สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกกายแยกจิตชัดๆ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกกายแยกจิตชัดๆ ทีนี้มาแยกกายแยกจิตกันชัดๆ ฝ่ายหลับตา ปฏิบัตินั้นไม่มีทางจะแยกกายแยกจิตได้ นอกกายจริงๆนะ ต้องมีภายนอก แต่หลับตาแล้วไม่มีภายนอก ตัดทิ้งไปเลย หลับตาปฏิบัติ ไม่มีทางแยกกายแยกจิตได้บริบูรณ์ เพราะทิ้งภายนอก ผู้ที่นั่งหลับตา คิดเอาเองทั้งนั้น ไม่ได้สัมผัสอยู่ในปัจจุบันใดๆ ไม่เอากายสัมผัสภายนอกไม่มี ซึ่งเป็นการตัดกาม คิดเอาเองในภพทั้งนั้นเลย ว่าเป็นเรื่องของกาม เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบอกว่า ฉันไม่มีแล้วตอนนี้ ก็คือคุณสะกดจิตเอาไว้ แต่พอลืมตาออกมา พูดแล้วจะหาว่า ไปซ้ำเติมอาจารย์มหาบัว ก็ยังกินหมาก ปากเต็มเยิ้มไปหมด สายหลับตา ก็กินหมากกันปากเปรอะ มีทิฏฐิมานะอัตตาด้วย ก็ติดไปอย่างนี้แหละ วิธีแยกกายแยกจิต แบบเห็นภายนอกพร้อมกันทั้งนั้นรู้ภายใน จะไวมาก จิตมันเร็วกว่าแสง อ่านภายนอกและรู้ภายในด้วย ผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้น จิตจะไวมากโดยเฉพาะมีปัญญา จิตธรรมดาก็เร็วกว่าแสงแล้ว ผู้ที่เคยไปดวงจันทร์มา ไปเหยียบดวงจันทร์มา เมื่อตอนนี้ เขาระลึกถึงดวงจันทร์ จิตของเขาก็ไปถึง ตรงนี้ที่เราเคยเหยียบ มันเร็วกว่าแสงนะ เราไปเหยียบมาแล้ว ดวงจันทร์ไกลขนาดนี้ นีล อาร์มสตรอง แกไปเหยียบมาแล้ว จะให้ระลึกถึง ตรงที่เคยไปเหยียบก็ได้ทันที มันเร็วกว่าแสง แสงเดินทางเร็ว สามแสนกิโลเมตรต่อวินาที หลายวินาทีกว่าแสงจะเดินทางถึง แต่ใจคนนี่ เร็วกว่ามาก แค่คิดถึงบ้านที่กทม.แสงก็เดินทางช้ากว่าจิตคุณ เห็นไหมว่า จิตคนเร็วกว่าแสง คุณเองก็พิสูจน์ได้ ลองส่งจิตไปที่บ้าน มันก็เดินทางเร็วกว่าแสง
มาพูดถึง ความเป็นกาย ให้ชัด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าคุณไม่เข้าใจในเรื่องของ อุตุนิยาม พีชนิยาม และจิตนิยามอย่างดี อธิบายกาย เป็นอย่างไร ก็ยากจะเข้าใจ ยาก อุตุคือดินน้ำไฟลม ไม่ม
อ่านต่อ
ีธาตุรู้เลย มันเป็นก้อนหินได้อย่างไร พลังงานอื่นทำให้มันอยู่เป็นก้อนหิน ตัวมันเองไม่รู้เรื่อง มันมีส่วนที่เป็นพลังงานดูด ในตัวมันเองบ้าง เพราะจะมีพลังงานทางฟิสิกส์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า มันจะมีในตัวมัน พลังงานดูดมันก็มีบ้าง เป็นธรรมชาติธรรมดาของสสาร แต่มันไม่เก่งเท่าไหร่หรอก ธาตุอื่นผลักดันมัน ทำให้มันรวมตัวกัน มันจัดสรรตัวมันเองไม่ได้ ตามที่ต้องการ มันไม่มีตัวต้องการของมันเองด้วย มันมีพลังงานฟิสิกส์ ที่ดูดกันไม่มากนัก พลังงานสลายตัวเองก็ไม่มากนัก ตามสัจจะ ดินน้ำไฟลมที่มันมี แต่มันไม่มีตัวเองเลย ไม่มี ISH ไม่มี I ไม่มีประธาน จะรวมตัวสามเส้า ก็มีพลังงานเกิดเป็นวงจร ไม่ครบสามมิติ ถ้ามีสองก็เป็นแค่สองมิติ พลังงานที่เป็นกาย จะต้องมีปัญญารู้ว่า ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปเป็นอย่างนี้ พอเริ่มเป็นพีชะ จะเริ่มมีสามเส้า ISH จะเรียกว่า พีชะเป็นนาม ก็ไม่เต็มปาก แต่มันมีการกำหนดรู้ แล้วมีสัญญา เอามาให้แก่ตัวเอง เป็น Self เป็นตัวตน แต่ไม่ได้ร่วมมือกัน ระหว่าง self กับ ish จึงยังไม่มีความเห็นแก่ตัว เป็น selfish เริ่มมีสาม แล้วเป็น ish แล้วมี self แต่ยังไม่ร่วมมือกัน เป็นความเห็นแก่ตัว เพื่อจะเอามาให้แก่ตัวกูของกู มันเป็นแค่ พีชะ สร้างตัวเองเท่านั้น เพราะอันอื่นมาสัมผัสกับมัน มันจะเอาก็เอา มันจะแย่งใครไม่เป็น ไปแตะสัมผัสแล้วอันนี้เอาก็เอา แต่ถ้าแตะแล้ว แต่อันอื่นดูดไปแรงกว่า มันก็เอาไปไม่ได้ อันอื่นเอาไป ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ไม่ได้มา ไม่ครบ ก็เสื่อมไปเหี่ยวไป สุดท้ายตาย หมดชีวะเท่านั้นเอง แต่ถ้าเริ่มเป็นจิตมี selfish เป็นประธานตัวหนึ่ง ที่เป็น I มันเป็นตัวตนที่ไม่มีตัวตนก่อน รวมตัว 3 ตัวนี้ เป็นตัวตนที่เห็นแก่ตัวเลย แต่เป็น selfish ที่ยังไม่ยึดตัวตนก็เป็นแค่พีชะ เพราะฉะนั้น เซลล์ที่เป็นสัตว์ ไม่ใช่แบบพืช เริ่มต้นเป็นสัตว์ที่มีเซลล์ 1 2 3 4 ของพระพุทธเจ้า จะนับเอาที่ 5 ท่านละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ ท่านนับเอา 5 คือมันจะมี ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ชีวะของพระพุทธเจ้า นับเอาที่ 5 ไม่เอาที่ 3 ผู้ที่รู้จัก 5 ก็ย่อมรู้จัก 3 แต่ผู้ที่รู้จัก 3 ก็จะไม่รู้ 5 สัตว์โลกที่นับเป็นสัตว์ จึงนับที่ 5 เป็นปัญจสาขา แต่สภาพฟิสิกส์ เขาไม่รู้ว่า 3 คือพีชะ 4 5 เขาแยกไม่ออกว่าเป็นสัตว์ แต่เขาสามารถสร้างพีชะ เป็นตระกูลต่างๆได้ แม้แต่สัตว์เขาก็พยายามจะสร้าง Breed แต่เขาไม่ได้รายละเอียด อย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นพิสดาร ถ้าแยกตระกูลสัตว์อีก ก็มากมายมหาศาล แต่ไม่รู้จะไปแยกทำไม แค่มีนี้ ก็ทั้งทะเลาะกัน และมีประโยชน์ต่อกัน มากมายแล้ว พอแล้ว จะไปสร้างอีกทำไม ไม่จำเป็น
แยกกายแยกจิตในเล็บ ทีนี้ คำว่า กาย อาตมาก็ว่า มันชัดในมูลกรรมฐาน 5 เอาเล็บนี่แหละ ถ้ามันขาดจากกันจริงๆ กลายเป็นคนละส่วนเลย ตัดขาดไม่มีอะไรเชื่อมต่อกัน กลายเป็นดินน้ำไฟลม ชีวะก็ขาดจากกัน หมดชีวิตินทรีย์แน่นอน เพราะฉะนั้น มันขาดจากกัน อันหนึ่งเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม อันหนึ่งเป็นจิต แล้วมันจะหาทุกข์สุขได้อย่างไร รู้วิธีชัดเจนแยกได้ขนาดนี้ ก็เป็นนิพพานได้แน่ๆ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข แยกกายแยกจิต แยกเวทนา 2 เวทนา หนึ่งก็เป็นดินน้ำไฟลม เวทนาอีกหนึ่งก็เป็นจิต มันไม่ได้สัมพันธ์กันแล้ว ตัดขาดจากกันเลย มันก็นิพพานได้แน่ๆ ทุกข์สุขจะมีจากไหนได้ แต่ เล็บมีมันยังไม่ขาดจากนิ้วไป แต่มันเลยประสาท เป็นพีชะ ยังมีชีวะ ไม่มีทักษะของจิตนิยาม แต่มีธาตุรู้ระดับพีชะ มีแต่สัญญาไม่มีเวทนา อยู่กับตัวเรา แต่จะตัดออกไปเมื่อไหร่ ก็ไม่เจ็บ แล้วจะมีความสุขทุกข์จากไหน นอกจากคุณเอง ไปยึดถือว่า นี่แหละของกู เห็นไหมว่า อาการยึดถือเป็นตัวกูของกู ก็ต้องมีความหวงแหน แล้วมีการยึดถือ ตระหนี่ ...คุณก็ต้องทุกข์สิ แต่ถ้าคุณเองไม่มีแล้ว มันไม่ใช่ของเรา มันไม่มีชีวะ ไม่ใช่จิตนิยามแล้ว แม้จะติดกับฝั่งเรา ก็ไม่ใช่ของเรา แค่นี้ก็ตัดออกไปได้ แต่ถ้ายึดถือแล้ว คนมาทำให้แหว่ง ก็จะเป็นจะตาย ผู้ชายที่รักเล็บก็มี ถ้ายึดเป็นเราเป็นของเรา ใครมาพรากจากสิ่งที่ตัวเองรัก ก็เป็นทุกข์ อาการของเวทนา หวงแหน ตระหนี่ รักษา ป้องกัน ทะยานอยาก ป้องกัน จนถึงตีกันเลย …
พิจารณาจาก ผมขนฟันหนังเล็บ ก็เหมือนกัน ในมูลกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิตออก ว่าอย่างนี้ไม่ใช่กายเรา แม้มันอยู่ในตัวเรา มันก็ไม่ใช่กายเรา เมื่อมันไม่มีเวทนา มันก็ไม่ใช่ธาตุของสัตว์ มันเป็นพีชะ เป็นพืชเท่านั้น ไม่ใช่ธาตุระดับสัตว์ ตัดออกก็ไม่เจ็บ มีแต่สัญญากับสังขาร จะเป็นสังขาร ที่ไม่มีวิญญาณครอง เมื่อไม่มีวิญญาณครอง ก็ไม่มีกรรมวิบาก สัตว์เท่านั้น ที่จะเริ่มมีกรรม เริ่มมีวิบาก ยึด selfish ก็มีความเห็นแก่ตัวเลย ถ้า self ก็อย่างหนึ่ง ish ก็อย่างหนึ่ง ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น selfish เลยก็มีความเห็นแก่ตัว
การแยกกายแยกจิต จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ มันต้องมีข้างนอกด้วยอย่างชัดๆ จึงจะค่อยๆพิจารณาออก ถ้าไปมีแต่ข้างใน จะพิจารณาแยก กายและจิตได้อย่างไร โดยที่คุณไม่มีภายนอกเลย ขนาดหยาบ ก็ยังไม่มีเลย แล้วจะไปรู้ละเอียดได้อย่างไร ก็ปิดประตูเลย จะพ้นทุกข์ในระดับของคนธรรมดา มีเวทนามีวิญญาณไม่ได้ เพราะจะไม่รู้จักเวทนา 108 เพราะไม่กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย คุณมีแต่ใจ ทวาร 6 คุณไม่มี คุณมีแต่ทวารเดียว เวทนา 18 ก็ไม่มี อาจมีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้แต่ในทวารเดียว แต่ไม่มีมโนปวิจาร 18 ก็ไม่สามารถทำจนบริบูรณ์ กิเลสเป็น0 ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็ 0 เพราะชัดเจน เนกขัมสิตเวทนา 18 และเคหสิตเวทนา 18 รวมเป็น 36 ปัจจุบัน 36 ก็ชัดเจนว่า เคหสิตเวทนาไม่มี มีแต่เนกขัมสิตเวทนา อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) สั่งสมในปัจจุบัน 36 อดีต 36 เป็นสองกองพลใหญ่ ก็รบกับกองพลอนาคต 36 ก็ชนะทุกที ถ้า สอง 0 นี้ต่อให้เก่งเท่ากัน ไวเท่ากันเร็วเท่ากัน แม่นเท่ากัน ฤทธิ์เด็ดขาดระเบิดทีเดียว ตายเหมือนกัน หันหลังแล้วเดินจากกัน กรรมการให้สัญญาณ หันมายิงพร้อมกัน ก็ตายพร้อมกัน
600117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานโลกุตระนำพาสู่นิพพาน