390411 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 11 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์62 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390411 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 11 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก

ในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ฯครั้งที่ 20 โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 11 เมษายน 25398 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก อ.ไพศาลี นครสวรรค์ ครั้งนั้นแล พระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุ เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุ ว่าอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุ ว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนฌาน ว่าเป็นอากาสานัญจายตน ฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญานัญจายตนะฌานว่าเป็นวิญญานัญจายตนะฌาน เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌาน ว่าเป็นอากิญจัญญายตนะฌาน เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ว่าเป็นเนวสัญญานา สัญญายตนฌานว่าเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้ เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้า ว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่พึงมีเป็น ผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ หรือหนอแล น่ะเป็นคำถาม อันนี้ เป็นประเด็นของคำถามน่ะถามว่า สรุปแล้วก็ ผู้ที่สมาธิ หรือว่าผู้ที่มีจิตในระดับละเอียด ถึงขนาด ถึงขั้น ว่า ไม่มีอารมณ์ในแม้แต่รูปฌาน จะไปเป็นอารมณ์ในระดับความระดับของขั้นดิน ขั้น น้ำ ขั้นลม ขั้นไฟ ก็ไม่ได้ติดยึดในสิ่งที่เป็นรูปธาตุทั้งหลายแหล่ ในรูปฌานทั้งหลายแหล่ ไปติดยึดอยู่ในรูปฌานทั้งหลายแหล่ ต่อให้เป็นอรูปฌาน อากาสานัญจายตน ฌาน ซึ่งมันล่วงเลยรูปฌานไปอีกแล้ว รูปฌาน

อ่านต่อ

ก็คือสภาพธรรมดา จริงๆแล้วรูปฌานนี่คือลืมตา ลืมตานะ รูปฌานนี่คือลืมตานี่แหละ พบอะไรก็ นั่นก็ดิน นั่นน้ำ นั่นลม นั่นไฟ นั่นอากาศ นั่นวิญญาณ อะไรนี่ ท่านรู้ไปหมด อากาศ วิญญาณ อากาศคือความว่าง วิญญาณคือตัวรู้สึก ตัวรับรู้ ก็คือ ธาตุปัญญานั่นแหละ สุดท้ายก็มีปัญญารู้ในดิน น้ำ ลม ไฟ รู้ในความว่าง อะไรๆมันก็สภาพผสมกัน เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ติด ไม่ยึด ไม่เป็นอันนั้นแล้ว มันก็จะมาสู่ว่างๆ แต่ในว่างๆ มัน ก็ประกอบไปด้วยสิ่งอื่น ในความว่าง ต้องมีสิ่งที่ให้รู้ว่าอะไร อะไรที่ไม่ว่างอยู่ ข้างกัน ช่องว่าง อากาสะ แล้วมันมีอะไรล่ะ ประกอบที่ทำให้เห็นช่องว่าง ต้องไปอ่านในสูญญตสูตร หรือ มหา จุลกสูตร หรือมหาสูญญตสูตร นี่น่ะ ศาลานี้ ว่างจากช้าง ไม่มีช้าง แต่มีคน มีต้นเสาน่ะ ถ้าคนออกไปหมด ศาลานี้ก็ว่าง จากคน แต่มีต้นเสา ถ้าเอาต้นเสาออก เอาอะไรๆพวกนี้ออก ศาลานี้ก็ไม่เป็น ศาลาแล้ว ไม่มี ว่าง แล้วว่างจากนี่ แล้วว่างจากอันนี้มีอะไรอยู่รอบๆพวกนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันมีอะไรว่าง แล้วมีอะไรประกอบอยู่ทั้งนั้นแหละ ปัญญา หรือญาณนี่เป็นตัวรู้ วิญญาณนี่ เป็นธาตุรู้ที่ลึกซึ้ง ที่จะไปรู้อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เพราะฉะนั้นในฌานที่ 4 ก็ลืมตาปฏิบัติอย่างที่พาลืมตานั่นแหละ กับมรรคองค์ 8 จนกระทั่งเป็นฌาน จิตเป็นฌานรู้ว่าอันนี้ก็เป็นธาตุดิน รวมแล้วก็คือธาตุดินลักษณะนี้ รวมลงแล้วก็เป็นธาตุ 4 ธาตุ 4 แล้วเราก็รู้จักธาตุอีก 2 ธาตุ ก็คืออากาศ กับ วิญญาณ รู้ตัวเท่านั้นเอง ในโลกนี้ มันไม่มีอะไรหรอก รวมลงไปแล้วเป็นสมาธิที่ สูงสุด ทีนี้ต่อจากธาตุที่ไม่ติดรูปฌานแล้ว มันจะมีอรูปฌาน ว่าง อากาสา ก็ อากาศนั่นแหละ ว่าง แล้วก็วิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌานที่ 2 ต่อจากดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็มาอากาศวิญญาณ อากาศนี่ว่าง คุณไม่หลับตาก็ได้ มันก็เป็นความว่าง ที่คุณรู้แล้วว่าคุณวางได้ ว่างได้ แล้วคุณก็เหลือวิญญาณ ในขณะที่ตัวเองไม่รู้ตัวนี่ มันก็ มีเป็นธาตุรู้ของมันเอง มันเป็นวิญญาณธาตุ อะไรว่างแล้ว วางแล้ว ว่างแล้ว มันก็ ว่าง ถ้าคุณเองคุณไปอยู่ในภวังค์ อยู่ในภพ ซึ่งคุณไม่มีอะไรไปเป็นตัวข้างเคียงเลย คุณหลับตาสมาธิ แล้วคุณก็นั่งสมาธิไป ถึงขั้นรู้อันนั้นรู้อันนี้ มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรแล้ว ก็ไม่ถือเป็นอารมณ์หมดแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไร ไม่ถือเป็นอารมณ์เสียแล้ว จนกระทั่งถึงขั้นเข้าสู่ความว่าง เมื่อคุณทำอารมณ์ไม่ว่าง มีแต่ สว่าง อากาสานี่ เขาแปลว่าเป็นแสงสว่างด้วยนะ ในสภาพที่นั่งหลับตา มันจะเป็น อย่างนั้นจริงๆ มันจะไม่ยึดติด ยึดอะไรหมดเลย มันเหมือนว่าง โล่ง แม้แต่ตัวเราก็ ไม่มี คือ ความรู้สึกว่าเราก็ไม่มี มันจะถึงสภาพผู้ใดทำถึงจะถึงน่ะโล่งว่าง สว่าง โล่งไปหมดเลย เขาจึงบรรยายอารมณ์อย่างนั้น ถ้าใครเคยอ่านเรื่องของฌานนี่ จะ เจอน่ะ มันว่างโล่งจริงๆ มัน โอ้โฮ สว่างไสว โล่งไปหมด ของคนอื่นมันจะ เป็นอย่างไรไม่รู้นะ แต่อาตมาที่เคยฝึก เคยปรือ เคยทำมาแล้ว นี่ขั้น อากาสานัญจายตนะนี่ มันว่างโล่งแล้ว มันไม่นานหรอก มันว่างโล่ง มันรู้สึก โอ้โห ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตัวเราก็ไม่มีอะไร แต่มันมีธาตุรู้อยู่นะ มันรู้ เรารู้ว่ามันว่าง มันโล่ง มันสว่าง แล้วมันไม่มีอะไรติดขัด ไม่มีอะไรติด ไม่มีอะไรมันโล่ง เบาไม่มี อะไรเลย มันว่างโล่ง สว่าง โล่งไป ท่านถึงได้อธิบายว่า มันเป็นแสงสว่างที่ไม่มี ที่สิ้นสุด มีความรู้โลกสว่างไป ไม่สุดไม่สิ้น มันโล่งไม่รู้จะอธิบายยังไงเป็นภาษา มากกว่านี้ แต่ไม่นาน มันก็รู้สึกตัวว่า เรานี่แหละเป็นผู้เสวยอาการนั้น เรานี่ แหละอยู่ในสภาพนั้น มันเป็นภพที่ลึกลับ เป็นอรูปภพ ที่มันอยู่ในภวังค์ เราทิ้งหมด แล้วนี่ ตัวตนเรา ร่างกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ เราไม่รู้หรอก เรื่องร่างกายนี่ อย่าไป พูดถึงเลยในโลกนี้ อะไรอื่นอย่าไปพูดถึงเลย มันไม่มีอะไรแล้ว แล้วมันจะมีแต่ ความรู้สึกอย่างนั้น รู้สึกโล่งว่าง เสร็จแล้วเราจะรู้สึกว่า อ๋อ!ไอ้ผู้ที่รู้สึกนี่คือเรา เราเอง เราก็จะรู้ว่าตัวเรา เรารู้สึกตัวว่าเป็นตัวเรา นั่นละเมื่อนั้นก็เป็นวิญญาณ เมื่อรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เป็นผู้รับรู้อาการว่าง อารมณ์ว่างนั้น นั่นคือวิญญาณนัญจา ยตนะ คือวิญญาณมันรู้ เรามีวิญญาณแล้ว ในขณะที่เราโล่งว่างนี่ ช่วงไม่นาน มันโล่งว่าง รู้สึกโอ้โห เบา ว่าง ไม่มีอะไร มันตอนนั้น ไม่มีตัวเรา พอเรารู้สึก ว่ามีตัวเรา เราจะรู้สึกว่า อ้อ เรานี่แหละเป็นผู้ที่ได้เสวยอันนี้ เสวยอาการว่างนี้ มันก็รู้ตัวเรา แล้วมันก็โอ้โห แล้วมันก็อยากอยู่ตรงนั้นน่ะ โอ๋ มันชวนติดนะคุณ ถึง บอกว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่เอา มันว่าง เบา โล่ง สบาย ไม่มีอะไรอึดอัดขัด เคือง ไม่มีอะไรติดยึด ไม่มีอะไรที่จะต้อง มีอะไรเป็นอะไรเลย มันไม่นึกถึงอะไร หมดเลย ไม่มี ระลึกถึงอดีต นึกถึงระลึกถึงอนาคต นึกถึงนั่น ถึงนี่ ไม่มีอนาคต ไม่มี อดีต ไม่มีอะไรเลยว่างน่ะ เสร็จแล้วในการเรียนรู้นี่ มันก็มีธาตุรู้อยู่ข้างใน มันก็ จะรู้สึกว่ามันยังมีเรา มันยังมีผู้รับเสวย เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่เข้าใจผิด ที่เรี่ยนกันมา เรียนกันมาแบบฌานหลับตา นี่ เข้าใจผิดว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนี้ มันก็ยังมีเรา มันก็ยังไม่นิพพาน มันยังมีตัวตน เรารู้สึก เราเป็นผู้เสพ เราเป็นผู้เสวย มันเป็นสวรรค์เท่านั้น สวรรค์ในฌาน เพราะฉะนั้น จะต้องดับอากิญจัญญายตนะ นี่ คือความไม่มีนิดหนึ่ง น้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอะไรหมด ไม่มีเรา ไม่มีอะไรหมด มันก็จะหัดดับ นี่คือความรู้ตั้งแต่ต้นๆ เขาก็ สอนกันมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ในฌาน พวกนี้จะไม่รู้เรื่องก็เมื่อมีรูปการรู้อยู่ก็ถือ ว่ายังมี เพราะฉะนั้น อย่าไปมีวิญญาณ อย่าไปมีตัวรู้ เขาก็ดับสัญญา ดับการรู้ ดับ เวทนา ดับความรู้สึก ดับไปหมด ก็ได้ดับให้นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง ก็ไม่มี อากิญจัญญานี่ คือความไม่มี นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง ก็ไม่มี ก็ดับๆๆ ไม่รับรู้แล้ว ไม่เสวยแล้ว จะสว่าง จะว่าง จะโล่ง อะไรก็ไม่เอา ไม่ให้มีตัวเรารับรู้ แล้วดับตัวเราลงไป ก็คือว่านั่น เป็นนิโรธ อากิญจัญญายตนะ จึงเป็นนิโรธอันหนึ่งของฤาษี ไม่รู้อาฬารดาบส หรืออุทกดาบส อาฬารดาบส หรืออุทกดาบส อากิญจัญญา อุทกดาบสก่อนหรือ เอ้อ ดูเหมือนอุทกดาบสก่อนน่ะ อุทกดาบส ก็ถือว่า อากิญจัญญายตนะ นี่เป็นสูงสุด แห่งฌานนี่ พระพุทธเจ้าไปเรียนกับอุทกดาบส ทำให้ได้ ได้ขนาดนี้ดับสนิท แต่ จริงๆแล้ว ตัวคนนี้ มันยังไม่ปรินิพพานจริง มันไม่มีดับหรอก มันดับก็กดข่มเอาเท่านั้น เอง ไม่ให้รับรู้ มันก็อากิญจัญญายตนะรับรู้ แต่เสร็จแล้ว สุดท้าย มันก็ได้ตาม พลังกดข่มกดข่มไป แล้วมันก็๗ะระลึกรู้ขึ้นมา เราก็จะฟื้นน่ะ เพราะมันไม่ ได้ปรินิพพาน ธาตุวิญญาณมันยังอยู่ คุณกดข่มเท่าไหร่ คุณจะดับลง มันก็ดับไปชั่วระยะ หนึ่ง เสร็จแล้วมันก็ต้องฟื้นขึ้นมารู้ ฟื้นขึ้นมารู้ คุณก็จะต้องรู้สึกตัวของคุญเองว่า เฮ้ย ไม่ได้นะ ขืนรู้เรายังมีเรา ขืนรู้ยังมีตัวตนอยู่ ก็จะดับลงไปอีก มันกเลยเป็น การดับ ก็ดับแล้ว พอเวลามันทนไม่ได้ มันก็จะต้องธรรมชาติ มันก็จะต้องเกิด ก็ ดับ เกิดๆ ก็ดับ พอเกิดมามันก็รู้ พอดับมันก็ไม่รู้ เนวสัญญานาสัญญา ก็คืออาการ อย่างนี้ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ ก็เลยกลายเป็นคนแทนที่จะรู้ให้มันรู้ชัดๆ มันก็ดันผ่าไม่รู้ชัด ไอ้จะดับหรือ มันก็ไม่ดับจริง ไอ้จะรู้ มันก็ไม่รู้จริง เลยกลายเป็นคนจะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง เป็นอาการรำๆ เรืองๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ สุดท้าย มันจะต้อง มาเกิดอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น คนที่พิสูจน์แล้วว่า ไอ้ดับจริงๆแล้ว พอนานไปแล้ว มันจะ ต้องมาสู่สภาพเนวสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือมันจะว่าดับก็ไม่ดับ จะว่าเกิดก็ไม่เกิด จะว่ารู้ก็ไม่รู้ จะว่าไม่รู้ ก็ยังมีรู้ มันก็อยู่ตรงนี้ ทำยังไง มันก็มาอยู่ตรงนี้ จะดับให้ดับสนิท ส่วนอุทกดาบสนั้น บอกว่าดับ ถ้ายังไม่ดับ มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ดับๆๆ เขาว่าไอ้ดับนี่สูงสุด ส่วนฝ่ายอาฬารดาบส ก็บอกว่า เฮ้ย ดับยังไง มันก็ ต้องรู้ เนวสัญญา ก็เลยถือว่า ไอ้นี่เป็นสูงสุดของฌานทั้งหลายแหล่ ในเนวสัญญานา สัญญายตนะฌานทั้งหลายแหล่สูงสุด มีอากิญจัญญายตนะ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฌาน อรูปฌาน 2 อันนี้เป็นสูงสุดของฌาน ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านมาสอนต่อไปอีก ก็มีสัญญาเวทยิตนิโรธ เขาก็มา อธิบายว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ ก็คือดับสัญญา ดับเวทนา วนเข้าไปหาอากิญฯอีก แหละ พรหมลูกฟัก วนไปหาอันนั้นอีก ดับเวทนา ดับสัญญาอีก ไม่ให้มีสัญญา ไม่ ให้มีเวทนาอะไรอีก นั่นคือนิโรธ คือดับสนิท คือความไม่รู้นี่ มันก็เดาเอา ก็ไป อธิบายสัญญาเวทยิตนิโรธอย่างนั้น อาตมามาเห็นเข้าก็บอก อธิบายแบบนี้ มัน ก็บรรลัย วนไปวนมาอยู่นั่นแหละ มันก็ไปหาอากิญจัญญายตนะ อย่างเก่าคือไม่มีอะไร เป็นพรหมลูกฟัก เป็นอสัญญีสัตว์ หรือเขาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อสัญญีสัตว์ พรหม ลูกฟัก อสัญญีสัตว์ ที่จริงดับสัญญาก็ดับน่ะ ดับสัญญาก็คือว่าไม่ติดยึดในสัญญานั้นๆ เพราะฉะนั้น ในสูตรนี้ จึงบอกมาเลย แล้วแต่พึงมี เป็นผู้มีสัญญา เพราะฉะนั้น จะ กำหนดรู้ คุณเรียนไปแล้ว ก็ไปทำการกำหนดรู้ เป็นปัญญาแล้วละ แล้วก็เป็นกลับ มาหาสัญญา สักแต่ว่าสัญญา สักแต่ว่ากำหนดรู้ เมื่อคุณมีปัญญา รู้ถึวที่อาตมาพูด อาตมาอธิบายนี่ คุณก็ทำให้เป็นจริง ทำถึงขั้นจริงแล้ว ก็รู้ รู้แล้ว คุณก็กำหนด อาการของจิตเป็นสัญญากำหนดรู้แล้วก็วาง เพราะฉะนั้น คุณจะรู้เก่ง คุณจะทำ ได้ ถึงขั้นไม่ติดในปฐวีธาตุ ธาตุดิน ไม่ไปติดในอารมณ์ที่ไม่ติดว่าไอ้นั่นเป็นดิน ไอ้ นี่เป็นน้ำ ไอ้นั่นเป็นลม ไอ้นี่เป็นไฟ อะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งไม่ติดในฌาน จะไปลึกถึงขนาดเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน เราก็สักแต่ว่าเป็นเนวสัญญานา สัญญายตนสัญญา กำหนดรู้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานเป็นการกำหนดรู้ ฌาน อย่างนี้ให้ได้ แล้วก็สักแต่ว่ามันกำหนดรู้ฌานนี้ ก็เรียกว่าเนวสัญญานา สัญญายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา กำหนดรู้แต่ไอ้ฌานลักษณะเนวสัญญา นาสัญญายตนะนี้ให้ได้ สักแต่ว่ากำหนดรู้ มันก็สงบ มันก็ระงับได้ อย่างหลับตาก็ตาม อย่างลืมตา อาตมาเคยอธิบายสู่ฟังแล้ว เดี๋ยวค่อยอธิบายสัญญาแบบกำหนดอรูปฌาน แบบลืมตาน่ะ เอ้า อ่านต่อก่อน ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ หรือ หนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็น อารมณ์ แล้วก็ต่อไปเรื่อย จนกระทั่งถึงหมดรูปฌาน และหมดอรูปฌานโน่นแหละ จนกระทั่งถึงไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานา สัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ แล้วก็โลกหน้าว่าเป็นโลกหน้า เป็นอารมณ์น่ะ โลกนี้ หรือโลกหน้าก็ทุกอย่างมันก็เท่านั้นเอง มี โลกีย์ กับโลกุตระ มีโลกนี้ กับโลกหน้า โลกหน้าก็คือโลกใหม่อีกโลกหนึ่ง คือปรนี่ หมายความว่า อีก อื่นต่างหากจากอันอื่นไม่ใช่อันนั้น อันนั้นคือโลกียะ ทุกคนอยู่ในโลกียะ ทุกคนเกิด มากับโลกียะ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบโลกุตระ ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่ต่างหาก จากโลกียะเป็นโลกอื่นอีกโลกหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราเข้าใจว่าโลกหน้าเป็นแค่ว่าตายจากโลกนี้ ก็คือตาย จากสภาพชาตินี้ แล้วก็ไปเกิดใหม่ในอีกภพหนึ่ง ในอีกสภาพหนึ่ง จิตวิญญาณที่ยังไม่ดับ สูญ มันก็ไปอีกภพหนึ่งอะไรนี่ ศาสนาไหนๆ เขาก็เคยรู้มาก่อน ถ้ายังไม่ ดับปรินิพพาน มันก็ต้องต่อเนื่อง มันมีสันตติทั้งนั้น มันไม่จบหรอก มันมีวิบาก มี กรรม มีวิบาก เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณมันมีแต่ต่อเนื่องไปทั้งนั้น มันไม่ใช่ พวกอุจเฉททิฏฐิ จะได้ตายจากชาตินี้ไปแล้วสูญเลย พอสูญเลยมันก็มีนิพพานทุกคนสิ ถ้าอย่างนั้นน่ะ ถ้าอยากนิพพานเร็วๆ ก็เชือดคอตายเสียเดี๋ยวนี้ก็ตายแล้ว ไปนิพพาน แล้วนี่ ไม่ต้องเกิดอีก เข้าใจไหม ก็คนเราไม่ต้องไปเกิดอะไรมันละ ก็อยากจะ สูญน่ะ ก็มันพยายามที่จะมาดับเชื้อให้มันดับสนิท ให้มันหมดไปแล้วไม่ต้องมา เวียนวนอยู่ในสังสารวัฏ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องเกิดอีก คำว่าตายแล้วสูญ เข้าใจ เป็นอุจเฉททิฏฐิ คิดว่า โอ๊ คนเราเกิดมาชาติเดียวแหละ ตายแล้วมันจะไปมีอะไร ไม่มีอะไรต่อเนื่องหรอก ก็ฆ่าตัวตายเสียเร็วๆ ก็ได้นิพพานเร็ว มันจะยากอะไร ต้องมาเรียนรู้จนหัวผุหัวพังทำไม พากเพียรแทบเป็นแทบตาย เพราะมันยังมีอะไรต่อ เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว ก็ไปสู่ภพหน้า โลกหน้าอีก เขาก็ถือว่าอันนั้นเป็นโลกหน้า เป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกที่มีร่างกาย รูป นาม ขันธ์ 5 ครบ ตายจากร่างกาย นี้ แต่มันยังมีวิญญาณ มันยังมีอะไรต่ออะไร ที่มันยังเป็นวิบาก เป็นอะไรต่อเนื่อง คือความเข้าใจในวิญญาณที่เป็นวิบากนี่ ก็เข้าใจต่างกัน ของพุทธก็เข้าใจอย่างหนึ่ง ของพวกฤาษีที่เข้าใจว่ามันจะเป็นวิญญาณตุ๊บป่องไป บางทีบอกว่าใส่ แหม กระโดด ขึ้นตะกร้าแม่ เข้าท้อง แล้วก็มามาเกิดอะไรก็แล้วแต่ ก็เล่าไปสารพัดละนะ เข้า ใจว่ามันจะเป็นตัวเป็นตน เป็นอัตตา แล้วไปเที่ยวได้พบนั่นพบนี่ เล่นนั่นเล่นนี่ อะไรไปโอ้โฮ เล่นสารพัดเลยนะ นิยายของวิญญาณนี่มีเยอะ มันก็อีกโลกหนึ่ง อย่างนั้นน่ะ มันก็อธิบายกันมา จะว่าไม่จริงก็ไม่ใช่ ก็จริง มันก็มีอยู่ แต่ก็มี ส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ รู้กันไม่สมบูรณ์ แต่เอาเถอะโลกหน้าอย่างนั้น เราก็รู้เข้าใจ แต่โลกหน้าที่อาตมานำมาอธิบายให้ฟังนี่ คือโลกโลกุตระ เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ที่ ต่างจากโลกียะ แต่ละโลกอันนี้นี่ ถ้าอโศกไม่เข้าใจแล้ว มันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ศาสนาพุทธก็ไม่มี เพราะต่อให้คุณเข้าใจโลกนี้ สำคัญในโลกนี้ เป็นอารมณ์ คุณก็รู้ให้ชัดว่าโลกนี้ จนกระทั่งไม่สำคัญเป็นอารมณ์ แล้วอย่าไปติดไปยึดมัน โลกนี้นี่ ต่อให้คุณเป็นยอดจอมยุทธเกิดมาในโลกีย์นี้ เก่งยอดจอมยุทธเลยทุกอย่างอยู่ใน อำนาจข้ายิ่งใหญ่ที่สุด หนังจีนนั่นน่ะ มันจะพยายามเป็นจอมยุทธที่ยิ่งใหญ่ในปฐพีนี้ นี่ ยิ่งใหญ่ มนุษย์มันจะแสวงหาอย่างนั้น แสวงหาความยิ่งใหญ่ เหนือชั้นกว่าใครๆทั้ง หมด จอมยุทธในโลก ต่อให้คุณเก่งอย่างนั้น ก็อย่าไปติดไปยึดเลย หรือมา ทางโลกุตระ เรียนรู้โลกุตระเรียกว่าโลกหน้า จนกระทั่งสามารถสุดยอด ของโลกุตระ ก็อย่าไปติดยึดว่าโลกุตตระนั้นเป็นเรา คุณจะเก่งเท่าไหร่ ในโลกุตระ มีความสามารถในการรู้จักทิศทาง รู้จักปรินิพพาน รู้อะไรต่ออะไร แต่คุณยังไม่ตายนี่ คุณยังไม่ดับสูญ คุณยังไม่ปรินิพพาน คุณจะต้องมี ก็อย่าไปติด ความมีพวกนี้ หัดฝึกสักแต่ว่าเป็นสัญญา เป็นการกำหนดรู้สิ่งที่รู้นั้น พระพุทธเจ้าก็ ยอมรับกับพระอานนท์แล้วว่ามีน่ะสมาธิที่ละเอียดลออ จนกระทั่งมีแต่สัญญา หรือได้ สิ่งเหล่านั้นมาหมดแล้ว เป็นสมาธิในระดับทำจิตให้สูงสุดเป็นอธิจิต อธิจิตนี่ ได้ทั้ง นั้นแหละ อธิจิตก็คือสมาธิ สมาธิในระดับถึงขั้นมีฌาน 4 ก็สมบูรณ์ในฌาน 4 ได้โดย ไม่ยากในฌาน 4 คุณลักษณะจนกระทั่งแบบพุทธ สามารถมีมุทุภูเต กัมมนีเย ฐีเต อเนญชัปปัตเตก็ได้ ต่อให้เป็นคุณลักษณะอีกแบบนั้นก็ได้ เรียกว่าอรรถ ก็อย่าไป สำคัญมั่นหมายว่าไปยึดไปติด ก็สักแต่ว่าสัญญาก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุ เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโป ธาตุเป็นอาโปธาตุ เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญทุกอย่างมาเรื่อยๆ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่พึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้ สมาธิ เห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร มีแต่สัญญาเฉยๆ มันเป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ (พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบ) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี ความสำคัญอย่างนี้ว่า นั่นสงบ นั่นประณีต ทำให้ได้เถอะ ทำให้ได้ในระดับขนาด นี้ ใครทำถึงขั้นที่อาตมาว่านี่ ภูมิธรรมขนาดนี้ ถึงขั้นที่ขั้นอรูปฌาน ถึงขั้นรู้โลกนี้ โลกหน้า สุดยอด มีสอุปาทิเสสนิพพานได้แล้ว แม้ตัวเองยังไม่ตาย คือยังไม่อนุ ปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ที่ยังไม่ตาย คือสอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานแล้ว แต่ ยังเหลือขันธ์ 5 อยู่นี่ก็ตาม เราเห็นได้รู้ได้เลยว่า ไอ้นั่นสงบ นั่นสงบ นั่นประณีต คือความระงับสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น สังขารใดๆ ระงับได้ทั้งนั้นแหละ ยัง เหลือแต่ว่า สังขารนี้จะระงับไหม นี่สมมุติว่าถึงเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็น พระอรหันต์แล้วจะทำลายสังขารนี้ ก็เลิกสิ ปรินิพพานไม่ติดภพ ก็ตาย พอตาย แล้ว สังขารนี้สลายไหม นี่สังขารร่างกาย สลายไหม สลายแน่ คนยังไม่ถึง ขั้นอรหันต์ แล้วก็ยังเอาไว้ไม่ได้หรอก ตายแล้วก็ต้องทิ้งให้เน่า สลาย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สลาย ที่นี้เรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณก็ทำให้ดับ ดับสนิทได้ สลายได้เหมือนกันดับสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จะดับสังขารที่เหลือสุดท้ายอีก ถ้าพระอรหันต์ก็มีสิทธิ์ที่ จะดับน่ะ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสลัดคืนอุปธิกิเลส คือสลัดคืนได้หมด อุปธิกิเลสใดๆ ก็มันจะเป็นกิเลสขนาดไหน ก็มีการสลัดคืนหมด ปฏินิสสัคคะหมด สงบก็สลัดคืนไปหมด สงบแล้ว ก็ไม่ติดยึดสงบนี้ เอาจนได้แล้วไม่เอา ไม่เอา ถ้ายัง เป็นอยู่ก็ต้องกลับมาเอา เอาอะไรก็แล้วแต่ เอาในฐานที่ควรใครสลัดืนอุปธิกิเลส ทั้งปวง ความสิ้นแห่งตัณหา ความปราศจากความกำหนัด ความดับ นิพพานดังนี้ ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุ เป็น อารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุ เป็นอารมณ์ แล้ว ก็ ฯลฯ จนกระรทั่งถึงไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็ แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา สักแต่ว่ามีสัญญาเท่านั้น การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ ภิกษุได้อย่างนี้แล ได้อย่างนี้แหละ เห็นว่าเป็นสภาพอย่างนั้นแล้วก็ เออ ก็สงบดี ก็ประณีตละเอียดลึกซึ้งเหลือเกิน ก็รู้ว่ามันละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ไม่ใช่ลึกซึ้งเดานะ คุณจะต้องรู้ความละเอียดลึกซึ้งนั้น รู้ความสงบนั้นจากความเป็น คุณต้องเป็นสงบนั้นคุณต้องเป็นประณีตนั้นอยู่ในตัวคุณ คุณต้องได้ ต้องเป็น ต้องมีในตัวคุณก่อน ก็คุณจะต้องเห็นว่า โอ นี่สงบ นี่ประณีต นี่เป็นอย่างนี้เอง สังขารเป็นอย่าง นี้ ระงับสังขารเป็นอย่างนี้ มีอย่างนี้ได้แล้ว ก็สลัดคืนอย่างนี้ไปได้หมด ปฏินิสสัคคะได้หมด หมด จะหมดตัณหาระดับใดก็ได้ จะมีความกำหนัดเท่าไหร่ก็ได้ เป็นความดับ เป็นนิพพานที่แท้จริง คุณก็สัญญาหมด กำหนดรู้หมด สักแต่ว่าสัญญา เสร็จแล้วก็ไม่ติดไม่ยึด มันเป็นปัญญานะ ที่จริงมันเป็นปัญญา แล้วคุณก็กำหนดรู้อันนั้น ได้จริง มันเป็นตัวรู้ที่วิเศษสุดแล้ว สุดท้ายแม้แต่ปัญญายังถอยมาหาเหลือแค่สัญญา ปัญญานั้นก็ไม่ติดว่าเราเป็นเรารู้ เรามีปัญญา เราใหญ่เรายิ่ง เราอะไร ไม่ติดยึด หรอก คงแค่สักแต่ว่ารู้ รู้แล้วเราก็รู้แล้ว ก็ เออ ปล่อย รู้สัญญากำหนดรู้เท่านั้น อุปธินี้ แปลว่ากิเลสทั้งปวง จะต่างกับกิเลสยังไงละ แล้วมันลึก กิเลสชั้นนอก ชั้น ใน จะเป็นอุปกิเลส ไม่เป็นอุปกิเลส กิเลสอะไรทั้งหมดทั้งปวง ก็หมดสิ้นได้ นี้ เป็นสภาพที่ท่านอธิบายลักษณะของสมาธิเป็นการตั้งมั่น เป็นการได้สมบูรณ์ แม้ในที่ สุดอาตมาเคยขยายความสมาธิของในเจโตปริยญาณ สมาธิที่ใช้คำเรียกว่าสมาหิตะ หรือ สมาหิโต สมาหิตจิต ซึ่งท่านก็มาแปลเป็นภาษาไทยว่าสมาธิเหมือนกันนี่แหละ แต่ก็คือสมาธินั่นแหละ คือเป็นความแข็งแรง ตั้งมั่น ในชนิดที่ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ ตัดตัวติดตน แล้วเป็นตัวที่เป็นประโยชน์สมาหิตะ อาตมาอธิบายไปถึงขั้นสมาทหัง สมาทหะ นี่ก็แปลเป็นภาษาไทยว่าสมาธิ สมาหิตะ ก็มาแปลว่าสมาธิเหมือนกันน่ะ คือความตั้งมั่น คือความแข็งแรง คือความได้อารมณ์ของจิตที่วิเศษที่สูงสุด เพราะ ฉะนั้น อารมณ์จิตที่มันวิเศษที่สูงสุด ก็คือสงบก็สงบ ไม่มีกิเลสในตัวเรา แต่ก็เป็น จิตที่แข็งแรง เป็นจิตที่มีภูมิรู้ เป็นจิตที่มีสมรรถนะ มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์ กอปรก่อประโยชน์ คุณค่าประโยชน์อะไรต่อมนุษยชาติ มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ช่วยเหลือเป็นที่พึ่งของมนุษยชาติ จากอานิสงส์วรรคนี้ แล้วไปหาอานิสงส์วรรคต่อ ต่อจากนั้นนาถ นาถวรรค มีเป็นนาถวรรค จากอันนี้ไปก็เป็นนาถวรรค นาถวรรคนี่ นาถกรณะ นาถกรณะวรรค เป็นวรรคที่ว่าด้วยที่พึ่ง อันนี้ว่าได้ผลได้ ประโยชน์ อานิสงส์วรรคนี่ วรรคที่ว่าด้วยประโยชน์ ว่าด้วยทำให้เกิดผลนี้ ก็คือ ประโยชน์ เพราะฉะนั้น เราจะได้อันนี้ พอเราได้อันนี้แล้ว เราก็จะเป็นนา ถกรณะ จะเป็นที่พึ่ง สูตรต่อมา วรรคต่อมา นี่จะเป็นเรื่องของลักษณะของที่พึง การทำที่พึ่ง และก็การเป็นที่พึ่ง อานิสงส์ในการเป็นประโยชน์ หวังประโยชน์อะไรในมนุษย์ มนุษย์ได้ประโยชน์อันนี้แล้ว เมื่อเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ตนแล้ว เราก็เป็นที่พึ่งกับผู้อื่น เราก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เราได้ที่พึ่งเป็น ของเรา แล้วเราก็เป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น นาถกรณะ จะเป็นสูตรที่ขยายความอันนั้นไป อีก วรรคต่อไป วรรคหนึ่งก็มีประมาณ 10 สูตรนี่ นาถกรณวรรค ก็จะมีอีกสัก ประมาณ 10 สูตรน่ะ เพราะฉะนั้น จะต่อๆไป เป็นที่พึ่งได้ เพราะฉะนั้น คนเราเมื่อเรามี ที่พึ่งแห่งตน อัตตาหิ อัตตโน นาโถ สมบูรณ์ เรามีที่พึ่งแล้ว พึ่งอะไร พึ่งสุญญตา พึ่งอะไร พึ่งอุเบกขา ให้คนอื่นพึ่ง เราก็เป็นผู้มีเมตตา เพราะฉะนั้น ผู้ได้เป็น พระอรหันต์จึงสมบูรณ์ด้วยเมตตา สมบูรณ์ด้วยอุเบกขา หรือเป็นผู้ที่อาศัยอุเบกขา สำหรับตน และใช้เมตตาเป็นเครื่องอยู่ เป็นคนมีเมตตา เกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอยู่ทั้งนั้น พระอรหันต์จึงตัวเองไม่มีอะไรหรอก อุเบกขาว่างๆ อาศัยแต่ความว่างน่ะ อาศัยความว่าง เพราะฉะนั้น มีอยู่สองชนิดพระอรหันต์ ชนิดหนึ่งผู้มากไปด้วยเมตตา วิหาร อีกชนิดหนึ่งเป็นผู้มากไปด้วยอุเบกขาหรือสุญญตวิหาร อยู่ในอุเบกขา หรือ สูญญตวิหาร เพราะฉะนั้น พระอรหันต์นี่จะเป็นผู้ที่มีน้ำหนัก ผู้ใดมากไปด้วยเมตตา วิหาร ผู้นั้นก็จะทำงานเกื้อกูลขวนขวายมาก สูญญตวิหารสำหรับท่านก็น้อยหน่อย ส่วนผู้ใดที่มากไปด้วยสุญญตวิหาร เมตตาก็น้อยหน่อย แต่ก็ไม่น้อยหรอก ก็เป็นผู้ที่มี ขวนขวาย เพราะว่าเป็นคนขยัน พระอรหันต์รู้แล้ว แต่มันมีน้ำหนักที่เมื่อเปรียบเทียบ สมบูรณ์สุดแล้วนี่ มันจะเห็นได้ว่าลักษณะของพระอรหันต์นี่มีสองลักษณะ ลักษณะอรหันต์ องค์ที่ขวนขวายมากน่ะ ขวนขวายมากก็เป็นผู้ที่มีเมตตามาก เป็นผู้ มี เป็นอยู่ด้วยเมตตา คือเมตตาวิหาร ผู้ใดที่ขวนขวายน้อยกว่า ท่านก็จัดเข้าอยู่ใน พวกสุญญตวิหาร หรืออุเบกขาวิหาร อยู่ในสูญ อยู่ในส่วนที่พักสำหรับตนมากกว่าที่ จะช่วยผู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม มันก็ไม่เหมือนกับคนธรรมดาหรอก คนธรรมดา หรือว่าจะบอกว่าเป็นผู้ที่เมตตายังไง ก็จะไปสู้พระอรหันต์หรือ พระอรหันต์ท่รนไม่มี ตัวตนใช่ไหม ท่านยังมีเวลาที่จะช่วยผู้อื่นมาก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน