620920_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์จริงพาตรวจสอบอรหันต์เก๊.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข16 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620920_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์จริงพาตรวจสอบอรหันต์เก๊ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/172ham83BhEy-0FonWMpSmDWI7Zk8c-dmiwEvpOdtXYs/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1RiflMO-uBb1wL72P5EGvFhNsCMqs7PYa

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้น้ำลดลงทีละน้อย ทำให้เราทำความสะอาดสถานที่ได้ทันเวลา พ่อครูว่า…SMS วันที่ 18 ก.ย. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช)

สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน ทางเจริญทางเสื่อมของอโศก _1182เขาบอกลุงตู่จะมาอุบลฯอีกฤา? ท่านจะแวะมาช่วยกองหนุนลุงคนดีที่บ้านราชไหม? ชาวกองทัพธรรมไม่เคยทิ้งชาติปชช.ยามบ้านเมืองวิกฤติ! แต่พอชาวกองทัพธรรมเจอวิกฤติภัย ดูเหมือนถูกทิ้งให้ช่วยตัวเองลำพังหนิ! สู้ๆ หนะ

พ่อครูว่า…เป็นเรื่องที่พอรู้กันเป็นนัยๆว่ามีชาวอโศก มีชาวกองทัพธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทยนี้ แล้วสังคมที่รับรู้กันสังคมปัญญาชน ผู้ที่ไม่ได้เอาแต่หลับหูหลับตาทำมาหากิน มีปฏิภาณ รู้จักบทบาทลีลาของสังคมอยู่ ก็จะเห็นพฤติกรรมสังคมว่า ชาวอโศกหรือกองทัพธรรมเกิดขึ้นมา เสร็จแล้วก็มามีบทบาทอยู่ในสังคม มีบทบาทเกี่ยวข้องทำงานให้แก่สังคม ซึ่งจริงๆแล้วอาตมาว่า สามัญสำนึกของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอคติ หรือมีอคติน้อย จะเห็นว่าชาวอโศก หรือกองทัพธรรมนี้ คืออะไร จะรู้ด้วยสามัญสำนึก ซึ่งตอนแรกเกิด อาตมานำพาขึ้นมาทำงานกับสังคม พุทธศาสนากระแสหลักตาเหล่มาเลย จะมาจัดการ จะเอาให้ล้างให้หมดไม่ให้เหลือ ให้สิ้นซากเลยชาวอโศกหรือกองทัพธรรม แต่ ชาวอโศกหนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน เป็นผู้ที่มีอมตะ ฆ่าไม่ตาย เพราะฉะนั้น จึงอยู่ได้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ เขาจะทำอย่างไรก็ทำด้วยสมมุต

อ่านต่อ

ิ จะให้เราแพ้ก็แพ้ แต่พฤติกรรม การทำงานนั้นหนักกว่าเดิม ไม่ให้ทำแต่ก็ทำได้ยิ่งกว่าเดิม ทำอย่างเต็มที่ยิ่งกว่าเดิม พูดให้ชัดๆก็คือ ยิ่งค้านแย้งหนักกว่าเดิม พิสูจน์คำที่ว่าสัจจัง เว อมตา วาจา สัจจะเป็นวาจาที่ไม่ตาย เป็นเรื่องจริงเป็นไปได้ ถ้านายกฯมาก็โลกแตกแน่ ทั้งๆที่มาถึงกุดระงุม แต่ไม่ข้ามรั้วมา ทำไม?ชาวอโศกน่ารังเกียจหรือ? พูดเป็นเชิงให้ฟังซับซ้อน อาตมาไม่เชื่อว่านายกฯตู่ จะไม่รู้จักอโศก แล้วไม่เชื่อว่า จะไม่รู้ว่าอโศกเป็นมิตรดีหรือศัตรู แต่ทำไมไม่มา นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนสิริมหามายา ลุงตู่เป็นสิริมหามายายอดเยี่ยม เป็นนักมายากล ที่เยี่ยมยอดคนหนึ่ง ไม่ใช่นักมายากลโลกโลกีย์ เป็นผู้ที่ให้กำเนิดสิทธัตถะ สาระที่เยี่ยมยอดสูงส่งอันนี้เลย ที่พูดไปนี้เป็นภาษาธรรมะ ไม่ใช่ภาษาตื้นง่าย สังคมไทยยุคนี้เป็นอย่างนี้ อาตมาเกิดมา มีวิบากอย่างนี้ไม่ต้องกังวล แล้วต้องเป็นแบบนี้ถึงเจริญ ถ้าไม่เป็นแบบนี้ไม่เจริญ ชาวอโศกนี้จะบอกให้ ยิ่งต้านไว้ยิ่งเจริญ หากมาส่งเสริมจะเสื่อม! จะเป็นนักสู้ ไม่ใช่นักตีกินนักชุบมือเปิบ ถ้าไม่มีธาตุรู้ตัวนี้ จะกลายเป็นนักตีกินนักชุบมือเปิบ ชาวอโศกมีภูมิปัญญารู้อันนี้ นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของสัจธรรม ไม่เป็นไร ชาวอโศกจะเจอวิกฤตภัยอะไรก็ตามไม่เป็นไร เพราะว่าชาวอโศกแข็งแรง เขารู้กันดีว่า ไม่ต้องมาให้ชาวอโศกหรอก แม้แต่ว่าเขาอยากให้ แต่เขารู้ดีว่าไม่ต้องหรอก บางปีก็ให้น้ำมันมาเสริม เพราะเรามีเรือต้องอาศัย นอกนั้นเอาไปช่วยคนอื่นเถอะ ไม่ใช่เรื่องดราม่า แต่เป็นสัจจะ พูดไปแล้วก็ภาคภูมิใจ ที่ได้ทำสิ่งประเสริฐของพระพุทธเจ้า เป็นที่ปรากฏได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ที่จะทำพฤติกรรมสังคมวัฒนธรรมอย่างนี้ เป็นวัฒนธรรมที่อยู่กันอย่างที่เราเป็น สาธารณโภคี วัฒนธรรมมีระบบบริหารปกครองกันอย่างครอบครัว อยู่กินร่วมกันทรัพย์สินร่วมกัน สาธารณโภคีเป็นเรื่องสุดยอดของมนุษยชาติในโลก ที่ไหนๆก็ไม่มีรูปธรรมเหมือนกับอย่างคนไทยที่สร้างได้เป็นชุมชนสาธารณะโภคี อยู่กระจายทั่วประเทศ ไม่มีที่ไหนทำได้ในโลก นี่สุดยอดประชาธิปไตย เหนือชั้นกว่าคอมมิวนิสต์ เหนือชั้นกว่าทุนนิยมประชาธิปไตยที่เขามี คนฟังแล้วอาจเหมือนคุยใหญ่โต แล้วเป็นจริงตามที่พูดไว้หรือเปล่า ก็เป็นจริง จะหลงตัวเองหรือไม่ อาตมามีความจริงเป็นยอด มีความจริงเป็นแก่น มีความจริงเป็นเนื้อ แสดงออกทุกอย่าง มีแต่สิ่งจริง กาย วาจา ใจ จริงทุกลมหายใจเข้าออก แต่คนเขาไม่เข้าใจ เขาฟังไม่ออก เพราะอะไร? เพราะเขาไม่เชื่อว่า ในโลกนี้จะมีคนดี ดีอย่างประเสริฐ ดีอย่างอาริยะ อย่างที่อาตมาเป็น อย่างอาริยะ อาตมาประกาศตนว่า ตนเองเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ แต่เขาไม่เชื่อว่ามี เขาไม่เชื่อว่าเป็นจริง เพราะเขาไม่มีความรู้ในความจริงนั้น เขาเข้าใจความจริงนั้นผิดเพี้ยนไป แล้วไปเข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์ เขาจึงไม่เข้าใจอรหันต์จริง เขาเชื่ออย่างนั้นสนิท เพราะฉะนั้น อรหันต์จริงมาเปิดเผย พูดความจริงอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อหรอก อาตมาไม่ได้เดือดร้อนเลย เพราะอาตมามีหน้าที่ทำงานอย่างเดียว แล้วก็รู้แสนรู้ พระพุทธเจ้าสมณโคดม เกิดมาเปิดเผยตัวเอง ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็เกิดปริวิตกจะประกาศสัจธรรมนี้ ร้อนถึงสหัมบดีพรหม ว่าฉิบหายใหญ่แล้วหนอ เป็นปุคลาธิษฐาน สรุปเนื้อหาคือ พระเมตตา ก็เกิดมา ในภาวะแวบเดียวที่ปริวิตกว่า สอนไปแล้วมันจะไหวหรือ ก็เลยเกิดปฏิภาณว่า ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ก็คงไม่เสียของ ก็สอน หากท่านไม่สอน ป่านนี้พวกเรา จมในสามเหลี่ยม bermuda ไปนานแล้ว แต่นี่เพราะว่าพระทัยของ พระสมณโคดมแท้ๆ จึงประกาศพระพุทธศาสนา พวกเราจึงได้รอด พูดภาษาเทวนิยม คือได้ขึ้นเรือโนอาห์ นี่คือพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ประเด็นแยกกายแยกจิต หากไม่รู้ก็ซวยเลย เมื่อมาบวชแล้ว อุปัชฌาย์จะให้กรรมฐานคือกรรมฐาน 5 ให้รู้จักแยกกายแยกจิตเป็น ว่าอันนี้เป็นอุตุนิยาม อันนี้เป็นพีชยาม อันนี้เป็นจิตนิยาม จิตนิยามจัดการได้ให้เป็นกรรมนิยาม ทรงไว้ซึ่งธรรมะ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมไปมาก แม้แต่อุปัชฌาย์ก็ไม่รู้ว่า นิยาม 5 คืออะไร ให้กรรมฐาน 5 ไม่เป็น ให้ก็ไม่ได้ อธิบายให้แต่ตามแบบแผน ทำไปตามประสา เหมือนคนตาบอดคลำอักษรเบรล เหมือนคนตาบอดเดินจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ ตัวเองจะโง่คนเดียวก็ว่าไป แต่นี่จูงเพื่อนตาบอดไปอีก ตาบอด100 คนสูญเปล่าเลย ( นิมนต์จิบน้ำ)

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์จริงไม่ใช่พระป่าพระเถื่อน สมณะฟ้าไทว่า… พ่อครูบอกให้เรารู้ อรหันต์จริงอรหันต์ปลอมเป็นอย่างไร คนไปหลงของปลอมเยอะมาก พอมาเจอตัวจริงก็ไม่รู้แล้ว เขาว่าอโศกนี้พระเถื่อน พ่อครูว่า...จริงๆก็ซ้อนตรงนี้ พระป่าคือพระเถื่อน นั่นจริงที่สุด พระป่าไม่ใช่พระแท้ของพระพุทธเจ้า อาตมาจะเอาสูตรนี้ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส มาอ่านอีก นรชนเป็นผู้ข้อง กิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว คุณเองอยู่ในเมือง คนข้องยังติดยังเกาะในเมืองแล้วหลงถ้ำอีก พกเอากิเลสไปด้วย ปิดบังไว้แล้วอีก ยังไม่พอ นรชน เมื่อตั้งอยู่ พาเอาความหลงไปกี่ชั้น ก็หยั่งลงในที่หลงอีก นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก คนกิเลสมากคือคนตาบอด แล้วปิดบังผู้อื่นไว้อีก แล้วไปตั้งอยู่ในนั้นคือโอกกันติ หยั่งลงในที่หลง เป็นผู้ไกลจากวิเวก คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.

ทุกวันนี้ พูดไปไม่หวังกับคนที่หลงจมใน สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าแล้ว หวังอยู่กับพวกคุณที่มาได้แล้วนี้ อาตมามาสืบเชื้อ ศาสนาพุทธต่อไปในยุคนี้ ท่านสืบสานศาสนาพุทธไป จะให้ถึงห้าพันปี ตอนนี้เกิน 2500 ปี มาแล้ว ขนาดยุคพระพุทธเจ้ายังปริวิตกว่า จะประกาศดี หรือไม่ประกาศดี พอมาถึงในยุคนี้ มาเจอคนในยุคนี้ ถามว่าพระพุทธเจ้า จะประกาศศาสนาไหม เพราะว่าเสียของแน่ๆ ไม่พอ ผู้ใดในยุคนี้โลกนี้ ผู้ใดก็แล้วแต่ เขาจะไม่เห็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ทั้งที่ยุคนี้เอามาประกาศตาม จนคนมาทำได้ตาม เขาก็ยังว่าไม่มีหรอก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีหรอก โลกขณะนี้เขาตาบอดจากสัตบุรุษ สัตบุรุษประกาศ ให้เห็นโลกโลกียะ โลกโลกุตระ เป็นอย่างไร มีหมู่มวลเป็นคนมีศีลสมาธิ เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้นเดียรถีย์ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่หลับตาทำ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา สมาธิแปลว่าตั้งมั่น คือจิตตั้งมั่นปราศจากกิเลส ได้ประพฤติปฏิบัติเอากิเลสออก จนตกผลึกสั่งสมลงเป็นจิตที่ตั้งมั่น จิตสมาธิเป็นจิตที่ผ่านจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว จิตนั้นเป็นจิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นจิตมีสมาหิตโต ตั้งมั่นแล้วตามเจโตปริยญาณ 16 อาตมาพูดไปแล้ว จริงๆแล้วต้องเป็นอย่างนี้ เถระสมาคมไม่เป็นคนผิด อาตมาต้องเป็นคนผิด แต่ถ้าอาตมาเป็นคนถูกจริง เถรสมาคมต้องเป็นคนผิดจริง แล้วเถรสมาคมเขาก็ไม่แก้ อย่างไรก็ไม่แก้ ผู้ที่จะศึกษาอย่างอาตมาพาทำ เขาจะต้องออกมาจากเถรสมาคม หากไม่ออกมา ก็จะอยู่ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าต่อไป อธิบายความจริงให้ฟังชัดเจน ไม่ได้พูดเอาดีเข้าตัวพูดชั่วให้คนอื่น แต่พูดสัจธรรม ทำไมอาตมาต้องพูดอย่างนี้ เพราะมันหลงกันจริง หลงจัด แคะยาก จึงต้องใช้พลังงานงัดออก พูดให้กระจ่างชัดอย่างแรงอย่างมาก มันเป็นความจำเป็น ที่อาตมาจำเป็นจะต้องทำอย่างนี้ คนเขาจะเพ่งโทษอาตมา ว่าก่อความแตกแยก มาทำให้เกิดการทะเลาะกัน ใครพูดว่าทะเลาะกัน คือจิตใจเขาไม่ดี อาตมาพูดแล้วพูดอีก แต่เขาไม่เชื่อว่า อาตมาไม่ได้ข่ม ไม่ได้ดูถูก แต่พูดสัจจะความจริงให้เขารู้ตัว หากเปิดใจฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญัง หากไม่ฟังสัจธรรมที่อาตมาพูดบ้าง เขาจะได้อะไร เขาไม่ฟังด้วยดี เขาฟังด้วยอคติ ฟังอย่างไม่มีความยินดี ไม่มีฉันทะเป็นมูล เขาฟังไปเขาก็เข้าใจไม่ได้ ฟังไม่ได้ก็มนสิการไม่ได้ กระทำใจในใจไม่ได้ ศาสนาพุทธต้องมีมนสิการ มูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูล เป็นจิตที่ฟังยังไม่ยินดีเต็มใจ ฟังอย่างเสียไม่ได้ ฟังอย่างอดทนฟังเอา คุณไม่มีทางที่จะไปเข้าใจ ไม่มีมิตรดีในสุริยเปยยาล 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค คำว่าต้องมีศีลนั้นลึกซึ้ง เขามีแต่สีลัพพตุปาทาน สีลัพพตปรามาส ผู้สอนก็ไม่ได้มีศีล ศีลข้อที่ 1 คุณมีความเข้าใจมากแค่ไหน อ่านให้ครบ คุณจะทำได้ครบไหม แล้วต้องเป็นจริงอย่างนั้นด้วยนะ พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ (ทัณฑะหมายถึงอาวุธที่เป็นวัตถุ) วางสาตรา (ศาสตราหมายถึงความรู้ด้วย) มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ แม้จะไม่ฆ่าเอง วางอำนาจให้คนอื่นฆ่า ใช้ความรู้นี้ฆ่าเขา อาตมาไม่ได้ฆ่าคน แต่อาตมาฆ่ากิเลส อาตมาฆ่ากิเลสด้วยความรู้ อาตมาฆ่าแต่สิ่งไม่ประเสริฐ คำว่าหิริโอตตัปปะ ในสัทธรรม 7 ศาสนาพุทธสอนให้มีจิตละอายต่อความไม่ดี เป็นเทวธรรม จิตชั้นสูง สัมผัสแล้วเราจะทำไหม? จะทำด้วยกายก็อาย จะทำด้วยวาจาก็ไม่ทำ อาย จะทำด้วยใจก็อาย ยิ่งโอตตัปปะจะกลัวเลย มีดีกรีสูงขึ้นไปอีก เรื่องสัตว์ทั้งหลาย นอกจากการละการฆ่าละอายแล้วมีความเอ็นดู อาตมาเคยพูด อาตมาไม่เคยมีจิตที่ไปหวังร้ายกับใคร จิตหวังร้ายแม้แต่กับธัมมชโย มหาบัว ทักษิณ ที่อาตมาตำหนิอย่างแรง อาตมาไม่เคยมีจิตหวังร้ายเลย อาตมาต้องการให้เขาได้ดี ต้องการให้เขาแก้ไขสิ่งที่ชั่ว อยากจะให้เขาเกิด อัญญธาตุ ฟังแล้วอาตมาตอกแรง จนไปจุดชนวน สันดาป อาตมาทำได้แรงถึงที่ critical point จุดชวาล จุดเปลี่ยนสถานะ จากของแข็งเป็นของเหลวเป็นก๊าซ จากความร้อนไปเป็นเปลว เป็นต้น จากความเย็นเป็นความเดือด เป็นจุดเปลี่ยนแปลง เสร็จแล้วมีความเอ็นดู มีน้ำใจ เป็นคนรักใคร่ยินดี มีความกรุณา ความเอ็นดูนี้ ละเอียดกว่าเมตตาอีก ลึกลงไป เมตตาก็เชิงหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ ความเอ็นดูนี้ผู้ใหญ่ต่อเด็ก มีความกรุณาคือการกระทำ ลงมือช่วยเลย หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่คือความของศีลข้อ 1 คุณได้ปฏิบัติตามที่เข้าใจหรือยัง แม้แต่ในพวกเรา คุณฟังนี้เข้าใจแล้ว ก็ไปตรวจดูว่า คุณเข้าใจแล้วได้ทำบรรลุตามความเข้าใจ มีความละอาย มีความเอ็นดูกรุณา มีจิตหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่หรือไม่ นี่คือศีลข้อที่ 1 นะ พวกเราเข้าใจอย่างนี้ ก็ยังยอมรับว่า เราไม่ได้เต็มด้วยศีลหรอก เราไม่ได้บริบูรณ์ด้วยศีลหรอก ยังไม่ใช่ศีลสัมปทาไม่ได้บรรลุ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน สมณะแสนดิน

พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธมีความเป็นอัศจรรย์ คือความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ เป็นข้อที่ 1 เลย ในปหาราทสูตร ผู้ที่ไม่สามารถทำให้เป็นลำดับได้ เช่น อาตมาจะอธิบายคำว่าศีล ให้ละเอียดเป็นลำดับอย่างไร เป็นอธิศีลที่เหลื่อมไปตามลำดับ นี่คือความลาดลุ่มเป็นลำดับ ที่ยอดเยี่ยมมาก ในความมีศีล ที่เจริญทั้งโลกียะและโลกุตระ โดยอัตโนมัติ ผู้ไม่มีโลกุตระ ปฏิบัติศีลอย่างไร ก็เจริญแค่โลกียะ โลกียะคือมีดีและชั่ว ส่วนโลกุตระนั้น ลดสุขลดทุกข์ เป็นเรื่องของสุขและทุกข์ เป็นอาริยสัจ ส่วนโลกีย์นั้น คือเรื่องดีและชั่ว เพราะฉะนั้น ศาสนาเทวนิยม หรือศาสนาโลกีย์ทั้งหลายทั้งหมด เขาจะปฏิบัติอย่างไร ก็แค่ดีชั่ว ปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ไม่เอาชั่ว สังคมก็ต้องมีสิ่งนี้ สังคมไม่ทำให้คนดี ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องมีปราชญ์ต้องมีศาสดา ที่สอนให้เป็นคนดีเป็นธรรมดา แต่พระพุทธเจ้านั้น ศาสนาพุทธนั้น มีทั้งละความชั่วประพฤติความดี มีแน่นอน สูงกว่านั้นอีกก็คือ รู้จักสุขจักทุกข์ ซึ่งเป็นปรมัตถ์เป็นโลกุตระ คนดี สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ คนชั่ว สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้น สุขทุกข์ จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าดีชั่ว ดีชั่วต้องเรียนรู้อารมณ์ ต้องเรียนรู้ความรู้สึก รู้ถึงเวทนา ศาสนาที่ไม่มีขันธ์ ๕ ไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยเฉพาะไม่รู้จักเวทนา เวทนาก็จะมีสภาวะตามปกติ คือ 2 เทวธัมมา ทุกอย่างที่เป็นคนที่มีจิตวิญญาณ มีสองทั้งนั้น คำว่าเทวะ คำว่าสอง จึงยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าคนแยกเทวะ เทวธรรมา ธรรมะ 2 ไม่ออก คนนั้นจมอยู่ในเทวนิยม แม้จะเป็นชาวพุทธก็ตาม พวกนั่งหลับตา ไม่มีเวทนาเพราะไม่มีผัสสะ ไม่มีผัสสะเวทนาไม่มี ไปนั่งหลับตาแล้ว ปิดประตูศาสนาพุทธ ปิดประตูไม่มี เทวเยนะ เวทนายะ ไม่มีเวทนาที่จะให้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้น คุณจะทำ เอกสโมสรณา ภวันติ คุณจะทำให้จิตเป็นหนึ่ง จากเวทนาสอง เป็นเวทนา 1 ฐานปฏิบัติของศาสนาพุทธคือเวทนา เวทนาในเวทนา เป็นตัวปฏิบัติแท้ ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัด ว่าไม่มีผัสสะ 6 ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีเวทนาเกิด ไม่มีฐานปฏิบัติ ไม่มีที่ตั้งให้ฐานปฏิบัติ ศาสนาต้องมีกรรมฐาน ศาสนาพุทธเสื่อม ไปเป็นกรรมฐาน คือไปเอากสิณจากเดียรถีย์สอนเอาไว้ แล้วก็ไปรวบรวมเป็นกสิณ 40 แล้วก็ไป Meditation ไปเอากสินจ้องจด จ้องเป็นสมถะจิตเท่านั้นเอง นั่นเป็นความเพี้ยนออกไปจากศาสนาพุทธ แล้วเข้าไปได้จิตสงัด จิตสงบแบบนั้น แล้วนึกว่าบรรลุ บรรลุฌาน บรรลุสมาธิ ใช่ เป็นฌานเป็นสมาธิเดียรถีย์ ของนอกพุทธ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ไม่ได้บุญของศาสนาพุทธเลย ไม่ได้กำจัดกิเลส บุญแปลว่า การกำจัดกิเลส บุญคือเครื่องมือกำจัดกิเลส ไม่มีบุญเลย แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ไม่ได้บุญของพระพุทธเจ้า เป็นบุญโลกีย์ เป็นบุญเพี้ยน เป็นบุญมิจฉาทิฏฐิ แต่ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นหมดแล้ว เข้าใจคำว่าบุญก็ไม่ได้ เข้าใจบุญเป็นกุศล บุญ เป็นพลังงานที่สร้างขึ้นยากมาก พลังงานที่จะต้องเป็นพลังงานพิเศษ เป็นอุณหธาตุ ที่มีพลังสูงกว่าระคะ สูงกว่าโทสะโมหะ พลังนั้นเรียกว่าพลังอุณหธาตุ คือพลังไฟ พลังร้อน มีฤทธิ์สลายสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เจตนา ไปสลายราคะโทสะโมหะได้ ผู้จะสร้างพลังงานบุญ ที่จริงก็คือฌานก่อน ฌานแล้วก็สำเร็จ ผลของฌานก็เป็นบุญ เผา ฌานเผา เผาเสร็จ บุญก็สมบูรณ์ ถ้าไม่มีฌานก็ไม่มีบุญ เพราะฉะนั้น ฌานของศาสนาพุทธก็เพี้ยน ฌานไปนั่งหลับตาเอาไม่มี ของพุทธไม่มี ฌานของพุทธต้องปฏิบัติจรณะ 11 แล้วจะเกิดฌาน แล้วต้องมีวิชชา 8 ด้วย จรณะ 11 ต้องมีวิชชา 8 ประกอบ ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา 8 คือปัญญาประกอบ รู้มาตั้งแต่ศีล ตั้งแต่การปฏิบัติไม่ผิด 3 ข้อ สำรวมอินทรีย์๖ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี่คือการปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง ถ้าไม่มีอินทรีย์๖ ไม่ได้มาสำรวมอินทรีย์ มานั่งหลับตาปี๋เข้าไป คุณไม่มีโภชเน โภชนะ คุณไม่มี อุปโภคบริโภคเข้ามาเรียนรู้ ว่าคุณนั่งอมตุ่ย ตาปิด หูจมูกกายนิ่ง ไม่รับโภชนะอะไรเลย ไม่รับบริโภคอะไร มีแต่นั่งสะกดจิตนิ่ง ไม่ได้บริโภคอะไรเลย สภาวะของ สำรวมอินทรีย์ก็ไม่มี โภชเนมัตตัญญุตาก็ไม่มี ชาคริยา ตื่นๆๆๆ เอาแต่นั่งหลับ นั่งหลับยังไง ตื่น ตื่น ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น การปฏิบัตินั่งหลับตา ตีทิ้งได้เลยว่าไม่มีในศาสนาพุทธ เป็นปัณณกปฏิปทา ปัณณกปฏิปทาเป็นการปฏิบัติผิด เพราะฉะนั้น การปฏิบัติไม่ถูกต้อง 3 อย่างนี้ ไปนั่งหลับตา ไม่มีซักอย่าง 3 นี่ เห็นความผิดของศาสนาพุทธออกนอกรีตนอกทาง การนั่งหลับตานี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 854 พระพุทธเจ้าระบุไว้ชัดเจน ฟังง่ายๆ คือ การเจริญอินทรีย์ภาวนาของพระอริยะ อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า มันย่อมต่างกันกับลัทธิอื่น ดังที่พระพุทธเจ้าท่านมีในพระสูตรนี้ ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์ แสดงการเจริญอินทรีย์ แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์ แสดงการเจริญอินทรีย์ แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้ว ตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ได้ผลแล้ว แต่เขาไปเข้าใจผิดเป็นการท่องบ่นไปอีก ทุกวันนี้โฆษณาทางทีวี สอนนั่งหลับตา กับขายเดรัจฉานวิชชา ช่องธรรมะ ขายพระเครื่อง ขายลัทธิแปลกๆ ประหลาด เรี่ยไรกันไป เลี้ยงช่องโทรทัศน์ของเขาไป ก็มีแต่เรื่องขายพระพิฆเนศ ขายสารพัด เมืองไทยอิสระเสรีภาพจริงๆเลย พวกนี้ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาพุทธ ทั้งๆที่ในกฎหมายก็มี ใครมาทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม นั่นมันผิด แล้วก็ไม่รู้ว่า พวกนี้กำลังทำลายศาสนาพุทธแท้ๆ ไม่มีปัญญารู้ ก็ปล่อยให้ทำลายศาสนาพุทธกันไป โฆษณาไป หากินเรียกร้องกันไป แล้วก็ขี้โกงกันไป อะไรกันไป เวรกรรมแท้ๆเลย เพราะฉะนั้น ประเด็นของการนั่งหลับตา อาตมาแก้ประเด็นปัญหานี้ไม่ได้ อาตมาก็ไม่มีผลสำเร็จในการทำงานศาสนา อาตมาก็ต้องพยายามพูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีก เพราะเป็นประเด็นหลัก ฌานก็ดี สมาธิก็ดีของศาสนาพุทธ ไม่ได้เกิดในการหลับตา ต้องลืมตา ฌาน หรือสมาธิ ต้องเกิดในขณะที่ทำงานอาชีพ ขณะทำงานทุกอย่าง กัมมันตะ ในขณะพูดในขณะคิด ไปหลับตา แล้วก็ไปหยุดตรง มันทวนกระแสกันเลย คนละทางเลย มันคนละทิศเลย นั่นมันผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณไม่เอา คุณกลับไปเอาผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง อาตมาไม่อยากดูถูก พวกที่ศึกษาศาสนาพุทธนี้เลย ไม่อยากดูถูก ว่าทำไมถึงโง่ ไม่เกิดความฉลาดสัก .00001 ทำไม _มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่าสังเกต ในพุทธศาสนาเมืองไทย หากท่านมีสัตบุรุษ มีพระอรหันต์แท้จริง แต่ก็หาได้มีลูกศิษย์จากสำนักไหน เคยได้ยินว่า อาจารย์ที่เป็นอรหันต์ของเขานั้น รับรองตนเองว่าเป็นสมณพราหมณ์ผู้นั้น (ตามข้อ 10 แห่งสัมมาทิฏฐิ) หรือว่าพระปฏิบัติในเมืองไทย ไม่มีอรหันต์ผู้นั้นเลย นอกจากพระอรหันต์นอกทำเนียบ นอกจากพระอรหันต์นอกทำเนียบ อย่างผู้นำชาวอโศก สรุปแล้วขยายความจากอันนี้อีกทีหนึ่ง… พระอรหันต์ที่ว่านี้ มันยากที่คนจะรู้ว่า ใครเป็นอรหันต์ ยากจริงๆ ยิ่งศาสนาผ่านมา สองพันห้าร้อยกว่าปี มีผู้ที่ประกาศอรหันต์เพี้ยน เป็นอรหันต์เก๊ มาจนกระทั่ง คนยอมรับนับถือในสังคมพุทธ ว่าดังนี้คืออรหันต์ แล้วขึ้นทำเนียบด้วย นี่อรหันต์ไทย มีกี่องค์ๆ รับรองว่าที่ขึ้นทำเนียบเป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น นี่โพธิรักษ์พูดนะ ไม่ได้พูดอย่างไปก้าวร้าว ไม่ได้พูดไปอย่างดูถูก แต่พูดอย่างถูกต้อง พูดอย่างมั่นใจพูดอย่างดังๆ ด้วยจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่ได้ข่ม เพราะว่าไม่เห็นต้องไปข่มทำไม ผู้ที่ไม่ใช่ เขาก็ต่ำของเขาอยู่แล้ว ที่เข้าใจแล้วก็ไปทำอย่างนั้น มันเท่ากับทำลายศาสนาพุทธ ที่อาตมาจำเป็นที่จะต้องพูดให้ชัด ตีให้แรง ข่มให้เห็นให้ชัดเจนเลย ให้มิด ให้รู้ว่าที่ถูกมันเป็นอย่างนี้ ให้กระจ่างใสขึ้นมาให้ได้ ถ้าไม่เช่นนั้น มันก็จะเพี้ยนผิด งมงายหรือว่า คลางแคลง มันไม่กระจ่างอยู่อย่างนั้นแหละ มันจำเป็นต้องฉีกให้ขาด แยกให้ห่างให้ชัด แล้วก็เอามาบอกว่า ดำคืออย่างนี้ ขาวคืออย่างนี้ อาตมาพูดความจริงตามจริงอย่างนี้ คนก็ไม่เข้าใจ ทำไมจะต้องไปด่า ถล่มๆพวกที่เขาไม่ถูก ดีของตัวเองก็พูดไปเถอะ ดีไปเถอะ เอาแต่เรื่องดีเถอะ ถ้าอาตมาเอาแต่ดี พูดแต่ดี พวกคุณก็ได้แต่ดีไป อาตมาก็พาพวกคุณไป แล้วทิ้งพวกนั้นเลย โอ้โฮ อาตมาเห็นตัวเองใจดำอย่างนั้นไม่ได้ ใช่ไหม อาตมาก็เห็นอยู่ ตําตาหลัดๆว่าเขาจมดำอยู่ เราจะว่าปล่อยเขาให้จมไป ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าแล้ว อาตมานี่ ดึงคนจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านะนี่ พยายามช่วยเหลือเขา นี่คือเจตนาของอาตมา พูดไปแล้ว มันก็ยกตัวเอง ชมตัวเองอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วมันก็เลี่ยงไม่ออก เพราะว่าเป็นความจริง ทั้งหมดที่อาตมาพูด จะเป็นยก จะเป็นตำหนิ จะเป็นดูถูกดูผิดอะไรก็ตามใจ อาตมาพูดความจริงทุกคำกล่าว ขอยืนยันว่า อาตมาพูดความจริงทุกคำกล่าว ใครๆจะฟังเป็นอย่างไร ก็ขอยืนยันว่า อาตมาพูดความจริง ประโยคที่ว่า อาตมาพูดความจริงทุกคำกล่าว ไม่มีคำใดที่เป็นคำผิดเลย หรือว่าเป็นเพราะว่าอรหันต์ ยังไม่มีบารมีที่จะเป็นบุคคล ในข้อที่ 10 นั้น ของสัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นผู้สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่เอาเรื่องโลกนี้-โลกหน้ามาประกาศ แล้วก็เอามาอธิบายให้แจ่มแจ้ง ตามความรู้ของตนเอง ที่มีมาแล้ว สยัง อภิญญา เป็นความรู้ของตนเอง ที่ว่าความรู้ของตนเอง ไม่ใช่ความรู้ของคนอื่น ความรู้ของตนเองแม้แต่ชาตินี้ ก็ไม่ได้รับมาจากอาจารย์ใดๆ ในชาตินี้ นัตถิ โลเก ในโลกนี้ไม่มี ถ้าผู้ใดเห็นว่าไม่มีผู้นี้ สยัง อภิญญามาเกิดในชาตินี้ ไม่มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสยัมภู สยังอภิญญานี่รองพระพุธเจ้า เป็นผู้มีความรู้เอง ในชาตินี้ไม่จำเป็นจะต้องไปมีอาจารย์ใด เรียกว่า สยัง อภิญญา อาจารย์คือพระพุทธเจ้า หรืออาจารย์ที่เป็นสัตบุรุษ องค์ก่อนๆๆ แต่ละชาติก่อนๆ คือมีความรู้ตั้งแต่ชาติก่อนๆมา เป็นพระพุทธศาสนา เป็นพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ๆมา ตั้งแต่ชาติก่อนๆ แล้วเอามาประกาศทำความแจ่มแจ้งให้แก่ผู้อื่นได้ แล้วเอามาปฏิบัติตามได้ ได้บ้างไหม? ได้ไหม แล้วความรู้ที่ได้เป็นพุทธธรรมชนิดไหน เหมือนดังเถรสมาคมไหม ไม่เหมือนกระแสหลักได้ไง ไม่ใครก็ใครหละว้า โพธิรักษ์ผิด หรือว่ากระแสหลักผิด อาตมาว่าสนุกนะ ธรรมะสนุก มันมีสิ่งที่จะต้องได้ขยาย

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน บารมีกับการช่วยคนของอรหันต์ _สู่แดนธรรมว่า..อรหันต์ที่มีใหม่เนี่ย จะมีบารมีเหมือนอย่างที่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน