631122_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ และ อภิภายตนะ 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
631122_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ และ อภิภายตนะ 8 ประการ
ดาวโหลดเอกสารที่นี่ https://docs.google.com/document/d/1GKTaM5jVxclOK-kpoVOu3Ebs25NpvWA-g-lUqKiJZs0/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1TMz49VEi78JCW31vQxx5bmVbzbw-rA9G/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/N0EU2GH9mMQ
สมณะฟ้าไท…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 7 ค่ำเดือนอ้ายปีชวด ตอนนี้ที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยผัก พ่อครูว่า…วันนี้พิเศษจริงๆเป็นกองผัก ประกอบจัดฉากจัดโต๊ะที่เรานั่งเทศน์ แสดงถึงความพร้อม อาหารเป็นหนึ่งในโลก เป็นคนจนที่สมบูรณ์พูนสุข เต็มไปด้วยสิ่งที่จะยังชีพไปได้อย่างไม่ต้องกลัวอดตายเลย แต่อย่าประมาทนะ เก็บมาสดใหม่ สมณะฟ้าไท…ตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่ง คนที่ทำการค้ากับคนที่ทำกสิกรรม คนที่ทำการค้ามีรายได้เยอะก็จะไปเที่ยวตากอากาศ แต่คนที่ทำกสิกรรมไม่มีเวลาไปไหนเลย เงินรายได้ก็มีไม่มาก (พ่อครูว่า…อาหารขายแพงไม่ได้ ถ้าขายแพงนั้นคนที่จนไม่มีเงินมากก็จะตายก่อน อันนี้เป็นสามัญสำนึกที่เป็นปฏิภาณปัญญาของผู้บริหารประเทศทุกประเทศรู้ดี) คือหากเขาไม่มีเงินเหลือที่จะไปฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เด็กที่ทำกสิกรรม จะมีคนไปดูงานไปเยี่ยมชมสนับสนุนเยอะ ส่วนพวกที่ทำการค้าก็จะมีเฉพาะพวกตัวเอง กสิกรรมจะมีคนไปดูงานอบรมช่วยเหลือมาก หากเราไปร้านค้า เขาจะเอาสินค้ามาให้เราก็ไม่ได้ หากเราไปที่เครือข่ายกสิกรรม เขาก็จะเอาอะไรมาให้เรามากมาย คนพวกกสิกรรมจะเป็นคนที่พร้อมจะให้เต็มที่ การทำกสิกรรมในยุคนี้จึงเข้ากับยุคสมัย สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ทำพืชผักไร้สารพิษเป็นสิ่งที่คนต้องการมากเพราะว่าสุขภาพของคนนั้นเสื่อมโทรมไปมาก ในสังคมที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่งอาห
อ่านต่อ
ารให้เกิดสารพิษมากมาย สังเกตคนที่ปลูกผักมาขายกับพวกเราเป็นเครือข่ายของพวกเราจะหน้าตาสดใส ดูกร้านแต่สดใส โดยไม่ต้องแต่งหน้าเสริมหน้าเหมือนกับคนในเมือง แต่เขาก็มีความสุขในชีวิตและพึ่งพาตัวเองได้ ชีวิตไปรอดครอบครัวอบอุ่น อย่ากล่าวไปเลยถึงชาวอโศกที่จะมีชีวิตอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะในช่วง covid จะต้องมีอาหารให้คนกินเพราะว่าเป็นช่วงที่คนขาดแคลน พ่อครูว่า…แล้วพวกเราก็เข้าใจ ฉลาดรู้เห็นความสำคัญ คิดเอาผักต่างๆมาประดับโต๊ะ มีที่ไหนเขาทำในเวที อย่างดีเขาก็เอาดอกไม้ ไม่มีใครเอาผักมาประดับอย่างนี้หรอก ไม่มี มีแต่ดอกไม้ ผลไม้ยังไม่ค่อยมีเลย เขาชอบแบบดอก ส่วนใบพืชพันธุ์ธัญญาหารเขาไม่ค่อยมี (สิกขมาตุกล้าข้ามฝันว่า…หมอห้ามเอาดอกไม้มาประดับกลัวว่าพ่อท่านจะแพ้เกสรดอกไม้) พ่อครูว่า…อาตมาว่าไม่ได้แพ้ดอกไม้นะ เป็นการรักษาสุขภาพเป็นอโรมาเทอราปีด้วยซ้ำไป ที่ประดับอยู่บนโต๊ะนี้เป็นความคิดที่น่าชื่นชมเป็นความคิดก้าวหน้า มีสาระไม่เหมือนคนโลกที่เอาสิ่งไร้สาระมาโชว์
_ฟ้าเจือศีล : กราบนมัสการพ่อท่านที่บูชายิ่ง ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ได้มั้ยคะว่า... -สัตตาวาส ๙ เป็นทั้งพญานาคและพญาครุฑ เพราะมีภาวะเป็นอสัญญีสัตว์ และเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ -วิญญาณฐีติ ๗ เป็นภาวะที่ยึด “กาย” เป็นหลัก จึงไม่เป็นทั้งพญานาคและพญาครุฑ เข้าใจถูกหรือเปล่าคะ กราบขอบพระคุณค่ะ ฟ้าเจือศีล 22 พ.ย. 63 พ่อครูว่า…ใช่ ได้ อสัญญีสัตหมายถึงพญานาค ส่วนเนวสัญญานาสัญญาชนะหมายถึงพญาครุฑก็ใช้ได้ หมายถึงว่ามันโง่จัดทั้งคู่ เนวสัญญาฯโง่ไปทางความฟุ้งซ่านสัญญากำหนดรู้มากมายเป็นโลกจินตา ส่วนอสัญญีสัตว์นั้น กู่ไม่กลับเลยดับสัญญาไปเลย วิญญาณฐิติ 7 เป็นภาวะที่ยึดกายเป็นหลัก จึงไม่เป็นทั้งพญาครุฑและพญานาค หมายถึงคนนั้นปฏิบัติธรรมแล้วเข้าใจจุดที่ตัวเองพึงเป็น มีสติสัมปชัญญะปัญญาอยู่กับวิญญาณที่ตั้งคือมีตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วใจ หรือจิต ก็อยู่กับที่ตั้งนี้สัมผัสรอบรู้ในขณะที่ไม่หลับอยู่ ก็จะเป็นผู้ที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นทั้งพญาครุฑไม่เป็นทั้งพญานาค ไม่ฟุ้งซ่านไปไกลเกิน ตื่นนี่แหละรู้ตื่นรู้อยู่แล้วไม่ฟุ้งซ่านไปเกิน ถ้าหากเป็นพญาครุฑนั้นมันไกลเกินไปความรู้มากเกินไป แทนที่จะกลับมาหาตัวเองว่าควรจะประพฤติตัวเองแล้วก็หาความรู้ที่ใช้ประโยชน์เท่าที่จะใช้ประโยชน์...แต่ไม่..หาความรู้ไปมากมาย แล้วเอามาแสดงตัวเองว่าตัวเองรู้มากจนได้เป็นปราชญ์ของโลก แต่ตัวเองก็เพลิดเพลินไปหรือมารู้จักกายเวทนาจิตธรรมแล้วรู้กิเลสให้ได้ กิเลสนี่แหละคือสิ่งที่ติดยึดกับความรู้ความรู้ความรู้เพลิดเพลินไป อาตมาว่ามันชินแล้ว ชินหรือยึดติดในความรู้ แล้วคนที่เป็นอย่างนี้อาตมาเห็นเป็นประจำอยู่ในสังคม ไม่อยากออกชื่อ ท่านก็เลยต้องอยู่กับความรู้ จริงๆก็คือเรื่อง โลกจินตา มันไม่จบมันเป็นอจินไตยด้วย ถ้าไม่รู้ข้อนี้ก็น่าสงสาร ก็เสริมความรู้ว่าวิญญาณฐิติ 7 เป็นตัวกาย ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะต้องปฏิบัติกับวิญญาณฐิติ 7 ธรรมดาการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็คือวิญญาณฐิติ 7 โดยมีความรู้ที่สัมมาทิฏฐิ
_SMS วันที่ 20-21 พ.ย. 2563
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตอบปัญหาที่ไม่ควรเป็นปัญหา _วินัส ศิลาสุวรรณ์ : กราบนมัสการพ่อท่านครับ สมมุดว่าโลกนี้ถึงคราวเเตกดับไปสัตว์โลกทั้งหมดตายไม่มีเหลือพลังงานจิตทั้งหลายจะยังมีอยู่มัยครับ พ่อครูว่า…คุณพูดยกตัวอย่างมาเป็นการยกตัวอย่างของคนโง่ สมมุติว่าโลกนี้แตกดับสัตว์โลกทั้งหลายตายไม่เหลือมันเป็นไปไม่ได้ คนที่สมมติตั้งโจทย์มาโดยเป็นไปไม่ได้นี้เป็นความโง่เบื้องต้นของคุณเลย ขออภัยอาตมาพูดสัจธรรมพูดวิชาการ คุณจะไปคิดในเรื่องไร้สาระมันเสียเวลาเปล่า ไปสมมุติทำไมแล้วจะไปหาคำตอบทำไม มันเลยปัญหาเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะยกขึ้นมาเป็นปัญหา มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตอบอย่างสุภาพว่าอันนั้นมันเลยปัญหาที่แล้ว ไปถามปัญหาที่ไม่น่าเป็นปัญหา ก็ถามไปแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ พยายามฉลาดกว่านี้ อย่าหาปัญหาที่สมมติฐานที่มันเป็นไปไม่ได้ ตัวโจทย์มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เช่นสมมุติในกรณีนาย ก นาย ข ซึ่ง นาย ก ไม่มีอยู่ในโลกแล้วจะสมมุตินาย ก ขึ้นมาทำไม _เดชา อำพร : คำถามคุณวินัส ศิลาสุวรรณ์ ที่ว่า สมมุดิว่าโลกนี้ถึงคราวเเตกดับไปสัตว์โลกทั้งหมดตายไม่มีเหลือพลังงานจิตทั้งหลายจะยังมีอยู่มั้ยครับ .....นี่แหละสิ่งที่ผู้ที่ประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์ ควรนำมาพูดวิเคราะห์ให้ผู้สนใจได้ร่วมพิจารณา ไม่ใช่ว่าพอตอบอะไรไม่ได้ก็จะอ้างแต่สูตรลูกศรเสียบอกอยู่ร่ำไป อย่างนี้เรียกว่าตีกรรเชียงหลบ คือไม่รู้จริง ถ้ารู้จริง (พ่อครูว่า…อาตมาว่าอาตมารู้จริง แต่ว่าคุณโง่จริง) เสียเวลานิดเดียวตอบเขาหน่อย ถ้าฟังสมเหตุสมผล ก็จะทำให้เกิดศรัทธาในการเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังขึ้นมาได้ (พ่อครูว่า…จะไปศรัทธาความโง่แบบ Infinity ทำไม) แล้วก็ชอบมาพูดเชิงน้อยใจว่าอาภัพไม่มีสถานะทางโลกรองรับ คนจึงไม่ค่อยยอมรับ ก็ถ้าท่านมีภูมิจริง แม้ไม่มีสิ่งทางโลกรองรับก็ตาม ก็สามารถเรียกศรัทธาได้ โดยแสดงภูมิรู้ที่มนุษย์ธรรมดารู้ได้ยากไงล่ะ เหมือนกับที่เคยบอกทำนองว่าท่องจักรวาลมาหมดแล้ว ก็ต้องบอกได้ว่า มีโลกลูกอื่นเหมือนโลกเรานี้หรือไม่? และหน้าตาของคนในโลกลูกนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง? เช่นนี้เป็นต้น หรือเช่นเมื่อตายลงวิญญาณออกจากร่างแล้วต้องเกิดเลยทันทีหรือไม่? มีช่วงเวลาพักตัวที่ยังไม่ไปเกิดในภูมิใหม่หรือไม่? ถ้ามี,มีอยู่ในลักษณะไหน? ทางสายอนุตตรธรรมจี้กงกวนอิม เขาบอกว่า มดที่อยู่รวมกันเป็นรังนั้นคือวิญญาณมนุษย์ 1คน (ที่ถูกตีแตกโดยยมบาลหรือกรรม) จริงหรือไม่? หรือวิญญาณคน 1คนสามารถสวมอยู่ในมด 1ตัวได้หรือไม่? พ่อครูว่า…คุณพูดมานี่นะ มันเป็นสิ่งที่อาตมาเคยพูดที่พระพุทธเจ้าท่านไปว่าคน ถูกลูกศรอาบยาพิษ เขาจะพาลูกศรออกจากคน แต่คนก็บอกว่าไม่ได้ ไม่ให้ผ่า จะต้องรู้ก่อนว่าใครยิงก็ยิงชื่ออะไร ลูกศรอาบยาพิษเอามาจากอะไรต้องรู้ก่อน อาตมาเคยเอาของพุทธเจ้ามาพูด นี่คือคนที่ไม่รู้จักความสำคัญในความสำคัญที่ควรจะทำ แล้วก็จะต้องไป ขี่ม้าออกนอกโลกไป เป็นสิ่งที่ไม่เข้าสู่จุดสำคัญ พูดเรื่องเหล่านั้นอยากจะรู้สึกแล้วนะคนตายก่อนจะไม่ได้รู้สิ่งที่สำคัญนะ สู่แดนธรรม…เขาคงศึกษาทางอนุตรธรรมและมีคำตอบให้เขา เขาจึงศรัทธาอนุตตรธรรม พ่อครูว่า…โลกจินตา มันไม่จบจะสร้างต่อไปเรื่อยๆคุณจะไปกับความโง่แบบ Infinity หรือไง _ถ้าบอกว่า สัตว์ตัวใด(รวมทั้งมนุษย์)เมื่อตายลงจะต้องเกิดทันที ไม่มีวิญญาณที่ล่องลอยเพื่อรอหาที่เกิด(สัมภเวสี) ดังนั้น สมมุติว่าจักรวาลเป็นห้องใหญ่ๆห้องหนึ่ง ตัวอ่อนของสัตว์ที่พร้อมรับวิญญาณมาสวมร่างมีสัก1000ร่าง แต่วิญญาณที่ตายลงในเวลานั้นๆมีถึง5000ดวง แล้วเหลือวิญญาณ4000ดวงจะไปเกิดที่ไหน? พ่อครูว่า…ตั้งโจทย์มาคิดทำไม คิดเสียเวลาแบบนั้นทำไม ดูเหมือนความสะอาดเรานั้นมันเป็นไปไม่ได้และมันก็ไม่มี เอาลมมาปั้น เหมือนเพลงที่อาตมาแต่งไว้บอกว่ายากจะตายหากเราปั้นทรายให้เป็นแผ่นทอง...นี่มันไม่มีน้ำไม่มีเนื้อหาอะไรเลย
_วิญญาณบนโลกตายลงสามารถไปเกิดใหม่ในโลกอื่นอันไกลโพ้นต่างจักรวาลหรือต่างแกแล็กซี่ได้หรือไม่? ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่รู้ก็บอกตรงๆว่าไม่รู้ (พ่อครูว่า…ตอบว่าไม่รู้ก็ได้ไม่เห็นน่าอายแต่อย่างใดเลย) ไม่ต้องถามกลับว่าจะอยากรู้ไปทำไมเพราะไม่ทำให้พ้นทุกข์ ทำไมจะไม่พ้นทุกข์ ถ้าหายสงสัย,สิ้นวิจิกิจฉา ก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมเพื่อให้พ้นจากวัฏสงสารไง เพราะแม้พระพุทธเจ้ายังยอมรับว่าพระองค์ไม่รู้ในบางเรื่อง คือไม่ได้รู้ทุกอย่างเช่นกัน พ่อครูว่า…คนนี้ยิ่งกว่าคนที่ถูกลูกศรยิงอีก คุณจะต้องวนเวียนอีกไม่รู้กี่ล้านชาติ คุณบอกว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แล้วคุณจะมาถามอาตมาหาอะไร โจทย์ของคนที่ให้มานี้มันไม่มีแล้ว แล้วจะให้อาตมาสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีได้อย่างไร คุณต้องรู้ให้ได้ ประเด็นที่คุณสมมุติมานี้มันเป็นไปไม่ได้แล้วคนถามมาคุณก็พอรู้อยู่ คุณเองโง่เอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาตั้งโจทย์ ถ้า X + Y เท่ากับเท่าไหร่ก็ยังไม่พอมีตัวตั้ง แต่นี่ คุณสมมุติตัวอะไรก็ไม่รู้ ตั้งขึ้นมาใหม่ที่ไม่เคยมีในโลก แล้วมันเกิดได้อย่างไร สมมุติตัวละครที่ไม่เคยมีอยู่ในมหาจักรวาลขึ้นมาแล้วนึกว่าตัวเองเก่ง คุณกำลังเพ้อฝันเพ้อเจ้อ สร้างขึ้นมาใหม่ทำไม ของเก่ามันก็มากเรียนรู้ไม่หมด คุณจะมาสร้างความโง่ Infinity ไปทำไมเข้าใจมั้ย นี่ไม่ได้ด่าคุณนะแต่พูดวิชาการให้ความรู้
_คน กําแพง : ถือศีล 5 รู้สึกว่าไม่พอมือ พอขยับไปถือศีล 8 ทนหิวไม่ไหวกิเลสกามทางใจคุมยาก พ่อครูว่า…เห็นไหมว่าเมื่อเราเพิ่มอธิศีล เราจะเห็นกิเลสทันที ศีล 5 ไม่พอมือ...ดีแล้ว มันมีแนวลึกของศีล 5 ปฏิบัติให้ดีๆ ศึกษาศีล อธิศีลในตัวมันเองด้วยนะ
_เดชา อำพร : สิกขมาตุอย่าลำเอียงนะ เวลาพูดต้องมีคำว่า"หรือ"ด้วย คืออย่าบอกว่าถือศีล8กับภรรยา แต่ถือศีล 5 กับหญิงอื่น หรือ อย่าบอกว่าถือศีล 8 กับภัสดา แต่ถือศีล5กับชายอื่น อย่างนี้จึงจะยุติธรรมครับ พ่อครูว่า…สอนเถอะ สอนได้ สอนพวกเราสอนได้ สิกขมาตุฟังไว้ เขาให้ความรู้มาก็ขอบคุณที่คุณสอนมาก็รับฟังเหตุผล
_จอมกะอ้น คู่รักหรรษา : ปัจเจกสาวกภูมิคือแบบไหนครับ พ่อครูว่า…ปัจเจกสาวกภูมิ ถ้าเอาภูมิตัวเองปัจจุบัน อยู่ที่เราเรียนรู้แล้วก็เกิดความรู้ยิ่งในตัวเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ความรู้นี้มันได้ขึ้นในตัวเราขึ้นมาก็เริ่มนับว่าเป็นปัจเจก เป็นภูมิเบื้องต้นเลย ยิ่งเป็นของได้ที่เป็นสัจจะที่เรารู้ได้รู้จริงชัดเจน มีในตัวเอง นี่ก็เป็นปัจเจกภูมิเบื้องต้น ส่วนปัจเจกภูมิเบื้องสูง เป็นปัจเจกภูมิสูงไปถึงขั้นพระมหาโพธิสัตว์ แล้วก็จะเป็นปัจเจกภูมิที่มีอภิภู ขึ้นไปหาสยัมภู อภิภู คือผู้ครอบงำโลกคือผู้ยิ่งใหญ่ จากนั้นก็จะไปเป็น สยัมภู เป็นความรู้พระพุทธเจ้า ครอบงำ ไม่ได้ไป ข่ม แต่รู้เหนือหมด สู่แดนธรรม…คำว่า สาวกภูมิ เช่น ท่านขีณาสพที่บอกตัวเองว่าสิ้นอาสวะแล้วได้หรือไม่ครับ โดยไม่ต้องให้ใครบอกเลยใช่ไหมครับ พ่อครูว่า…ใช่ จากปัจเจกภูมิจนไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จากนั้นก็ไปเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าเต็มสภาพเลย
_กลิ่นแก้ว อรุณฤทธิเดชา : วันก่อนได้ไปส่งแม่ไปอยู่ที่ราชธานีอโศกตามความตั้งใจของแม่ หนูรู้สึกเศร้าใจแค่ตอนแรกๆแต่ตอนนี้สบายใจมากที่เห็นแม่มีความสุขกับแดนธรรม ตอนนี้หนูตั้งใจปฏิบัติธรรมถือศีลห้าให้ได้ก่อนแล้วค่อยเข้มขึ้นไป พ่อครูว่า…สาธุ แสดงว่าอันนี้ดีถึงให้แม่มานี่ ตอนแรกก็คงกลัวว่าแม่มาที่นี่จะได้รับความลำบาก พอมาเห็นแดนธรรมแล้ว โอ้..สบายใจ
_สติพล จนพัฒนา : **ท่านแสนดินพูดถูกสภาวะดีครับ..แต่ก่อนเคยเป็นเอามากๆเลยครับ..ใครตกอยู่ในภพของความรัก-มักเป็นเช่นนี้ แล้วแต่ดีกรีของความหลงยึดติดครับ(ทุกข์จริงๆๆ!!) พ่อครูว่า…เรียนรู้ไป รู้ตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ _Boonyakorn Pattanasattaporn : (บุญญากร พัฒนสัตถาพร) อย่าให้คำว่า "ปล่อยวาง" มาทำให้ตนกลายเป็นคนไร้คุณค่า คำว่าปล่อยวางในทางธรรมคือการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น วางความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ได้ไม่ให้ยึดมั่นในคุณธรรมความดี หาไม่แล้ว พระพุทธองค์จะทรงสอนหลักศีลและคุณธรรมต่าง ๆ ให้ปฏิบัติทำไม เกิดบนแผ่นดินสยาม ต้องมีจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ประเทศชาติสถาบันมีภัย ก็ต้องช่วยแก้ไขปัญหา หากทำอะไรที่ดีกว่าบ่นไม่ได้ ก็สวดมนต์เพื่อชาติบ้านเมืองก็ยังดี ดีกว่า ทำนิ่งเฉย ไม่รับรู้ ไม่รับฟัง ท่องแต่คำว่า เรื่องการเมืองอย่าไปยุ่ง ปัญหาที่เกิดไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง แต่เป็นวิกฤตของชาติบ้านเมือง ส่งผลโดยตรงต่อสถาบันกษัตริย์ที่สร้างชาติและมีพระคุณอันใหญ่หลวง เราจึงต้องรับรู้ ต้องมีส่วนร่วม เพื่อช่วยปกป้องและแก้ไขในวิสัยของตนเพราะคือการแสดงความกตัญญู หากปฏิบัติธรรมแล้วกันตัวเองออกไปสิ้นเชิง ไม่เกื้อกูลโลกแล้วการมีธรรมจะมีประโยชน์อันใด อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล 21 พฤศจิกายน 2020
พ่อครูว่า…มีคนบอกมาเป็นข้อมูลเพิ่มเติม กรณีขอความร่วมมือ ของดการประดับเวทีด้วยดอกไม้ขณะที่พ่อครูเทศน์ เนื่องจากขณะนี้ พ่อครูได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเม็ดเลือดขาวลดลง และต่ำมากสุด จากที่เคยตรวจเลือดมา ภาวะเช่นนี้แสดงว่าภูมิคุ้มกันของท่านลดลงกว่าที่เคยเป็น อาการมีคันตา คันจมูก สิ่งเหล่านี้หากได้รับการกระตุ้นบ่อยๆจะทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นได้ แต่ขณะนี้เราไม่แน่ใจ ว่า จะทำให้เกิดภาวะการหายใจติดขัดจากการหดเกร็งของหลอดลมก็ทำให้เสียชีวิตได้ จึงขอให้ลดภาวะเสี่ยงเหล่านี้เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่น่าจะเกิดกับพ่อครูด้วยค่ะ แม้พ่อครู จะยืนยันว่าไม่มีประวัติแพ้เกสรดอกไม้ใดๆเลยก็ตาม ขอกราบเรียนว่า เราไม่น่าจะเสี่ยงนะคะ ก็ขอให้ข้อมูลเพื่อขอพิจารณา พ่อครูว่า…ช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่มีปัญหา คนที่ทำให้อาตมา อาตมารู้ว่าปรารถนาดีทุกคนก็ขอบคุณช่วยกันไปเรื่อยๆ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อภิภายตนะ 8 ประการ ตอน 1 _อภิภายตนะ 8 ประการ [349] อภิภายตนะ 8 อย่าง 1. ผู้หนึ่ง(เอโก) มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปในภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณ ดีและมีผิวพรรณทราม ค รอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่หนึ่ง ฯ พ่อครูว่า…วรรณะ หมายถึง the classes ไม่ถึงขั้นตอนระดับดีหรือต่างไป พ่อครูว่า…ท่านจะบอกว่า มีความสำคัญในรูปภายในและเห็นรูปภายนอกด้วย หากว่ามีแต่รูปภายในไม่มีรูปภายนอกก็เลิกเลยไปหลับตาปฏิบัติธรรม นั้นตีทิ้งได้เลย เห็นไหม 2500 กว่าปีศาสนาพุทธเสื่อมไปขนาดไหนปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ยกย่องแต่พวกหลับตา ว่าคือพวกนักปฎิบัติธรรมแล้วจะบรรลุธรรมด้วยยกย่องเป็นอรหันต์ด้วย เห็นความล้มเหลวไหม ทำมิจฉาทิฏฐิสมบูรณ์แบบไหม ฟังดีๆนะ อาตมาพูดภาษาวิชาการไม่ได้ด่าว่าคุณ ตื่นมาฟังอาตมาให้ดี เลิกสิ่งไร้สาระมาเสียเสียเวลาไปเป็นชาติ ไปงมงายกับสิ่งมิจฉาทิฐิทำไม เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผลมันน่าเสียดาย แม้แต่ในชาตินี้อาตมาก็เคยไปนั่งหลับตามาเหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านเป็นลิงลมอมข้าวพองต้องเข้าป่า แม้แต่ไปกินขี้กินเยี่ยวก็ทำมาทั้งนั้น
2. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณ ดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่สอง ฯ พ่อครูว่า…ต่างกันแค่ใหญ่(ข้อ.1.. เล็ก แต่ข้อ.2.. ใหญ่)
3. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่สาม ฯ พ่อครูว่า…ตอนนี้เป็นอรูปแล้ว
4. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่สี่ ฯ
5. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียวฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นอันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่ห้า ฯ พ่อครูว่า… ท่านเอาดอกไม้ พืช ผ้า มาเปรียบเทียบ ก็มีนัยต่าง ท่านหมายถึง เราต้องรู้ความแตกต่างของมิติต่างๆกัน สู่แดนธรรม … ตั้งแต่ข้อ 1-4 และตั้งแต่ข้อ 5 เป็นต้นไปทำไมต่างกัน พ่อครูว่า… ข้อ 1-4 ให้รู้ความต่างกัน ให้รู้ทั้งเล็กไปใหญ่ ผิวพรรณดี ทราม แต่พอไปถึงข้อ 5 จะเหมือนกันหมดไปเลย มีนัยต่างกันที่สี นอกนั้นเหมือนกันเลย
6. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ดอกกรรณิการ์อันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง เหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง แม้ฉันใดผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลืองเหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่หก ฯ
7. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง แดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ฉันนั้นเหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่เจ็ด ฯ
8. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ดาวประกายพฤกษ์อันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสีมีส่วนทั้งสองเกลี้ยง ขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่แปด ฯ พ่อครูว่า…สรุปว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อภิภายตนะ 8 เป็นความรู้ขั้นสูง ขั้นละเอียด ลึกซึ้งมาก จะ ขยายความตามประสาอาตมา
อาตมาได้อธิบายธรรมะขยายความตามประสาอาตมา ซึ่งไม่เจอในพระไตรปิฎก อาจจะมี แต่ไม่รู้อยู่ในสูตรไหนบ้าง เป็นรายละเอียดที่ละเอียดลงไป สรุปว่าวิญญาณฐิติ 7 ศึกษากายโดยใช้สัญญา ในวิญญาณฐิติหรือสัตตาวาส 9 ถึงขั้นอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะก็มีคำว่า กาย แต่ท่านได้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ หมายความว่าถึงอากาสานัญจายตนะก็ไม่ได้ทิ้งภายนอก ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีภายนอกและภายใน อากาศา ต้องมีภายนอกและภายใน วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายะตะนะ แม้แต่สัญญาเวทยิตนิโรธก็ต้องมีกาย ทิ้งกายไม่ได้ เมื่อเข้าใจผิดตั้งแต่วันแรกที่ตรัสรู้ต้องไปนั่งหลับตา คุณก็หมดเลย พอเข้าถึง อากาสาฯ วิญญาณนัญจาฯ คุณก็หายเข้าไปในบาดาลของพญานาคเลย มิดอิมซิมเลย เหมือนกับหายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิญญาณฐีติ ข้อที่ 1 _วิญญาณฐีติ 7 เล่ม 11 [335] วิญญาณฐิติ 7 อย่าง 1. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิปาติกะบางพวก นี้วิญญาณฐิติข้อที่หนึ่ง พ่อครูว่า…คำว่าต่างกันคนนึงคือผู้ที่โลกียยึดอยู่เพียงแค่ความรู้โลกียะ อีกคนหนึ่งเป็นความรู้โลกุตระต่างกัน เพราะฉะนั้นกายต่างกัน คนที่เป็นโลกียะ กับคนโลกุตระก็จะเห็น กายต่างกัน เพราะสัญญาของสองคนนี้ต่างกัน สัญญาของคนหนึ่งเป็นโลกียะ สัญญาของอีกคนนึงเป็นโลกุตระ คนที่เห็นอย่างโลกียจะมีนัยที่ต่างกันไปได้นับไม่ถ้วน เพราะมันยังรวมจุดสัจธรรมไม่ได้ ไม่เข้าหาสัจะเป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่นำพาไปหาก้นกรวย แนะนำไปหาแต่ปากกรวย ไม่มีจบหรอก อย่างคุณเดชาที่ถามมา อย่าไปคิดฟุ้งซ่านเป็นโลกจินตา อย่างพระศาสดาของเทวนิยมมากมาย แต่อเทวนิยมมีหนึ่งเดียวคือศาสนาพุทธในมหาจักรวาลนี้ แล้วที่คุณฟุ้งซ่านไปมันรู้ไปด้วยไม่ได้ คุณก็หาสมมุติมาใหม่ก็ไปหลงสมมุติอันใหม่อีก แล้วคนที่สร้างสมมุติใหม่นั้นได้เป็นศาสดา มันก็เลยวนอยู่ไหนโลกียะแย่างเก่า ไม่มีอื่นหรอก เป็นแต่เพียงว่ายึดถือของตัวเองที่มี นัยยะ มุมเหลี่ยม ตัวเองผสมส่วนต่างกันเท่านั้นเอง เหมือนกับคุณ ตำแจ่ว ทำน้ำพริก น้ำพริกคืออันเดียว แล้วพระพุทธเจ้าก็ไปแยกแยะน้ำพริกให้ได้ คุณไม่ต้องไปเอานี้น้ำพริกของแม่ประณี นี่น้ำพริกเผาแม่ประนอม นี่น้ำพริกแม่ประโณ นี่น้ำพริกแม่ปลาเน่า คุณก็สร้างของคุณไปได้เรื่อยๆ แม่ปลาเน่าแล้วไม่พอ ก็ยังมีแม่ปลาท้องขึ้นท้องเฟ้อ พูดให้มันดูน่าเกลียดน่าชัง ไม่น่าจะไปสมมติต่อ ให้มาเรียนรู้ภาวะ 2 อย่าทิ้งภายนอก ย้ำ!!..อย่าทิ้งภายนอก เอาแต่ภายในไม่มีทางบรรลุธรรม ภายนอกมีตลอดอยู่ด้วย แล้วคุณก็เรียนรู้ภายใน ภายนอกเราเรียกเต็มๆว่า กามภพ แล้วก็รูปภพ และอรูปภพ นี่คือภพ3 ผู้ที่มีเรียนรู้ กามภพ แล้วไปนั่งหลับตาปฏิบัติคุณไม่มีโลกที่จะปฏิบัติแล้ว คุณมีแต่สมมติ ว่างๆ อันหนึ่ง เพราะคุณไม่รู้ฐานจริงของความเป็นโลกของความเป็น กามภพ รูปภพ อรูปภพ คุณไม่มีเลย กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันจะหุ้มห่อกันอยู่ 3 ที่เรียกว่า โลก แต่คุณทิ้งโลกไปเลย แล้วเข้าหาข้างใน คุณไม่ได้นะ ว่าคุณไม่มี กามภพ เลย เมื่อคนไม่เรียนรู้กามแล้วลอกกามออกให้หมด แล้วจะเหลือแกนที่เหลือคือรูป อรูป แล้วคุณจึงมีรูปให้เรียน แล้วจึงรู้อรูปภายใน ก็ลอกออกอีก เรียนรู้อรูป จัดการอรูปให้หมดไป จึงหมดภพ 3 แต่นี่คุณไม่มีกามภพ รูปภพ อรูปภพเลย คุณก็เลยหลับตาแล้วเข้าไปหา อรูป กิเลส ต้องมี ตาหูจมูกลิ้นกาย ถึงจะมีกิเลสทุกอย่าง ถ้ากิเลสไม่เริ่มตั้งแต่กาย ไม่เริ่มตั้งแต่กาม มีแต่กิเลสเพ้อฝัน กิเลสซึ่งคุณสมมติเอง มันยากหน่อยนะ มันมีแต่คุณสร้างความสมมุติขึ้นมาเองในความไม่มี รูป อรูป จะมีได้ คุณต้องลอกกามที่เป็นเปลือกของกามก่อน แล้วคุณจะเจอ รูป จะลอกกิเลสรูปอีก เหลืออรูป ก็ลอกออกจนหมด ก็จะหมดกิเลสภพทั้ง3ภพ แต่นี่คุณไม่มีตั้งแต่แรกก็จินตนาการโดยหลับหูหลับตาสร้างภพเอง คุณไปปั้นภพใหม่นะ ไม่ได้มีการพบเจอกิเลสสามขั้นเลย แต่คุณไปหลับตาปุ๊บ คุณไม่มีแล้วตั้งแต่ …. จะเรียนรู้ภพของเปลือก สอง ของเนื้อ สามของเม็ดภายใน คุณไม่มีเลยนะแล้วคุณก็หลับตาเข้าไปที่จะไปทำลายกิเลส คนไม่มีลูกกล้วยนี้เลย แต่คุณก็สร้างเนื้อกล้วย ตัวที่คุณสมมุติเองเพราะคุณไม่มี กล้วย แล้วคุณก็นึกว่ามี กล้วย แล้วจะสลายเนื้อสลายเม็ดกล้วยให้หมดไป คุณจะเอาอะไรมาสลาย ก็เป็นเพียงคุณไปสร้างภพใหม่ มันเป็นนิรมาณกาย เป็นกาย ที่ไม่มีตั้งแต่ภายนอกแล้ว กายต้องมีภายนอก แต่คุณ นิรมาณกาย นิร คือไม่มี มาณ คือใจ คุณเอาใจไปสมมุติว่ามันมี กล้วยทั้งลูกมันไม่มี ที่คุณสมมติ จึงเป็นกายที่ไม่มีเลย นิรมาณกาย ทั้งสิ่งที่ถูกรู้เป็น object และสิ่งที่รู้ ที่เป็น Subject คุณก็บอกว่ามีแล้วก็ไปบอกคนอื่นที่นึกว่ามีเหมือนกันก็มาร่วมรู้อันนี้เป็น สัมโภคกาย แต่ละคนต่างบอกว่ามีเหมือนกัน ที่จริงแล้วมันเป็น อทิสมานกาย พวกนี้น่าสงสารมาก พวกหลับตาปฏิบัติธรรมจึงฟุ้งซ่านอยู่กับนิรมานกาย อย่างเช่นอาจารย์มั่น นั่งเข้าไปแล้วก็ไม่รู้จักเทวดา เสร็จแล้วก็โอ้โหยิ่งใหญ่ จ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive