ทั้งสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติต้องลืมตาปฏิบัติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทั้งสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติต้องลืมตาปฏิบัติ อานาปานสติคือคู่สำคัญของสติปัฏฐาน 4 1.กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (กายในกาย) (การกำหนดสติพิจารณากาย คือ การรวมประชุมกัน ทั้งกายนอก-ใน ให้รู้เห็นความจริง) กายนอกได้แก่.. ก. อาณาปาณสติ (กำหนดสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก) ข. อิริยาบถ (กำหนดรู้เท่าทันไปกับอิริยาบถ) ค. สัมปชัญญะ (ทำความรู้สึกตัวในการกระทำทุกอย่าง) ง. ปฏิกูลมนสิการ (พิจารณากายเป็นของไม่สะอาด) จ. ธาตุมนสิการ (พิจารณาเห็นกายโดยความเป็นธาตุ) ฉ. นวสีวถิกา (พิจารณาซากศพในสภาพกระจายไป) 2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณา “เวทนาในเวทนา” (ทั้ง 108 เวทนา) ให้รู้เห็นทุกข์(ที่เป็นทุกขอริยสัจ) ตามความเป็นจริง 3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติพิจารณาเห็น “จิตในจิต” ให้รู้จิตที่เจริญขึ้นหรือยังข้องตามสัจจะจริง 4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณา “ธรรมในธรรม” ให้รู้เห็นจริงตามความจริง ได้แก่ นิวรณ์5, ขันธ์5, อายตนะ6, โพชฌงค์7, อริยสัจ4 (พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 273 - 300) คุณจะต้องมีสติปัฏฐาน 4 หมายถึงต้องมีสติเป็นฐานปฏิบัติในการลืมตา ลืมตาทั้งภายนอกภายในมีชาคริยาตื่น ไม่ใช่สติแข็งแรงอยู่แต่เพียงภายในใจในใจจิตในจิตอยู่ในภวังค์แต่ลืมตามาข้างนอกตื่นมาไม่มีสติเลย ขออภัยยกตัวอย่างเช่นมหาบัวไม่มีสติไม่มีปัญญา เมื่อไม่มีสติปัญญาไม่มีหรอกมีแต่ เฉโก ความรู้รอบโลก สติกับปัญญาเป็นคู่สำคัญไปด้วยกันมาด้วยกันเลือดราชธานีอโศก ไม่ใช่เลือดสุพรรณนะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าแยกสติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติ 4 สติปัฏฐาน 4 ต้องทำแบบตื่นลืมตาหมด อานาปานสติก็ต้องมีสภาพตื่นพร้อมทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ต้องตื่นมาหมดจึงจะเรียกว่าทำสติปัฏฐาน 4 ได้ ก็คือนั
อ่านต่อ
ยยะตาม 16 ขั้นของอานาปานสตินั่นแหละ คุณรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกสั้นหรือยาวบอกแล้วว่าเป็นประเด็นแห่งความต่าง เป็นลิงค เป็นเพศ เป็นความต่างกันระหว่างสองอย่างเป็นสิริมหามายา เพราะฉะนั้นจากอันนั้นแล้วต้องรู้ให้ชัด เรียนรู้ความต่าง กายกับจิตก็เป็นคู่ที่เป็นเทวะ คำว่า กายนี่แหละเป็นประเด็นยากเป็นนัยยะหยาบ หมดเลย เพราะฉะนั้นจึงยาก แต่หลับตาปิดประตูเลย แม้คำว่า กายหยาบๆ ก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิหลุดพ้นก็ยังไม่ได้เลย เทียบเหมือนกับจะเข้าไปในใจกลางภูเขา ก็ต้องเอารอบนอกภูเขาออกก่อนที่จะเข้าไปสู่ภายในได้ หรือจะกินเนื้อทุเรียนก็ต้องต่อกับข้างนอก โดยไม่ผ่านเปลือกผ่านกระพี้เข้าไปภายในมันจะได้อย่างไร มันเป็นเรื่องผิดธรรมดาผิดธรรมชาติเป็นขั้นเป็นตอนผิดลำดับไม่ใช่เรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องธรรมดาธรรมดา อย่างนี้เป็นต้น
[๒๘๔] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ดำรงอยู่ในสารธรรม อันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้ ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมากมีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควร ที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ พ่อครูว่า... คำว่าเนื้อนาบุญ จะว่าบุญเป็นสิ่งที่งอกเป็นผลประโยชน์ มันก็เป็นประโยชน์แต่มันไม่ได้สะสมผลที่เป็นสิ่งใด จะเป็นประโยชน์ที่การสั่งสมบุญเป็นมือสุดท้ายของเพชฌฆาตที่ฝฆ่ากิเลส ฌานฆ่ากิเลสมาแล้วเป็นลำดับ แต่บุญนี้ตัดแน่นอนประหารอีกที ประหารสุดท้ายให้มันชัดไปเลยเด็ดขาด คำว่าบุญ มีคำจำกัดความหรือมีนิยามเฉพาะของมัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... คำว่าบุญเราใช้ผิดความหมายมานาน ทำให้ไกลจากการตัดกิเลสมาก พ่อครูว่า... ท่านไม่ให้ศึกษาคำว่าบุญเป็นปฐม จะทำให้ฝึกทำฌานอย่างสัมมาทิฏฐิก่อน ทำแล้วอาสวะบางอย่างสิ้นได้ ส่วนบุญนี้มันถือว่าตัดอนุสัยหมดสิ้นเลย [๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง ๕ จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกทาคามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ [๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอิทธิบาท ๔ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 เป็นห้องประชุมครบ 3 เส้า เป็น ISH หรือรูปนาม กับประธาน เริ่มต้นด้วย อย่างนี้แล้ว สัมมัปปธาน 4 คือ 1.สังวรปธาน 2.ปหานปธาน 3.ภาวนาปธาน 4.อนุรักขณาปธาน ก็ไล่ดับกิเลสไปตามลำดับ ได้ก็ดับอาสวะเป็นลำดับขั้น อิทธิบาทเป็นตัวกำลังเป็นพลังงานเป็นตัวช่วยสำคัญ อิทธิบาทช่วยสติปัฏฐาน 4 กับสัมมัปปธาน 4 คืออิทธิบาท 4 มีพลังงานเพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอินทรีย์ ๕ อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... อินทรีย์คือตัวมรรค พละคือตัวผล ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธาคือความเชื่อความรู้ความเห็น ส่วนในวิริยะคือความเพียร สติ ต้องตื่นเต็ม สติ เป็นตัวกลางของอินทรีย์ 5 พละ 5 จะว่าไปแล้วผลที่ได้จากสติจะเป็นสมาธิและปัญญา ส่วนตัว 2 ข้างหน้าคือศรัทธาและวิริยะ ก็มีนัยยะที่จะต้องเป็นลักษณะของ เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจความเชื่อ แล้วก็มาปฏิบัติตามความเชื่อ ถ้าเป็นความเชื่อที่สัมมาศรัทธาก็เจริญ ถ้าเป็นความเชื่อที่ไม่เป็นสัมมาก็พาออกนอก เมื่อเป็นมิจฉาศรัทธา ต้องทำให้ได้ สายสัทธานุสารี ส่วนสายธัมมานุสารีเป็นตระกูลปัญญา แต่ไม่ใช้คำว่า ปัญญานุสารี โคตรหรือตระกูลคนที่เกิดมา เป็นสองตระกูลระหว่างสายศรัทธากับสายปัญญา ปัญญาเป็นการรู้โดยละเอียดสมบูรณ์ แต่ศรัทธาจะเนิ่นช้า ปฏิภาณมันน้อยกว่าปัญญา ไม่ได้มีใครไปบังคับ แล้วแต่ศรัทธาจะฝึกฝนตนให้เกิดความรวดเร็วเท่าเทียมปัญญาได้ไหมก็ได้ คุณปฏิบัติให้บรรลุเป็นอรหันต์แล้วฝึกโพธิสัตว์นี่แหละแล้วสายศรัทธาจะเป็นสายปัญญาได้ หรือแม้แต่ผู้หญิงเมื่อเป็นอรหันต์แล้วอยากเป็นผู้ชาย ก็พัฒนาเป็นโพธิสัตว์ไปอีก เป็นผู้ชาย 640702_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติสูตร ตอน 3