650912 ในน้ำคลำ ยังเห็นเงาจันทร์กระจ่าง_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🌑 ในน้ำคลำ ยังเห็นเงาจันทร์กระจ่าง 🌛
ญาติธรรมหญิงท่านหนึ่ง อาศัยอยู่ที่บ้าน วันหนึ่งมีเพื่อนบ้านเขียนจดหมายใส่กระดาษแล้วขยำขว้างข้ามรั้วส่งมาให้ บอกว่ารำคาญเสียงกริ่งโมบายที่บ้านญาติธรรมท่านนี้ ญาติธรรมท่านนี้ก็คิดในใจว่า ทำไมทีบ้านคุณเลี้ยงหมามันเห่าเสียงดัง เราไม่เห็นจะไปรำคาญไปว่าคุณเลย คิดแล้วญาติธรรมท่านนี้ก็เอากริ่งโมบายอันนี้ออกไปเสีย จะได้ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน และได้คุยกับเพื่อนบ้านว่า ถ้ามีเรื่องจะบอกช่วยพูดกันดีๆหรือส่งจดหมายที่หน้าบ้านได้ไม่ต้องขว้างกระดาษมาอย่างนี้ ซึ่งเพื่อนบ้านก็ได้ปรับวิธีการ ต่อมาก็ส่งจดหมายเพิ่มว่า รำคาญเสียงล้างจาน ญาติธรรมท่านนี้ก็ปรับการล้างจานให้ลดเสียงลงอีก และคิดในแง่บวกว่า เขาเลี้ยงหมาไว้ เราก็ได้อาศัยหมาเพื่อนบ้านคอยระวังโจรขโมยให้ได้ด้วย เรื่องนี้ก็เลยเป็นไปได้ด้วยดี
ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา แต่ความผิดตัวเราเท่าเส้นผม รำคาญเสียงล้างจานของข้างบ้าน แต่ไม่ยักกะรำคาญเสียงสุนัขของตนเอง ความมีอคติไม่รู้เท่าทันเวทนาของตนเอง ก็ถูกเวทนาเล่นงาน เหมือนวัวไม่มีหนังแสบร้อนไปกับทุกผัสสะแม้เล็กเท่าแมลงหวี แต่คนที่ปฏิบัติธรรมเป็นซะอย่าง หมาข้างบ้านก็มีประโยชน์ต่อบ้านตัวเองได้ เพราะเท่าทันเวทนา
.................................................. ส่วนญาติธรรมอีกท่านหนึ่ง ที่จากบ้านเดิม มาสร้างบ้านของตัวเอง อยู่ที่บวรราชธานีอโศก ได้เล่าถึงตอนที่น้ำท่วมใหญ่ที่บ้านราชฯ ต้องหัดพายเรือเพื่อขนข้าวของที่บ้าน เป็นที่ทุลักทุเล เห็นทุกข์ถึงการมีข้าวของส่วนตัวมาก เมื่อได้คิดทบทวนดีๆ ก็คิดได้ว่า ตนเองได้จากบ้านเดิมมาแล้ว กลับมามีบ้านใหม่อยู่ในบวร เพื่อจะบำเรอความสุขสบายส่วนตัว นี่มันไม่ใช่เป้าหมายชีวิตตนที่ต้องการมาลดกิเลส คิดได้ดังนั้นก็เลยสละบ้าน ออกม
อ่านต่อ
าอาศัยอยู่ที่เฮือนบวร ได้บ้านหลังใหญ่กว่าเดิม แถมไม่ต้องยึดเป็นเจ้าเข้าเจ้าของให้เป็นโอฬาริกอัตตา ในความไม่สะดวกสบายของน้ำท่วม ก็ทำให้เกิดปัญญาละทิ้งโอฬาริกอัตตาได้โดยไว
.................................................. 1 มกราคม 2556 งานปีใหม่ ว.บบบ.ครั้งที่ 2 ที่บวรราชธานีอโศก มีการจัดขบวนเรือธรรมยาตรานาวาบุญนิยม ล่องน้ำแม่มูล นำขบวนด้วยเรือฉลาดใช้ ที่มีสิกขมาตุจำนวน 9 รูปโดยสารอยู่ ตามด้วยเรือไฉไลสันติ ที่มีพ่อครูพร้อมทั้งหมู่สมณะจำนวน 61 รูป ตามด้วยเรือชราชล ซึ่งเป็นเรือลากจูงเรือเอี้ยมจุ๊นทั้งสามลำ ซึ่งประกอบด้วย เรือชนะมาร เรือย่านซัวและเรือพกข่วมโอฆะ ที่มีเหล่านิสิตว.บบบ.ไม่ต่ำกว่า 700 คนโดยสารอยู่ ขบวนทั้งหมดจะมีเรือท้องแบนจำนวน 23 ลำจัดขบวนเป็นสองแถวขนาบซ้ายขวาของขวนเรือหลัก
ในตอนเริ่มออกเรือนั้นมีอุปสรรคเล็กน้อยคือท้องเรือไฉไลสันติไปติดสันดอนต้องใช้เวลาสักครู่ใหญ่จึงสามารถเดินเรือได้ ขบวนธรรมยาตราได้เดินทางทวนลำน้ำแม่มูลไปจนใกล้จะถึงสะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในเวลาประมาณ 17.05 น.ก็ได้วกกลับ
รายการบำเพ็ญธรรมภาคค่ำ ที่ลานเบิ่งฟ้า แสดงธรรมโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.....พ่อครูได้ให้แง่คิด...อันหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ เราต้องไปช้า ถ้าใครใจร้อนสอบตก หงุดหงิด ไม่ทันใจ ไม่เข้าท่าเลย เกิดรำคาญใจ ไม่เห็นมีอะไร โดยเฉพาะ นั่งเรือไปก็ไม่มีบันเทิงเริงรมย์ ไม่มีฉิ่งฉับ แถมสวดมนต์จบเดียวเลย นั่งจากแดดแรงจนแดดหมด มันจืดชืดเสียนี่กระไร ใครสอบตกบ้างยกมือขึ้น....... คือใจเรามันรู้สึกหงุดหงิดไม่เข้าท่าเลย ก็เอาไปลอยอยู่ในน้ำนี่มันจะเข้าท่าได้อย่างไร เรือใหญ่นี่มันจะเร็วไม่ได้ ไม่เหมือนทางบกที่เบรกได้เลย แต่ทางน้ำนี่เรือมันเบรกไม่ได้ทันที แม้แต่เรือท้องแบนนี่เราก็จัดให้มันช้าด้วย จะเร็วไม่ได้ ได้ทดสอบว่าจิตเราจะวิ่งจะดิ้นรนไม่สงบนี่มันก็จะได้ทดสอบดูว่า คือเราไม่มีอะไรปรุงแต่งหวือหวาเลย สิ่งเหล่านี้เราเองจะยินดีไหม หรือว่าเราเองจะวิ่งหาสิ่งที่พลุ่งพล่าน ไม่นิ่งไม่หยุด ไม่เข้ากับที่เรามีมโนสัญเจตนาเลย ในมโนสัญเจตนามีความมุ่งมาดอยู่ 3 อย่างคือ 1.กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา ตลอดมานี่พ่อท่านพาไปหาวิภวตัณหา แต่ใจเรายังแล่นหากามภพหรือภวภพอยู่ ผู้ที่เป็นอนาคามีเหลือแต่ รูปภพ อรูปภพ แต่มันก็เบาแล้ว แต่ไม่แสวงหากามภพแล้ว
.................................................. สายตาของปุถุชนมองด้วย กามตัณหา ภวตัณหา จึงหลงสุขหลงทุกข์ในผัสสะที่เผชิญ แต่สายตาของนักปฏิบัติธรรมที่มองด้วย วิภวตัณหา มองเห็นความละหน่ายคลายจางจากกิเลส ไม่ติดสุขหลงทุกข์ มีจิตอุเบกขา จึงสามารถมองเห็นความจริงตามความเป็นจริงในทุกสถานการณ์ แม้ตกอยู่ในน้ำคลำ ก็สามารถมองเห็นเงาจันทร์กระจ่างในจิตใจได้เสมอ
.................................................. "อุปสรรค" คือเข้าใกล้สวรรค์ ...พ่อครู 18 ก.ค.2558 (อุป = ใกล้, สรรค = สวรรค์)