ประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติแล้วนายกฯประยุทธ์มารับไม้ต่อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติแล้วนายกฯประยุทธ์มารับไม้ต่อ มีสิ่งที่น่าจะได้พูด อีกสักอันหนึ่งก็คือ ทำไมต้องประยุทธ์ จันทร์โอชา ...

จาก FB พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี 21 เม.ย. 66

ผมเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตลอด ตั้งแต่ต้อง “ยอมนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะนางเป็น รมว.กลาโหม ปี ๒๕๕๖ อีกตำแหน่งหนึ่ง” ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเสนาธิการทหารบก ช่วงต่อต้าน “คนเสื้อแดงป่วนเมืองอย่างหนักขั้นเผาบ้านเผาเมือง สังหารและทำร้ายทหาร” ๒๕๕๓ ซึ่งอยู่ในส่วนของการปฏิบัติการ ของ “แก้วสามประการระบอบทักษิณ พรรคการเมือง มวลชน กองกำลังติดอาวุธ”

จนนางยิ่งลักษณ์ ถูกศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า “ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมปลดย้ายข้าราชการ” (ย้ายท่านถวิล เปลี่ยนศรี อย่างไร้เหตุผลและคนอื่นๆ) เพื่อเปิดทางให้ญาติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.และในกระบวนการนั้นต้องย้ายข้าราชการอย่างน้อย ๒ ตำแหน่งเพื่อให้สามารถย้าย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เข้าตำแหน่งได้

เมื่อนางยิ่งลักษณ์ ถูกถอดถอนตำแหน่งและอำนาจแล้ว เกิดสูญญากาศทางการเมืองเพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจสมบูรณ์ในการบริหารบ้านเมือง ขณะเดียวกันมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของนาง ตั้งแต่กลุ่ม กปท. คปท.กองทัพนิรนาม จนเกิดเป็น กปปส.และการชุมนุมยืดเยื้อมา ๑๐ เดือนประชาชนและประเทศชาติเดือดร้อน

แต่รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ไม่หยุดกอบโกยโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวและออกกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ตัวทักษิณเองและระบอบทักษิณรวมทั้งเครือญาติและที่ร้ายแรงส่งเสริมให้ท้ายพวกอนาธิปไตยล้มสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเห็นได้ชัด

ฝ่ายการข่าวของ กลุ่มชุมนุมและฝ่ายทหารอาชีพ รับรู้ว่า “กลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงได้รับเงินและคำสั่งให้จัดการกับ กปปส.และกลุ่มอื่นๆ อย่างเด็ดขาดเพื่อเปิดทางให้ตำร

อ่านต่อ

วจสามารถสลายชุมนุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วให้รัฐบาลรักษาการประกาศการเลือกตั้งตามที่มีแผนงานเดิมที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ถูกผู้ชุมนุมและพรรคการเมืองต่างๆ เว้นพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นต่อต้าน

รัฐบาลรักษาการระบอบทักษิณได้รับคำสั่งจากเจ้าของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นให้ตื้อและยื้อไว้จนกว่า “กองกำลังติดอาวุธแก้วสามประการระบอบทักษิณ” มีความพร้อมและเคลื่อนทัพประชิดทุกเวที กปปส.และเข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงด้วยอาวุธ และตำรวจจะเข้าสวมรอยสลายกลุ่มชุมนุมทุกกลุ่ม

ฝ่ายทหารที่เข้ากับระบอบทักษิณก็จะสนับสนุนการสลายการชุมนุมอ้างว่าสนับสนุนตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ฝ่ายชุมนุมรู้ถึงแผนยุทธศาสตร์นี่ดี ก็พร้อมรับมือด้วยหลักอหิงสาและเตรียมชิง “อำนาจรัฏฐาธิปัตย์” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลตามฎีกาที่เขียนไว้แล้ว

แต่ฝ่ายทหารจึงรีบชิงโอกาสก่อนที่ “กองกำลังติดอาวุธระบอบทักษิณ” จะดำเนินการสลายการชุมนุม กปปส.(รวมทั้งหมด กปท.และ คปท.) จะเกิดสงครามกลางเมืองทันที กองทัพจึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง

ในการนี้ฝ่ายทหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้จัดประชุมทุกฝ่ายเพื่อหาทางยุติการชุมนุมและความรุนแรง ด้วยการขอให้รัฐบาลรักษาการลาออก ซึ่งขณะนั้น นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีอำนาจอะไรแล้วเป็นบุคคลธรรมดา เข้าใจกันด้วยครับ แต่รัฐบาลรักษาการปฏิเสธที่จะลาออกทั้งสองวันประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องประกาศยึดอำนาจ ซึ่งมวลชนดีใจเพราะ “เดิน กิน นอน บนถนน ข้างถนนรวม ๑๐ เดือนแล้วจะได้จบเสียทีและรัฐบาลระบอบทักษิณก็จบสิ้นไปแล้ว คดีอาญาเอาผิดนักการเมืองในระบอบทักษิณจึงได้เริ่มขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวเลือกที่มวลชนต้องการไม่ใช่คนอื่น แต่คนอื่นนั้นมี “พลังแฝง” เพราะเป็นผู้มีอาวุโสกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องยอมรับตำแหน่ง มิฉะนั้น ระบอบทักษิณจะได้อำนาจคืนอย่างแน่นอนเด็ดขาด และการชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณถูกสลายไปโดยปริยาย ดังนั้นอำนาจรัฐตกเป็นของระบอบทักษิณทันที

แกนนำหลัก พธม.และ กปปส.จะถูกล้างแค้นอย่างหนักกว่าที่เห็นในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการป้องกันระบอบทักษิณไม่ให้ได้อำนาจอย่างชุบมือเปิป แต่ถูกกดดันตลอดเวลาและทำอะไรไม่ได้มาก เพราะท่านถ้าลาออก “บ้านเมืองจะวุ่นวายและนำสู่ความขัดแย้งรุนแรงและการแตกแยกอย่างชัดเจนและมีการเผชิญหน้ากันหลายเส้า”

สรุปว่า : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะไม่ได้ยึดอำนาจรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ยึดอำนาจจากรัฐบาลรักรักษาการระบอบทักษิณ ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลรักษาการ และที่สำคัญยิ่ง นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้เข้าร่วมประชุมหาทางออก (เพราะรัฐบาลรักษาการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและเกิดสูญญากาศทางการเมืองและ รธน.เปิดโอกาสให้รัฐบาลนั้นเป็นแค่รัฐบาลรักษาการเท่านั้น นางยิ่งลักษณ์ หมดอำนาจไปแล้ว ไม่มีอำนาจอะไรให้ยึดอีกแล้ว ขอได้เข้าใจตามนี้ด้วยครับ พ่อครูว่า... พลเอกประยุทธ์บริหารแล้วประชาชนก็ไม่ได้ออกไปประท้วงต่อ ตอนนั้นที่สมชาย วงศ์สวัสดิ์มาเป็นนายก เราก็ออกไปประท้วงไม่ยอมอีก จากนั้นเป็นยิ่งลักษณ์ก็ผ่านการเลือกตั้งมา เข้ามาเป็นนายก ประชาชนก็ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นนอมินี ก็ไปขับไล่อีก แต่พอพลเอกประยุทธ์ขึ้นมา ประชาชนไม่ได้ไปไล่ ก็เห็นว่าไม่ใช่เป็นนอมินีทักษิณและเป็นผู้ที่มีบทบาทเข้าตาประชาชน ไม่ใช่ไม่รู้จักแต่ประชาชนรู้จัก ก็เลยไม่ได้ไปขับไล่ ถ้าพลเอกประยุทธ์มาบริหารเหมือนกับทักษิณหรือว่านอมินีของทักษิณอีก ประชาชนจะไปขับไล่อีกไหม ก็ไป ถ้าพลเอกประยุทธ์ไปทำแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ พลเอกประยุทธ์บริหารก็เข้าตาประชาชน สรุปแล้วรายละเอียดที่พูดนี้ก็คือ มันไม่มีการยึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์เลย เพราะว่าไม่มีใครมีอำนาจสักคน นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลก็ไม่มี ยิ่งลักษณ์ก็ไม่มี ไม่มีอำนาจอะไรเหลือแล้วเป็นแต่เพียงพูดออกปากให้เกียรติกันเท่านั้นเอง มันเป็นสุญญากาศมันว่างหมดแล้ว พลเอกประยุทธ์บอกว่าผมขอยึดอำนาจเป็นการพูดปากเปล่า พลเอกประยุทธ์จึงไม่ใช่เผด็จการ พลเอกประยุทธ์จึงไม่ใช่คนยึดอำนาจ แต่ที่จริงนั้นผู้ยึดอำนาจจริงๆคือประชาชน ไปทำการประท้วง ประชาชนเป็น โปรเทสแทนท์ที่แท้จริง ประชาชนเป็นจอมประท้วงที่แท้จริง ไม่ใช่ไปทำม็อบด้วย ไปทำ protest ไปทำการประท้วงอย่างดี อย่างสงบไม่มีอาวุธ อย่างสุภาพ เอาความจริงไปยืนยันเป็นธรรมาวุธ ไล่ สิ่งที่มันเป็นอธรรมออกไป อย่างบริสุทธิ์อย่างงดงาม อย่างชนะ Absolute เลย เป็นประชาธิปไตยที่ประท้วงโดยประชาชนเป็นตัวอย่างของโลก ไม่ได้ไปประท้วงเฉพาะยิ่งลักษณ์ ยิ่งลักษณ์เป็นตัวปลายแต่ประท้วงตั้งแต่ทักษิณ ไปสมัคร ทักษิณถูกยึดอำนาจโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินก็แล้วไป จากนั้นมาสมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ ประชาชนทั้งนั้น สมณะเดินดิน... ตอนทักษิณเราก็ไปประท้วง พ่อครูว่า... ของทักษิณมีทหารมาปฏิวัติ ของสมัครนั้นเป็นตุลาการภิวัฒน์ ต้องมีอะไรช่วยตามหลักเกณฑ์สังคมหลักเกณฑ์กฎหมายมันก็เป็นเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นจะเอาที่เป็นนามธรรมล้วนๆไม่มีอะไรเลย เป็นเรื่องที่จะเอามาพูดกันได้มันก็ไม่ได้ มันก็ต้องใช้มันก็ต้องสอดคล้องกัน มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม มีทั้งกฎหมายมีทั้งพฤติกรรมที่สมบูรณ์แบบ ถ้าพูดไปจริงๆแล้ว การเมืองประชาธิปไตยไทยนี่เป็นตัวอย่างที่สวยงามสมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่ได้แกล้งพูด แต่พูดความจริงเลยว่า มันเป็นตัวอย่างของโลกที่เกิดขึ้นมา เป็นปรากฏการณ์ให้แก่โลก ที่สุดยอด ใครจะว่าอาตมาเป็นคนอยู่ในมุมแคบๆมองไม่กว้าง ที่อื่นเขามีตัวอย่างสวยกว่านี้ ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็เห็นอันนี้ อันอื่นไม่เห็นก็เลยยกอันนี้แหละ แม้แต่อาตมาก็ไปเป็นส่วนร่วมในกระบวนการนั้น จนเขาหาว่าเป็นพระเป็นเจ้าจะมายุ่งอะไรกับการเมือง อาตมาเห็นว่าเป็นหน้าที่ เห็นเป็นสิ่งควรทำ อาตมาก็เป็นคน ประชาชนคนหนึ่งในประเทศไทยอาตมาก็ทำหน้าที่ จนกระทั่งทำหน้าที่แล้วได้ผล ก็ดีแล้ว ก็ถึงจะเกิดความเป็นจริงของพฤติกรรมมนุษย์ จริงๆ มันก็เสร็จ สำเร็จรูปสภาพ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ ที่การบริหารเป็นนายกมาตั้งแต่สำเร็จอำนาจตอนนายกสมัคร สำเร็จตอนอำนาจของนายกสมชาย สำเร็จตอนอำนาจของนายกยิ่งลักษณ์ สำเร็จพลเอกประยุทธ์ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ 8 ปีกว่าแล้ว ประชาชนทุกวันนี้ว่ากันไปแล้ว อาตมาว่ากระแสของพลเอกประยุทธ์นี้สูงมาก อาตมาไม่อยากเป็นนักพยากรณ์ ว่าการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมนี้ ผลจะออกมาอย่างไร ไม่อยากเป็นนักพยากรณ์ ก็คอยดูก็แล้วกัน โพลต่างๆ ปากกาเซียนต่างๆ อาตมาว่างวดนี้จะหักประกาศเซียน ทุบโพลต่างๆ แตกระเนระนาดไปหรือเปล่า ปากกาเซียนหักไปไม่รู้กี่ด้ามหรือเปล่า ก็ไม่ต้องไปถึงดูไบหรอกไปดูไป อีกไม่กี่วันก็ถึง 14 พฤษภาคม เหลืออีก 16 วัน เอง ใจเย็นๆ แต่แม้กระนั้นก็ดี ตามกระแสของสังคมขณะนี้ ใครก็เห็นแล้วว่า ประชาชนเอาประยุทธ์ทั้งประเทศ แล้วพลเอกประยุทธ์ก็วางตัวได้สวยมาก สวยอย่างไร คือไม่ยอมไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอิสระ ดีมาก นี่เป็นประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่ไปอยู่ในพรรคจะต้องให้พรรคคอุ้มชู ไม่เกี่ยว แสดงว่าพลเอกประยุทธ์มีความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยลึกซึ้งดีทีเดียว พวกที่มีความรู้ประชาธิปไตยประดักประเดิดไม่จริง ก็จะว่าอะไรวะ ให้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของรวมไทยสร้างชาติ ประกาศเป็นสมาชิกของรวมไทยสร้างชาติแต่ไม่ลงปาร์ตี้ลิส พวกนักการเมือง นักรัฐศาสตร์ประดักประเดิดยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็บ๊องๆๆไปตามประสาเขา ยิ่งเห็นเลยว่า พลเอกประยุทธ์ชัดเจน เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยที่วิเศษ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแย่งชิงอะไรในพรรค แม้ว่า สมมุติว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ รทสช. ชนะ แคนดิเดตเบอร์ 1 ก็คือพีระพันธ์ใช่ไหม ที่เขาใช้ Party List เบอร์ 1 แล้วดูซิว่าถ้า รทสช. ชนะ แล้วก็มีสิทธิ์เสนอชื่อนายก เขาจะยกพีรพันธ์ไหม เขาจะเสนอพีระพันธ์ไหม แล้วพลเอกประยุทธ์จะอกหักไหม คอยดูกันต่อไป ซึ่งไม่ใช่ต้องดูต่อไป ลึกๆคนไทยก็พอรู้เรื่องอยู่แล้ว นอกจากคนตาเขตาเอียงตาบอดตาถั่ว ก็ไม่เห็น เพราะอะไรก็เพราะสัจจะเพราะความจริง อันนี้แหละเป็นการยืนยันประเทศไทย ว่าประเทศไทยนี้จริงใจ และมีดวงตาที่เห็นความจริง นี่เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความคิดกันอย่างนี้หรือ นี่เป็นโพธิรักษ์โพลนะ นี่เป็นอ่านเป็น โพล ของโพธิรักษ์เอามาพูด ไม่ใช่โพลของสำนักไหน แต่สำนักโพธิรักษ์ อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆ 660428 แพ้แน่ๆถ้าพลังเงียบไม่ช่วย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน