สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน มูลกรรมฐาน 5 กับอรหันต์ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน มูลกรรมฐาน 5 กับอรหันต์ 4 _0893867xxxธ.อรหันต์4ที่ก่อนที่ผู้บรรลุธ .ขั้นสุขวิปัสสโก, เตวิชโช, ฉฬภิญโญ,ปฏิสัมทัปปัตโต!ต้องผ่านการเรียนรู้มูลกรรมฐาน5ขั้นเบื้องต้นก่อนใช่ไหม? ตอบ...ใช่ ถึงเรียกว่ามูลกรรมฐาน มูลคือรากต้นเหง้า กรรมฐานบทแรก เรียกว่ามูลกรรมฐาน ต้องแยกรูปนาม แยกกายกับจิตออก เมื่อแยกจิตแยกกายได้ก็จะแยกจิตเป็น เวทนา หรือแยกจากสังขาร โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 อย่างที่เป็นตัวทำงานหลัก ก็คือองค์ประกอบสำคัญของวิญญาณ ต้องไปอ่านหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก? ก็จะเข้าใจมากขึ้น กรรมฐาน 5 จะทำให้เรียนรู้แยกกายแยกจิตได้ชัดเจน เรียนรู้กายในกายแล้วรู้เวทนาในเวทนา ทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 ได้ ทำโทสะให้ลดลง ราคะให้ลดลง โมหะให้ลดลงจนหมดเป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ เป็นองค์ 6 ของเจโตปริยญาณ 16 จากนั้นทำให้ได้ผล เป็นสังขิตตังจิตตัง(รวมเป็นก้อน ไม่กระจาย) วิกขิตตังจิตตัง(กระจาย เป็นลักษณะปัญญา รวมไม่ค่อยติด) จะสามารถอ่านพลังงานของจิตที่เป็นนามธรรมนี้ได้ แกนเจโตก็เป็นสังขิตตังจิตตัง แกนปัญญาก็เป็นวิกขิตตังจิตตัง เราก็ ทำทั้ง 2 อย่าง ทำให้เจริญได้ก็เป็น มหรรคตะ ทำไม่ได้ก็อมหรรคตะ ทำได้ก็เจริญขึ้นดีขึ้น เป็นสอุตรังจิตตัง ดีขึ้นแล้วแต่เราจะมีไหวพริบว่ามันยังไม่สูงที่สุด หากใครรีบจบเร็วๆ จะรู้เองว่า มันยังไม่จบ รีบตัดสินรีบลัด แต่ไม่รู้ครบ ก็จะเข้าใจเองตอนหลังว่ามันไม่จบ ตนเองจะโกหกตัวเองไม่ได้หรอก มันมีอีกก็พากเพียรต่อ จนมันไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว อนุตตรังจิตตัง สุดยอด ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้ สูงกว่านี้อีก ก็แบ่งเป็น2ฝ่ายฝ่ายเจโตกับปัญญา อีกแต่เรียก สมาหิตะ กับวิมุติ หรือวิชชาและวิมุติ วิมุติคือจิตหลุดพ้น สมาหิตะคือจิตตั้
อ่านต่อ
งมั่น สั่งสมมั่นคง หากไม่มั่นคงก็อสมาหิตังยังไม่เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ ส่วนวิมุติคือหลุดพ้น ออกไม่มี จางหายไป มันไม่เหลือ มันไม่มีที่เรา หมดอย่างละเอียด จบด้วยวิชชาและวิมุติเป็นสมาหิตังกับวิมุติ ถ้าสองอันนี้จบก็เป็นวิมุตตังจิตตัง ไม่จบก็อวิมุตตังจิตตัง ต้องมีสภาวะและทำหลายรอบ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ผ่านมาหลายรอบแล้วก็จะรู้ อย่างญาณ 16 ก็อยู่ในที่พระสารีบุตรรวบรวมไว้ถึง ญาณ 73 ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 อาตมายังไม่กล้านำญาณ 73 มาอธิบาย โบราณาจารย์ก็เลือกนำมาใช้ เป็นอรหันต์ได้ ใน 73 ญาณ ใน 6 ญาณสุดท้าย พระโพธิสัตว์ก็ยังไม่บังอาจ เพราะเป็นญาณของพระพุทธเจ้า สำหรับ อรหันต์ 4 นี้ เป็นของอาจารย์รุ่นหลัง พระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้บัญญัติไว้ 1. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) อันนี้เป็นอรหันต์เก๊ บอกว่า บรรลุได้คนเดียว สอนคนอื่นไม่ได้ ก็เป็นความเข้าใจไปเองของพระพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค 2. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา 3) ของสายเทวนิยมระลึกแบบเป็นตัวเป็นตน ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะไประลึกเป็นตัวตนบุคคลเราเขา เทวดาสัตว์นรกก็ระลึกถึงแบบเป็นตัว ปรสัตตานัง ปรปุคคลานังก็เป็นตัวเป็นตน มันยังไม่สัมมาทิฏฐิ การระลึกถึงสภาวะธรรมที่เราผ่านมาแต่ละรอบ มีเหตุปัจจัยต่างๆ มันเป็นธรรมะเป็นนามธรรม ไม่ได้เป็นตัวตนบุคคลเลย ระลึกชาติของกิเลส กิเลสของเรา ชาตินั้นเราเป็นคนนั้นแล้วมีกิเลสอย่างนั้น แต่เราเป็นบุคคลชนิดไหน เกิดเป็นนายก. นายข.ในชาตินั้น ก็เป็นสัตว์นรกชนิดไหนเป็นเทวดาเก๊ชนิดไหนก็ของเราทั้งนั้น เทวดาต่างๆของเรา สัตว์นรกต่างๆอื่นๆก็คือของเรา อย่าไปยุ่งกับของคนอื่น แต่อื่นๆนี้หมายถึงของเรา มันเหลืออีกเท่าไหร่ออกให้มันหมดให้บรรลุ อย่าไปเสียเวลา 3. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ)เขาก็เข้าใจแบบเทวนิยมอีก 4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค)
สรุปคือในอรหันต์ 4 สุกขวิปัสสโก ไม่มีในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องของ พระพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรคตั้งขึ้นมา แล้วฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ)เขาก็เข้าใจแบบเทวนิยมอีก มโนมยิทธิ ถึงจุตูปปาตญาณ เขาก็เอาแบบเทวนิยม ซึ่งที่จริงมีแบบพุทธเจ้าก็ได้ เป็นแบบเทวนิยมก็ได้ ใน วิชชา 8 ใน 6 วิชชาในวิชชา 8 (ตัดหัวท้ายสองข้อวิปัสสนาญาณกับอาสวักขยญาณ ) เป็นได้ทั้งเทวนิยมกับของพระพุทธเจ้าอเทวนิยม แต่สำหรับ วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ เป็นของพระพุทธเจ้าได้เท่านั้น ไม่เป็นของเทวนิยมได้หรอก หรือเขาจะพูดไปโม้ไปก็ได้ แต่ไม่ได้ทำได้จริง แต่อย่างอื่นที่เป็นวิชชา 8 ที่เป็น 6 ข้อตรงกลางเขาก็ทำได้แบบเทวนิยมได้ มีจริงได้ แต่วิปัสสนาญาณกับอาสวักขยญาณก็เป็นแต่ของปลอม ทำไม่ได้ เพราะสองอันนี้มีแต่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . . 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) . 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) . . ดู พตปฎ.9/133 คำว่าวิธะแปลว่าหลากหลาย มีฤทธิ์หลากหลาย 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) ทางเทวนิยมไปเข้าใจเป็นตัวเป็นตนไป แต่แยกแยะกิเลสไม่ได้ 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138)
ในอรหันต์ ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) ทางเทวนิยมจะแยกแยะ อัตถะ ธรรมะไม่ได้หรอก เขาไม่มีอย่างพุทธที่จะมีสภาวธรรมจริงเมื่อเอาป้ายฉลากยามาใส่สภาวะก็จะตรงกันได้อย่างดี ปฏิสัมภิทัปปัตโต จะเป็นสายปัญญาโดยตรงแท้ๆ จะเข้าใจ อัตถะ ธัมมะ นิรุติ ปฏิภาณได้ดีกว่าสายอื่นๆ ส่วนสายมิฉาทิฏฐิก็จะโมเมไป 600125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาราณียธรรมโดยพิสดาร
https://youtu.be/EdLi1XEIR9c