651126 พลังงานจิตที่สุดวิสัย กับพลังงานอนิจจตากลับมาใหม่ได้_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.04 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

🌟 พลังงานจิตที่สุดวิสัย กับพลังงานอนิจจตากลับมาใหม่ได้ 🌿

หมอก้อง นพ.กลวิชย์ เป็นญาติธรรมได้มากราบพ่อครูที่ราชธานีอโศก เมื่อ 24 พ.ย. 2565 และได้ถามคำถาม เกี่ยวกับการดูแลรักษาคนไข้ที่ใกล้เสียชีวิต

หมอก้องว่า...คนไข้ผมก็มีที่เสียชีวิต บางทีเราก็คุย ถ้าเราประเมินแล้วว่ามันสุดมือแล้ว แต่บางทีญาติเขาก็อยากจะให้สู้ต่อ เราก็คุย แต่บางทีพื้นฐานความคิดญาติกับหมออาจไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นบางทีเราคุยไปก็อาจทำให้ญาติตัดสินใจไม่ถูก เราก็อาจต้องพูดนำไปบ้าง แสดงความคิดเห็นไปบ้าง แล้วอย่างนี้จะเป็นอย่างไรครับ

พ่อครูว่า... มันก็ต้องทำ เพราะว่าไม่ทำเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ อย่างน้อยเขาก็มีเหตุมีผลมีหลักฐานอะไรต่ออะไร พอที่จะรู้ว่า สรีระมันก็มีความจริงมีหลักฐานให้เห็น ความสังเคราะห์สังขารปรุงแต่งกันอยู่ เมื่อมันเสื่อมหรือว่ามันไม่สมดุล มันหมดวาระของมัน มันก็จะต้องอธิบาย ต้องบอกความจริงเขา ไม่เช่นนั้นมันก็ ไม่คลายใจ

เพราะเขาไม่รู้ ก็เรารู้กว่า เราก็ได้ศึกษา เราได้สัมผัสจริง คนทั่วไปก็จะไม่รู้รายละเอียดหรอก ก็ต้องบอกรายละเอียดเขาไป คนที่มีปฏิภาณก็พอเข้าใจเหตุปัจจัยของสรีระ อวัยวะ พลังงานต่างๆนานา ผู้ที่มีความรู้มีการศึกษาหน่อยก็ฟังเข้าใจอยู่ ถ้าไม่เข้าใจก็ทำไงได้ มันสุดวิสัย ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น

หมอก้องว่า...แสดงว่า ต่อให้เราแสดงความคิดเห็นของเรา ก็ถ้ามันเป็นความจริง มันก็ไม่ก่อวิบากอะไรใช่ไหมครับ?

พ่อครูว่า... ไม่หรอก คือ ของเรามีกุศลเจตนา แต่มันสุดวิสัย มันหมดความสามารถ สุดแล้ว เหมือนพระพุทธเจ้าว่า หมดความสามารถที่จะเอาเทวทัตกลับมา จะให้ความรู้อย่างไรก็สุดวิสัยที่จะเอาเทวทัตมาให้รู้กลับมา

มันก็คือเรื่องสุดวิสัย เหมือนพลังงานสัตว์โลก พลังงานวัตถุในมนุษยชาติ แม้แต่พลังงานทา

อ่านต่อ

งจิต มันก็มีขีดเขตความจบของมัน ได้เท่านี้ แม้จะมีพลังงานที่ยังเชื่อมต่อ มันก็ไม่มีพลังงานที่มากพอ ที่จะทำให้กลับทำให้มีพลังงานมีปฏิกิริยาตอบรับ เข้ามาหนุนกันเพื่อที่จะให้เกิดเจริญขึ้นใหม่ มันสุดวิสัย

........................................

เช้าวันที่ 26 พ.ย. 2565 พ่อครูได้เล่าถึงเรื่อง พ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่ พ่อครูเคยไปอยู่ด้วยสมัยอายุ 9 ขวบ ไปฝึกทำงานหนัก ฝึกลำบากกับเขาถึง 1 ปี ลำบากมาก

ตอนนั้นที่ได้ไปฝึกกับพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ เขาใช้ให้ทำทุกอย่างเลยนะ กับข้าวกับน้ำ ให้ไปซื้อขนมจีนใส่กระจาด แล้วมันก็ไม่มีอีกข้างหนึ่งหาบ มันก็ต้องคอนเอา มันก็หนัก คอนมากลางทาง มันคว่ำลงใส่พื้น โดนด่าเสียไม่มี แต่ไม่เคยตี มีแต่ด่าอย่างเดียว

ตื่นเช้าขึ้นมาก็โม่แป้งแต่เช้า ทำขนมถั่วแปบ นึ่งข้าวแล้วก็มาโม่แป้ง แล้วก็ขูดมะพร้าว โอย เสร็จแล้วพอไปโรงเรียนเทพอำนวย ซึ่งอยู่หน้าบ้าน แกก็ตั้งร้านขายขนมหน้าบ้าน ก็ขาย เวลาเช้าขนของลงมาจากบ้าน ตั้งโหลขนม เย็นก็เก็บขึ้น เช้าก็ขนลงมาทำ เสร็จแล้วพอ 7โมงกว่าก็ไปโรงเรียน เที่ยงก็พักกินข้าว จะกินข้าวที่ร้านซึ่งมีร้านของแม่ใหญ่ที่ไปขายในโรงเรียนด้วย ของที่เราทำกับมือนี่แหละเอาไปขยาย ถ้าเราจะกินต้องซื้อเอง แสบจริงๆ เราอยากจะกินทอดเลือดหมู เลือดหมูมาทำเป็นแผ่นๆทอด ใส่ซีอิ๋ว เราอยากกินก็ต้องซื้อ

อยู่ว่างไม่ได้ต้องให้ทำงาน เช่น ขูดกะลา เอาไว้ทำกระบวย ทำงานสารพัด ฝึกอยู่ที่บ้านพ่อใหญ่แม่ใหญ่ 1 ปี ลำบากมาก ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบเอง เคยแอบหนีกลับบ้าน แม่เราก็ไม่ยอม พากลับมาส่งคืนอีก

มีตอนหนึ่งแม่ใหญ่ป่วย จนกระทั่งใกล้จะตาย ป่วยมาก แกก็จะกินนั่นจะกินนี่ ที่เขาบอกว่าเป็นของแสลง เขาก็เลยหามาให้กิน อย่างไรก็จะตายอยู่แล้ว คือปล่อยแล้ว หามาให้ แกก็กิน พอกินไป ปรากฏว่า หายจากโรคเลย คือตอนป่วยแรกๆ อยากกินนั่นอยากกินนี่เขาก็ไม่ให้กิน บอกว่าเป็นของแสลง แต่พอใกล้ตาย ให้กินของแสลงนั้น กลับหายจากโรคเฉยเลย แข็งแรงกลับมา...ตลก

.................................... เกิด..เกิดให้เป็น ดับ..ดับให้ตาย............พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๑ มกราคม ๒๕๒๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน