สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พลังงานปรมาณูรูปนามของกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
พลังงานปรมาณูรูปนามของกาย คำว่ากาย คือธรรมะสอง คนจะรู้สภาพหรือมีสภาวะขั้นธรรมะ 2 ที่ไม่ใช่แค่ฟิสิกส์หรืออุตุนิยาม หรือพีชนิยามที่มีธรรมะสอง มีธาตุรู้ระดับพีชะ กับตัว วัตถุธาตุ ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป พีชะก็มี แล้วก็รู้เท่าที่เขามี แล้วสังเคราะห์เป็นตัวตนของเขาได้ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่รู้อะไรมากกว่านี้ นั่นคือพลังงานพีชะ เขาก็ควบคุมธรรมะ2 ของเขา เมื่อมาเป็นจิตนิยาม ก็มีธาตุรู้เป็นประธาน กับธาตุรูปนามซ้อนกันอยู่ในจิตวิญญาณ แต่ในโลกียนั้นยังไม่เป็นโลกุตระ ก็ถูกโลกครอบงำ โลกียะคือธรรมะชาติ ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนนี้ก็ยังเป็นทาสของลาภยศสรรเสริญโลกีย ก็อยากจะให้มีลาภมาก ยศใหญ่ มีอำนาจบาตรใหญ่ มีคนยกย่องชมเชย มีความสุขเพราะโลกียะ เสพสุขทางกามคุณ 5 สุขบำเรออัตตา เขาหลงอยู่กับสิ่งเหล่านี้แค่สุข โลกุตระรู้จักสุข ตั้งแต่ภพภูมิต่ำๆ เช่นอบายมุข กามคุณ ลาภยศสรรเสริญก็รู้ทัน ไม่เป็นทาส แม้โลกกาม หรือโลกธรรม จะมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไม่เป็นทาส ในภายนอก ไม่แย่งลาภยศสรรเสริญภายนอก เป็นอนาคามีภูมิ แม้จะรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอกก็ไม่เอา แต่มีภายในของตนระริกระรี้ แต่ไม่แรงพอจะไปให้แย่งกับใครภายนอก ไม่เลวพอกับการแย่งภายนอก หมดภัยกับภายนอก แต่ว่ามีภายใน เป็นรูปก็หยาบ ก็ล้างรูปภพ ก็ยังเหลือภายในที่น้อยลง เรียกว่า อรูป ก็ล้างต่ออีก เหลือขั้นธาตุวิญญาณ แล้วตรวจอีกว่า เหลือเศษเล็กน้อยอีกเท่าไหร่ จนไม่มีแม้แต่เศษธุลีละออง ตรวจสอบจนไม่รู้ไม่ได้ เนว กำหนดใน นานา ต่างๆของสัญญา กำหนดรู้แม้เล็กแม้น้อยจนหมดเลย ที่มีไม่รู้ ไม่มี รอบถ้วนไม่เหลือ ใช้สัญญากำหนดอ่านตรวจหมดแล้ว สมบูรณ์ บริบูรณ์ จบ รู้หมดแล้วจนไม่มีข้อบกพร่องอะไรเลย ไม่มีอะไรแปดเปื้อนบกพร่อง ไม่รู้ไม่ได้ รู้จนซ้อนไปว่าไม่มีอะไรไม่รู้
อ่านต่อ
พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ หรือใช้สัญญากำหนดรู้ เนวสัญญานาสัญญายตนะครบหมดแล้ว จึงหลุดพ้นจาก เนวสัญญานาสัญญายตนภพ สุดยอดเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นผู้เคล้าเคลียเวทนาอารมณ์ความรู้สึกหรือภาพรู้ต่างๆ ไม่มีเศษเสี้ยวเวทนา ตรวจสอบโดย เนกขัมมสิตเวทนา 18 ทุกการกระทบสัมผัสทางทวารที่มีอายตนะ ตรวจหมดในการกระทบยุคปัจจุบันจริง ซ้ำแล้วซ้ำอีก สูญแล้วสูญอีก ตั้งไว้เป็นฐาน static ตัวฐาน อัปนิปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แข็งแรง แล้วมีตัวรู้หมุนรอบ จะมีการกระทบสัมผัส ขนาดไหนแรงขนาดไหน ขณะทีเผลอ รู้ตัวไม่รู้ตัวมากน้อยขนาดไหนก็ทำศูนย์ได้ พระพุทธเจ้าให้ยืนยันพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่แค่คิดเอาเดาเอา ตัวเองต้องมีประสบการณ์จริงของตัวเอง สูญทั้งนั้น ในทุกปัจจุบันที่ได้สัมผัสก็จะพิสูจน์ตัวเอง สูญกิเลสได้ เป็นฐานที่ตั้งมั่นแข็งแรง status ของตัวเอง ในขณะทำของตัวเองทุกปัจจุบันก็เป็นศูนย์ที่เป็น statusquo เป็นตัวคงที่ตลอดไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นเลย 0000 ไม่มีธุลีละอองอะไรแปดเปื้อน สะอาด..สะอาด..สะอาดตลอดกาลนาน ในstatus ของมันเองกับ statusquo 2 อันนี้เป็นตัวปฏิกิริยา Reaction และ reaction ตอบสนองตรวจสอบ ยังไม่ใช่นิ่งๆ ว่ามันจะเป็นคำตอบของ การมีตัวแปร ที่เป็นเรื่องของสัมประสิทธิ์ มีตัวคงที่ตัวหนึ่ง และมีตัวแปร เป็นพลังงานที่เคลื่อนไหวสามารถที่จะรู้ได้ ตัวแปรสามารถควบคุมได้ ตัวคงที่แน่นอนตกผลึกลงไปเป็นสิ่งที่เรียบร้อยแล้ว ตัวแปรนี้อนิจจัง จะทำให้มันเป็นนิจจังได้ ศูนย์ทั้งนั้น จะมากระทบสัมผัสในทุกปัจจุบันเมื่อไหร่ มันก็ทำให้ 0 ได้ จนไม่มีการผิดเพี้ยน จนสามารถควบคุมสัมประสิทธิ์ของตัวคงที่กับตัวแปรได้ พลังงาน 2 อย่างนี้ จึงเป็น ความสามารถสุดยอด ของผู้ที่มี co-efficience มีสัมประสิทธิ์ที่ทำงานเหมือนกับมีนิวเคลียส สามารถควบคุมพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันและพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันได้ ทั้ง dynamic(kinetic) และ static ควบคุมให้อยู่ในอาณัติได้หมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่ใช้พลังงานปรมาณู พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติวิธี ไม่ได้ไปทำร้ายทำลายใคร เอาไปใช้ได้เต็มสภาพ เป็นปกติ เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างนี้น่าเป็นไหม นี่คือพลังงาน กาย รูปนาม ที่สามารถ ดูสภาวะจิต ดูอาการของสัมประสิทธิ์ ที่เป็นธาตุนิ่งกับเคลื่อนไหว แคล่วคล่อง พลังงานอันนี้ภาษาบาลีเรียก มุทุภูตธาตุ ทั้งพลังงานเจโตและปัญญา ทันสมัยมาก เก่าสมัยใหม่เสมอ ทันสมัย แม้เก่ามาก็เก่าสมัย ล้ำสมัยได้อีก
600226_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ บุญที่ตรงที่สุดไม่มีเส้นโค้ง