สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน บรรลุแบบนั่งหลับตาคือแบบเทวนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน บรรลุแบบนั่งหลับตาคือแบบเทวนิยม _8768พ่อท่านคะ เมื่อวานฟังธรรมที่พ่อท่านอ่านเรื่องการบรรลุธรรมของหลวงตามหาบัว ที่ท่านเกิดผางบรรลุธรรมนั้นพ่อท่านว่าไม่ใช่การบรรลุอรหันต์ ลูกอยากทราบว่าหลวงตามหาบัว เกิดอะไรในจิตของท่านจึงทำให้หลวงตามหาบัวคิดว่าเกิดผางคือบรรลุอรหันต์คะ พ่อครูว่า..เป็นการตื่นเต้นตามทิฏฐิ ตามความเห็น ตามความเข้าใจ ตามความรู้ของตัวเอง เล่าให้ฟัง นั่งหลับตาสมาธินี้อาตมาก็นั่งมาจนโอ้โห..แต่ไม่ถึงกับก้นแตก ในปางนี้อาตมาก็นั่ง แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไปปฏิบัติผิด 6 ปีในป่าก็ไปนั่งกับเขา นั่งจนนึกว่าอาฬารดาบส อุทกดาบสบรรลุนะ อาตมาบอกว่า หลวงตามหาบัวไม่ได้บรรลุ ผางๆ นั่นคือความตื่นเต้นดีใจนั่นเป็นอุพเพงคาปีติ ปีติโลดแล่น เหมือนพวกแตะบอลเข้าโกลได้ หรือชนะชกมวย น็อคเขาได้ สักวัน เส้นประสาทแตกตาย อุพเพงคาปีติ คำว่าผาง อธิบายอะไรไม่ได้เลยเหมือนกับที่อาจารย์สอนไว้ว่า นี่มันจะอย่างนี้แหละนั่งไปเถอะอย่างนี้แหละ จะเป็นแสงสว่างวาบหรือขาดสะบั้น เป็นลักษณะที่ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย นิรมาณกาย คือสภาพรูปนามของทุกคนต้องมีรูปนาม แต่คนนี้รูปนามของตัวเองมิจฉาทิฏฐิอยู่ในภพชาติอยู่ในข้างใน ภว นั่งหลับตานั้นเองหรือลืมตาก็ได้ พวกลืมตาก็ปั้นวิมานขึ้นมาเอง นิรมาณกาย คือนิรมาณของคนนี้ที่สร้างขึ้นมาเองซึ่งมันไม่มีจริง มโนคือจิต มันไม่มีจริงหรอก นิร คือไม่มี แต่ปั้นขึ้นมาเองเหมือนคนเห็นผี ผีมันไม่มีรูปร่างให้เห็นมันเป็นนามธรรมมันไม่มีตัวตน มัน Invisible Man มันไม่มีรูปให้เห็นสัมผัสไม่ได้ แต่คนปั้นเป็น มโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยจิตจนเป็นรูปร่าง คนนั่งหลับตาก็ปั้นไปในภพ หรือลืมตาก็มีภพได้อาจจะไม่เห็นเป็นรูปร่าง แต่พวกนั่งหลับตาจะเห็นเป็นรูปร่างเลย
อ่านต่อ
มันจะหยาบมาก ส่วนพวกลืมตาจะไม่ค่อยเห็น คนหลับตาแล้วปั้นเห็นเป็นรูปร่างเยอะมันเป็นนิรมาณกายไม่มีของจริง รูปนามที่คุณปั้นเป็นมโนมยอัตตา เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่สำเร็จในจิตก็คือทวารทั้ง 5 นี่แหละ ไม่มีตัวตนแต่มีเพื่อนร่วม พูดกันรู้เรื่อง พวกนั่งหลับตาก็จะพูดกันรู้เรื่องเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่พวกที่นั่งหลับตานั้น ภพที่เขาเห็นเป็นของเขาไม่ใช่ของคนอื่น คนอื่นจะไปร่วมรู้เห็นกับเขาด้วยไม่ได้ อย่างเก่งก็เดา ต่อให้คุณมี เจโตปริยญาณหรือมีอาเทสนาปาฏิหาริย์เหมือนพระพุทธเจ้า หยั่งเข้าไปรู้จิตคนอื่นได้ ก็น้อย แต่ส่วนมากเป็นโลกุตระสมบูรณ์นี้ก็รู้ไม่ได้ อาตมาก็ยังต้องอาศัยข้างนอกและข้างในผสมส่วนกัน อาตมายังไม่มีอาเทสนาปาฏิหาริย์หรอก ยังไม่กล้าปฏิญาณตนอันนี้ได้ เป็นบ้าง มีจากไสยศาสตร์แต่มันยังไม่ชัดเจนเป็นความรู้ของคนนอนหลับ อาตมาก็ไม่รับรองตัวเองเป็นความรู้ของคนนอนหลับ เพราะฉะนั้นจะจริงก็ได้จะไม่จริงก็ได้ อาตมาจะไม่เอามายืนยันกับพวกคุณหรอก เพราะฉะนั้นคำว่า นิรมาณกายคือ ไม่มีกายจริงๆที่เป็นรูปนาม 2 แต่คุณก็มีเองปั้นเองเป็นภพชาติเป็นรูปนามในจิต สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่เข้าไปรู้ปั้นเป็นสังขารปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสังขารปลอมอยู่ในจิตของคุณก็เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเป็นอัตตาแท้ๆ มโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต จิตคุณปั้นเอง เป็นสัมโภคกาย หมายความว่าพูดกับคนสายเดียวกันรู้เรื่อง แต่ที่ว่ารู้กัน ไม่ได้ยืนยันกันข้างนอกเลยว่าเป็นเอหิปัสสิโก ตาหูจมูกลิ้นกายร่วมกันรู้ด้วยกันไม่ได้ มีแต่อยู่ข้างในของแต่ละคน ต่างคนต่างไม่เห็นของกัน เป็นอาทิสมานกาย กายที่ไม่เห็น คนนั้นก็ไม่เห็นของคนนี้คนนี้ก็ไม่เห็นของคนนั้นจริง แต่ร่วมพูดกันเป็นตุเป็นตะ อาตมาเล่นไสยศาสตร์มีภาษาเทพเรียกว่า กูโบ้ลท์ พูดอะไรกันก็ไม่รู้ แต่พูดครั้งที่สองก็ไม่เหมือนเดิมอีก ขออภัยนะ ขอยกตัวอย่าง ไม้ร่ม เขาร้องเพลง เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ให้ร้องครั้งที่ 2 ก็ไม่เหมือนเดิม เขาไม่รู้ว่าเขาร้องอะไร คนก็ไม่รู้ว่าเขาร้องอะไร ขออภัยไม้ร่มยกตัวอย่างนะ เขาทำจริงๆ เขาไม่รู้ว่าเขาร้องอะไรเหมือนกับเข้าทรง ออกสำเนียงเหมือนภาคใต้ เหมือนเพลงโนราห์ คนที่ศรัทธาต่อกันจะเหมือนพูดกันรู้เรื่อง เดากันไปเดากันมา ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง เพราะฉะนั้นสัมโภคกาย คือกายที่ร่วมรู้ร่วมบริโภค ร่วมกินใช้ร่วมกัน มาใช้งานร่วมกันบ้างแต่ต่างคนต่างไม่เห็นของกันและกัน อทิส แปลว่าไม่เห็น ต่างคนต่างของตัวเองเป็นสัญญายนิจจานิ เป็นสัญญาตัวเองกำหนดขึ้นว่าเที่ยงแท้ของตนเอง ว่าสัญญายนิจจานิ อธิบายมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังมีอะไรไว้อีกเยอะ ก็ไม่ขอต่อแล้ว ก็จะสรุป สรุปเมื่อกี้พูดถึงเทวะกับกาย 3 สรุปกายให้ฟังก่อนว่า ทั้ง 3 กายนี้เป็นพวก นิรมาณ เป็นพวกที่สร้างภพชาติขึ้นมาเอง สร้างภพชาติ ขึ้นมาเองนี่อยู่ในอนาคต 44 ผสมอยู่ในนั้น ถึงอาศัยขันธ์ อันนี้อาศัยขันธ์ อันนี้สร้างขึ้นมาเอง เนรมิตหรือนิรมิตขึ้นมาเอง เนรมิต เป็นการสร้าง นิรมิต แปลว่าไม่มี ก็สร้างสิ่งที่เป็นนิรมิต นิรมิต ผู้ที่ไม่รู้เรื่องก็ไปแปลเป็นว่าเป็นเนรมิต แปลว่ามี สร้างเนรมิตขึ้นมา จริงๆแล้วมันนิรมิต มันไม่มีแต่คุณสร้างขึ้นมา เนรมิตอันนี้ให้คุณ ที่จริงแล้วมันเป็นนิรมิต เหมือนไสยบาบา วักมือแจกสร้อย แจกนาฬิกา Rolex ถ้าหากเอานาฬิกา Rolex มาแจกเขาได้ คุณก็ไปขโมยเขามา คุณมีฤทธิ์ไปเอาของเขามา ของเขาก็จะหายไป แต่ถ้าคุณไม่ไปขโมยของเขามา คุณก็ต้องสร้างขึ้นมา เนรมิตขึ้นมาใหม่ สมมุติว่า ไสยบาบาทำได้จริง มันก็ต้องเป็นของเก๊เพราะว่ามันไม่มี Serial Number นาฬิกา Rolex ต้องมี Serial Number ทุกเครื่องแต่อันนี้เอายี่ห้อเขามา แต่ของปลอม คุณปลอม เป็นศาสดาปลอมที่หลอกลวงคนอื่น แต่พวกนี้เป็นอุปทานทั้งนั้นเลย เทวะ 2 นี้ ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่แยกแยะเป็นธรรมะ 2 จะเป็นหยาบที่สุดเลย ตั้งแต่พระเจ้า กับสิ่งที่เป็นปัจจุบันนี้ พระเจ้าคือวิญญาณสูงส่ง แต่ปัจจุบันที่จะต้องเป็น ธาตุรู้ ที่เรียกว่าเป็นวิญญาณของมนุษย์ ยกเว้นพระบุตรที่เป็นทาสพระเจ้าอย่างสนิทของสายเทวนิยม ผู้มาศึกษาทางพุทธแล้วก็จะเป็นคนทุกคนที่ไม่ได้หลงติดยึดในพระเจ้า หรือพระบุตรที่หลงติดยึดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงพระเจ้ามีหนึ่งเดียวเป็นพระเจ้า 2 องค์ไม่ได้ต้ององค์นี้องค์เดียวองค์อื่นไม่ใช่ เขาจะบอกว่าอย่างนี้แหละจะไปแยกแตกพระเจ้า บัญญัติอะไรก็อย่าไปเปลี่ยนแปลง ผู้ที่แยกแยะไม่ได้ก็คือพวกที่มีเทวะ 1 นิรันดร วิจัยวิจารณ์เป็นสองว่ามีอะไรเปรียบเทียบอะไรเป็นเท็จอะไรเป็นแท้อะไรเป็นเทียมอะไรเป็นเก๊ไม่ได้ จมอยู่กับหนึ่งเดียว ซึ่งมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง พวกนี้ไม่ได้เรียนรู้กรรมวิบากที่จะต้องเกิดอีกกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นชาติจึงมีเหตุปัจจัยต่างๆเอามายืนยันกับตัวเองกับคนอื่น เพราะตายแล้วก็ไปจบอยู่ที่พระเจ้าชาติเดียว คุณก็จมอยู่กับพระเจ้าชาติเดียว พระเจ้าชาติเดียวที่จมอยู่ตรงนี้นานกว่า อาฬารดาบส อุทกดาบส พระเจ้าจึงเป็นผู้พิพากษาให้ลงนรก ไม่งั้นอยู่กับพระเจ้าหมด ผู้ที่เป็นสาวกจึงต้องอ้อนวอนจบประจบประแจงพระเจ้า ไม่ได้เรียนรู้กรรมที่เป็นกุศลอกุศล โดยเฉพาะกรรมที่เป็นนามธรรมที่เป็นกิเลส ไม่ได้เรียนรู้กิเลส กิเลสมันมีโลภ โกรธ หลง มีความโลภโกรธหลงเมื่อใดกิเลสมันก็มีเมื่อนั้น อย่างดีก็เรียนรู้ว่ามีความโลภมากเกินไปแล้วก็เป็นสัญชาตญาณสามัญสำนึก ไม่ได้แสดงหยาบ แต่กิเลสเหล่านั้นยังอยู่ไม่ได้ล้างออกไป กดข่มเท่านั้น เทวนิยมมีแต่กดข่ม ไม่ได้ล้างไม่ได้มีการศึกษา ปหาน 5 ไม่ได้แยก วิขัมภนปหาน กับตทังคปหาน ไม่ออก วิขัมภนปหานเป็นโลกียะ ตทังคปหานเป็นโลกุตระ คุณก็นึกว่าทำสมุจเฉทปหาน แต่คุณทำสมุจเฉทปหานแบบโลกียะ คุณก็นึกว่าดับแล้วขาดแล้ว ขาดปึ๊งลอยเลย ไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีรายละเอียดแบบที่อาตมาอธิบายได้เลย สมณะเดินดินว่า...ฟังแล้วจะรู้ว่าพระอรหันต์ที่จริงแล้วเป็นเช่นไร ขอให้เราได้พบกับพระอรหันต์ที่ถูกต้องก็แล้วกันนะ เจริญธรรม.620717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมกดข่มจมกับ 2 ที่ตีไม่แตก