สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปรมัตถสัจจะและสมมุติสัจจะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.55 KB
วันที่แก้ไข26 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

ปรมัตถสัจจะและสมมุติสัจจะ _0893867xxxนมก.พ่อครูฯสอนฌานอันมีสมาบัติ 8 คือ รูปฌาน4 อรูปฌาน4 ถ้าเรียนรู้ละวางฌานที่เป็นรูปธรรม ฤาอรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ได้ จะเข้าถึงปัจจเวกขณญาณ จึงจะบรรลุมรรคผลได้ไหม? ตอบ...คงหมายถึงฌานแบบฤาษี เป็นฌานสะกดจิต ปัจจเวกขณญาณ คือญาณที่อ่านทบทวนอ่านความจริง ความจริงนั้นมีสองความจริงใหญ่ๆ คือสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือสัจจะที่รู้ร่วมกันกับคนอื่นทั้งหลาย สัมผัสแล้วรู้ตรงกัน เป็นหนึ่งเดียว ข้างหน้าอาตมานี้มี ดอกจาน สีแสด นี่เป็นดอกอัญชัญ สีน้ำเงิน ทุกคนตาไม่บอด ประสาทตาดี มองเห็นตรงกันหมดเลย ไม่ว่าจะไทยแขกจีนฝรั่ง ชาติไหนก็แล้วแต่ เป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งสมมติฐาน เป็นสัจจะที่รู้ร่วมกันหมดเลย ได้จากภายนอก แล้วต้องมีธาตุรู้ภายในรับรู้ด้วย สีเหมือนกันหมด ใครๆก็เห็นอัญชัญได้หมด จนเป็นสัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มีสอง พระพุทธเจ้าตรัส สัจจะมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง มันต้องมีครบ ทั้งภายนอกภายใน แต่ถ้าคนนั่งหลับตาทำสมาธิ มันมีแต่ภายใน ขอดูอย่างแหว่งๆ ดูได้แต่ภายใน ไม่ได้ใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ได้กระทบสัมผัส ร่วมรับรู้เหมือนคนอื่น ก็รู้ 1 ใน 6 แต่คนลืมตาปฏิบัตินั้น ข้างในก็รู้ด้วย ข้างนอกก็รู้ครบทุก 6 ทวาร ตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่หลับตานั้นรู้แต่ใจ ตาหูจมูกลิ้นกายนั้นปิดหมด ไม่รู้ จนเป็นสัตว์จากที่ไม่สมบูรณ์ไม่ครบ สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ก็เป็นสมมุติที่ไม่เต็มเต็ง คนที่ยืนยันว่า ปรมัตถ์สูงสุดอยู่ที่ใจ ไม่ต้องสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายก็ได้ จะรู้ยิ่ง หรือยอดอย่างไรก็ตาม คุณก็เชื่อของคุณไป แต่อาตมาว่า เอาอาตมาเอง นั่งหลับตาอย่างที่คุณรู้ อาตมาว่า อาตมาไม่ได้รู้น้อยกว่าพวกคุณหรอก เช่นคุณหลับตาแล้วบอกว่า รู้ลึกซึ้ง เห็นเทวดา นรก ภพชาติที่เป็นมิติลึกซึ้ง คนที่

อ่านต่อ

ตาหูจมูกลิ้นกายเห็นไม่ได้ ต้องหลับตาลึกเข้าไปนั่น จึงจะเห็นได้ อาตมาก็ว่าปฏิบัติได้ ก็เห็นอย่างที่คุณเห็น ปฏิบัติได้ไปเห็นทั้งนั้นที่คุณพูดมา เห็นสวนนันทวัน เห็นเทวดาอย่างใด มีสัตว์นรก พรหม อรูปพรหม พรหมไม่มีรูป อาตมาก็เล่นมาสัมผัสมา ตอนเล่นไสยศาสตร์ทั้งนั้น แต่คุณเห็นแต่ข้างใน อาตมาลืมตามานี่ เห็นหมดทั้งข้างนอกข้างใน และที่สำคัญก็คือ เทวดาหรือผี ก็คือจิตวิญญาณหรือมโน ที่เป็นธาตุรู้ในตัวตนของคน แล้ว จิตมโนวิญญาณ จริงๆแล้วก็คือความรู้ เกิดความเข้าใจ มีนิมิต เป็นเครื่องหมายรู้ได้เท่านั้น ไม่มีแขนขาไม่มีสีสัน ไม่มีแท่งก้อน ไม่มีเหลี่ยมมุมอะไร แต่เราสามารถรู้อาการนี้ได้ว่าเป็นสุข สุขเขาก็เรียกว่าเป็นเทวดา เขาเรียกโดยใช้ศัพท์ที่สูงว่าเป็นเทวดา ซึ่งคำว่า ศัพท์สูงๆนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสใน สคารวสูตร เล่มที่ 13 ข้อ 10 ความจริงก็คือ อาการจิตที่มีความดีใจชื่นใจ มีความเจริญ จะใช้เจริญแบบสมมุติเทพ ก็อย่างหนึ่ง แบบอุบัติเทพก็อีกอย่างหนึ่ง สมมุติเทพ คือเราเจริญแบบโลกๆ เช่นเรามีกุศลจิต เทวดาสมมุติ ยังมีกิเลส อย่างไร ก็ไม่หมดกิเลส ต่างกับเทวดาโลกุตระ เทวดาโลกุตระ ก็คือจิตที่เป็นเทวดา เป็นจิตเจริญ เจริญ เป็นศัพท์ที่ไม่สูงส่งอะไร จิตเทวดาคืออุบัติเทพ เป็นจิตที่เจริญขึ้นเพราะจิตมันลดลง เจริญขึ้นเพราะน้อยลง เจริญขึ้นเพราะไม่มี มันยากมาก สำหรับคนเข้าใจแบบโลกีย์ทิศเดียว ว่าต้องมากต้องใหญ่ แต่โลกุตระนั้น ทวนกระแส ปฏิโสตัง เจริญแล้วกลับลดลง จนมากคือเจริญ แต่คนโลกีย์ ต้องรวยต้องหรูหราใหญ่โต ต้องมีศักดิ์ศรี แต่โลกุตระ ไม่ถือศักดิ์ศรี ไม่มีตัวตน แต่มีความสามารถที่รู้ได้เท่ากัน หรือรู้ได้ยิ่งกว่า คนที่มีความร่ำรวย ความใหญ่โต ความหลากหลาย รู้ลึกซึ้งรู้ได้ละเอียด ธาตุรู้สามารถรู้ได้เหมือนกัน รู้ได้เก่งกว่าด้วย แต่แม้รู้ก็ไม่เอา แม้รู้ก็ไม่ไปโลภโมโทสัน ไม่เอาความรู้ความมากความเก่ง ไม่เอาความวิเศษอันนั้น ไปล่าเอาลาภยศ มาหอบไว้กับตน จะมาเป็นคนมักน้อย ยิ่งน้อย ยิ่งไม่มี ยิ่งไม่ติดยึด ยิ่งไม่เอา ยิ่งเจริญ ถ้าไปโลภมากแย่งมาก แล้วบอกว่าเจริญ อย่างนั้นไม่ใช่ มันทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ แต่เราไม่แย่งชิงกับคนอื่น เรากลับช่วยคนอื่น อย่างนี้เป็นคนเจริญที่แท้จริง ถ้าไปแย่งเอามาแล้ว เรามีมากคนอื่นมีน้อย อย่างนี้ไม่เจริญ ให้เขามีมาก แล้วเรามีน้อย นี่แหละคือเจริญ คำว่าเทวดา ในสคารวสูตรนั้น คนที่เป็นเทวดาโลกุตระ จะเป็นคนมีน้อย เป็นคนไม่เอา เป็นคนไม่มีความมักใหญ่อะไร ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นปฏิโสตัง คือย้อนทวนกระแส จึงต้องเรียนกันให้ดี แล้วปฏิบัติให้จริง ปัจจเวกขณญาณ คือญาณที่ต้องพิจารณา ทั้งนอกและใน แต่การนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีข้างนอก ก็รู้ได้ ส่วนหนึ่ง แหว่งไม่ครบ ยืนยันกับคนอื่นไม่ได้ การนั่งหลับตา ไม่มีคนที่สองเลย จะรู้มากรู้พิเศษอย่างไร ก็ไม่มีคนที่สองรับรู้ด้วย แต่ว่าตรงกับคนนั้นคนนี้ มันก็ยืนยันกันไม่ได้ ต่างคนต่างนั่งหลับตา แต่ถ้าลืมตามา ก็ตรงกันหมด มันจะชัดเจนเลย ยืนยันกันได้ จึงถือว่าความจริง มีหนึ่งเดียวไม่มี 2 ย้อนแย้งกับใคร เพราะลืมตายืนยันกันได้เลย การหลับตานั้น จะบอกว่าตรงกันอย่างไร หนักเข้า ก็จะเป็นเหมือนธรรมกาย เพ่งพระพุทธรูปใสๆ คนหนึ่งไปเห็นหัวปุ้มสั้น อีกคนหนึ่ง เห็นว่าหัวยาวๆ แค่นี้ก็แตกกันเป็นสองก๊กเลย อยู่ดำเนินสะดวก กับปทุมธานี ถ้าเข้าใจอย่างละเอียด ธาตุรู้ละเอียดได้มาก อาฬารดาบส ไม่มีภูมิปัญญาเล็กละเอียดน้อยนิดนี้ได้ แต่อุทกดาบสรู้ได้ แต่ทั้งคู่นั่งหลับตาปฏิบัติ จิตนั้นไ่ม่นิรันดร จะสะกดอย่างไร มันก็ต้องขึ้นมารับรู้ได้สักวันหนึ่ง ปัจจเวกขณญาณ คือญาณทบทวนรู้ทั้งภายนอกภายใน

600119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาตายก่อนตาย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน