อภิปรายผลการวิจัย.docx

โฟลเดอร์แผ่นภาพ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์54 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

อภิปรายผลการวิจัย การวิจัย รูปแบบการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วยแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เครือแหชาวอโศก เป็นการวิจัยเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ ให้เป็นรูปแบบในเชิงระบบ เพื่อจะได้นำไปใช้ได้โดยทั่วไปต่อไป โดยทำการวิเคราะห์ผลจากข้อมูลตามวัตถุประสงค์เฉพาะ 3 ส่วนได้แก่ (1) สภาพปัจจุบัน พฤติกรรม และความคิดของเยาวชนเป้าหมาย (2) แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และการพัฒนาศีลธรรมแนวทางภูผาฟ้าน้ำ (3) ผลของการพัฒนาศีลธรรม ด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ที่มีต่อพฤติกรรมและความคิดของเยาวชนเป้าหมาย ผู้วิจัยได้นำผลการสังเคราะห์ มานำเสนอเป็นรูปแบบในเชิงระบบ มีองค์ประกอบดังนี้ ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ เยาวชนที่สมัครใจเข้าสู่กระบวนการ สภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพแวดประกอบด้วยสภาพสังคมชาวอโศกและวัฒนธรรมสังคมบุญนิยม และ กระบวนการพัฒนาศีลธรรม ประกอบด้วย 1) แนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 2 ) วิธีการพัฒนาศีลธรรม ประกอบด้วย (1) การอยู่ร่วมกันของเยาวชนลูกไก่กับคุรุแม่ไก่ (2) การมองตนผ่านการปฏิบัติศีลในชีวิตประจำวัน (3) การ มองตนผ่านการ ประเมินผลศีลของตนเอง เพื่อ ทบทวน (4) การ มองตนผ่านการพบ สนทนา กับคุรุและสมณะ (5) การ ทำกุศลเพิ่ม พิจารณาโทษตนเอง เมื่อ ละเมิด ศีล และ (6) การปฏิบัติ ซ้ำ อย่า งต่อเนื่องเป็นกิจวัตร ได้รับ ผลผลิต คือ เยาวชนที่มีพัฒนาการทางพฤติกรรมและความคิดดีขึ้นทั้ง 23 ตัวอย่าง นำไปสู่ประเด็นที่สามารถอภิปรายผลได้จำนวนมาก ดังต่อไปนี้ จากผลการวิจัยที่พบว่า รูปแบบดังกล่าว สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลต่อเยาวชนเป้าหมาย ทุกตัวอย่างคิดเป็น 100 % อาจเป็นเพราะ รูปแบบดังกล่าวมีความเหมาะสมทั้งทางด้านอ

อ่านต่อ

งค์ประกอบของสภาพแวดล้อม แนวคิด ยุทธศาสตร์และกระบวนการ ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีระบบที่ว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบจะมีความสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกัน โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ร่วมกันทำงานอย่างผสมผสานกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ ( ระบบการปฏิบัติงานจะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ปัจจัยนำ เข้า ( Input) กระบวนการ ( Process) และผล ผลิต ( Output) โดยแต่ละส่วนจะต้องมีความสัมพันธ์และผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายขององค์การ ( ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, 2544: 31) ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอแยกอภิปรายเป็นรายประเด็น ดังนี้ ภาพรวม ของ รูปแบบ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วยแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ จากผลการวิจัยที่พบว่า รูปแบบดังกล่าวมีการบูร ณา การโดยใช้ประสบการณ์ตรงในวิถีชีวิตของชาวอโศกเป็นตัวกระตุ้น( stimulator ) ซึ่งประกอบด้วย บุคคล การงาน และเหตุการณ์จากกิจวัตร กิจกรรม กิจการ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน โดยใช้แนวคิดทางศาสนาพุทธคือหลักสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแกนในการพัฒนา ซึ่ง มีเป้าหมายที่จะสร้างคนอาริยะหลุดพ้นจากความติดข้องในอบายมุข 6 มี ศีล 5 เป็นเกณฑ์มาตรฐานบ่งชี้ ใช้กระบวนการพัฒนาที่มียุทธศาสตร์ หลักคือ การ ทำให้เยาวชนเกิด สัมมาทิฏฐิ ในทุกปริมณฑล ใช้กรอบ เวลาในการดำเนินชีวิ ตประจำวัน ปกติ อย่างกรอ บของคาบการเรียน และมีความยืดหยุ่นไม่มีรูปแบบที่ตายตัวในการเรียนวิชาการตามสาระวิชา โดย หลักสูตรเน้นการมีศีลมากกว่า การ งาน อาชีพ และ การงานอาชีพมากกว่า วิชาการตามลำดับ ( ศีลเด่น 40% เป็นงาน 35% และวิชาการ 25% ) ซึ่งแตกต่างทั้งเป้าหมายและวิธีการจากโรงเรียนในระบบ อาจเป็นเพราะ การศึกษาของภูผาฟ้าน้ำ เป็นการศึกษาในลักษณะอรูปนัย ซึ่งใช้เรียกโปรแกรมการศึกษาในลักษณะนอกระบบโรงเรียน และตามอัธยาศัย (ประชุมสุข อาชว บำรุง , 2518: 75) ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าจะเป็นทางเลือกของ การศึกษาในยุคที่การศึกษาในระบบค่อนข้างมีข้อจำกัดในเรื่องของหลักสูตร และวิธีการเรียนรู้ อีกทั้งความไม่คล่องตัวของการจัดการการศึกษา ซึ่งมักยึดติดอยู่กับระเบียบมากกว่า เป้าหมาย อีกทั้ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี2542 มาตรา 15 ได้ให้สิทธิสถานศึกษาในการจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือ สามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยก็ได้ (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542 ) มีความสอดคล้องกับ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549 ) ได้อัญเชิญ “ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวน ทรรศน์ การพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “ คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ” และในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพคนและการคุ้มครองทางสังคม ข้อ 2 การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตลอด ที่บอกไว้ในข้อ 2.4) ปรับปรุงการจัดหลักสูตรให้มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น สามารถปรับให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น โดยเพิ่มเนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เช่น ภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น รวมทั้งเนื้อหาสาระทางด้านศีลธรรม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง และ 2.5) สนับสนุนให้ครอบครัว ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และสถาบันทางศาสนามีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้น เพื่อสร้างทางเลือกที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพ และความพร้อมของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายได้อย่างหลากหลายและเหมาะสม ชีวิต ( แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 - 2549 ) อีกทั้งการศึกษาแบบบูรณาการในชีวิตจริง ของรูปแบบดังกล่าว สอดคล้องกับคำกล่าวของ คิมเบิล ( Gregory A Kimble) " การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงศักยภาพแห่งพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกหรือการปฏิบัติที่ได้รับ การเสริมแรง ( Learning as a relatively permanent change in behavioral potentiality that occurs as a result of reinforced practice)" และกระบวนการการเรียนรู้ตามในสภาพการเรียนรู้ต่างๆ ย่อมประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการด้วยกัน คือ 1) ตัวผู้เรียน ( Learner) 2) เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เป็นตัวเร้า (Stimulus Situation) และ 3) การกระทำหรือการตอบสนอง Action หรือ Response (มุกดา ศรี ยงค์ , 2550 : 53) สอดคล้อง คล้าย กับงานวิจัยของ Ivancic and Min ( 2004) นักศึกษาด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัย เซนท์ แม รี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำวิจัยเรื่องโมเดลการสอนพระคัมภีร์โดยใช้วิชาศิลปะเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาผู้ใหญ่ ในวิทยาลัย Notre Dame งานวิจัยได้ใช้วิชาศิลปะบูรณาการในการสอนพระคัมภีร์ และใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของโฮ เวิร์ต การ์ด เนอร์ เป็นพื้นฐานในการสร้างโมเดลการเรียนการสอน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลดังกล่าวสามารถนำเอาวิชาศิลปะมาบูรณาการในการเรียนการสอนวิชาศาสนาได้อย่างสัมพันธ์กัน และนักเรียนได้รับการพัฒนาด้านจิตวิญญาณเพิ่มมากขึ้น แนวคิด วิธีการของรูปแบบ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วยแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ จากผลการวิจัยที่พบว่า แนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวคิดหลักของศาสนาพุทธ ได้แสดงไว้ว่า การตั้งมั่นในศีลซึ่งหมายถึงเป้าหมายทางพฤติกรรมของมนุษย์ที่ยั่งยืนจะเกิดขั้นได้ก็โดยการปฏิบัติมรรคมีองค์ 7 บรรลุผลเป็นมรรคองค์ที่ 8 ( กรมการศาสนา . มหาจัต ตารีสกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 6 , 2521: 158-166) และ จากหนังสือสมาธิพุทธที่ว่า ‘ อีกทั้งรูปแบบที่มีกระบวนการบูร ณา การทั้ง การคิด การพูด การกระทำ การประกอบอาชีพ อย่างมีสติ ทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเข้าใจที่ถูกเป็นสัมมาทิฐิ ’ ( สมณะ โพธิ รักษ์, 2526: 17–26 ) และเป้าหมายปลายทางของแนวคิดสัมมาอริยมรรคก็คือ ความเป็น พระอรหันต์ จากหนังสือสมาธิพุทธที่ว่า ‘ คือการศึกษาโลก แบ่งเป็นศึกษาโลกนอกตน โลกในตน และศึกษาการพัฒนาคน โลกนอกตนพัฒนาสูงสุดก็คือเมื่อถึงสภาวะสมดุล คือไม่เฟ้อเกิน และไม่ผลาญพร่า ไม่ขาดและไม่เกินจนมากเกินไป ส่วนโลกในตนคือการเรียนรู้กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจของเรา และโลกในตนพัฒนาสูงสุด คือความหมดจาก การลด ละความอยาก ความยึดภายในตน เมื่อหมดอยาก หมดยึดแล้วก็จะได้ช่วยโลกให้เกิดสมดุลได้อย่างถูกต้องต่อไป ส่วนการพัฒนาคน เป็นอริยะ สูงสุดก็คืออรหันต์ ทำงานที่เป็นสัมมาอาชีวะ ภายนอกสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ชาติ ภายในลดความเห็นแก่ตัวจนหมดไม่เหลือ ’ ( สมณะ โพธิ รักษ์, 2526: 57-63 ) ความเป็นพระอรหันต์เป็นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามหลักการของศาสนาพุทธ ที่ยิ่งกว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามที่มุ่งหมายใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 มาตรา 6 ว่า พัฒนาคนไทยให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้ง 1. ร่างกาย 2. จิตใจ 3. สติปัญญา 4. ความรู้และคุณธรรม 5. จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต 6. การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 ปรับปรุง 2545 ) อีกทั้งการพัฒนาตนเองด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 นั้น ‘ มุ่งที่จะขัดเกลา ละ ล้างกิเลส หรือความอยาก ความติดกันจริงๆตามขั้นตามตอนของศีล เกิดเป็นผลคือ สมาธิ เป็นอธิจิต ตามสัดตามส่วนที่ทำได้จริง แล้วจะเกิด ปัญญารู้แจ้งความจริง เป็นสภาพจิตที่เสวยผล รับรสแห่งผล รู้รสของผล จนถึงขั้นมั่นจิตมั่นใจแน่วแน่แนบแน่นเอง และจะพัฒนาต่อไปเป็น อธิปัญญา สูงขึ้นๆตามศีลที่ทำได้เป็นสมาธิแข็งแรงขึ้นๆ เป็นปัญญาที่เกิดตามหลัง ศีล-สมาธิที่ถูกธรรม ปัญญาถึงที่สุด ศีลก็ถึงที่สุด ’ ( สมณะ โพธิ รักษ์, 2526: 17-26 ) เป็นแนวทางซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีการพัฒนาตนเองของตะวันตกที่ใช้อยู่เป็นการทั่วไป ซึ่งมุ่งกระตุ้นพฤติกรรมด้วยการสร้างความอยาก และความต้องการความสุขที่เป็นผลตอบสนองกับการแสดงพฤติกรรมนั้นเป็นรางวัล เช่น ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้ โลกีย สุข แล้วเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘ ประสบความสำเร็จ ’ เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Learning Theory : Behaviorism) นักคิดนักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมมองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะเป็นกลางคือ ไม่ดีไม่เลว ( neutral-passive) การกระทำต่าง ๆ เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ( stimulus-response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสำคัญกับ “ พฤติกรรม ” มาก เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ สามารถวัดและทดสอบได้ (ทิศนา แขมมณี. 2548 : 50) พื้นฐานทางความคิด ( assumption) ของทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม คือ พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และ สามารถสังเกตได้ พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของ การเรียนรู้ที่เป็นอิสระหลายอย่างเสริมแรง ( Reinforcement) ช่วยให้พฤติกรรมเกิดขึ้น (สุ รางค์ โค้วต ระ กูล. 2541: 185–186) แตกต่างกับแนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ที่เน้นการสร้างปัญญา ( สัมมาทิฏฐิ ) ให้เข้าใจการตอบสนองต่อสิ่งเร้า(ปฏิกิริยา- Reactive ) เพราะความมีกิเลสและความติดยึดเป็นความเคยชินเก่ามาบงการ ว่ามีความแตกต่างกับการตอบสนองอย่างเป็นอิสระจากกิเลสและทำได้จริงโดยไม่ขึ้นกับสิ่งกระตุ้นภายนอกที่เข้ามากระทบก็ได้ ซึ่ง สอดคล้องกับ ลักษณะ ริเริ่มที่ตนเองก่อน( Be Pro-active ) โดย สตี เฟน อาร์. โคว์วีย์ ( Somjai TRU: May 26,2012 : 34 ) หรือในทฤษฎีที่มีชื่อเสียงอีกทฤษฏีหนึ่งคือ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ ( Maslow's Hierarchical Theory of Motivation) ที่เน้นให้เห็นว่า การจะก้าวพ้นจากความต้องการส่วนที่ต่ำกว่าได้นั้น จะต้องได้รับการตอบสนองความต้องการนั้นเสียก่อน และพัฒนาการความต้องการจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนที่สุดจะเป็นที่สุดของตัวของตัวเองเรียกว่า ความสมบ ู รณ์ของชีวิต (ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ มักถูกนำเสนอโดย รูปพิ ระมิด ที่ความต้องการที่มากที่สุด พื้นฐานที่สุดจะอยู่ข้างล่างและความต้องการ ความสมบูรณ์ของชีวิต (self-actualization) จะอยู่บนสุด พีระมิดแบ่งออกเป็น 5 ชั้นคร่าวๆของความต้องการต่างๆ คือ ความสมบูรณ์ของชีวิต ( self-actualization), ความเคารพนับถือ ( esteem), มิตรภาพและความรัก ( friendship and love), ความมั่นคงปลอดภัย ( security), และความต้องการทางกายภาพ ถ้าความเคารพนับถือ , มิตรภาพและรัก หรือ ความมั่นคงปลอดภัย ขาดพร่องไป แม้ร่างกายจะไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมาแต่บุคคลนั้นๆรู้สึกกระวนกระวายและเกร็งเครียด ทฤษฎีของมาสโลว์ยังบอกด้วยว่า ชั้นความต้องการที่พื้นฐานมากกว่าหรืออยู่ข้างล่างของพีระมิด จะต้องได้รับการตอบสนองก่อนที่บุคคลจะเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อความต้องการในระดับที่สูงขึ้นได้) ส่วนวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ในทางพุทธศาสนานั้น มุ่งที่จะปลดเงื่อนไขที่ร้อยรัด จนไม่มีเงื่อนไขใดๆสามารถกระตุ้นความอยากได้อีกต่อไป หมายถึงการพ้นจากเงื่อนไขความต้องการที่หยาบที่สุดก่อนคืออบายมุข 6 พัฒนาต่อมาคือ พ้นจากความต้องการการเสพกามคุณ 5 ต่อมาก็พ้นโลกธรรม 8 และที่สุดพ้นเงื่อนไขของอัตตา 3 คือเป็นมนุษย์ที่แสดงพฤติกรรมเพื่อผู้อื่นและสงเคราะห์โลกเท่านั้น หมดความต้องการที่จะทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป สภาพแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมที่มีส่วนในการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน จากผลการวิจัยที่พบว่า องค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมในกระบวนการประกอบด้วย สังคมชาวอโศกซึ่งเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมบุญนิยมซึ่งมีค่านิยมที่จะลด ละ กิเลสส่วนตน ประกอบด้วยสังคมของคนมีศีลตามลำดับของการปฏิบัติส่วนตน มีค่านิยมที่การมองตน แก้ปัญหาที่ตนเองก่อน เคร่งคัดต่อตนเอง ผ่อนปรนต่อผู้อื่น มี รูปแบบและวัตรปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวอโศก อาจทำให้เยาวชนมีการซึมซับค่านิยมของสังคมและทำให้ง่ายในการปฏิบัติตนในทิศทางเดียวกับค่านิยมสังคม ซึ่งทำจะทำได้ยากเมื่ออยู่ที่บ้านหรือสังคมอื่นเพราะจะถูกมองว่า แตกต่างและแปลกแยก อาจเป็นเพราะ เป็นไปตามหลักการทางศาสนาพุทธในเรื่อง มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เ ป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ จากหลักธรรม ( กรมการศาสนา . อุปัฑฒ สูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 19 , 2521: 2-3) และสอดคล้องกับ ทฤษฎีที่เน้นอิทธิพลของสังคม ทฤษฎีกลุ่มนี้เริ่มจากความคิด และประสบการณ์ของนักสังคมจิตวิทยา ซึ่งเชื่อว่าสังคมมีส่วนในการปั้นมนุษย์ให้มีลักษณะต่าง ๆ กันตามแต่ว่ามนุษย์นั้นจะอยู่ในสังคมลักษณะใด และนักทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในวัยเด็ก เล็งเห็นว่าเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วจากพ่อแม่และผู้อื่นที่ใกล้ชิด จึงมีอิทธิพลในการเสริมสร้างลักษณะทางจริยธรรม ทฤษฎีสังคมวิเคราะห์ ( socioanalytic theory) Hogan, Johnson, and Emler ( 1978) และ Kohlberg ( 1976 , pp. 87-88) ได้พัฒนาทฤษฎีซึ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของอิทธิพลของสังคมที่มีต่อการเกิดจริยธรรม โดยเชื่อว่าเนื้อหาสาระของพัฒนาการของบุคลิกภาพทางจริยธรรมเกิดขึ้นและวิวัฒนาการมาพร้อม ๆ กับสังคมและเผ่าพันธุ์แห่งมนุษยชาติ เป็นผลจากการพัฒนาการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และยอมรับในความแตกต่างระหว่างกลุ่มของมนุษย์ว่าเกิดจากสภาพความเป็นอยู่ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม กฎเกณฑ์ ค่านิยม ผสมผสานกันเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมของบุคคล สอดคล้องกับ งานวิจัยของ ไพรัช สู่แสนสุข ( 2539 ) ได้ศึกษาเรื่อง หลักการและกระบวนการของการเรียนรู้และการสอนตามหลักพุทธศาสตร์: ผลการวิจัยสรุปได้ว่า องค์ประกอบการสอนที่สำคัญ อย่างหนึ่งคือ บริบทแวดล้อมต้องการความเป็นกัลยาณมิตรและส่วนที่เป็นสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ จำเป็นต้องจัดการด้วยหลักสันโดษและการรู้ประมาณในการบริโภค ยุทธศาสตร์ด้าน กระบวนการ มียุทธศาสตร์หลักที่การสร้างปัจจัยให้เกิด สัมมาทิฏฐิ จากผลการวิจัยที่พบว่า รูปแบบการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำนั้นเน้นการใช้ทรัพยากรทั้งหมดเพื่อไปกระตุ้นให้เยาวชนเกิด สัมมาทิฏฐิ โดยมียุทธศาสตร์ย่อยๆ ประกอบด้วย (1) ความยินดีที่จะฝึกฝนของเยาวชน (2) การอยู่ร่วมกันของเยาวชนลูกไก่กับคุรุแม่ไก่ (3) การมองตนผ่านการปฏิบัติศีลในชีวิตประจำวัน (4) การทบทวนประเมินผลศีลของตนเอง (5) การสังเคราะห์ศีลของตนกับคุรุและสมณะ (6) การแก้กรรมทำกุศลเพิ่มเมื่อกระทำละเมิด และ (7) การปฏิบัติเป็นกิจวัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ทำงานอย่างบูรณาการ อาจเป็นเพราะ สอดคล้อง กับ ปัจจัยที่จะให้สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เดิน ได้แก่ กัลยณมิต ตา ศีลสัป ทา ฉันท สัมปทา อัตต สัมปทา ทิฏฐิ สัมปทา อัป มาทสัมปทา โยนิโสมนสิการสัมปทา (กรมการศาสนา. สุริ ยเปลยาล สูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 19 , 2521: 35-37) จะพบว่า การอยู่ร่วมกับคุรุแม่ไก่เทียบได้กับหลักธรรม กัลยาณมิต ตา การปฏิบัติศีล 5 ของเยาวชนเทียบได้กับศีลสัมปทา การยินดีในการฝึกฝนของเยาวชนเทียบได้กับ ฉันท สัมปทา การตรวจตัวตนด้วยการประเมินศีลเทียบได้ กับอัตตสัป ทา การ ตรวจทิฏฐิ ด้วยการสนทนากับสมณะและคุรุแม่ไก่เทียบได้ กับทิฏฐิ สัมปทา การทำซ้ำอย่างต่อเนื่องเทียบได้ กับอัป มาทสัมปทา และการพยายามแก้พฤติกรรมด้วยการทำ กุศลเพิ่ม พิจารณา โทษ ตนเอง เมื่อละเมิดเพื่อให้ชัดเจนในศีล และทิฏฐิ ยิ่งขึ้นๆจนหยั่งลงไปถึงจิตเทียบได้กับโยนิโสมนสิการสัมปทา ทั้งหมดมีหลักอยู่ที่คำว่าสัมปทา คือการถึงพร้อมหรือการเป็นเจ้าของเป็นตัวจริง( To be ไม่ใช่ To Know ) ซึ่งมีความสอดคล้องคล้ายคลึงกับงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ , กรมการฝึกหัดครู ( 2537 ) วิจัยเรื่อง การพัฒนากระบวนการฝึกหัดครูโดยใช้มิติทางพุทธธรรม ผลวิจัยพบว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับการกำหนดจุดมุ่งหมายการฝึกหัดครู โดยใช้การกำหนดกิจกรรมเสริมโดยใช้หลักวิถีแห่งการฝึกตน 7 ประการ ได้แก่ กัลยาณมิตต ตา สีล สัมปทา ฉันท สัมปทา อัตต สัมปทา ทิฏฐิ สัมปทา อัปป มาทสัมปทา และโยนิโสมนสิการสัมปทา แสดงให้ เห็นว่า หากสร้างองค์ประกอบของกิจกรรม กระบวนการ ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างแท้จริงแล้วก็เป็นอันเชื่อได้ว่า จะเกิดการทำงานของสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อันส่งผลให้มีการพัฒนาศีลธรรมได้จริง และเมื่อพิจารณาเป็นแต่ละยุทธศาสตร์ แต่ละกระบวนก ารก็จะอภิปรายได้ ดัง ต่อไป นี้ ยุทธศาสตร์ เงื่อนไขการรับเยาวชนที่มี ความพร้อมและความยินดีเข้าสู่กระบวนการ จากผลการวิจัยพบว่า เยาวชนที่ได้สมัครเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศีลธรรม มาด้วยความเต็มใจ ยินดีที่จะฝึกฝนตนเอง เพราะหากไม่มีความเต็มใจและยินดีแล้ว เยาวชนก็คงจะเลือกที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการดังกล่าว เนื่องจากเงื่อนไขของการสมัครเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ นอกจากหลักธรรมศีลสัมปทาดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักธรรมที่สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของฉันทะ ได้แก่ หลักธรรมอิทธิบาท 4 ที่สรุปได้ว่า เมื่อมีฉันทะแล้ว ก็จะเกิดวิริยะ จิตตะ และวิมังสาตามมา แปลได้ว่า เมื่อยินดีแล้ว ก็จะเกิดความพยายาม ทำให้จิตใจจดจ่อที่จะปฏิบัติ จนได้เห็นแก่นแท้จากการทบทวน( กรมการศาสนา. อิทธิบาท 4 พระไตรปิฎกเล่มที่ 35 : 294-299 ) และ หลักธรรมมูลสูตร 10 ที่ว่าธรรมทั้งปวง มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง มีวิมุตติเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุด แปลว่า การมีความยินดีในการปฏิบัติธรรม(ที่ถูกตรง)เป็นรากฐาน ให้เกิดการทำใจในใจ ทุกครั้งที่ มีเหตุคือการกระทบกับสิ่งต่างๆ แล้วมีอาการความรู้สึกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือการมีความตั้งมั่นในจิต ด้วยการใช้สติตามรู้ไปพร้อมๆกับ การพิจารณาด้วยปัญญาเป็นหลัก จนเกิดความหลุดพ้นจากสิ่งติดยึด อย่างยั่งยืน ไม่กลับกำเริบอีกต่อไป ( กรมการศาสนา. มูลสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 24 , 2521: 97 - 333 ) เช่นเดียวกับกฎการเรียนรู้ จากทฤษฎีการเชื่อมโยง ของธอร์นไดก์ ที่กล่าวถึงการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนมีความยินดี ความพร้อมและเคยได้รับการฝึกหัดมาแล้ว ( ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ , 2552 : 18-19) ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ ไพรัช สู่แสนสุข ( 2539 ) ได้ศึกษาเรื่อง หลักการและกระบวนการของการเรียนรู้และการสอนตามหลักพุทธศาสตร์พบว่า องค์ประกอบการสอนที่สำคัญ 1 ใน 7 อย่าง คือ ผู้เรียนที่ดีควรมีความเพียร ศรัทธาและตั้งใจเรียน ในทางตรงข้าม หากไม่พร้อมไม่สนใจ ก็จะไม่สามารถพัฒนาได้ และงานวิจัยของ พีระพงศ์ เจริญพันธุวงศ์ ( 2541 ) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาพบว่า การสอดแทรกคุณธรรมในการสอนรายวิชาต่าง ๆ ปัญหาที่พบส่วนมากจะเกิดจากตัวนักเรียนเอง คือ นักเรียนบาง ส่วนไม่ให้ความสนใจ อีกทั้งยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าวเท่าที่ควร ยุทธศาสตร์ การให้เยาว ชนอยู่ร่วมกับคุรุแม่ไก่ตลอดเวลา จากผลการวิจัยพบว่า การอยู่ร่วมกับแม่ไก่ตลอดเวลา เป็นการเลียนแบบอย่างการใช้ชีวิต การแก้ปัญหา และการที่เยาวชนได้เห็นคุรุที่ไม่มีอารมณ์โกรธถือสา โลภเรียกร้อง วิหิงสากระทำรุนแรง ทำให้เขามั่นใจขึ้นว่าตัวเขาก็จะเป็นได้ ทำได้ในที่สุด นอกจากความเป็นกัลยาณมิตรที่ส่งผลให้เกิดสัมมาอริยมรรคแล้ว ยังอาจเป็นเพราะ หลักธรรมศรัทธาสูตร ยืนยันพัฒนาการเนื่องด้วยการเกิดศรัทธาที่มีปัญญาของเยาวชนซึ่งจะยังให้เกิดการบรรลุธรรมหลุดพ้นได้ตามลำดับอย่างที่อธิบายไว้ในศรัทธาสูตรตั้งแต่ ความศรัทธาทำให้พัฒนาตนไปสู่ผู้มีศีล พั ฒนาไปสู่ผู้มี ความเป็น พหูสูตร พัฒนาให้ เป็นธรรม กถึก พัฒนาให้ เข้าสู่บริษัท พัฒนาให้ แกล้วกล้าแสดงธรรม พัฒนาให้ ทรงธรรมทรงวินัย พัฒนาให้ อยู่ป่าเป็นวัตร พัฒนาให้ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ( การมการศาสนา. สัทธาสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 : 11-12 ) สอดคล้องกับ งานวิจัยของ Harper and McCluskey ( 2003 ) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กและเด็กกับเด็กในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ผลการวิจัยพบว่า เด็กส่วนใหญ่มีความถี่และระยะเวลาของพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์กับครูและพี่เลี้ยงผกผันกับพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน กล่าวคือ นักเรียนที่ชอบใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ จะใช้เวลาและมีความถี่ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่มาก จะใช้เวลาและมีความถี่ในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนน้อย และ นอกจาก การ มอง การอยู่ร่วมกันของเยาวชนลูกไก่และคุรุแม่ไก่ทาง ด้านของเยาชนแล้ว เมื่อหันมามองด้านของครูผู้สอน รูปแบบการพัฒนา ดังกล่าว มักถูกเรียกว่า ระบบแม่ไก่ลูกไก่ เพราะใช้คุรุแม่ไก่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยดูแลเยาวชนตลอดเวลา จากผลการวิจัยพบว่า คุรุทำหน้าที่กัลยาณมิตร และ คุรุที่เหมาะสมเป็นคุรุแม่ไก่ ต้องมีคุณสมบัติ เป็นผู้มีศีลแล้ว คือครู/ผู้สอนที่ดี ต้องมีตัวเป็น - To be ซึ่งสำคัญกว่าตัวรู้ – To Know ซึ่งสำคัญมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของ พีระพงศ์ เจริญพันธุวงศ์ ( 2541 ) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาพบว่า การสอดแทรกคุณธรรมด้านต่าง ๆ ในเนื้อหาวิชาเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากอาจารย์ผู้สอนขาดเทคนิควิธีการปลูกฝังคุณธรรมด้านต่าง ๆ และงานวิจัยของ สุมน อมรวิวัฒน์ ( 2530 ) ได้สร้างรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้หลักธรรมการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการเป็นหลักการและขั้นตอนการสอนตามพุทธวิธีขึ้น รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นจากหลักการที่ว่า ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถจัดสภาพแวดล้อม แรงจูงใจและวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้ การได้ฝึกฝนวิธีการคิดโดยแยบคายและนำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง โดยครูทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรช่วยให้ศิษย์มีโอกาสคิด และแสดงออกอย่างถูกวิธี จะสามารถช่วยพัฒนาให้ศิษย์เกิดปัญญาและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2542 ได้ศึกษาเรื่อง การเรียนรู้เพื่อการรักและรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการซึมซับ โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบซึมซับที่เน้นการเรียนรู้ความจริงของชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งให้ผู้เรียนได้สัมผัสและสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้รับรู้ลักษณะที่ดีงามและเลวร้ายของธรรมชาติของมนุษย์ ได้เผชิญสถานการณ์และปัญหา ได้ฝึกทักษะการคิดและการปฏิบัติจนสามารถแก้ปัญหานั้นได้ โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน ผู้เรียนทั้งสองกลุ่มต่างเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน และเน้นการฝึกคิด ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดพิจารณาสิ่งแวดล้อมที่ได้พบเห็นสัมผัสและสัมพันธ์เน้นการคิดวิเคราะห์ที่มีหลักธรรม คือ ความไม่เห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน ยุทธศาสตร์ การให้เยาวชน ปฏิบัติศีล 5 ขณะใช้ชีวิตประจำวัน เยาวชนมีวัตรปฏิบัติต้องปฏิบัติศีล 5 ต่อผัสสะจากประสบการณ์ตรง ระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน