาก็พูดแต่เขาก็ยังไม่ get เขายังไม่เข้าใจซาบซึ้ง เขายังไม่เห็นจริง ว่ามันเป็นไปได้ที่ซับซ้อนลึกซึ้งละเอียดแล้วมีจริงเป็นจริงไม่ใช่พูดแต่ภาษาปากเปล่า มีผลสำเร็จแล้วด้วยเอามาพูดเอามายืนยันอยู่นี่ นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนกันกับอาตมาพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจสาธารณโภคี ซึ่งพูดในต่างประเทศ พูดในสังคมทุนนิยม สังคมเทวนิยม สังคมโลกีย์เขาไม่รู้เรื่องหรอก เศรษฐศาสตร์โลกุตระสาธารณโภคีที่มีสังคม สาราณียธรรม 6 อย่างที่เราเป็นนี่ พูดอย่างไรก็ยังเกินภูมิที่เขาจะรู้เรื่อง สำหรับชาวทุนนิยมหรือชาวเทวนิยมชาวโลกีย์ เมืองไทยเป็นพุทธ มีโลกุตระแล้วโลกุตระมันเสื่อม อาตมาก็เอามาสถาปนาขึ้นมาใหม่ พูดกันอยู่ทุกวันนี้ค่อยๆพูดมาตั้งแต่ต้นทำงานมา 50 กว่าปี ค่อยๆขยายความเป็นโลกุตระ ความเป็นสาธารณโภคี อาตมาเริ่มต้นทำงานศาสนามาจนกระทั่งรวมหมู่รวมกลุ่ม มีสังคมเกิดสาธารณโภคีตั้งแต่เริ่มต้น ชุมชนหมู่บ้านขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่เริ่มต้นด้วยลักษณะพฤติกรรมจริงมาเลย ส่วนการอธิบายความค่อยๆขยายความมาทีหลัง ขอยืนยันได้ว่าการเมืองสาธารณโภคีไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ การเมืองที่เป็นการเมืองระดับโลกุตระที่เราพาประพฤติ เป็นตัวอย่างของโลก ไม่ได้พูดเล่นๆนะ พูดจริง เป็นความจริงด้วยยังไม่มีประเทศอื่นเป็นตัวอย่างเพราะยังไม่มีความรู้อันเป็นโลกุตระ เป็นเหตุปัจจัยเขาไปทำก็ทำไม่ได้ เพราะการไปทำพฤติกรรมของโลกุตระอย่างนี้ได้ มันต้องประกอบไปด้วย กาละ เทศะ ฐานะ ที่ครบพร้อม ในเมืองไทยมี กาละแล้วในเทศะหรือในเวลา กาละในขณะนั้น status quo ระหว่างขณะปัจจุบันนั้นมันมีองค์ประกอบพร้อม ในที่ตรงนี้ขณะนี้ด้วย เหตุการณ์องค์ประกอบมีอย่างนี้ด้วยและมีผู้ที่มีฐานะต่างๆ ตั้งแต่ประชาชน ประชาชนคนไทยนะ ถ้าไม่ใช่คนไทยฆ่ากันตายมากกว่านี้ ที่ไปประท้วงมาไม่รู้กี่ครั้ง ฆ่ากันตายมากกว่านี้แน่เลย แต่นี่มันก็แค่นั้น เรานั้นไม่ฆ่าเขาแน่ แต่พวกที่เป็นผู้ร้ายเป็นทรราชเขามาฆ่า ก็ไม่มาก มีสถิติคุณตรวจสอบได้เลย เราทำมาอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ถ้าจะมีอีกไปอีกไหม ... ไป ตอบโดยไม่คิดเลยนะ _สู่แดนธรรม... ผมมองว่า พ่อท่านมาบำเพ็ญในชาตินี้ พ่อท่านได้สร้างผลงานชิ้นเด่น เรียกว่าเป็นผู้มาสร้างประชาธิปไตย พ่อครูว่า... จะว่าไปแล้วเป็นมาสเตอร์พีซด้วยของการเมือง จะมาทำโดยที่อาตมารู้ แต่คนที่ไปร่วมกับอาตมานั้นไม่รู้หรอกว่ามันเป็น Masterpiece มันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เป็นเอกเป็นคลาสสิค เป็นการเมืองที่คลาสสิคที่สุด เขายังเข้าใจยากอยู่ แต่อาตมาค่อยๆอธิบาย พฤติกรรมจริงมันมีมาแล้ว ขนาดอธิบายแล้วอธิบายอีกเขายังเข้าใจไม่ได้เลยและไม่ยอมรับกันง่ายๆ เพราะฉะนั้นรัฐศาสตร์ต่างประเทศไม่ต้องพูดกันถึงเลยเขาจะไม่เข้าใจ นักรัฐศาสตร์ไทยนี้เถอะ ยิ่งเป็นนักพุทธศาสนามีธรรมะด้วย สนใจธรรมะและมีภูมิธรรม ฟังดีๆ ศึกษาดีๆเก็บข้อมูลดีๆ จนกระทั่งเราไปตั้งหมู่บ้านสาธารณะโภคี ในขณะไปประท้วงที่สวนลุมฯเลย เป็นหลักฐานเพื่อแสดงรูปธรรมความจริงทั้งความรู้ทั้งความเป็นจริงมีอิทธิพลของลักษณะพวกนี้ มีส่วนร่วมในประชาชนคนไทยได้ช่วยกันลดกิเลสคนละมากคนละน้อยก็แล้วแต่ เขาไม่ได้ทำตามความอยากที่จะรุนแรง ที่มันไม่เข้าท่า เขาต้องมา ลด ละ หน่ายคลาย ลดความโลภโกรธหลง จนเป็นสมณะ 4 เหล่า เกิดโสดาบัน เกิดสกิทาคามี เกิดอนาคามี เกิดอรหันต์ ในพฤติการณ์นี้ที่ไปร่วมประท้วงทำงานการเมือง พาให้ลดกิเลสเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆแต่คนเข้าใจไม่ได้ เพราะคนเสื่อมจากศาสนาพุทธ เสื่อมจากโลกุตระไปเข้าใจมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาปฏิบัติมิจฉาผล เป็นศาสนาพุทธแต่ไปเข้าใจสมณะ 4 เหล่าแบบมิจฉา แต่สมณะ 4 เหล่าที่อาตมาพาเป็นนี้มันเกิดจริงเป็นจริงแต่คนยังไม่เข้าใจยังยาก คนจะเข้าใจมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้คนพยายามต่อต้าน คนจะมาล้มล้างอาตมามีน้อยลงแล้ว อย่างเช่น SMS ที่คัดมา พวกเราเห็นว่าจะเห็นใจเขา เหมือนเด็กๆ ไม่เดียงสา รู้จักหมาน้อยไหม ถ้าหมาใหญ่มา ยังไม่ได้ทำอะไรหมาน้อยมันก็กลัวเห่าบ๊องๆ เป็นอย่างนั้น อธิบายขออภัยไม่ได้ลบหลู่หรือว่าคุณเป็นหมาหรอก เอาลักษณะของหมามาอธิบายธรรมะ ขออภัย อาตมาก็ยังไม่เก่งมากกว่านี้พอที่จะชี้ชัดว่า นี่เป็นโสดาบันแล้วนะ สกิทาคามีแล้วนะ อนาคามีแล้วนะ อรหันต์แล้วนะ เป็นโพธิสัตว์ระดับไหนนะ อาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะชี้ได้ ได้ขนาดนี้ก็ยังนึกว่าตัวเองแสดงออกไปเยอะแล้ว อาตมากลัวพลาดกลัวผิด มันพลาด มันผิดมันเป็นบาปของอาตมา คนอื่นไม่ได้ทำด้วย อาตมาซวยคนเดียว อวดแล้วตัวเองผิดตัวเองก็บาป ระดับใครแบ่งไปไม่ได้ อาตมารับเละอยู่คนเดียว เรื่องอะไร กรรมที่เกิดจากการเสียสละ ลดละโลภโกรธหลง เป็นกรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นความจริงที่เกิดจริงที่อาตมาพูด ผู้ติดตามแสวงหาความจริง แสวงหาสัจธรรมโดยเฉพาะโลกุตตระ ติดตามดีๆคุณจะเห็น อ้อ โสดาบัน อ้อ สกิทา อ้อ อนาคา อ้อ อรหันต์ หรือ คุณจะเก่งถึงขั้นรู้ถึงโพธิสัตว์เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 5 ระดับที่ 6 ระดับที่ 7 เป็นอรหันต์ระดับที่ 1 ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 อรหันต์ระดับที่ 2 ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์

5.4 การกระทำหรือความประพฤติของคนส่วนใหญ่องค์รวมเข้าข่ายมี“วรรณะ 9” หรือมี“พุทธพจน์ 7” ที่เห็นจริงจากความเป็นจริงของมวลชนที่ประพฤติกันอยู่ เป็นปกติชีวิตของเขา ไม่ใช่แค่สำรวมท่าทีเสแสร้ง ทำให้เท่ๆอวดโชว์กันเท่านั้น แต่บรรลุธรรมจริง เป็นปกติของชีวิตสามัญ ชาวอโศกอยู่กันอย่างมีจิต สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นปึกแผ่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นพุทธพจน์ 7 ที่มีจริงให้เห็นได้อย่างเป็นปกติชีวิตสามัญ

5.5 สังคมมีความเป็นอยู่กันแบบ“สาราณียธรรม 6” อย่างเป็นจริงชัดแจ้งสัมผัสได้จากสังคมที่มีปรากฏการณ์กันจริงๆ อยู่ที่ไหนเอ่ย สาราณียธรรม 6 คือเครื่องชี้บ่งถึงสังคมที่มีความเจริญสูงสุด สังคมที่เป็นโลกุตระต้องมีคุณธรรมถึงขั้น สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เมตตาคือตัวต้นของพรหมวิหาร 4 เมตตาคือเห็นคนเป็นทุกข์และน่าช่วยเหลือ เห็นเขาเป็นอยู่แล้วน่าเชื่อเลย กรุณาคือลงมือช่วยเหลือ มุทิตาคือเมื่อช่วยสำเร็จผลแล้วก็อนุโมทนา สาธุ เสร็จแล้วนะ ดีแล้วปลอดภัยได้ดีสบายแล้วช่วยเขาได้แล้วได้ผลแล้วผลดีแล้วจบแล้ว เราก็ตัดวางเลย ในความหมายของมุทิตาจิต เห็นเขาได้ดีแล้วก็ตัดไว้ เป็นอุเบกขา ปล่อยเลยไม่ต้องไปยึดว่าเราเป็นเจ้าบุญคุณ เราได้ช่วยเหลือเฟือฟาย เรามีประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ให้มันเป็นอุปกิเลสซ้อนในตัวเอง มานะอัตตา ไปอีกไม่เอา วาง เป็นอุเบกขา นี่คือพรหมวิหาร 4 หรืออัปปมัญญา 4 ยิ่งใหญ่มากคุณธรรมเหล่านี้ เป็นคุณธรรมครอบโลก เป็นคุณธรรมอนุเคราะห์โลกอัปปมัญญา 4 หรือพรหมวิหาร 4 เพราะฉะนั้นผู้ที่มี สาราณียธรรม 6 โดยเฉพาะนอกจากเมตตากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมแล้ว ตัวที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรม ลาภธัมมิกา เอามาเป็นส่วนกลางร่วมกัน ใครทำอันนั้นอันนี้ได้มีอันนั้นอันนี้ได้ก็ไม่ยึดเป็นของตน เป็นพฤติกรรมที่สูงสุดของมนุษยชาติ ทำงานฟรีเสียภาษี 100% เอาเข้าส่วนกลางที่เราอยู่ร่วม แล้วก็กินใช้อาศัยร่วมกัน ตลอดเกิดแก่เจ็บตาย มันเป็นปรากฏการณ์ซึ่งเป็นพฤติกรรมจริงที่มนุษยชาติทำได้ในชาวอโศก ที่เป็นมนุษย์อาริยะเป็น อาริยกชน นำโลกไป มีใครเอาพุทธยูโทเปียของดร.สมบัติ จันทวงศ์ มาออกอากาศ เคยเขียนหนังสือตามหลักวิชาการ แกเป็นนักรัฐศาสตร์ แต่เสียไปแล้วล่ะ ชื่อหนังสือพุทธยูโทเปีย เราพิมพ์แจกไปเป็นแสนเล่ม อาตมาเองบอกว่าอย่าไปลงจำนวนเล่มในหน้าเครดิต พิมพ์หลายครั้งแต่อาตมาไม่ได้ให้แก้ตัวเลข ตอนที่ถูกทางเถรสมาคมเล่นงาน อาตมาให้เอาอันนี้ออกไปพิมพ์เผยแพร่แจกให้มากๆ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่พุทธโยโทเปีย มันเป็นเพียงอุดมการณ์ของโทมัส มอร์ ยังเป็นจริงไม่ได้หรอก แต่ของเรานี้เป็นจริงได้แล้วมีนัยยะสำคัญที่แตกต่างจาก Thomas More ที่แกคิดไว้ แต่อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นี่เราต้องพูดไว้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครจะเห็นจริงหรือไม่เห็นจริงก็มาศึกษาก็แล้วกัน อาตมาเห็นเช่นนั้นก็พูดตามประสาอาตมา สังคมที่มีสาธารณะโภคี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเมือง ด้านสังคมเป็นสาธารณโภคี เพื่อมนุษย์ทั้งมวลไม่ยึดเป็นของตัวของตน การเมืองก็เป็นของส่วนกลาง เศรษฐศาสตร์ก็เป็นของส่วนกลางสังคมก็เป็นของส่วนกลาง ไม่มีตัวตน แต่แน่นอนว่ามันยังเหลือตัวตนตามฐานะของแต่ละบุคคล แต่รู้ทิศทางแล้วเป็นทิฏฐิสามัญญาตา รู้แล้ว ประพฤติศีลสามัญญาตา เข้าใจแล้วรู้ทิศทางแล้ว แล้วต่างคนก็ต่างประพฤติ ผสมผสานกันไปรวมกันอยู่ ตามความเห็น ทิฏฐิ ตามหลักเกณฑ์ศีลที่คุณทำได้เจริญเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ไปตามลำดับ นี่คือ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มี 6 ข้อของ สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมของอาริยะสูงสุดในโลก เป็นสังคมคลาสสิคที่สุดเป็นหนึ่ง เป็นเอก สิ่งที่พูดนี้เป็นจริงไม่ใช่พูดลอยลมเอาแต่ปาก มีของจริงยืนยัน แม้จะเป็นแค่ชาว อโศกกลุ่มเล็กๆในโลก เหมือนจุดสว่างจุดหนึ่งในขอบฟ้ากว้าง จุดเล็กๆจุดหนึ่งในขอบฟ้ากว้างไสวสว่าง แต่คนไม่มีดวงตามองไม่เห็น เป็นดาวดวงเล็กมากในฟ้ากว้าง เป็นดาวดวงเล็กน้อยมากในขอบฟ้ากว้างแต่เป็นจริง 660724 ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร ตอน 1 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #31 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน