631202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
631202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1lmAc_W-7LY-mqI2cqmh6ySUixk9sZ-jJs3U0mtAorhg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1xILGln4a4XfzOVjbcUqjii7I9X2319Ar/view?usp=sharing และยูทูปที่ https://youtu.be/AfqbfERn7LE
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ได้ต้องการฟังธรรมเพื่อให้พ้นภัยจากโลกโลกีย์ก็เข้ามาฟังได้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทิ้งสุขทิ้งทุกข์ได้คือประเด็นใหญ่ของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า…อาตมาก็ขอต่อจากท่านฟ้าไทที่ได้เกริ่นว่า พวกเราได้ทำอะไรต่ออะไรกันมีชีวิตอยู่กัน อาตมาก็ยิ่งมาเห็น เห็นความจริงว่าคนเรานี้ คนที่เกิดมาเป็นคน ต่างก็มีแนวคิดมีแนวชอบ จริงๆก็รู้กันอยู่ ชอบไปในแนวทางที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้แต่อย่างนั้นก็มีนัยยะที่แตกต่างกันบ้าง ที่ตรงกันก็คงไม่มีใครปฏิเสธที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่อีกแนวหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นแนวที่ปฏิเสธ เรียกว่าปฏิเสธจริงๆ ไม่ใช่แค่ว่าดัดจริตพูด ว่าพระพุทธเจ้าท่านรวยก็ได้จนก็ได้ ดัดจริตพูดไป พระพุทธเจ้าท่านยืนยันเลยว่ามาเป็นคนจน ท่านมาเป็นคนจน ก็ตัวท่านเองมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็มาเป็นคนจน ใช่ไหม ยศศักดิ์อำนาจท่านก็มียิ่งใหญ่เบ้อเร่อ แต่ท่านก็ไม่เอา ชัดเจน ไม่ได้ดัดจริต มันก็ชัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่มีแนวคิดอย่างนี้มันจึงไม่ใช่คนธรรมดา เพราะคนธรรมดาทั่วไปนั้นยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข คนธรรมดาทั่วโลกเลย ศาสดาไหนๆก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ศาสดาบางองค์ก็พอเข้าใจเหมือนกันว่ามาจนนี้ดีกว่า แต่ก็ไม่กล้า ไม่กล้าที่จะยืนยันว่ามาจน อาตมายืนยันว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้มาจน ในธรรมะ
อ่านต่อ
วรรณะ 9 อัปปิจฉะคือกล้าจน มักน้อย ชอบน้อยๆ ไม่ชอบมากๆ(มหัปปิจฉะ)แต่ให้ชอบมามีน้อยๆ ถึงขั้น อปจยะ ไม่สะสมเลย แต่วิริยารัมภะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นยอดมนุษย์จริงๆ ทีนี้คนธรรมดาที่มันฝังหัวไว้ลึก กินลึกในจิตว่า มันจะต้องมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขจึงจะอยู่ได้ ไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วจะเป็นสุขได้อย่างไร คนเรามันก็ต้องเอาความสุข นี่แหละมันคือประเด็น ประเด็นที่ใหญ่มากเลย ศาสนาพุทธไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ อทุกขมสุข อันนี้แหละ ไม่มีใครพูดกัน แม้แต่ในวงการศาสนาพุทธ ขออภัยพูดจริงๆพูดตรงๆ เขาไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่า ศาสนาพุทธนั้นไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ ต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งว่าอาการความสุขเป็นอย่างไรอาการความทุกข์เป็นอย่างไร และที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือความสุขกับความทุกข์นี้มันเป็นอาการที่แยกกันไม่ออก มันเป็นอารมณ์ลวง เป็นเรื่องอัลลิกะ เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องเท็จ เป็นเรื่องมายา เป็นเรื่องไม่จริง ความทุกข์กับความสุขไม่ใช่เรื่องจริง นี่แหละคืออาริยสัจ สัจจะของผู้ประเสริฐ ผู้ฉลาด อาริยะหรืออริยะคือ ผู้ประเสริฐ ผู้มีปัญญาจริงๆ เพราะฉะนั้นความรู้ในระดับ เฉกะหรือเฉโก เขาไม่ใช้กันแล้วคำนี้เขาไปใช้ปัญญากันหมด ซึ่งเขาเอามาใช้เรียกความฉลาดแบบโลกีย์แบบปุถุชน แบบเทวนิยม แบบโลก เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ฉลาดเฉลียว สามารถที่จะมี ลาภได้เยอะ เป็นคนร่ำรวยมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงๆได้รับคำสรรเสริญเยินยอมากมาย ก็บอกว่ามีความฉลาดซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ศาสนาพุทธมีปัญญา ไม่เอาสิ่งเหล่านั้นต่างหาก แม้มีแม้ได้ ก็ไม่ใช่ว่า เป็นหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว เอาไม่ได้ก็เลยบอกว่าเป็นของไม่ดี ไม่ใช่ แต่จะเอาก็ได้เลย มีความรู้ความสามารถมีทุกอย่างพร้อมที่จะเอา แต่เราไม่เอา เราไม่สะสม เราไม่กักตุน เราเป็นคนยอดแห่งนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจ ได้ สร้างสรรขึ้นมาได้แล้วเป็นเจ้าเข้าเจ้าของด้วย มีสิทธิ์ที่จะสะพัด เผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่นไป ตัวเองไม่ต้องสะสม จนกระทั่งมีคนที่เป็นเช่นนี้ มีวรรณะ 9 อย่างพวกเรา มาพิสูจน์ได้ในยุคนี้เลย ในยุคทุนนิยมสามานย์นี่ แย่งลาภยศสรรเสริญสุขกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เรายังมาปฏิบัติตัวเองอยู่ท่ามกลางสังคมที่มีพฤติการณ์แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ กันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ได้ และอยู่ด้วยความทุกข์ด้วยเพราะไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือไม่? ไม่ใช่ อาตมาจะลองดูพวกเราเกิดความเข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้หรือไหมว่า มาอยู่อย่างไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อย่างพวกเราชาวอโศกและเป็นทุกข์กันไหม พวกเราไม่ได้เป็นทุกข์ แต่เป็นสุขที่ไม่ใช่เป็นสุขทีเดียว แต่อนุโลมเรียกว่าสุข แต่เป็นสุขสำราญเบิกบานใจ ไม่ใช่อยู่อย่างอดทนฝืนลำบากใจ ใจลำบากแต่ก็ทำเต๊ะท่าว่าสุข ไม่ใช่ มันไม่ได้เป็นทุกข์ แล้วมันก็ไม่ได้ไปเสพสุข คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์หรือเป็นคำที่ชัดเจนก็คือ อุเบกขา อันนี้แหละ มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลกที่มีพระศาสดาตรัสรู้อารมณ์นี้ และไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ เมื่อไม่เข้าใจกันง่ายๆ อาการของจิตที่ได้อารมณ์ต่างๆ เมื่อไม่เข้าใจถึงอารมณ์หรือเวทนา พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนเวทนา เป็นกรรมฐาน เป็นฐานที่ร่ำเรียนจนจบ ผู้เรียนเวทนาให้ชัดเจนอย่างเดียวนี่แหละ แล้วจะมีอันอื่นประกอบเองด้วยเป้าหมายคือมีเวทนาเป็นตัวตั้ง ฐีติมีวิญญาณฐิติ เวทนาเป็นฐานะเป็นฐานที่ตั้งที่จะเรียน แล้วเวทนาก็ชัดเจน ในปฏิจจสมุปบาทต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีที่ตั้งก็เป็นเวทนาสัมภเวสี เป็นอย่างเรียกรวมว่าวิญญาณ แต่ไม่ได้เป็นอุปธิที่สมบูรณ์แบบที่มีรูปนามขันธ์ 5 ครบ แล้วก็มีอภิสังขาร เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เรียน รู้จักอุปธิเลย ศาสนาพุทธเรียนรู้ อุปธิ 3 อย่างนี้ กิเลสจะอยู่ในขันธ์ 5 นี้โดยมีความรู้อภิสังขาร 3 มีปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร เรียนรู้จนหมดอุปธิ หมดกิเลส บริสุทธิ์ด้วยขันธ์ 5 อภิสังขารบริบูรณ์จบ หมดด้วยวิชชา ถ้าไม่ศึกษาถูกต้องอย่างนี้ก็จะเป็นอวิชชาอยู่อย่างนั้น อวิชชาก็จะไม่รู้จักสังขาร แต่ผู้ที่มีวิชชาจะเริ่มเรียนรู้สังขาร แล้วจัดการกับสังขารต่างๆ ให้บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสทั้งหมดเลย ทั้ง 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จบด้วยพลังงานระดับบุญ พลังงานระดับบุญนี้ อาตมาว่ามันไม่ใช่จะรู้และเข้าใจได้ง่ายๆ อาตมาคงจะพูดเรื่องบุญนี้ไปอีกนาน อายุเพิ่มไปอีก หลายสิบปี ชาวพุทธในเมืองไทยจะมีความรู้กับเรื่องของบุญขึ้นมาไหม คำว่า กาย คำว่าบุญ อาตมาอธิบายไม่เหมือนเขา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฌาน สมาธิ ก็ไม่เหมือนเขาแน่นอน คำว่า กาย ไม่เหมือนที่เขาอธิบาย อาตมาเอามาขยายความคิดว่าไม่มีใครขยายความอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ขนาดไหนในยุคนี้ ...ผมพูดมากไปหรือเปล่า สมณะฟ้าไท…ไม่มากครับ ฟังจากที่อื่นพูดธรรมะจากพระไตรปิฎกแต่ปฏิบัติเข้าไปนั่งหลับตา พ่อครูว่า…บุญไม่ได้เป็นกุศล ถ้าเข้าใจว่าบุญเป็นกุศลมันก็ไม่มีนิพพานเพราะกุศลมันเป็นสมบัติแต่บุญมันเป็นวิบัติ บุญมันฉิบหาย กุศลมันมากมาย งอกงามไพบูลย์ มันมีอยู่ตลอดกาลนานกุศล บุญจะเป็นได้ในปัจจุบัน บุญ เกิดได้ในปัจจุบันเป็นพลังงานที่เกิดในปัจจุบัน ถ้าคนที่ไม่สามารถทำพลังงานให้เกิด ฌาน ได้ ไม่เป็นบุญ ตัวนี้จึงยาก เพราะคำว่าบุญไม่มีในจรณะ 15 แต่มีคำว่าฌาน และความเป็นฌานของศาสนาพุทธก็ต้องเกิดแบบตามกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ถ้าไม่รู้จริงๆว่า จรณะ 15 วิชชา 8 คืออะไรบ้างและปฏิบัติถูกต้องครบกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ฌาน มันก็ไม่เกิดสมบูรณ์ มันเป็นฌานนอกรีตทางศาสนาพระพุทธเจ้าไปเลย ฌานวิสัย เป็นเรื่อง อจินไตยในอจินไตย 4 1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน 3. วิบากแห่งกรรม 4. ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77)
ความรู้ที่สมบูรณ์แบบวิสัย มันต้องชัดเจนว่าอาการ ฌาน คืออาการอย่างไรของจิต คือพลังงานที่เป็น อุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟ ฌาน แปลว่าไฟ โชคดี พจนานุกรมไทยมีติ่งคำแปลว่าไฟ ก็ยังดี แต่พจนานุกรมส่วนมากแปลว่า การเพ่ง หรือการทำสมาธิ อะไรพวกนี้ ซึ่งจริงๆแล้วจะว่าไปแล้ว ฌานนี่นะ ถ้าจะพูดจริงๆมันไกลจากความเป็นสมาธิด้วยซ้ำ สมาธินั้นคือ จิตที่ล้างกิเลสออกไปหมด ก็คือล้างฌานนี่แหละ บุญจะกำจัดกิเลสออกหมด จนจิตสะอาดเป็นอุเบกขา จิตนั้นจึงจะมารวมกัน สั่งสมตกผลึกเป็นสัมมาสมาธิ ซึ่งจริงๆของพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต สมาธิเป็นภาษาทั่วไป แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น สมาหิโต ผู้ปฏิบัติทำจิตให้ไม่เกิดกิเลสถูกต้องได้จริง จิตที่ถูกต้องจะมีผลในกระบวนการ มีญาณที่รู้ด้วยเจโตปริยญาณ 16 ละลายกิเลส เจโตปริยญาณ 16 จิตในจิต คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ทำอย่างไรกิเลสก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สติปัญญาของพุทธต้องหมดบุญหมดบาป ถ้าใครตั้งข้อสังเกต โพธิรักษ์อธิบายธรรมะพระพุทธเจ้า บรรยายพุทธศาสนาพุทธธรรม ไม่เห็นเหมือนอาจารย์ไหนสำนักไหนเลย พวกเขาตามศึกษาเป็นเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์ทางพุทธศาสนาบัณฑิตระดับไหนก็ตามแต่ เขาไม่ได้เรียนอยู่ที่อาตมาอธิบายหรอกนะ เขาก็เรียนเขาไปตามแต่อาจารย์จะสอน มีนัยที่คล้ายหรือต่างกันไปหลากหลายเยอะแยะ อาตมานำเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายในยุคนี้ 2,500 กว่าปีผ่านมาแล้ว เขาอธิบายกันมา 50 ปีแล้ว ทุกวันนี้อาตมาพูดอย่างแรง ตีทิ้งเลยว่าอย่างที่อาตมาอธิบายนี่ถูก อย่างที่ท่านอธิบายกันไปนี้ผิด อาตมาอธิบายธรรมะตามรากเหง้าธรรมะของตัวเอง อธิบายไปมันยิ่งสอดคล้องกับพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ยิ่ง สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล เดี๋ยวนี้เขาชอบมีตัวย่อเยอะ อาตมาก็ย่อมั่งยาวเลย สบายมาก ธรรมดา ปกติหายห่วง จริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อาตมายิ่งอธิบายไปซึ่งเขาก็แย้ง แต่อาตมาดันสุรังตลอด ดัน เป็นภาษาไทย สุระ สุรัง เป็นภาษาบาลี แต่ดันทุรัง ก็ภาษาไทยบวกภาษาบาลีเหมือนกัน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท…พ่อครูอธิบายมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นไม่ซ้ำ แต่ของเขาพูดไปพูดมาก็ซ้ำทั้งหัวข้อและรายละเอียด พ่อครูอธิบายโดยสภาวะ พ่อครูว่า…อย่างที่ท่านฟ้าไทพูดถูก อาตมาขยายความโดยเอาสภาวะเป็นที่ตั้ง แต่ทั่วไปนั้นเอาพยัญชนะเอาภาษาเป็นใหญ่เป็นที่ตั้ง เขาไม่เข้าถึงสภาวะเมืองจึงได้ย้อนแย้งกัน เช่น พูดไป มันจะวน เพราะภาษามันไม่ถึงสภาวะ สภาวะพอพูดวนแล้วสูงขึ้น ภาษามันมีเท่าที่วน ยกตัวอย่าง ความดีความชั่ว มันก็จะวนเวียนอยู่ที่ความดีความชั่ว ดีชั่วดีชั่ว เสร็จแล้วเขาก็จะเห็นว่าดีชั่วอยู่ฐานเดิม แต่ของพระพุทธเจ้านี้ จะรู้ดีรู้ชั่วแล้ว ลดความชั่ว มีความดีสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความสุขความทุกข์ เรียนรู้สุขหรือทุกข์แล้วเราก็ละความสุขความทุกข์ ละความสุขความทุกข์ ๆๆๆ จนสูงสุด หมดเลย แต่ดีชั่วนี้ ไม่ได้หมายความว่าดีชั่วนี้สูงขึ้นแล้วก็หมดดีหมดชั่ว ไม่ใช่ ชั่วหมด แต่ดีมีแต่มากขึ้นๆๆๆ มันเป็นอย่างนั้นซ้อน ดีก็มากขึ้น ชั่วหมดไปเลย จะดีจะชั่วมันไม่ใช่อย่างเดียวกัน ต้องหมดความชั่วแล้วจึงทำแต่ดี นี่คือ สัพพปาปัสสะอะกะระณัง พุทธสุภาษิตสัมปทา หมดกรรมทำชั่วหมดบาปแล้ว เหลือแต่ดี หมดบาปแล้วก็หมดบุญ ซึ่งเขาก็จะไม่เข้าใจคำว่าหมดบาปหมดบุญ เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เขาว่าหมดบุญคือตาย ที่จริงตายนั่นคือกิเลสตาย เขาก็คงเคยได้ยินสืบทอดเก่าๆมาว่าบุญคือกิเลสตาย แต่มันก็ไม่ชัดเจน ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้วเพราะว่าบุญมีหน้าที่กำจัดกิเลส เมื่อกิเลสหมดแล้วก็ไม่ต้องใช้บุญอีก กิเลสไม่เกิดอีก หรือแม้แต่กิเลสบางเรื่อง หมดกิเลสบางเรื่อง ก็ยังไม่หมด เรื่องไหนหมดบุญก็ไม่ต้องใช้เรื่องนั้นอีก ในแต่ละกิเลสแต่ละตัว นัยละเอียดมันมี
พวกเราฟังธรรมะแล้ว อาตมาก็เห็นได้ว่าพวกคุณเข้าใจได้ เอาไปปฏิบัติได้จริงๆเกิดผลขึ้นมา โดยคนที่ปฏิบัติตนกิเลสลดจริงๆ ทีนี้คนที่ไม่เชื่ออาตมาก็จะบอกว่าหลงตัวหลงตน บอกว่าเป็นเมืองพระพุทธเจ้าเป็นเมืองอารยะ หลงตัวกิเลสหมด มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ข้างนอกนี้เขาไม่เชื่อนะ เขาก็ใส่ใจศึกษาฝึกฝนแสวงหา เรียนจบเปรียญ 9 เรียนจบ ดร.ทางศาสนา หรือไม่ก็ปฏิบัติอย่างคร่ำเคร่งบวชมาตั้งแต่เป็นเณร จนกระทั่งเป็นพระอายุมากคนนับถือ สามารถที่ไปไหนคนก็ตามฮือฮา เคาะหัวใครเขาก็ยอม บอกว่าเป็นสิริมงคลอย่างทางเหนือมี ครูบาบุญชุ่ม ไปไหนก็ไม่รับเงินคนก็เลยศรัทธามาก มีการ์ดมาคอยป้องกัน อาตมาไม่เห็นจะมีการ์ดมาคอยป้องกันเลย ซึ่งมันซับซ้อนหลายอย่าง อาตมาอธิบายไม่เก่ง ว่า คนที่เขาได้รับนับถือ เชิงโลกียะเทวนิยม เขาชื่นชมจริงๆนะ ฮือฮา แต่ในระดับปัญญาชนนะ ไม่ใช่ธรรมดา ถือว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้เฉลียวชาญฉลาดในระดับสมองเพชร เป็นอัจฉริยะต่างๆ แต่ก็มองไม่ออกว่าอาตมานี้คือ เอาโลกุตรธรรม เอาศาสนาพุทธเข้ามาสถาปนาลงไป ในยุคนี้ จนเป็นโล้เป็นพาย จนเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งอาตมายืนยันในที่นี้ว่าเป็นแผ่นดินพุทธ ที่นี่มีมนุษย์ที่ปฏิบัติธรรมมาพระพุทธเจ้า จนได้เนื้อแท้เป็นโลกุตระ เอากลองอานกะคืนมาได้จริงๆ จนกระทั่งยืนยันถึงขั้นมีสาราณียธรรม 6 อยู่เป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจระดับสาธารณโภคี อาตมาว่า เรียนจบเศรษฐศาสตร์ต่อให้จบพุทธศาสนบัณฑิต เป็น ดร.ทางศาสนาพุทธ จบ ดร.ทางเศรษฐกิจด้วย ให้ดอกเตอร์ทั้งสองอย่างนี้เลย ก็ยังจะยากที่จะเข้าใจเศรษฐกิจสาธารณโภคี หรืออย่างที่ในหลวงฯตรัสว่า “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” เอาแบบคนจน พูดแล้วก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกันว่า พาคนมาจน จะอยู่ยังไง แต่พวกคุณงงกันไหมว่าพาคนมาจนแล้วจะอยู่อย่างไร ..ไม่ พวกคุณก็ตอบกันชัดเจนว่าไม่ จน แล้วจะอยู่กันอย่างไรไม่เห็นงง เพราะว่าเราชัดจนว่าเรามาจน หากเราไม่มาอย่างนี้ก็ต้องไปแสวงหาความรวย เรารู้แล้ว จะไปเอารวยอย่างแต่ก่อนที่กระเหี้ยนกระหือรือนั้นเราไม่เอาแล้ว ตอนนี้อาจจะมีพวกเราบ้าง ว่า ถ้ามีมากมายก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่กระเหี้ยนกระหือรือหรือดิ้นรน ไม่เป็นหมาหอบแดดที่จะไปแย่งความรวย ก็ชีวิตมันสบายแล้ว นี่แหละคือผู้ปลดทุกข์ได้จริงๆ แต่ผู้ที่ยังกระเหี้ยนกระหือรือ แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งสุขอยู่นี่ไม่ได้ปลดทุกข์หรอก แล้วจะไม่เข้าใจถึง สังขารและทำต่างๆ ไปติดในลาภ แย่งยศกัน ปรุงหาสรรเสริญ ลาภก็อย่าง ยศก็อย่างหนึ่ง สรรเสริญนั้นละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่จะรู้ตัวกันได้ง่ายๆ แม้รู้แต่ก็ยังอาศัย สิ่งเหล่านี้อยู่ มีฐานะอันนี้อยู่ ยิ่งสุขนี่ไม่ต้องพูดเลย ศาสนาพุทธนั้นหมดสุขหมดทุกข์ ดีนะที่มีพระบาลีว่าไว้ อทุกขมสุข แล้วมีฐานจิตที่เป็นอุเบกขา อุเบกขานั้นสูงกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นเป็นเวทนา เวทนานั้น เป็นอาการของจิตที่มันหยาบกว่า จิตที่หมดกิเลส จิตที่กิเลสลดลงสะอาดขึ้นจนถึงขั้นไม่มีกิเลส แล้วก็ตกผลึกจึงมีความ ปริสุทธา(บริสุทธิ์จากกิเลส) มันต้องเป็นจิตที่ผ่านกิเลสไม่เกิดอีก ผ่านอาสวะดับ เมื่ออาสวะดับแล้วจิตก็สะอาด ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงไป จิตอันนี้มารวมกัน สะสมกัน นี่แหละ จะบอกว่า เหมือนคุณออมเงินออมทองออมทรัพย์ แต่นี่สะสมความบริสุทธิ์ ออมคุณวิเศษ ไม่ได้สะสมอะไรแต่มีแต่จิตสะอาดเท่านั้นที่เป็นจิตสะสม เพราะฉะนั้นการที่คนไม่มีกิเลสแล้ว จิตจึงไม่ใช่เป็นจิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่จิตมันยิ่งรู้เต็ม มีสติเต็ม ยิ่งรู้โลกครบ ไม่ใช่ไปหลับ ไปหรี่ ยิ่งไม่รู้ ฌาน 1-4 ยิ่งฌาน 4 ยิ่งไม่รู้อะไรเลยต้องถอดถอนขึ้นมาเป็น ฌาน 1 2 จึงจะคิดอะไรได้ จึงจะมีสติปัญญา อย่างนั้นไม่ใช่เลย ซึ่งอย่างนั้นมันเป็นแต่ในสัญญาเท่านั้น ไม่ได้เกิดปัญญาเลย ปัญญาเป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธเท่านั้น เดี๋ยวนี้ความเฉลียวฉลาดอะไรก็ไปเรียกปัญญาหมดซึ่งไม่ใช่ ไม่ใช่ปัญญาอันนี้เลย ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดอย่างนี้เลย ซึ่งเป็นความเฉลียวฉลาดที่ อัญญธาตุ อาตมาเอาต้นรากมาตั้งแต่อัญญธาตุ มีหลักฐานตั้งแต่ อัญญาโกณฑัญญะ แม้จะไปอธิบายว่าอัญญธาตุ ที่ โกณฑัญญะเป็นผู้ที่เกิด จิตอันนี้เป็นคนแรก ซึ่งไม่มีคำอธิบายว่าในพระไตรปิฎกตรงไหนหรืออรรถกถาจารย์ก็ไม่ได้อธิบาย ว่า โกณฑัญญะได้มี อัญญธาตุนี้ เขาก็ใช้พยัญชนะอธิบายไม่เหมือนอาตมา แต่อาตมาก็ไม่เจอว่า “อัญญธาตุ” มีอยู่ในพระไตรปิฎกตรงไหน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ อาตมาที่นำสภาวะความเป็นพุทธมายืนยันอธิบายมาประกาศให้คนได้รับฟัง ได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจ จนกระทั่งมีความศรัทธาเลื่อมใส แล้วก็มาปฏิบัติ ในสัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา คุณปฏิบัติธรรมแล้ว คุณจะเกิดจรณะ 15 อุปกรณ์ในกระบวนการจรณะ 15 ในกระบวนการของจรณะ 15 คือใช้ ศีล แล้วปฏิบัติ อปันกธรรม 3 ถ้าไม่ได้ทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำแบบศาสนาพุทธ ไม่ได้ธรรมะแบบพุทธ แต่ได้เป็นธรรมะแบบนอกรีต ถ้าเข้าใจนะ อปันกธรรม 3 นี่คือ ตัวที่ยืนยัน บ่งบอก เลยว่า ถ้าไม่มีพฤติกรรมการปฏิบัติ 3 อย่างนี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ในอปันกธรรม เพราะฉะนั้นสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่มี ไปหลับตา หลับตานั้นไม่ใช่พุทธก็ยืนยันอยู่ ถ้าไปหลับตา คุณจะไปมีโภชเนมัตตัญญุตาได้ยังไง เรื่องของกินของใช้ เรารู้จักจัดการเมื่อปฏิบัติการกิจการใช้ หากว่าคุณหลับตาปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ได้กินได้ใช้อะไรไม่ได้เคลื่อน ยิ่งถ้าเป็นชาคริยานุโยคอะก็ไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจว่าตื่นอยู่ในหลับ ซึ่งชาคริยาไม่ใช่ตื่นอยู่ในหลับ แต่ตื่นลืมตา มีสติสมบูรณ์ 8 ทั้งกายวจีมโน สติคือ การตื่นเต็มร้อย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คุณต้องทำสติให้เต็มเป็นคนตื่น พากเพียร อนุโยคะ ให้ชาคริยา ชาคริ คือการตื่น ให้จิตวิญญาณมันเต็ม เป็นคนเบลอๆไม่ได้ ต้องรับรู้อย่างเต็มที่ มีสติสัมปชัญญะ สติ ปัญญาเต็มที่ กับสิ่งที่คุณสัมผัสอยู่ในโลกขณะนี้ ในสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ ไม่ต้องไปไกลเกินไปหรอก เอาสิ่งที่กระทบสัมผัสโดยตรง สัมผัสตาขณะนี้ พออาตมามานั่งโต๊ะนี่ปั๊บ เขาจัดฉาก วันนี้เหลือง เอ้อเฮ่อ มีดอกต้นเหลืองปรีดียาธร มีดอกต้นเหลืองทองอุไร นี่เหลืองพุทธรักษา มีเหลืองหลายเฉด เหลืองแก่ อ่อน กลาง ภาษาทางสีเขามีเยอะ พอเราสัมผัสอันนี้เราก็เกิดความรู้สึก จะรู้สึกเล็กรู้สึกน้อยก็ตาม ถ้าผู้ที่ปฏิบัติจรณะ 15 เป็น ของที่เราสัมผัส คุณจะกินคุณจะใช้ คุณจะเกี่ยวข้องกับของกินของใช้ในชีวิตประจำวันทุกคนจะสัมผัสของกินของใช้ นี่เป็นฐานแท้ของมนุษยชาติหรือสัตว์โลกมันจะต้องกินต้องใช้ โดยเฉพาะคนมันใช้เก่ง สัตว์มันก็ใช้บ้างตามฐานะของมัน นกหนูปูปีกก็ใช้ในการทำรังอย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็รู้จักเลือกเฟ้นพิจารณาสิ่งที่ควรสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เสียเวลาแรงงานเปล่าฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยให้เป็นพิษภัย สัตว์มันก็ทำ คนก็ต้องทำ มันเป็นแกนหลักของมนุษย์ชาติ มันใกล้ตัว เหมือนกับชีวิตของเราทุกวันทุกเวลา เพราะฉะนั้นปฏิบัติอย่างนี้มันก็ปลอดภัยกับชีวิต แล้วชีวิตก็แข็งแรงสมบูรณ์สุขภาพดีไม่ยุ่งยาก พาให้เจริญ แล้วเราก็ใช้เรื่องแบบนี้แหละ มาอาศัยแบ่งแจกเกื้อกูลกัน เพราะทุกคนเหมือนกัน ต้องกินต้องใช้ในสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเป็นปัจจัยชีวิตเรานี้อยู่ อาหารเป็นเครื่องใช้ก็ตาม ของกินของใช้ เสร็จแล้วเราจะต้อง เรียนรู้ลงไปถึงแก่นแท้ของจิต ว่าไม่รู้กี่ล้านปีมาแล้ว จะสั่งสมกันมาจนกระทั่ง ทุกวันนี้ถูกหลอก มันชอบ เรียนลงไปถึงแก่นแท้ของจิต ว่าเราสัมผัสกับของกินของใช้เราไปหลงสิ่งที่โลกมันหลอกเรามันไม่รู้กี่ชาติ ว่ามันต้องชอบมันต้องชัง มันต้องชอบมันต้องไม่ชอบ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แล้วก็ปรุงแต่ง ทางตาก็อย่างหนึ่ง ทางหูก็อย่างหนึ่ง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทั้งนั้น โดยเฉพาะทางลิ้นรับรส เป็นอาหารที่เป็นกวฬิงการาหาร ทุกคนบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดาก็ต้องกินอาหาร แม้แต่บรรลุสูงสุดแล้วก็ต้องกินอาหาร อย่าง ไม่ใช้อะไรเลย ลงท้ายก็ใช้ใบเดียวเป็นภาชนะ กับแส้เอาไว้ปัด แต่ต้องกิน ภาชนะนี้ต้องใช้ใส่ของกิน เขาถือว่าเขาหลุดพ้น ไม่ติดอะไรในโลกเลยพวกมักน้อยเกิน แม้แต่ในศาสนาพุทธนี้น้อยเกิน อย่างพวกพระกรรมฐานหรือพระป่าก็น้อยเกิน มันไม่สมกับยุค ยุค พระพุทธเจ้ามีบริขาร 8 ทุกวันนี้มีบริขาร8 แต่ได้ที่ไหนคุณต้องมีมากกว่านั้นแม้แต่พระป่าก็เถอะ พระป่าก็มีบริขารเกินกว่า 8 นอกจากเป็นพระธุดงค์ที่เลยเถิดไปทั้งน้อยจริงๆเลยซึ่งไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้บริขารมากกว่านั้น เป็นต้นว่าเราจะต้องใช้แว่นตา หรือจะต้องใช้อะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะเราจะใช้อุปกรณ์ อย่างน้อยพระป่าก็ต้องใช้ไมโครโฟนเวลาบรรยาย เวลาเทศน์ ต่างๆนานาพวกนี้เป็นคลื่นมันเอาอะไรมาใส่ก็เต็มไปหมดละ ไม่ใช้ก็ได้แต่ว่ามันไม่พอมันไม่เหมาะสมมันก็ไม่ค่อยได้ยินกัน บรรยากาศทุกวันนี้ไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า คลื่นต่างๆมีอะไรใส่เข้าไปเต็มไปหมด มันยาก เสียงมันจึงไม่ไปไหนไกลๆหรอก ต่างกับสมัยพระพุทธเจ้าที่พูดแล้วได้ยินกันไปไกลๆเพราะว่ามันสะอาด ไม่มีอะไรเป็น resistance เป็นตัวต้านให้ลดคุณภาพ เสียงมันจึงไปได้ไกล เดี๋ยวนี้ไปได้ไม่ไกลหรอก พระป่านี้หากไม่ใช้ไมโครโฟนมีลูกศิษย์เป็น 1,000 จ้างก็ไม่ได้ยินหรอก ถ้าไม่ใช่ไมโครโฟน แต่สมัยพระพุทธเจ้าได้ยิน บรรยากาศมันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้หรอก อากาศบรรยากาศทั้งหมดไม่เหมือน ต่อให้ในป่าก็ไม่เหมือน เพราะในป่าก็มีเสียงรบกวน เสียงเครื่องบินก็รบกวน คลื่นวิทยุก็มีในป่า มันไปได้ทั่ว สรุปเข้าเนื้อหาเข้าเป้าอาตมานำศาสนานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศในยุคนี้แล้วแล้วมันจะต้องมีสิ่งที่ยอมรับในยุคนี้สมัยนี้ มีมหาปเทส อย่างอาตมาก็ต้องยอมรับว่าอันไหนควรอนุโลมในสิ่งที่ควรอนุโลมตามเหมาะควร ก็ไม่ต้องอะไรมาก แล้วเราก็มาเรียนให้เข้าเป้า เข้าเป้าก็คืออ่านจิตเจตสิกรูปนิพพาน แล้วแยกแยะ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะกิเลสให้ได้ คุณอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ที่ฟังอาตมาเอามาขยายความนี้ แล้วคุณก็ไปรู้อาการ ลิงค หรือ ความแตกต่าง ในอาการต่างๆมันจะมี 2 อยู่เสมอ โดยเฉพาะก็คือ มันมีกิเลสร่วมด้วยอันนึง เรียกว่า สสังขาริกัง มีกิเลสนำ ปนอยู่ ปรุงแต่งร่วมอยู่ แยกให้ออก เมื่อแยกกิเลสได้ คุณจึงเห็นว่าอาการกิเลสมันเป็นเช่นนี้ แล้วคุณก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่ากิเลสนี้แหละไม่ใช่ตัวจริง การสัมผัสในเวทนาจริงๆ สัมผัสดอกไม้เหลืองมันก็เห็นความเหลือง คนที่มีธาตุรู้มีเวทนาสัมผัสก็เห็นว่าเหลืองเหมือนกันหมด แต่จะเรียกภาษาต่างกันไปตามแต่ละที่ เช่นสีเหลืองที่นี่ก็มีชื่อต่างกันไป ฝรั่งเรียกเหลือง Yellow แต่มันมีอีกมันมีอะไรผสมมันมีอะไรชอบไปดูอันนี้ต้องเรียนแล้วยายมันเป็นศาสนาพุทธไม่มากไม่มายเลยไม่ได้ย้ายมันไปทำเป็นหนึ่งในได้จึงเรียกว่าเอกกับตาให้เกิดเอกลักษณ์ตราร่มให้เกิดความรู้สึกเกิดอารมณ์ดีแท้ๆก็ไม่อาจขาดด้วยนะแปลว่า เราสัมผัสความจริง เป็นเวทนา ทุกคนที่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีประสาท มีความรู้สึกสัมผัสอะไรก็รู้เหมือนกัน ถืออันนั้นแหละเป็นความจริงที่มีอยู่ในโลกสมมุติ ลึกเข้าไปเป็นปรมัตถ์ก็คือความจริงมันจริงเพียวๆหรือเปล่า แต่มันมีอีกมีอะไรมาผสมมันมีอะไรมาชอบหรือชัง ผลักหรือดูด อันนี้ต้องมาเรียนแล้วอย่าให้มันเป็น เท่านี้แหละศาสนาพุทธไม่มากมาย มีเท่านี้ เรียนรู้ให้ได้ อย่าให้มันเป็นสอง ให้มันเป็นหนึ่งให้ได้ เรียกว่า เอกัคคตา ให้เกิดเอกัคคตาอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นเอกของมันแท้ๆ เอก ต้องมีอัคคะ อัคคะ คือความยิ่งใหญ่ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความรู้ในเรื่อง 1 เอก คือเอกัคคตาธรรม ก็เรียนรู้ทำจิตให้มี เอกัคคตาธรรม คือจุดสำคัญยอดเยี่ยม แต่เขาไปแปล เข้าใจธรรม มันไม่มีอะไรเนี่ยมันกินนะข้าว ถ้ากิณหะ จริงๆก็คือจบแล้วว่ามันมืดมันดำมันมืดมันดำอะไรมืดอะไรดำในความหมายของมืดดำก็คือให้กิเลสมันมืดมันดำมันมันหายไปมันไม่มี ทำให้เกิดสมาธิทำให้เกิด เอกัคคตา ให้เกิดฌานที่ 4 ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ มันเป็นการทำแบบ กิณหา กิณหา ที่เป็นเอกธรรมของพระพุทธเจ้า มันกิณหาที่เป็นธาตุกิณหะ จริงๆเขาแปลว่าม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive