ทางเลือกอาหารของชาวอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.42 KB
วันที่แก้ไข30 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทางเลือกอาหารของชาวอโศก _จากลูก ธุลีดิน : ๑.ขอกราบเรียนถามพ่อครูเกี่ยวกับเรื่องอาหารทางเลือกของชาวอโศก เนื่องจากเรามีทั้งสูตรเย็น(หมอเขียว) สูตรร้อน(หมอขิง) สูตรจืด (หมอแม็คโครฯ) สูตรเค็ม(หมอไม้ร่ม) แต่ละสูตรก็มีความเชื่อมั่นกันว่า ของเราเท่านั้นจริง สุดยอด สูตรอื่นเป็นของว่างเปล่า พ่อครูว่า...ต้องไปอ่านในจูฬวิยูหสูตร ถ้าต่างคนต่างยึดแล้วนี่ มันจะแย้งของฉันนี่แหละจริง ของฉันนี่ดีที่สุด ทั้งหมดมันเป็นสมมติสัจจะ แต่ปรมัตถสัจจะมันจะมีหนึ่งเดียว มีหนึ่งเดียวจะไม่แย้งกันเลย ถ้าไม่เป็นปรมัตถสัจจะที่เป็นอริยสัจ 4 หรือนิพพาน ผู้ที่มีนิพพานเป็นอรหันต์อริยสัจ 4 หนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มี 2 นอกนั้น 2 ทั้งนั้น แม้แต่พระอรหันต์เองความคิดที่ไม่ใช่เรื่องของอริยสัจ 4 ก็แย้งกันได้ พระอรหันต์แย้งกันได้ในเรื่องโลกียะ สมมุติสัจจะ ซึ่งพระพุทธเจ้าตัดสินด้วยนานาสังวาส ต่างคนก็ต่างยึดถือพิสูจน์กันไปอะไรเป็นผลดี คนเขาก็ฟังทั้งสองข้าง ถ้าเห็นดีเห็นงามด้านไหนก็เอาด้านนั้น เป็นอิสรเสรีภาพสูงสุดเลย พระพุทธเจ้าก็สุดยอด ใครจะเป็นหมออะไรก็เลือกเอาเอง มีทั้งสูตรร้อนสูตรเย็นสูตรจืดสูตรเค็ม ไม่มีสูตรเปรี้ยวหวานมันขมสูตรเผ็ด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสูตรไหนผิดสูตรไหนถูก พ่อครูว่า...มันก็ถูกของเขาทุกสูตร มันจะเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนอาริยะเหมือนนิพพานได้อย่างไร นอกจากนิพพานแล้วถูกทุกคน เขาก็ถูกของเขา ส่วนใครจะเหมาะอะไรก็เอาสิ เรื่องจริงธาตุขันธ์ของแต่ละคนก็เหมาะของแต่ละคน มันเหมาะกับใครอันนั้นก็ถูก คนนี้เหมาะกับจืด คนนี้เหมาะกับเค็ม คนนี้เหมาะกับร้อน บางคนคนนี้เหมาะกับเผ็ด เอาสิ แต่รสจัดๆจ้านๆใดๆก็แล้วแต่มันยังถือเป็นโลกีย์อยู่ เพราะฉะนั้นรสจืดไปเบาบาง ลหุตา นั่นแหละจะเป็น รสที่เจริญ ถ้ามันมีรสจัดจ้านมันจะมี

อ่านต่อ

ข้อเทียบ มากหรือน้อย หนักหรือเบา จัดหรืออ่อน อะไรอย่างนี้ _เช่น คนที่กินซาคาฮารี ก็จะไปมองว่า พวกเราที่ยังไปทำเต้าเจี้ยวซีอิ๊วอยู่ ยังถือว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ เพราะไปทำของหมักของดองของเน่าของเหม็น มาทำลายสุขภาพผู้อื่น และมีความเห็นอย่างปักมั่นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่าง ของหมักของดองของเหม็นของเน่า และ เนื้อสัตว์ เราควรจะกินเนื้อสัตว์ดีกว่า ความเห็นเช่นนี้จะถือว่าเป็นการติดอยู่ในถ้ำ หยั่งลงในที่หลงหรือไม่ พ่อครูว่า...ใช่ ถ้ายึดอย่างนี้หยั่งลงในที่หลง ไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ขออธิบายต่อ ยึดอันใดก็ไปอยู่ในถ้ำอันนั้น ประเด็นของเน่ากับเนื้อสัตว์ ระหว่าง 2 อันนี้ เนื้อสัตว์กับของเหม็นของหมัก ของเหม็นของหมักหรือจะเรียกว่าของเน่าก็ตาม มันจำเป็น กว่ากินเนื้อสัตว์ไม่เน่า เป็นเนื้อสัตว์สดหรือต้มสุกก็ตาม เพราะในความเน่า ในความหมัก มันมีวิตามิน อย่างน้อยวิตามินบี 12 อยู่ในนั้น ที่จำเป็นมากเกี่ยวกับสมองโดยตรง เพราะฉะนั้น 1. ถ้ากินพืชพันธุ์ธัญญาหารหมักเน่าหรือถั่วเน่า อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับวิบากกรรม แต่ที่คุณไปกินเนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คุณจะมีวิบากกรรมกับสัตว์ไม่มีทางเลี่ยง แต่กินของหมักจะว่าของเหม็นของเน่าก็ตามใจ มันไม่มีวิบากพวกนี้ แล้วมันได้บี 12 แน่นอน ที่เป็นของจำเป็นของสมอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาตมาให้ความเห็น ก็ว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ จะเป็นเนื้อสัตว์สดเนื้อสัตว์หมักดองอะไรก็ตามแต่ เนื้อสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันเป็นเรื่องวิบากที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยาวนานมากนะวิบาก นี่สำหรับอาตมาก็อย่างนั้น

_เพราะในคุหัตฐกสูตรระบุว่า“ภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด(ราคะ) ความเพลิดเพลิน(นันทิ) ความทะยานอยาก(ตัณหา) มีอยู่ในกวฬิงการาหาร(อาหารคือคำข้าว) วิญญาณก็ตั้งอยู่ งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นได้ วิญญาณ ตั้งอยู่ งอกงามได้ในที่ใด การก้าวลงแห่งนามรูปก็มีได้ในที่นั้น ความก้าวลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารก็มีได้ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ก็มีได้ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็มีได้ในที่นั้น พ่อครูว่า...ตัดกิเลสสุดท้ายก็ตัดไม่ให้เกิดภพชาติที่เป็นเทวะคู่สุดท้าย ภพคือแดนเกิด เป็นตัวที่ไม่รู้เป็นตัวอาศัยเป็นตัวรูปให้เกิด กับชาติเป็นตัวนามเป็นคู่สุดท้ายเปิด เพราะฉะนั้นดับเหตุให้เกิดชาติก็จบ ภพก็ไม่มี อุปาทานก็ไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เวทนาก็ไม่มี ผัสสะก็ไม่มี อายตนะก็ไม่มี นามรูปก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มี สังขารก็ไม่มี แต่อวิชชาก็ไม่มี กลายเป็นวิชชาเต็มรูปไปเลย ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป มีอยู่ในที่ใด เราก็กล่าวว่า ที่นั้นมีความเศร้าโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้นใจ” รวมความว่า นรชน ... เมื่อดำรงตนอยู่ ย่อมเป็นอย่างนี้

หรือเป็นเพราะว่าเรามีอาหารหลายๆสูตรให้เลือกมากเกินไป จนลืมสูตรของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าให้บริโภคอาหารก็เพียงเพื่อให้กายขันธ์นี้ดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา หรือเพื่อประดับตกแต่งร่างกาย? พ่อครูว่า... อย่างอาตมานี่ ฉันอาหารเพื่อดำรงขันธ์ แต่ผู้ที่มีความคิดเห็นว่าจะให้อาหารสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเลย ซึ่งมันจะกลายเป็นภาวะที่ไม่แข็งแรง ภาวะที่จะดีต้องมี 2 ต้องมีภูมิคุ้มกัน ต้องมีอะไรที่เป็นผู้ช่วย เรื่อง 2 นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าหากขาดเป็นหนึ่งเดียวมันก็สูญหมดถ้า เพราะฉะนั้นต้องมีพ่อมาพอดี 640630_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติ 16 ขั้นตอน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน