สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ7_ปัญญา) ตอน ปัญญาในสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.93 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาในสังกัปปะ 7 ปัญญาจะเกิดได้ต้องเกิดจากพฤติกรรม สั่งสมขึ้นมาจาก การปฏิบัติมรรค ออกจากอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ผู้มีต้นรากสังกัปปะ มโนปุพพังคมา ธัมมา สามารถจัดการ ตั้งแต่เริ่มดำริ ถ้ามีเชื้อกามพยาบาท ก็สามารถกำจัดได้ เกิดเป็น วจีสังขาร รอส่งเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นปัญญา (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ) กับเจโต (อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา) เป็นพลังงานเคลื่อน กับพลังงานนิ่ง dynamic กับ static ผู้ที่ไม่สามารถรู้และอ่านออกได้ แต่สิ่งเหล่านี้ทำงานในตัวมันเอง ถ้าใครรู้ก็จัดการปรับปรุงสร้างสรรค์ได้ ถ้าไม่รู้ แต่พลังงานเหล่านี้ มันก็เกิด แม้พีชะมันก็เกิด หรือจิตก็เกิด ถ้ายิ่งมีตัวประธานที่ฉลาด ก็สามารถปรับ อิตถีภาวะปุริสภาวะ ให้เป็นพลังงานดี แล้วประธานกับปุริสภาวะเป็นสองเส้า ไปจัดการอิตถีภาวะ ประธานจะลำเอียงไปทาง ปุริสภาวะ ไม่เอียงไปทางอิตถีภาวะ แต่ที่จริงช่วยกันนะ อิตถีภาวะคือแรงดิ้นดุ๊กดิ๊ก แต่ประธานก็สามารถควบคุม ให้มันเป็นไปเป็นประโยชน์ได้ สุดท้ายแล้ว 2 กับ 1 ก็เข้ากันได้ จึงจะเกิดปฏิกิริยาที่ดี แต่ถ้ามีแค่หนึ่งเดียวก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร อาชีวะ จะมีการสร้างงาน เอามากินมาใช้ ที่ไม่เป็นโทษภัย นอกนั้นมีวาจา มีจิตสังกัปปะ แล้วก็ต้องผ่านการกระทำ แล้วเลือกเอาสิ่งที่เป็นประเสริฐสุดมาได้ มันเป็นวัตถุธาตุ ก็เอาไปใช้งาน สิ่งที่เป็นประโยชน์ เอามาใช้งานได้ จิตวิญญาณเป็นประโยชน์ทางปัญญา เฉลียวฉลาดทางโลกุตระ ถ้าเป็นเฉกะคือ ผู้มีความเฉลียวฉลาดทางโลกีย์ แต่ถ้าเริ่มมีพลังงานอื่นจากโลกียะ คืออัญญะ ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วมีพลังงานที่จะแพร่เชื้อ รุนแรงกว่าไวรัส จุลินทรีย์ อัญญะมีพลังงานแรงกว่า และถาวรด้วย พลังนี้แรงกว่าเชื้อร้ายแรงอื่นๆ แรงกว่าเอดส์ ไข

อ่านต่อ

้หวัดนก อีโบล่า แต่เชื้ออัญญะนี้แรงกว่า เป็นหลักเป็นแกนได้ ไม่มีอะไรทำลายได้ พระพุทธเจ้า เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่สามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเก่งที่สุด อย่างยอดเยี่ยม คนที่เข้าใจสภาพถึงขั้น เปลี่ยนพลังงาน จากโลกีย์มาเป็นโลกุตระ ความเป็นโลกุตระก็พัฒนาขึ้นได้ เรียกว่า สาสวะ คือ ทำให้พลังงานกิเลส ลดลงลดลง จนหมด หมดสาสวะก็เรียกว่า อนาสวะ ไม่เหลืออนาสวะแล้ว ข้อ 1] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ ส่งผลให้ขันธ์ 5 สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปธิเวปักกา หมายความว่า ให้ผลแก่ขันธ์ ได้ชำระกิเลส ออกจากจิตไปด้วย เป็นส่วนแห่งบุญ มันคือส่วนได้ แต่มันคือส่วนเสีย กิเลสเสียออกไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้อะไรมา มันมีแต่ขันธ์ที่สะอาดขึ้น หากทำออกไปได้เรื่อยๆ [262] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ

[263] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก(ตักกะ) ความวิตก(วิตักกะ) ความดำริ(สังกัปปะ) ความแน่ว(อัปปนา) ความแน่(พยัปปนา) ความปักใจ (เจตโสอภินิโรปนา) วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายาม เพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม 3 ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ ตักกะคือเริ่มเกิดดำริ วิ เป็น 2 นัย คือไม่ คือยิ่ง พอเห็นตัวดำริ ว่ามีกิเลส กาม พยาบาท ผสมมาในธาตุที่เริ่มเกิด ต้องเลือกเฟ้นตัวกิเลส กาม พยาบาทที่ผสมมาให้ได้ อย่างชัดเจน ในองค์ประชุมกาย ตัวที่ถูกรู้ เรียกว่ารูป นามคือจิตเราที่ไปรู้ รู้มีธัมมวิจัย เลือกเอาแต่ตัวกิเลสอกุศล กิเลสกาม พยาบาท ตรวจให้ถูกตัว อย่าให้ไปเปื้อนหรือเสียหาย ใช้ ครน.หรม.อย่างละเอียด ให้เจริญที่สุด ดีที่สุด แต่ก็อย่ามาก คือคูณร่วมน้อย จะให้เจริญ แต่อย่าตะกละ จะขจัดออก จะหารออก แต่อย่าเอาออก จนกินเนื้อตัวเองนะ เอาออกให้มากที่สุด ให้หมด แต่อย่าเฉือนเนื้อนะ จะให้โตที่สุด แต่ก็อย่าให้เกินนะ สังเคราะห์แล้วได้ผลรวม impact สุดท้าย ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อ เราเรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส เป็นพลังงานภายในจิต ยังไม่ได้ตั้งชื่อภาษาเลย อาจจะตั้งชื่อภาษาบาลีแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อภาษาไทย ก็ขอยืมบาลีมาใช้ หรือตั้งชื่อภาษาอังกฤษแล้วก็ขอยืมมาใช้ เช่น ISH ภาษาไทยยังไม่มีสามเส้านี้นะ ภาษาบาลีมีแน่ ภาษาจีนจะมีหรือเปล่าไม่รู้นะ เกิดสามเส้าแกน static เจโตกับพลังงานสามเส้าของเชิงปัญญาโลกุตระ

เป็นการรู้และจัดสรรให้เกิดพลังงาน หรือองค์รวม เรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส มีพลังงาน action reaction สังเคราะห์ได้ มีปัญญาควบคุม เป็นประธาน ถ้าสัมผัสเมื่อไหร่เกิดพลังงาน ถ้าสัมพันธ์กันอยู่ คือรวมกันอยู่เฉยๆนิ่งๆ แต่ถ้าสัมผัสกระทบเกิดปฏิฆ เกิดพลังงานใหม่ ถ้ายังไม่มีชื่อ ก็ไม่สามารถเรียกได้ (อธิวจนสัมผัสโส) สัมผัสแล้วเกิดรูปร่างลีลา มีพลังงานองค์รวม เคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อน ก็ตั้งชื่อได้ถ้ารู้ ถ้าไม่มีชื่อก็ตั้งใส่เข้าไปเป็น อธิวจนสัมผัสโส แต่ถ้าไม่มีชื่อ สัมผัสแล้วเกิด ปฏิฆสัมผัสโส แต่ถ้าไม่รู้เลย ก็เรียกว่ามันลึกลับ แต่มันมีพลังงานแฝงอยู่ ถ้ารู้แล้วก็เป็นอรหะ คือไม่ลึกลับ สำหรับผู้ที่รู้แล้ว แล้วตัวเราเองรู้ องค์รวมของเราเอง รู้อิตถี รู้ปุริสสะ คุณเองเป็นประธาน ก็จัดการ สั่งการให้เกิดงานได้ เอามารวมตัว เป็นวจีสังขาร ถ้าไม่มีชื่อเป็นปฏิฆสัมผัสโส เมื่อเกิดความรู้องค์รวม เรียกว่าองค์ 7 ส่งออกไปเดี่ยว เรียกว่า เป็นจอมยุทธ์มือเดี่ยว ออกไปได้แล้วเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้มีของตนเอง เป็นผู้ที่จะออกไปทำงาน เพื่อที่จะช่วยคน โดยไม่ต้องมีคนอื่นช่วย เป็นพลังงานของตัวเอง รักษาตัวเองรอด ทำงานได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องไปร้ายกับใคร

600214_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน