620304_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 41.docx
เนื้อหาในไฟล์
620304_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 41 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1AGeQt6SCqHR4FNdix5MhaHyg6WeVgRToFFB4_l1OvXM/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1_7Ii6Z2bdtMbKPKZWICXvLJSg4Rjhpsh
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2562 ที่บวรปฐมอโศก วันนี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดนครสวรรค์มานั่งฟังด้วย สาขาการพัฒนาชุมชน พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ท่านเน้นการศึกษามนุษย์กับสังคม เท่านั้น แล้วรู้หมดโลกเลย เพราะโลกทั้งโลกมีมนุษย์เป็นตัวสำคัญ ช้างตัวใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้โลกยุ่ง ปลาวาฬว่าใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้โลกยุ่ง ต่อให้ไดโนเสาร์มาเกิดก็ไม่ได้ทำให้โลกยุ่ง แต่มนุษย์นี่แหละทำให้โลกยุ่ง และทำลายหมด ไดโนเสาร์ขนาดว่าใหญ่ยังสูญพันธุ์ไปเองเลย แต่มนุษย์นี่พลเมืองลดลงหรือพลเมืองเพิ่มขึ้นในโลก พลเมืองเพิ่มขึ้น จนสักวันหนึ่งโลกจะอ้ารับมนุษย์นี้ไม่ไหว นอกจากจะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วยังทำลายด้วย ยังสร้างความร้อนสร้างความเย็นสร้างความวิปริตทำลาย ทำให้ดินทำให้ธรรมชาติไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้น้ำจะเป็นตามธรรมชาติของน้ำก็ไม่ได้ ทำให้ลมจะเป็นไปตามธรรมชาติของลมก็ไม่ได้ เพราะฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นเลย แปรปรวนหมด ย่นย่อให้เห็นง่ายๆอย่างในกรุงเทพ ลมพัดมาตามธรรมชาติแล้วจะไปตามธรรมชาติไม่ได้เลย ลมงงเลยจะไปทางไหน พัดไปก็โดนตึก ส่วนน้ำก็ตามน้ำก็ตามไปไม่ออก น้ำก็งง คือดินน้ำไฟลม หมดท่าเลยว่างั้นเถอะ หมดท่าของธรรมชาติ ถูกคนทำลาย ร่องน้ำร่องลมหมดนี่ก็ฝีมือคน ขนาดบรรยากาศเรือนกระจก ยังกล้าไปเปลี่ยนแปลง บรรยากาศทะลุ แทนที่มันจะไปตามธรรมชาติ เขาใช้ศัพท์ว่าเรือนกระจกทะลุ ฝีมือคนทั้งนั้น แต่ที่ลึกๆนะ ตอนนี้แผ่นด
อ่านต่อ
ินไหวก็ดี สึนามิ ก็ดี คนยังไม่สามารถไปทำลายเส้นทางของแผ่นดินไหว เส้นทางของสึนามิ เพราะมันอยู่ลึก สึนามิก็มาจากพลังงานของแกนโลก กับสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่ระเบิดหนักภูเขาไฟใหญ่ๆ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ส่ิงเหล่านี้อย่างไรๆ คนก็เหนือสิ่งเหล่านี้ แต่ขนาดนั้นธรรมชาติที่อยู่ลึกๆ สึนามิหรือแผ่นดินไหวคนก็ยังไปไม่ถึง คนก็ยังคำนวณไม่ได้ แต่พอเริ่มเกิดหรือใกล้เกิดก็พอได้
_ด.ญ.ว่านน้ำ...กราบนมัสการหลวงปู่
พ่อครูว่า….พรุ่งนี้ พระเอกซีรีย์พระพุทธเจ้าจะไปเยี่ยมสันติอโศก เวลาประมาณ 10 โมง ใครจะไปรอ พระเอกที่แสดงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ตัวสูงใหญ่สูงกว่าท่านจันทร์ ออกตัววิ่งที่ช่องบุญนิยม ผู้แสดงเป็นคนอินเดีย
_รอ คสช. ออกอากาศเสร็จค่อยเริ่ม
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน เวทนาคืออะไร พ่อครูว่า...ตอนนี้ก็ถึงวาระของรายการสำมะปี๋ซี่วิต ยินดีต้อนรับ นักศึกษาราชภัฏนครสวรรค์ สาขาพัฒนาชุมชน สวรรค์แปลภาษา ฟ้า มาจากเมืองฟ้าเชียวนะ มาเยี่ยมเยียนปฐมอโศกก็ยินดีต้อนรับ มาอยู่ 2 วันแล้วพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับ ก็ยินดีที่นักศึกษาหนุ่มสาวเข้ามาศึกษามาสัมผัสดู ว่าคนกลุ่มนี้มนุษย์พันธุ์นี้ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ ชาวอโศกเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่เป็นมนุษย์พันธุ์โลกุตระมนุษย์พันธุ์แปลกๆ แปลกๆซึ่งไม่เหมือนกับโลกเขาทีเดียว โลกเขาชอบแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขต่างๆ มนุษย์กลุ่มนี้ชาวอโศกไม่ไปแย่ง ให้เขาได้ไปเลย พวกเรามาเรียนรู้ตามพระพุทธเจ้า มาลด ลดความติดยึดในโลกที่เขาแย่งกัน โลกแย่งกันอยากได้อยากมีอยากเป็นแย่งกันถึงขั้นฆ่าแกงกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังฆ่าแกงกันไม่หยุด แต่ว่าชาวอโศกเป็นลูกพระพุทธเจ้ารู้แล้ว ว่ามันก็เป็นเรื่องขี้โลภเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เสร็จแล้วก็ไม่คุ้ม เพราะแย่งกันไปแล้วก็ยิ่งอยากได้อยากเอาชนะคะคาน เอามาสะสมได้มากก็รู้สึกว่ายิ่งใหญ่ เป็นเรื่องของความรู้สึกความยึดถือแบบนี้ มันเป็นเรื่องทำลายความเป็นอยู่สุขความสงบสุข มันเป็นเรื่องทำลายอย่างร้ายแรง หวงแหนความเป็นของตัวของตน ยึดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสวัตถุ ยึดอารมณ์ความรู้สึก สูงสุด ยึดความรู้สึก ภาษาบาลีเรียกว่าเวทนา ภาษาไทยก็คือความรู้สึก หรืออารมณ์ อารมณ์กึ่งภาษาไทยภาษาบาลี อารัมยะ อารมณ์นี่ มันเป็นความรู้สึกของจิต ที่ขณะ อารมณ์นี่ คือเวทนาหรือความรู้สึกในขณะที่มีปัจจุบัน เป็นกาละปัจจุบันและเป็นกาละที่ตาหูจมูกลิ้นกายของคน เปิดลืมตา หูก็รับเสียง จมูกก็รับกลิ่น ลิ้นรับรสกายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็รู้ตัวดีแล้วก็มีความรู้สึกต่อสัมผัส เป็นปกติสามัญของคนตื่น ไม่ใช่คนหลับ เวทนาไม่ได้อยู่ที่คนหลับ คนหลับตาไปแล้วไม่มีเวทนานะ มีแต่ความรู้ของสัญญา คือความจำ เป็นความรู้สึกในขณะนั้นมันเป็นความจำที่จำได้และดึงขึ้นมา และเป็นความคิดฟุ้งซ่านไปในอนาคต อยากได้อยากมีอยากเป็นก็ปั้นรูปร่างไปในอนาคต ดีไม่ดีหลงปั้นอนาคตว่าอยากได้แล้วเอาไปจำไว้ในความจำ แล้วก็ไม่รู้ว่าที่เราจำอยากได้อยากมีอยากเป็นซึ่งไม่เคยได้ หรือได้ก็ไม่เต็มใจหรือได้มาก็จำได้แล้วอยากได้อีก ซ้อนอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องอนาคต ซ้อนลงเป็นอดีต สรุปแล้วมีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน ปัจจุบันต้องมีการครบทั้งภายนอกภายใน และประสาทสัมผัสรู้สึกตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสในปัจจุบันนั้นด้วยครบ จึงเรียกว่าเวทนาถ้าไม่ครบอย่างนี้ไม่เรียกว่าเวทนา เรียกว่าสัญญาเรียกว่าความรู้ในระดับความจำ แม้จะจำไปจากอดีตปั้นในอนาคตก็ตาม อาจจะเป็นความเข้าใจหรือความรู้ที่ยากหน่อย แต่ก็ขออธิบายไว้หน่อย
พ่อครูว่า...ต่อไปจะตอบปัญหาพวกคุณที่มาวันนี้ จะถามสดก็ได้ ปัญหาแห้งเยอะ รับรองว่าตอบไม่หมด
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คำสอนของอโศกต่างจากสงฆ์ทั่วไปอย่างไร _คำสอน ของที่นี่ ต่างจากคำสอนของพระสงฆ์ทั่วไปหรือไม่ เ จ็บปวดไหม ศีลต่างจากวินัยอย่างไร ศีลคือธรรมนูญของศาสนาไม่มีบทลงโทษใครปฏิบัติได้ถูกต้อพ่อครูว่า...แค่ถามนี่ก็คงน่าจะมีปฏิภาณปัญญาพอรู้ในตัวอยู่แล้วว่ามันต่างกันแน่นอน พอจะมีรู้ว่าต่าง แต่เชื่อว่ายังไม่ชัดเจนหรืออยากได้ความรู้อธิบายว่าจะต่างกันอย่างสำคัญอย่างไร อยากจะรู้ชัด ก็ขออธิบายคร่าวๆ ที่นี่ต่างแน่นอน ต่างจากสงฆ์หมู่ใหญ่ ตั้งแต่รูปธรรม ที่นี่ไม่ได้นุ่งห่มสีเหลือง รูปธรรมที่นี่ไม่โกนคิ้วก็ต่างแล้ว รูปธรรมของที่นี่ จะปฏิบัติประพฤติกายกรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ตบยุงไม่ทำอะไรผิดศีลอย่างเคร่งครัด จะอยู่กับศีล จะเคร่งครัดกับศีลมากกว่าทางเถรสมาคมเยอะ ศีลของพระพุทธเจ้านั้น ก็ขอบอกคร่าวๆว่ามีศีลหลัก เรียกว่าธรรมนูญเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติตั้งแต่สร้างศาสนาของท่าน มีจุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ รวมแล้วเป็น 43 ข้อ เป็นศีลธรรมนูญ ที่นี่นับถือศีล 43 ข้อ ถ้าถามว่าที่นี่นับถือศีลเท่าไหร่ก็นับถือศีล 43 ข้อ และมีพระวินัย 227 ข้อด้วย วินัย 227 เหมือนกับ สงฆ์หมู่ใหญ่ แต่ศีล 43 นั้นสงฆ์หมู่ใหญ่ไม่นับถือแล้ว ถ้าถามว่าพระถือศีลเท่าไหร่จะตอบว่าอย่างไร … ในประเทศไทยเขาจะตอบว่า 227 ทั้งนั้น ซึ่งนั่นมันเป็นพระวินัยไม่ใช่ศีล ศีลมี 43 ข้อ จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ แค่ศีลกับวินัยเท่านี้ก็เข้าใจไม่ได้แล้ว สงฆ์หมู่ใหญ่ ไม่นับถือศีล 43 ข้อมีแต่พระวินัย 227 ข้อ สรุปคือศาสนาพุทธกระแสหลักในเมืองไทยไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย 227 ข้อ โอ้โหฟังแล้วเงก็จะเดินเอง เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายหลักกฎหมายใหญ่ แต่ไม่มีบทลงโทษ เมื่อมาเป็นกฎหมายย่อยเป็นกฎหมายลูกจึงจะมีบทลงโทษ เรียกว่ากฎหมายแพ่งกฎหมายอาญา ก็มีบทลงโทษ ส่วนธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เหมือนกับศีล ไม่มีบทลงโทษนี่คือรายละเอียดศึกษากันให้ดี ๆ สิ่งเหล่านี้ เมื่อคนไม่นับถือ ศีล หรือธรรมนูญ กับกฏหมายย่อย อันไหนใหญ่กว่ากัน ก็ต้องธรรมนูญใหญ่กว่า ศีลใหญ่กว่า แต่เสร็จแล้วเขาก็ยึดถือเหลือแค่พระวินัยคือกฎหมายย่อย แต่กฎหมายใหญ่ไม่มีทิ้งไปเลย นี่เหมือนกันเลยในสังคมหมู่ใหญ่ รัฐธรรมนูญก็ไม่ค่อยรู้เรื่องไม่เอาใจใส่ ก็มาระมัดระวังแต่กฎหมายย่อย เพราะว่ากฎหมายย่อยมันมีบทลงโทษกฎหมายใหญ่มันไม่มีบทลงโทษ แต่ถ้าคุณละเมิดกฎหมายใหญ่นั้นมันเป็นวิบากกรรมหนักกว่ากฎหมายย่อย ยังมีความต่างในเรื่องศีล ยังมีความต่างในเรื่องสมาธิ ในเรื่องของปัญญาอีก ต่างกันหมดในเรื่องของศีลสมาธิปัญญา สมาธิของสงฆ์หมู่ใหญ่นั้นได้ขณะหลับตา และตื่นขึ้นมาก็ไม่มีสมาธิ อธิบายไม่เป็นอธิบายไม่ออก สมาธิลืมตา จะใช้ภาษาอังกฤษ สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า Supra Concentration แต่สมาธิหลับตาหรือหมู่ใหญ่ทำนั้น เป็นสมาธิแบบ Meditation นั่งหลับตาสะกดจิตอยู่ข้างใน ก็ต่างกันอย่างนี้เป็นต้น สมาธิก็คนละแบบ สมาธิอย่างหลับตานั้นอธิบายง่ายฝึกเอา ง่ายกว่า แต่ยากสำหรับคนไม่มีฉันทะพากเพียร ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา เข้าใจได้ยากกว่า แต่ปฏิบัติได้ง่ายกว่า สมาธิที่หลับตานั้นปฏิบัติได้ยากกว่า เข้าใจได้ยากด้วย หรือเข้าใจได้ง่ายไม่ยากเท่าไหร่ บอกว่าหลับตาสะกดจิตเข้าใจได้เลย แต่เขาก็มี นัยลึกของเขา ส่วนดวงตานั้นเป็นสมาธิที่เป็นลำดับ เป็นการ concentrate คือธรรมดาสามัญ คนทุกคนก็อาศัย อ่านหนังสือคุณก็ต้องมีสมาธิอย่างนี้เป็นต้น ทำงานก็ต้องมีสมาธิ ต้องมีสติไม่เลอะ ถ้ามีการจดจ่อ ว่าเรากำลังทำอะไร คุณชำนาญจนหลับตาทำเป็นอัตโนมัติได้ อันนี้ก็แล้วไปเป็น แนบแน่นแน่วแน่แล้ว มีรายละเอียด สรุปแล้วสมาธิก็ไม่เหมือนกัน ปัญญาก็ไม่เหมือนกัน ทางโลกีย์และทางโลกทั้งโลกไม่มีความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา ในโลกไม่มีความฉลาดที่เรียกโดยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าว่าปัญญา เขามีความฉลาดแค่ เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดของโลกีย์ อยู่ในกรอบของโลกีย์ออกนอกกรอบโลกีย์ ไม่ได้ เหมือนกับการออกนอกโลกมันจะมีแรงดึงดูดของโลก จะออกไม่ได้ถ้าไม่มีพลังงานพิเศษ ที่จะสูงเกินกว่าจึงออกไปนอกโลกได้ ความรู้ของโลกุตระที่ดีกว่าปัญญาจึงมีพลังงานเหนือกว่าโลกีย์ เช่นคุณจะแพ้ไปติดยึดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ต้องได้ต้องมีต้องเป็นก็ถูกครอบงำด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ผู้ที่มีโลกุตรธรรมมีปัญญามีภูมิรู้ ก็รู้ว่าอ๋อ อันนั้นมันคนชั้นต่ำ คนชั้นสูงไม่ต้องไปนั่งแย่งลาภยศ คนยังไปแย่งลาภยศอยู่นั้นยังไม่เจริญ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปแย่งใคร แต่สามารถมีความรู้มีความสร้างสรรค์สิ่งที่จะเกิดขึ้นอันควรสร้างนั้นได้เยอะแยะ เรียกว่ามีลาภ ที่ทำได้เองแล้ว โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร ดีไม่ดีสร้างให้เกินจนเหลือไปแบ่งแจกคนอื่นได้ นี่คือชาวโลกุตระ จึงเป็นคนที่มีเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจสูงส่ง ไม่เบียดเบียนใครมีแต่เป็นผู้ที่มีประโยชน์เผื่อแผ่ผู้อื่นนี่คือคนมีเศรษฐกิจสูง เศรษฐกิจไม่ทำลายผู้อื่น ไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น นี่สูงสุด คําสอนของศาสนาพุทธนี้ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี จึงเป็นความรู้ที่เหนือชั้นกว่าโลกคนสามัญโลกีย์ที่เขามีความฉลาดที่เรียกว่า เฉโกหรือเฉกะ พหูพจน์คือเฉกา ความฉลาด เฉโกนี้ไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้ว่าตัวเองตะกละตะกลามจะเห็นแก่ลาภยศ จนกระทั่งมารู้แล้วว่าการแย่งลาภยศนี้เป็นการทำชั้นต่ำ เราไม่ต้องแย่งเลยแต่สร้างให้ได้เหนือกว่าเขามากกว่าเขาเราก็เป็นผู้ที่มีประโยชน์ นี่คือความเจริญสูงสุด ผู้หลุดพ้นจากโลกโลกีย์เรียกว่าวิมุติ _จะทำไง เด็กไทยให้หันมาถือศีลมากขึ้น ตอบ...ทำอย่างชาวอโศกเรียนรู้อย่างชาวอโศกให้มีความรู้ความฉลาดอย่างชาวอโศกเรียกว่ามีปัญญาแล้วเด็กจะมาสนใจศีล สนใจธรรมะพวกชาวอโศกเขา เขารู้ว่าเขาควรจะมาเรียนเขาก็มาเองไม่มีใครบังคับ อิสระเสรีภาพ ไม่มีใครไปหาเสียงโฆษณา เขารู้ของเขาเองและเขาก็มา ที่นี่จะมีกฎเกณฑ์ว่าเด็กจะมาเรียนที่นี่ต้องสมัครใจ ผู้ปกครองต้องยินดีสมัครใจ ถ้าผู้ปกครองไม่สมัครใจเด็กก็ไม่สมัครใจอย่ามาสมัครเรียนที่นี่เลย จะมาสมัครเรียนต้องสมัครใจโดยเฉพาะตัวเด็กเอง ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่รอด ถ้าไม่เข้าใจไม่สมัครใจจะมาเรียน เพราะที่นี่เราไม่ปิดบังที่นี่เรามาลดละกิเลสเรามาขัดเกลา เรามาเป็นคนหมดเนื้อหมดตัวหมดตัวหมดตนนะ ต้องเป็นคนเสียสละไม่เอาเปรียบคนอื่น ชัดเจน ต้องมีความรู้ในโลกุตระ ชัดเจนว่าต้องมาลดตัวตนจะต้องมาเสียสละต้องมารับใช้ผู้อื่น เด็กจะมีปัญญาเช่นนี้จึงเต็มใจมาเรียนที่นี่ หรือมาเรียนแล้วหากไม่เข้าใจลึกซึ้งอย่างที่กล่าว เด็กมาเรียนที่นี่จะออกกลางครันเยอะ ถ้าเด็กเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วเขาจะอดทนจนกระทั่งจบม.6
_อยากให้คนไทยทุกคนใช้ความดีแข่งกันมากกว่าเงินทองและหน้าตาที่ชวนให้คารม หลง พ่อครูว่า...คนเขียนมีปัญญาแล้วคุณทำได้อย่างนี้หรือยังถ้าทำได้ดีแล้วแล้วหาทางช่วยให้คนอื่นเป็นอย่างที่คุณพูดนี้ มาร่วมมือกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ชุมชนบวรเริ่มต้นมาจากอะไร _ชุมชนบวรเริ่มต้นมาจากอะไร พ่อครูว่า...อาตมาตอนต้นไม่ได้ใช้คำว่าบวร แต่มาเน้นภายใน ไม่ถึง 10 ปีหลังนี้ บวรคือบ้านวัดโรงเรียน บ้านก็คือสังคมทั้งหมดรวมกัน องค์รวมทั้งหมดอยู่รวมกัน วัดคือคุณธรรมคือธรรมะ โรงเรียนปีการศึกษา ทั้งภายนอกภายใน ต้องรู้เขารู้เรา เพราะฉะนั้นจะต้องมีทั้งบ้าน ความสัมพันธ์อยู่ร่วมกันที่ยิ่งใหญ่ บ้านอยู่ร่วมกันช่วยกันไม่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของสังคมที่เราอยู่ร่วมเรียกว่าบ้าน เสร็จแล้วก็จะต้องมีการศึกษาทางธรรมะเรียกว่าวัด และเป็นธรรมะที่เป็นศาสนาพุทธระดับโลกุตระ จะให้ความรู้อันนั้นเรียกว่าวัด นักเรียนที่นี่เรียนก็เรียนร่วมกันกับชาวบ้านของชาวอโศกในสังคม เรียนร่วมกันฟังธรรมร่วมกัน ทำอะไรต่ออะไรด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมือนกับชาวโลก นักเรียนที่นี่ เรียนก็จะรู้เหมือนกับชาวบ้าน เรียนรู้เหมือนกับ เด็กเล็ก คนใหญ่คนโตคนหนุ่มคนสาวเฉลี่ยให้รู้ร่วมกันเสมอสมาน แต่การศึกษาของโลกนั้น การศึกษาของโลกเป็นการศึกษาทำลายคน แยกคนไปจากสังคม การศึกษาทางโลกแยกคนไปจากสังคม แยกคืออะไร จับเด็กไปเข้ากล่อง จับเด็กตั้งแต่เรียนอนุบาลไปเข้าโรงเรียน ตอนเย็นก็กลับบ้านอาบน้ำกินข้าวเข้านอน ไม่รู้จักสังคมที่ตนเองอยู่ โรงเรียนก็อยู่ไกลจากบ้าน ดีไม่ดีส่งไปต่างประเทศ เสร็จแล้วจบแล้วก็มาอยู่เมืองไทย แล้วเขาไม่ได้รู้เมืองไทย เขาไม่รู้สังคมคนไทย เขาไม่ได้อยู่ร่วมกับคนไทยเลย ไปอยู่กับสังคมต่างประเทศแล้วก็เลยเอาความเป็นวัฒนธรรมความเป็นยืดถือ อะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ความรู้ก็แบบ โลกๆข้างนอก เอามายัดเยียดใส่ในคนไทยสังคมไทย บ้านไทย พ่อแม่ที่เป็นคนไทย ในบ้านที่เป็นรากเหง้า มันก็เลยวิตถารไป เอาง่ายๆว่าการศึกษาระบบระเบียบวิธี เช้าไปโรงเรียน ดีไม่ดีไกลไป 50 กิโลเมตร สรุปแล้วก็คืออยู่ในห้องเรียนนั่นแหละ ไม่ได้มาสัมผัสสัมพันธ์กันอย่างเนียนสนิทอย่างชาวอโศก ชาวอโศกเด็กนักเรียนนั้นมีงานนั้นงานนี้ก็ไปช่วยกัน เวลาจะเรียนในตำราวิชาการก็เป็นชั่วโมงไป บางทีตีห้าหกโมง เข้าห้องเรียนแล้ว ถ้าเวลาเขามีเขาก็มาเรียน ไม่ได้เป็นกำหนดกฎเกณฑ์ต้องเรียน เรียนตามวิชาการก็มีเป็นชั่วโมง แต่ส่วนมากอยู่กับสังคมส่วนกลางทำงานทำการ ประสานสัมพันธ์กับคน ที่ต่างที่มาช่วยกันทำงานเป็นหลักด้วย มีหลักเกณฑ์อยู่ที่ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ศีลก็คือหลักเกณฑ์ทางศาสนาหรือธรรมะ เป็นงานต้องทำงานเป็น เป็นงานตั้งแต่พื้นฐานจนถึงงานอาชีพเลี้ยงตนเอง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การกระทำในการงานเรียนร่วมกันไปกับสังคมที่มนุษย์จำเป็นพึ่งมี ชาญวิชา ต้องประกอบด้วยความรู้ ต้องรู้ทั้งความรู้ในชีวิตจริงกับชีวิตที่สัมพันธ์กับโลกเขา อย่างนี้เป็นต้น นี่คือนักเรียนที่นี่กับนักเรียนข้างนอกต่างกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ทำไมไม่สวดมนต์เป็นทำนอง _ทำไมไม่สวดมนต์เป็นทำนอง พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าไม่ให้สวดมนต์มีทำนองมีในพระวินัยเป็นอาบัติ การสวดมนต์ในสังคมสงฆ์ทุกวันนี้เป็นอาบัติและเป็นวิบากบาป ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ง่ายๆ 1. อย่าลากเสียงอันยาว หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านให้พูดคำพูดออกมา คำที่จะเป็นคำธรรมะก็ตาม เอาบทธรรมะธรรมบท ของพระพุทธเจ้ามาพูดก็ต้องพูดให้ตรงตามคำ เรียกว่า สรภัญญา สระคือสระ ภัญญะคือคำกล่าว คือมีคำพูดกับสระ ก็ให้กล่าวตรงคำพูดที่เป็นสระ สระมีอย่างไรก็คือสระเสียงสั้นสระเสียงยาว เรียกว่า รัสสสระ กับทีฆสระ อะ กับ อา คำไหนสั้นคำไหนยาว อะ สั้น อา ยาว อิ อี อิสั้นอียาว อุ อู อุสั้นอูยาว ก็ออกเสียงให้ตรง กุ ขุ คุ ฆุ กะ ขะ คะ ฆะ งะ กา คา ฆา งา เป็นต้นก็ออกเส่ียงให้ตรงตามนั้นไม่ต้องลากเสียงยาว ให้ตรงตามสระสั้นสระยาวเรียกว่าสวดตามสารภัญญะ แต่สวด นาาาาามัวววววว ทั้งมีการลากเสียงยาวและใส่ทำนอง เลยผิดไปจากศาสนาพระพุทธเจ้าหมด เละเทะหมดเลย เริ่มต้นก็เท่านี้แล้ว ยังเอาไปสวดหากิน สวดแล้วทำให้คนเข้าใจผิด สวดแล้วจะได้วิมาน มีพระเจ้ามาบันดาลอย่างโน้นอย่างนี้ อ้อนวอนพระเจ้า อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลอะไรอีก ไปกันใหญ่เลย ก็ฝากไว้แค่นี้ก่อน มันออกนอกรีตศาสนาพุทธเต็มไปด้วยอุปาทาน เต็มไปด้วยเรื่องของวิมานเท็จ อำนาจประหลาดๆอำนาจบ้าๆบอๆที่ไม่เป็นจริงเลย ถ้าให้อธิบายเฉพาะประเด็นนี้ 2 ชั่วโมงก็ไม่พอหรอก ก็ขอพอไม่ต่อ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน หลักธรรมที่ชาวอโศกยึดถือปฏิบัติ _หลักธรรมที่ชาวอโศกยึดถือปฏิบัติมีอะไรบ้าง พ่อครูว่า...ก็ตอบสั้นไปตามลำดับ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนชาวพุทธทั้งหลาย หนึ่งเรียกว่าพระสูตร 2 เรียกว่าพระวินัย แล้วในพระสูตรพระวินัยนี่แหละ จะมีคำความที่เป็นปรมัตถ์ เรียกว่าคำที่ลึกซึ้ง เรียกว่าพระอภิธรรม เพราะฉะนั้นคำที่ลึกซึ้งก็คือพระอภิธรรม ก็เลยมี 3 อย่างใหญ่ๆ พระสูตรก็คือการเล่าเรื่องราวความหมายมีเยอะแยะ แล้วเรียนรู้ตามเรื่องราวพระสูตร อะไรดีอะไรชั่วอะไรถูกอะไรผิดมีเยอะแยะมากมาย อะไรควรอะไรไม่ควร เป็นเรื่องราวที่มาก ต้องเรียนรู้ร่วมกันทั้งหมด พระวินัยนั้นเป็นหลัก อย่าปฏิบัติผิด ศีลก็เป็นหลักแต่ไม่มีการลงโทษ เรียนไปตามลำดับ เรียนได้ก็ทำให้จิตใจของเราเจริญจิตใจเรามีปัญญาพ้นจากโลกีย์ เรียกว่า ศีล สมาธิปัญญาวิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะคือมีปัญญารู้จักความเป็นวิมุต วิมุติ ศีลสมาธิปัญญาทำให้หลุดพ้นจากโลกีย์ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสามเส้า ก็ต้องเรียนรู้ไปเป็นลำดับ ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อใช้อาวุธไม่ทำร้ายคนอื่น วางอาวุธ แล้วก็มีความกรุณาเมตตาเอ็นดู สุดท้าย มีความรู้กับสัตว์ทั้งปวงเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันเป็นเพื่อนทุกข์ มีความปรารถนาดี มีความหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นความละเอียดลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณอย่างมาก ถ้าเราเข้าใจ สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสัตว์เขาเกิดมาตั้งเป็นสัตว์เซลล์เดียว เขาก็จะพัฒนาชีวิตของเขาไปจนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า สัตว์บางตัวไม่ใช่เยอะนะ จะได้เป็นพระพุทธเจ้านั้นมีน้อย เขาก็จะพัฒนาตัวให้สูงขึ้นไปเราก็อย่าไปทำลายชีวิตเขาเกิดมาในแต่ละชาติ เกิดมาได้เป็นสัตว์เป็นจิตนิยาม ในร่างกายได้ชีวิตอะไรมาครบแล้ว แต่ละครั้งไม่ง่าย ยิ่งได้เกิดเป็นคน ยิ่งยากอีก ยิ่งได้เกิดเป็นคนแล้วพบพระพุทธศาสนายิ่งยากเข้าไปอีก ได้พบพระพุทธศาสนาเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิปฏิบัติได้หลุดพ้นยิ่งยากเข้าไปอีก ก็เป็นขั้นตอนไป สรุปแล้วสัตว์แต่ละตัวก็มีวิบากของเขา ถ้าเราไปร่วมวิบากก็จะเสียเวลาไปมีวิบากกรรมแต่ละสัตว์ เพราะฉะนั้นเราสัมพันธ์มีวิบากร่วมกันกับสัตว์ที่น้อยตัวก็ดีแล้ว ยิ่งสัตว์ที่เกิดมาเป็นคนพร้อมในกาละนี้ในพ.ศ. 2500 มาถึง 2600 ก็ 100 ปี เราก็เกิดในช่วง 100 ปีก็มีสัตว์โดยเฉพาะคนนี้เกิดมา ที่เคยมีวิบากร่วมกันแค่นี้ก็เหลือหนักแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับสัตว์มากกว่านี้เลย เพราะฉะนั้นสัตว์แต่ละตัวนี่ ปล่อยให้เขาเกิดไปตามกรรมวิบากของเขา แม้แต่เราเองคนด้วยกัน ก็ยังมีวิบากร่วมกัน รับมือกับคนที่จะมาร่วมกับเราวิบากร่วมกับเรานี้ก็หนักแล้ว อย่าไปหาเรื่องที่จะต้องไปสร้างวิบากกับคนใหม่คนนั้นคนนี้อีกให้มันมากเลย คนที่เกี่ยวข้องกันในชีวิตนี้ เราก็ศึกษา สิ่งที่รวมกันได้เป็นกุศลเป็นผลดี 1. ไม่ทำร้ายกัน 2. ไม่ติดยึดผูกพันกัน ร่วมกันทำงานได้ ถ้าหากติดยึดผูกพันก็มี 2 นัย ถ้าเราสัมพันธ์กันโดยไม่ติดยึดเราก็ทำงานร่วมกันไปได้ แต่ถ้าเราสำคัญในการติดยึด ยิ่งติดยึดในเรื่องของการในเรื่องของคู่มันจะเห็นแก่ตัวจัด เพราะฉะนั้นรวมกันเป็นมวลที่ไม่ต้องเป็นคู่เท่านั้น 2. ไม่ต้องไปสัมพันธ์เชื่อมโยงติดต่อกันแม้กระทั่งเป็นสายเลือดสายสัมพันธ์ จะต้องไปร่วมสร้างตระกูลสร้างลูกเต้าเหล่าหลาน มันก็จะเป็นวิบากเชื่อมโยงไปอีกมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนตั้งตนเป็นคนโสดนี่แหละบัณฑิตแท้ ผู้ใดที่ฝักใฝ่ในเมถุนคือมีคู่จะต้องมีคู่ คนนั้นแม้ชาตินี้ไม่เศร้าหมอง ชาติหน้าก็จะเศร้าหมอง จะต้องโศกสลด ต้องทุกข์ต่อไปอีกเพราะจะมีวิบากอีกเยอะ เพราะฉะนั้นใครตัดได้คนนั้นก็ตัดให้สั้นเข้า เพราะแต่ละคนมีคู่วิบากไม่ใช่แค่คนเดียว คู่วิบากมีเป็นล้านคน แต่ละคนเกิดมานี่ ยังไม่รู้ว่าเกิดมาอีกกี่ล้านชาติ เพราะฉะนั้นคู่วิบากของเราที่เกิดมาในยุคนี้สัก 100 ปี แค่นี้ก็มีคนเกิดมาเป็นคู่วิบากจะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ บางคนก็ไม่มีคู่วิบากก็เป็นกุศลของคุณแล้วเกิดมาในชาตินี้ไม่มีคู่วิบากปฏิบัติให้หลุดพ้นเลยเป็นอรหันต์ให้ได้ในชาติที่มีมีคู่วิบากมาเกิดร่วมนี่แหละ มันเป็นกุศลหนักหนาที่เกิดมาไม่มีคู่วิบาก ถ้าคนที่เกิดมาในชาตินี้ 1. ขี้เหร่ไม่มีคนมาจีบ 2. ไม่สวยไม่มีคนมาจีบอย่าน้อยใจ ให้ดีใจเลย ไม่มีคนมาจีบแต่เราไปจีบเขานั้นซวยคุณเองนะ เป็นการรนหาที่เอง สุขแล้วสบายแล้วเป็นโสดดีแล้ว เพราะฉะนั้นนี่แหละมันลึกซึ้ง สรุปแล้วอโศกศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักการใหญ่เป็นไตรสิกขา เป็นหลักการศึกษาสาม ศีล. สมาธิ. ปัญญาครอบคลุมทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นต้องมาศึกษาให้ดีว่าศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ถ้ารู้รายละเอียดเรานี้ทั้งนั้นคุณจะมีวิมุติ ถ้าเข้าใจศีลสมาธิปัญญาไม่สมาธิที่ไม่ถูกต้องคุณจะปนกันเละ ยกตัวอย่างง่ายๆผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีศีล ยกตัวอย่างศีลข้อที่ 1 ก็เรียนรู้ในการทำศีลข้อ 1 ทำสมาธิในศีลข้อ 1 ทำปัญญาในศีลข้อ 1 มีวิมุตในศีลข้อที่ 1 เป็นลำดับ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติเป็นลำดับก็จะเละไปหมดเลย ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของกับพืช ของก็คือวัตถุที่ไม่มีชีวิต ส่วนพืชนั้นเป็นวัตถุที่มีชีวิต แต่อยู่ในระดับพืช ของจึงจัดอยู่ในพวกของ เพราะพืชนั้นไม่มีวิบากบาปหรือบุญ เราจะฆ่าพืชก็ไม่มีวิบาก รักพืชฆ่าพืชไม่มีวิบากทั้งคู่ แต่ตัวเราแม้รักพืชรักวัตถุก็มีวิบาก เราโง่เองที่ไปยึดถือในเพชรนิลจินดาค่าของ ยึดถือในดินน้ำลมไฟ ก็เรายึดถือเอง พืชไม่เหมือนคนไม่เหมือนสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์คน แค่พืชกับวัตถุ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรอาศัยใช้ได้ทำรายได้ไม่มีวิบากบาป แต่เมื่อเริ่มเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ไปจนถึงสัตว์หลายเซลล์มันยิ่งมีการจองเวรจองกรรม ยุบยิบเยอะแยะ สั่งสมวิบากบาปต่อไปอีกเพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับสัตว์ ไปยุ่งกับพืชกับสัตว์ได้จะเป็นอีกกี่ล้านชาติก็ไม่เป็นภาระ ส่วนสัตว์นั้นปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ไปปรารถนาดีกับสัตว์แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว มีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นต้น ขยายความศีลสมาธิปัญญาแค่นี้ก่อน ซึ่งมีความลึกซึ้ง แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธกระแสหลักแม้แต่ศีลก็ไม่รู้แล้ว วินัยก็ไม่ให้ผิด เพื่อไม่ให้ได้รับโทษ พระวินัยมีโทษแต่ศีลไม่มีโทษ แต่ศีลนั้นมันใหญ่กว่าวินัย ภาวะสลับไปสลับมานี้ยาก ภาวะสองเรียกเทวะ หรือสลับไปมาเรียกว่าสิริมหามายา
_ทำไมจึงตั้งชุมชนปฐมอโศกขึ้นมา พ่อครูว่า...ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกที่ตั้งขึ้นมา ของชาวอโศก อาตมาทำงานศาสนาตั้งแต่แรกไปรวมตัวกันที่ได้แดนอโศกกำแพงแสน มีสมณะมีภิกษุมีฆราวาสไม่มาก จนกระทั่งมีหมู่กลุ่มมากขึ้นมีฆราวาสมากขึ้นก็รวมกันเป็นสังคม ก็เลยเริ่มต้นหาที่ ที่จะต้องสร้างเป็นชุมชนเป็นสังคม ก็เลยมาได้ที่ตรงนี้ ซื้อที่เขา 40 กว่าไร่ รวมเงินกันไปซื้อ แล้วก็เริ่มต้นเป็นปฐมอโศก ชุมชนแรกของชาวอโศกเป็นกิจจะลักษณะ ตั้งแต่ตอนแรกตั้งก็เป็นชุมชนสาธารณโภคี มาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งที่ตอนนั้นอาตมายังไม่ประสีประสากับสาธารณโภคี แต่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วมันเข้าเกณฑ์จึงเป็นสาธารณโภคีได้ ซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์สูงสุดในโลก บุคคลศึกษาเศรษฐศาสตร์ให้ดีแล้วจะรู้ว่าสาธารณโภคีเป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์แล้ว คอมมิวนิสต์ก็เป็นสุดยอดประชาธิปไตยก็เป็นสุดยอดเผด็จการก็เป็นสุดยอดสำหรับเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี ทิ้งให้ไว้ไปศึกษาต่อแค่นี้
_ที่นี่ทุกวันพระมีการทำบุญแบบไหนอย่างไร พ่อครูว่า...คำว่าบุญคำนี้เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีคำว่าบุญ ไม่รู้จักบุญตามความหมายอันลึกซึ้งของศาสนาพุทธ ผิดเพี้ยนไปหมดไปเข้าใจบุญคือกุศล คุณคือความดีงามแบบโลกๆ ส่วนบุญนี้ บุญคืออาวุธประ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive