อานาปานสติ 16 ขั้นตอน.docx
เนื้อหาในไฟล์
อานาปานสติ 16 ขั้นตอน พ่อครูว่า... อานาปานสติ เป็นเรื่องของเอาลมหายใจเข้าออกเป็นที่ตั้ง เป็นเรื่องสิ่งที่ยังไม่ครบ ธาตุทั้ง 4 มี ดินน้ำไฟลม ลมได้ชื่อว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ทิ้งรูปที่เป็น มหาภูตรูป แต่โลกไม่ได้มีแต่ลม มันมีดินมีน้ำมีไฟและมีสัตว์ด้วย คุณหลับตา ที่นี้วิเคราะห์วิจัย สำคัญอยู่ที่การหลับตากับตื่นลืมตา ประเด็นที่อาตมาพูดนี้ เพราะอาตมาอยากให้พวกผู้ที่หลับตาซึ่งมีเยอะหนาแน่นกว่าชาวอโศกในเมืองไทยมีชาวพุทธนี้ ยังเชื่อมั่นในการนั่งหลับตา ซึ่งอาตมาว่ามันไม่ใช่หลับตามันเป็นโมฆะมันออกนอกรีตศาสนาพุทธ เหตุผลเพราะว่าพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นฉบับของพระมหากัสสปะ ซึ่งพระมหากัสสปะเป็นสายศรัทธา สัทธานุสารีแท้ๆ 100% เป็นโคตรเป็นตระกูลศรัทธา ศรัทธาอย่างหนักๆเลย ตามประวัติตามตำนานแล้วชีวิตจมอยู่ในป่า จนพระพุทธเจ้าต้องยอมอนุโลมให้มี 1 ราย คือเอาพระกัสสปะเป็นตัวอย่างหนึ่งเดียวเป็นเอตทัคคะทางผู้อยู่ป่า ถึงอย่างนั้น ถ้าเกินกว่ากัสสปะก็ออกนอกรีตแล้ว ท่านใกล้จะตกขอบมิตกขอบแหล่เพราะฉะนั้นจึงยากมากเลย คนที่ได้ชื่อว่ามหานำหน้า ในพระอิติสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีน้ำหนักไปในทางที่เอื้อ แต่ถ้าผู้ที่เป็นพุทธแท้ จะไม่มีคำว่า มหานำหน้า ถ้ามีคำว่า มหานี้ อย่างสารีบุตร ไม่มีคำว่า มหานำหน้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งแม้แต่พยัญชนะก็ต้องเป็นสิ่งที่ลงตัวกันพระพุทธเจ้าจะต้องมีพระนามว่าสิทธัตถะแม่จะต้องชื่อว่าสิริมหามายา ชาตินี้อาตมาต้องเกิดมาชื่อรักนามสกุลมงคล บุคคลคือสิ่งที่จะนำพาไปสู่นิพพาน อุตมะหรืออุตระ คืออุดม มันเลี่ยงไม่ได้ต้องชื่อนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันต้องลงตัวแล้วทุกอย่างที่อาตมายืนยัน อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ในยุคนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว
อ่านต่อ
์ในยุคนี้ พระเจ้าอยู่หัวต้องมีพระนามว่าภูมิพล อาตมาต้องมีชื่อว่าโพธิรักษ์ หรือชื่อรักชื่อมงคล ซึ่งเป็นนามธรรม ทางด้านในหลวงต้องเป็นรูปธรรม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มันลงตัวทุกอย่าง ก็ค่อยๆอธิบายไป
ในอานาปานสติสูตรนี่ เป็นสูตรที่คนหลงเอาแต่นั่งหลับตา แล้วก็ยกอ้าง เอานัยยะ 16 อย่างมาแปะไว้ แต่ที่จริง 16 อย่างนั้นลืมตาทำทั้งหมด
อานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนั้นคือ
1. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาวหรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว 2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น พ่อครูว่า... สองข้อนี้ให้รู้ว่ามีนัยยะต่างกันนะต้องใช้สองอย่างแล้วเลือกเอาอย่างหนึ่ง ไปตั้งแต่ต้นจนเป็นอรหันต์ คู่สุดท้ายคือ สมาหิโต กับวิมุติ อันใดเป็นอวิมุติกับวิมุติ อันใดเป็นสมาหิตะกับอสมาหิตะ วิมุตกับสมาธิก็เป็นอีกคู่นึง ถามเรื่องคู่กับพวกคุณ สมาหิตะกับวิมุติ ตัวจบคู่สุดท้าย จิตตั้งมั่นกับจิตหลุดพ้น ตัวไหนที่เป็นตัวมี กับตัวไหนที่เป็นตัวไม่มี ...สมาหิตะ กับ วิมุติ คุณจะตอบว่า สมาหิตะมีหรือไม่มี?.. ญาติโยมตอบว่า...มี วิมุติมีหรือไม่มี?...ญาติโยมตอบว่า...ไม่มี แต่พ่อครูว่า วิมุติคือตัวมี สมาหิตะคือตัวไม่มี คนที่หลุดพ้นจากโลกจากอัตตาจากอะไรก็แล้วแต่คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร คุณต้องหลุดพ้นจากอะไร ที่ต้องมีคู่ที่คุณติดเป็นคู่ แต่จิตตั้งมั่นเต็ม มัน 1 หรือ 0 ใช่ไหม 1 ก็คือ 0 ส่วน 0 ก็คือ 1 ซึ่งไม่ต้องถามหรอกว่าคุณจะตายที่ 0 หรือตายที่ 1 สุดท้ายมันก็ต้อง 0 ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น
อานาปานสติ ต่อ 3. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า (สัพพกายปฏิสังเวที สิกขติ) พ่อครูว่า... ต้องรู้แจ้งกาย กายต้องมี 2 เสมอ ภายในกับภายนอก ผู้ที่ได้ไปนั่งหลับตาไม่มีภายนอก ส่วนผู้ที่เข้าใจว่ากายคือวัตถุภายนอกนั้นก็ปิดประตูบรรลุธรรม ถ้าไม่มีกายแล้ว 0 ไม่มี 1 ไม่มีกายคือฐานพักของจิต คือจิตทำให้เป็นพีชะได้ พีชะคือ 1 และก็จะเสื่อมไปหา 0 ไม่มีเวทนา ไม่เป็นวิญญาณ พีชะมีแต่สัญญากับสังขาร พีชะก็ไม่เรียกว่าเป็นนามแต่มันเป็นชีวะ นัยยะของ อุตุนิยาม พีชะ จิต นี้ไม่ใช่อธิบายได้ง่ายนะ ต้องมีสภาวะธรรมรองรับจริง ถ้าไม่สามารถมีพื้นฐานแยกกายแยกจิตได้ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีกาย แต่สิริมหามายาอรหันต์ที่ยังไม่ตาย โพธิสัตว์ที่ยังไม่ตาย ก็ต้องมีกายมีร่างอาศัย มีร่างกายอาศัย มีสรีระร่างกายอาศัย แต่แยกไม่ได้ กายต้องมีจิตมีรูปธรรม เป็นสภาพที่พูดไปแล้ววนไปวนมา ก็น่าเห็นใจที่คนไม่มีภูมิธรรมจะตามรู้ยาก สัพพกายปฏิสังเวที จะต้องรู้จัก กาย หลับตาไม่มีกายไม่มีปฏิสังเวที
4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ) พ่อครูว่า... ปัสสัมภยังคือการระงับกาย แต่คุณหลับตาก็ว่าระงับกาย พาซื่อเขาสอนกันสายหลับตา กายคือภายนอก ตัดรับรู้ภายนอกก็เหลือแต่ภายใน เห็นไหมว่า พยัญชนะก็ไม่ครบแล้ว หากไปทำอานาปานสติ เข้าใจว่า กาย หมายถึงเพียงแต่ภายนอกเท่านั้นเอาแต่จิตอย่างเดียวจบเลย คนนี้ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ คำว่า สักกายทิฏฐิ จึงเป็นคำต้นของผู้ที่จะเป็นอาริยะบุคคลของพุทธ ต้องชัดเจน กาย นี่อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน กว่าจะเดินทางไปต่อจากพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นจริงๆ พ้นอย่างไม่มี วิจิกิจฉา ต้องพ้นไม่มีอะไรลังเลสงสัย แล้วมีหลักการ ศีลพรต พ้นสีลัพพตปรามาส อาตมาก็อธิบาย สีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพตุปาทานต่างกัน สีลัพพตุปาทาน ยึดถือตามกันมายังไม่สัมมาทิฐิ หรือต่อให้ทำยัญพิธีมีสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ยัง เหยาะๆแหยะๆปรามาส ไม่เอาจริง ลูบคลำ คุณรู้จักโจรแต่ไม่จัดการกับโจรเสียทีเล่นหัวอยู่กับโจร คุณรู้จักหมาแต่ก็เล่นหัวๆอยู่กับหมาหมาเลียปากเท่านั้นเอง เล่นกับโจรโจรก็เล่นอยู่กับคุณเท่านั้นเอง ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ต้องรู้จักกายสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่มีในภายนอกภายใน 5. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า (ปีติปฏิสังเวที สิกขติ) พ่อครูว่า... ลดกิเลสภายนอกคือกาย ขณะคุณมีลมหายใจเอากิเลสเฉพาะแต่ลมหายใจแล้วคุณจะมีกิเลสอะไรกันนักกันหนากับลมหายใจ ต่อให้คุณเอากิเลสลมหายใจคุณลดได้ แล้วตาหูสัมผัสลิ้น จมูกอีกล่ะ ดินน้ำไฟลมอีกล่ะ มันมีอีกตั้งเยอะแยะ แล้วคุณบอกว่าคุณปฏิบัติแล้วคุณได้เป็นพระอรหันต์ อรหันต์ก็ได้แค่นิดเดียว ในทางลม ในทางลมอาตมาก็ว่าจะปฏิบัติหลุดพ้น เช่นหนึ่งมีกลิ่นของดอกไม้กลิ่นอะไรก็ตามลอยมาตามลม เช่น กลิ่นตดเป็นต้น ลอยไปในอากาศ คุณก็ไม่ชอบกลิ่นตด คนนี้นั่งสมาธิร่วมกันคนนี้ตดมากลิ่นน่าดูเลย ก็เกิดกวนสมาธิกัน พูดให้มันสนุกหน่อย หากคุณไม่เข้าใจกายอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ คุณจะไปปฏิบัติเริ่มต้นสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ซึ่งมีกายภายนอกเชื่อมต่ออยู่กับกายภายใน ไม่ได้ขาดกัน แต่ให้พิจารณา กายใน เข้ามาหากายใน จากกายนอกมาหากายใน ไม่ได้ขาดกัน จึงทำกิเลสจากกาย กิเลสไม่ได้อยู่นอกกิเลสมันอยู่ใน คุณตัดกิเลสภายนอกแล้วก็ระงับกิเลสกายได้แล้ว ก็เลื่อนมาหาเวทนา แต่หากกิเลสกายคุณยังทำไม่ได้คุณเลื่อนมาหาเวทนามันก็ผิดลำดับ หรือจะเอาแต่จิตเลยเรื่องของกาย เวทนา ไม่รู้เรื่อง เอาแต่จิต ก็เจริญเถอะพ่อ(คำประชด) ไม่มีทางเจริญได้หรอก อันดับที่ 4 ระงับกายสังขารได้ก็จะมีปีติ รู้แจ้งปีติ เราลดกิเลสภายนอกกิเลสกายได้แล้ว ปีติ อันนี้ก็เกี่ยวกับภายนอก ไม่ใช่ได้ผลทางจิตใจเป็นสมถะแล้วปีติ มันก็ใช่พวกนั่งหลับตาเป็นปีติแบบสมถะทั้งนั้น แต่อันนี้เป็นปีติที่แบบวิปัสสนาปิติที่มีการเห็น ปัสสะ ปัสสนาไม่ใช่สมถะ เห็นไหม มีนัยยะที่ต่างกัน เมื่อมีปีติก็ลดปีติได้ จึงจะเข้าหาสุขเป็นฌานที่ 3 เริ่มมีฌานที่ 3 นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
พ่อครูว่า... ทั้ง 16 ข้อนี้พวกนั่งหลับตามีแต่พยัญชนะไม่ได้มีเกิดสภาวะขึ้นเลย สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูบอกว่ากิเลสที่ลมหายใจจะมีเท่าไหร่เชียว พ่อครูว่า... ระงับกายได้ก็เกิดปีติ คำว่า ปฏิสังเวทีคือรู้ เห็นปีติแล้วก็ต้องลดปีติ ปีติมี 5 อย่าง หากจะเอาแต่อุพเพงคา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)
ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) เป็นหน่วยๆ เป็นก้อน แท่ง 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) เป็นเวลา เป็นกาละ 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
พ่อครูว่า... ก็เรียนรู้ปีติ ลดปีติ ถึงจะเป็นวูปสโมสุโข มีสภาวะ 2 เป็นรูปกับนามสั่งสมลง ธรรมดามันก็หยั่งลงเป็นเรื่องโลกียะในจิตของเรา เรารู้แล้วก็เลือกให้สั่งสมเป็นโลกุตระในชีวิตเรา มากเป็น อุพเพงคาปีติ ไม่ได้ไม่ไหวมันมากจัดจ้าน อย่างพวกนักฟุตบอลเตะลูกเข้าโกล์ได้สักวันหนึ่งมันจะช็อคตายคาสนาม อาตมาไม่ได้แช่งเขา แต่สักวันมันจะมีตัวอย่าง เพราะว่าปลุกเร้าเร่งรัดเอาชนะคะคานกัน ให้ราคากันมากมายเป็นเรื่องการพนันด้วย มันซับซ้อนเยอะแยะพวกนี้ พวกการพนันพวกอบายมุข อาตมายังจำได้เลย ที่วิทยาลัยการพละ อาตมาก็ไปว่าพวกกีฬาเป็นอบายมุข ตอนนั้นมีปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ฟังด้วย ฟังแล้วก็หน้าเขียวใส่เลย อาตมาก็เทศน์ไปตามจริง แต่ก่อนอาตมาก็เป็นนักกีฬาเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ได้เรื่อง เป็นนักวิ่งก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่
ปีติ ยังเป็นพลังงานที่หยาบที่แรง ก็ต้องลดลงมาให้มันเป็นสุข เป็นวูปสโมสุข ซึ่งขอยืมภาษาคำว่า สุข มาเรียกเท่านั้น มันก็ยังเป็นอาการของอุปกิเลสคือความสุข ก็ต้องลดลงมาให้เบาบางลง เป็นสุขสงบ หรือวูปสโมสุข หรืออาจจะใช้ภาษาว่าปรมังสุขัง อาตมาแปลเป็นไทยว่ายิ่งกว่าสุข ถ้าแปลว่าสุขอย่างยิ่งมันก็จะเป็นความสุขแรง ไปกันใหญ่ ภาษามันจะบอกสภาวะชัดเจน
6. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า (สุขปฏิสังเวที สิกขติ) 7. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า(จิตตสังขารปฏิสังเวที สิกขติ) พ่อครูว่า...ตอนนี้เข้าถึงจิต ระงับได้หมดเข้าถึงสุขเป็นฐาน เป็นสุขจากอุปสโมสุข เป็นฌานที่ 3 เข้าไปหาฌานที่ 4 ไม่มีสุขแต่เป็นอุเบกขา หมดสุขแล้ว ฌานที่ 4 เป็นเอกัคคตา ได้ฌาน 4 เป็นฐาน อันนั้นมาจากกิเลสนอกเป็นกาย เข้าไปหาทางจิต หลังจากได้ทำกิเลสกายหมดแล้วก็ทำกิเลสที่เหลือในจิต ตั้งแต่อบายมุข มาเป็นสกิทาคามีเข้ามาหาอนาคามีเป็นรูปเข้ามาสู่จิต ก็ระงับกิเลสในจิต กามหมดแล้วมาระงับรูป จะเป็นรูปทางกามและรูปทางปฏิฆะ ซึ่งไม่แสดงออกภายนอกแล้วมีความละอาย มีหิริโอตตัปปะเพียงพอ เกรงกลัวไม่แสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายไม่เอาแล้ว เกรงกลัวไม่เอา เพราะมันเป็นเรื่องหยาบต่ำไม่รับไม่ทำ มันจะมีคุณลักษณะ คุณสมบัติของมันจริงๆ ที่ทำให้เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
8. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า (ปัสสังภยัง จิตตสังขาร สิกขติ) พ่อครูว่า...ในขณะที่เข้าไปถึงจิตก็ไม่ทิ้งกาย ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกก็ยังทำงานอยู่ปกติ แต่ว่ากิเลสภายนอกนั้นมันอยู่เหนือแล้ว มีวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจเหนือโลก ข้างนอกคือโลก ข้างในคืออัตตา ข้างนอกคือโลกร่วมกับโลกเขาก็ลดกิเลสลงได้ ถึงขั้นกำลังเหลือกิเลสภายใน กิเลสทางภายนอกนั้นหมด กิเลสภายนอกไม่ต้องทำ เพราะว่าทำได้แล้ว อยู่เหนือมันแล้วไม่ได้หนีไม่ได้หลบ อยู่เหนือสบายๆ สบายมากสบายน้อยก็แล้วแต่บางคนอาจจะต้องเคร่งคุมอยู่บ้าง บางคนไม่ต้องเคร่งขรึมแล้วสบายแล้ว จะกระทบสัมผัสภายนอกแรงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไรที่เผลอไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร บางคนทีเผลอยังขึ้นมาหน่อยนึง หรือว่ามันแรงมากๆก็กระดิกนิดนึงอะไรอย่างนี้ ก็ยังมีภายในใจอยู่บ้างคุณก็รู้ทั้งภายนอกและภายใน รู้ทางจิตภายนอกที่รับกระทบสัมผัสภายนอกได้แล้วอยู่เหนือแล้ว เป็นอาริยะเป็นอรหันต์ เป็นพลังงานที่สูงจนเหลือแต่ภายใน ระงับกิเลสที่เป็นจิตสังขารภายใน ก็เป็น ปัสสังภยัง จิตตสังขารัง ทำให้กิเลสภายในรูปราคะอรูปราคะ หมดไปอีกได้ อรูปราคะได้ก็รู้แจ้งอีกทีหนึ่ง เหลือรูปราคะ อรูปราคะ มานะก็ลดได้ เหลืออุทธัจจะ กุกกุจจะ มันเหลือน้อย จนหมดไป เหลือแต่วิชชา ส่วนอวิชชาก็มาเป็นวิชชา คุณยังต้องอาศัยจิตอยู่ อาศัยอนุสัยอยู่ ไม่มีอาสวะแล้ว แต่คุณยังมีอนุสัย คือ สยะน้อยๆ สยังน้อยๆ อนุ คุณต้องอาศัย ใช้พยัญชนะบอกสภาวะว่า อนุ คือน้อย คุณต้องอาศัยอนุสยะ คุณต้องทำจิตนี้ให้เป็นที่อาศัยไม่ใช่จิตใจที่แข็งๆทื่อๆ ไม่รับแขกเลย ก็ทำให้มันเป็น อภิปโมทยังจิตตัง 9. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า(จิตตปฏิสังเวที สิกขติ) 10. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง (ปราโมทย์) หายใจเข้า(อภิปฺปโมทยัง จิตตัง สิกขติ) พ่อครูว่า... จิตใจร่าเริงเบิกบานรับแขกได้ ร้องเพลงอาตมาก็ทำได้ แต่สังขารมันก็เรื้อคนได้ฟังก็บอกว่าพักผ่อนดีกว่าอย่าร้องเลย ให้คณะตุ๊กติ้วทำดีกว่า ทำให้จิตร่าเริง จะย้อนกลับอีกที ให้จิตสงบแล้วเบิกบานร่าเริง พุทธถึงเป็นผู้ที่เบิกบานร่าเริง สว่างสะอาดสงบ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตัง
11. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออกว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า(สมาทหัง จิตตัง สิกขติ) พ่อครูว่า... สมาทหัง ก็แปลว่าจิตตั้งมั่น จิตทำให้ได้คุณสมบัติอย่างนี้แหละแบบที่มาถึงขั้นที่ 10 ให้มันตั้งมั่น ๆ เห็นไหมว่าคุณจะสะสมจิตตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ถึงขั้น อาสวะหมดแล้ว อาศัยอนุสัยเท่านั้น แล้วก็ให้จิตเบิกบานร่าเริงทำให้แข็งแรงตั้งมั่นเป็นเนื้อเป็นแก่น สมาทหัง ทหัง ทหาร 12. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (วิโมจยัง จิตตัง สิกขติ) พ่อครูว่า... ไม่ใช่จะรับเข้ามาแต่ปล่อยเสมอๆ ถ้าหยุดเลย มันหายไป ภาษาใช้คำว่าเปลื้องปล่อย หรือใช้ว่า ปล่อยวางหรือปล่อยจิต สู่แดนธรรม... สงสัยว่าเปลื้องจิต สภาวะคือรู้ควรการงานใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า... มีลักขณรูปของมันคือ มันไปในทางเอาออก เนกขัมมะ มันเป็นจิตที่เป็นสภาพเอาออกไม่ใช่เอาเข้า คำว่าออก คำว่าเข้า ของพยัญชนะที่ใช้ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่เข้าไปนั่งหลับตาคือเข้าฌานเข้าสมาธิ ออกสมาธิคือลืมตาออกมาสู่โลกข้างนอก ซึ่งอย่างนั้นมันไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ต้องไปนั่งหลับตาเข้าฌานเข้าสมาธิ หรือหลับตาไปเอารูปเป็นตัวชี้บ่งยืนยันว่านี่คือเข้าสมาธินี้ต้องหลับตา มันก็อยู่ข้างใน มันไม่ใช่อย่างนั้น สู่แดนธรรม... ผมสงสัยเพราะเป็นคำสิริมหามายา คำไทยแปลว่าเปลื้องเอาออกเราเอาออกด้วยการมีกัมมัญญาได้ไหมครับ ? พ่อครูว่า... อันนี้จิตสำเร็จแล้ว สั่งสมจิตสมาทหัง ยังไม่ถึงสมาหิตังเท่านั้น เป็นจิตที่จะสะสมตั้งมั่น อธิบายเป็นภาษาได้จริงๆแล้วไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นนะแต่สั่งส้มให้ตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่นไปเรื่อยๆ ลักษณะที่ตั้งมั่นก็จะต้องมีคู่ที่ว่าไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่นนะ แต่มั่นแล้วปล่อย มั่นแล้วเปลื้องจิตออกให้หลุดพ้น เป็นลักษณะจิตที่ให้อาศัยแต่ปล่อย ภาษาบาลีว่า วิโมจจยัง อาตมาจึงต้องใช้ภาษาไทยขยายความยืดยาด แต่บาลีแค่ วิโมจยังจิตตัง 13. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง(อนิจจานุปัสสี สิกขติ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า 14. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า 15. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปัสสีสิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า 16. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส (ปฏินิสสัคคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า พ่อครูว่า... 12 ข้อที่ผ่านมาพวกนั่งหลับตาอธิบายไม่ได้หรอก แต่ตีกินเอา 4 ข้อสุดท้ายไปทำเท่ บอกว่าตามเห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นความดับ ตามเห็นความสลัดคืน เท่เสียไม่มี นั่งหลับตา พวกนี้อาตมาขออภัย วจีสังขารว่าหยาบไปหน่อย พวกหลอกแดก นี่แหละพวกนั่งหลับตา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูแล้วน่าสมเพชเวทนาน่าสงสาร เมื่อไหร่จะตื่นขึ้นมาฝึกฝนทำสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์แบบเถอะ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกคุณก็จะติดอยู่อย่างนั้น อนุปัสสี 4 (ตามเห็นอะไรในขณะปฏิบัติสติปัฏฐาน+อานาฯ) 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 288) มาขยายความ 4 ตัวนี้คุณจะเห็น ความไม่เที่ยงนั้นเราพูดด้วยตรรกะว่าทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ไม่ต้องไปยึดดมั่นถือมั่นอะไรก็เท่ซะไม่มี ก็ใช่ ความไม่มีอะไรเที่ยงไม่มีอะไรยึดอยู่ ไม่มีอะไรเทียบกับกาลเวลา คุณว่า วินาทีมันอยู่กับที่ไหม การเคลื่อนไปกับกาละ เรียกด้วยศัพท์ตัวหนึ่งว่า วินาที ให้ละเอียดกว่าวินาทีด้วย อาตมาไม่ได้จำว่ามันเรียกอะไร กาละไม่เคยหยุดไม่เคยพัก โลกไม่เคยหยุด ไม่เคยสะดุด พระอาทิตย์ก็ไม่เคยสะดุดไม่เคยหยุด ถ้าพระอาทิตย์สะดุดหรือหยุดรับรองโลกนี้ คว่ำคะมำ ออกนอกเส้นทางโคจร พลังงานจะปั่นป่วนไปทั้งจักรวาล ทั้ง Galaxy nebula สะเทือน เอาแต่แค่พระอาทิตย์ มันเกิดจุดเคลื่อนนิดนึงไม่ได้เลย กาละจึงเคลื่อนอยู่เสมอพระอาทิตย์ต้องเคลื่อนอยู่เสมอ โลกต้องหมุนอยู่เสมอ สู่แดนธรรม... มีคนถามว่าเราจะตามหาปัจจุบันได้อย่างไร พ่อครูว่า... ยิ่งกว่าปลายเข็มที่เล็กที่สุด ใช้พยัญชนะรูปธรรม ก็ไม่ต้องถึงเอาขนาดนั้น คุณก็จี้ลงไปแล้วก็ถอนให้รู้ว่านี่คือปัจจุบัน การบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่ปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม ปัจจุบันนี้เดี๋ยวนี้ขณะนี้สั้นที่สุดเร็วที่สุด เป็นปัจจุบันที่สุดจริงที่สุด การหลับตาไม่ลืมตาออกมานี้ไม่เป็นความจริงมีแต่สัญญามีแต่การกำหนดรู้ในใจ มันต้องออกมานอกด้วยในด้วยจึงจะเป็นความจริงของ 2 ภายนอกภายในเป็นเทวะ เป็น 1 ไม่ได้ ในความรู้รอบต้องมี 2 เป็นอย่างน้อย ในความรู้จริงต้องเป็น 0 หรือ 1 ความรู้รอบต้อง 2 อย่างน้อย แล้วตัวผู้รู้เป็นสามเส้า ประธานรู้ เป็น 2 ทำ 0 กับ 1 ได้ คุณเป็นประธานก็ต้องเป็น 3 ในลักษณะของสิ่งที่เป็นวัฏสงสารเป็นสังขารเป็นสิ่งที่เป็นธาตุรู้แล้ว ถ้าอย่างในนิวเคลียสมันมี 3 คือมี E M C ถ้าชีวะก็ต้องมี 3 เป็นอย่างน้อยคือ I S H I คือ ฉัน (ตัวประธาน) S (She) คือ พลังงานลบ H (He) คือ พลังงานบวก ISH คือตัวตน สามเส้าตัวนี้ เติมเข้าไปยึด self ขึ้นมาปั๊บ เป็นการเห็นแก่ตัวเลย พลังงานนิวเคลียร์มันก็มี 3 แต่พลังงานมันอยู่มันก็จับตัวของมัน มันระเบิดเองได้เหมือนกันเหมือนอย่างภูเขาไฟ หรือเนบิวลาหรือ Big Bang มันเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีใครทำอะไรมันมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย มันยังไม่ระเบิดง่ายๆ จนกว่ามันสุดที่สุดทางแล้วมันใหญ่ไม่ได้อีก หรืออัตราภายในมันมากกว่าข้างนอก ข้างนอกมันสู้ไม่ได้ก็ระเบิด ไอ้นั่นก็เป็นธรรมชาติของ Big bang พลังงานในอวกาศทั้งหมด Big bang มันแตกตัวของมันเอง เดี๋ยวมันจะออกไป star wars ออกไปอวกาศเสียหมด 640630_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติ 16 ขั้นตอน