631206_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ 7_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

631206_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ 7 ดาวโหลดเอกสารที่นี่ https://docs.google.com/document/d/1i9vtDtJ9JgVmmszAKabrhsAqKwooEqTHflfaHmW37wM/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1hGDNj_clNU1oecUBDtv4gfqfErC1uxsj/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/HpkySrJ-wc8

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563 ที่บวรราชธานี ตอนนี้ในเมืองไทยมีเรื่องของโควิตและเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นเพราะมีคนที่ติดเชื้อข้ามมาจากชายแดนพม่า ตอนนี้ซุปเปอร์โพลส์ก็ออกมาบอกว่า คนที่เหมาะสมจะเป็นนายกที่สุดตอนนี้ก็คือนายกฯ ลุงตู่ซึ่งมีคะแนนถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ประชาชนก็พอใจผลงานรัฐบาลที่ทำอยู่ตอนนี้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

พ่อครูว่า… _ phaetpong vorapongpichet เพชรพงษ์ วรพงศ์พิเชษฎ์ ..คัดค้านไม่ได้เขาเป็นพวกเดียวกับเรา. เขาใช้รัฐธรรมนูญ60. อนุญาติให้ประชาชนห้าหมื่นชื่อ. ยื่นได้ เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางแก้รัฐธรรมนูญ. ตามกฏหมาย. การคัดค้านอำนาจประชาชนตามกฏหมายเป็นสิ่งทีไม่ถูกต้องตามกฏหมาย. การไปปิดกั้นประชาชนแทนที่เปิดพื้นที่พูดคุยกันอย่างอารยะชน ไม่ถูกต้อง โปรดพิจารณาด้วย ท่านกำลังโดนคนพาลพาไปหลงผิด. อย่าเชื่อหมอวรงค์ คนพาล ขาดเหตุผล. ไม่มีความรู้พื้นฐานทางกฏหมายรัฐธรรมนูญ. อย่าหลงผิด. ท่านขาดข้อมูลที่ถูกต้อง. โปรดฟังผม. รีบหาข้อมูล. เชิญคุณวีระมาพูดก็ได้. เขามีข้อมูลมาก. ท่านอยู่ใน comfort zone ของตัวเองเลยขาดข้อมูล. ผมเป็นคนเสื้อเหลืองเหมือนท่าน เคยต่อสู้กับเผด็จการทักษิณ. เคยเข้าใจผิดมาแล้ว แต่โลกปัจจุบันปิดข้อมูลไม่ได้แล้ว เรารู้แล้วว่า. ขุนศึกศักดินา นายทุนกำลังยึดประเทศแล้วทำตามใจตนเอง. ไม่เคารพกฏ

อ่านต่อ

หมาย. โปรดพิจารณาด้วย. ด้วยความเป็นห่วง. จากหมอแก่ๆคนหนึ่ง พ่อครูว่า…เราก็ออกความเห็นในเรื่องสังคม ประชาชนเขาจะมีการต่อต้านกฎหมายคัดค้านบ้างส่งเสริมกันบ้างก็ว่ากันไปในสังคม เราก็ออกความเห็นไปบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วการออกความเห็นไปนี้ ผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา อาตมาก็แสดงความเห็นไป แน่นอนว่าไม่ตรงกับอีกหลายคน เขาก็ว่าไม่ถูกเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า นอกจากอริยสัจ 4 นอกจากสัจธรรม ที่เป็นอริยสัจ 4 ผู้ปฏิบัติธรรมอริยสัจ 4 แล้วก็บรรลุธรรมเป็นนิพพานด้วยกันอันนั้นแหละเป็นหนึ่งเดียวกันตรงกันทั้งหมด นอกนั้นพูดขึ้นมาไม่มีอะไรที่จะไม่ขัดแย้งกัน ขัดแย้งกันได้ทั้งนั้น ซึ่งมันประกอบไปด้วยกาละเวลา ฐานะ คนที่อยู่ในฐานะคนละฐานะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ตื้นๆ ชาวศาสนาเทวนิยม ก็อยู่ในฐานะของการยึดถือ เทวะ หมายถึง 1 เราชาวพุทธ 1 ก็ได้เราก็เข้าใจ แต่ว่าเทวหมายถึง 2 เป็นสัจธรรมที่จะต้องศึกษา มันก็ต้องเห็นต่างกันตลอดเวลาแน่นอนมันไม่ตรงกันเป็นอันเดียวกันได้ ผู้รู้แล้วก็เข้าใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างเช่นอาตมาเข้าใจ เทวะมันแปลว่า 2 แต่เขาก็แปลว่าหนึ่งเดียวไม่เปลี่ยนแปลงเที่ยงแท้แน่นอน เราก็เข้าใจเขา ส่วนเราก็เข้าใจอย่างเรา สำหรับของพระพุทธเจ้าถึงแล้วไม่ยึดติดเลย 1 ก็ไม่ติด 0 ก็ไม่ติด เข้าใจถูกต้องแล้วเราก็เกิดถ้าเรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้เราจะอยู่กับอะไร อยู่กับ 0 อยู่กับ 1 อยู่กับ 2 3 4 5 6 7 8 9 ร้อยพันหมื่นแสนล้าน เราก็อยู่กับสิ่งนั้นอย่างเข้าใจ อะไรที่เราเห็นว่าเราไม่เหมือนเขา อันนี้ควรจะดีกว่า ก็บอกเขาจะเอาด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ เป็นแต่เพียงเราออกความเห็นของเราอย่างนี้เราเห็นว่าถูก คนอื่นฟังธรรมอาตมา เขาฟังว่าอย่างนั้นผิด เช่น อาตมาบอกว่านั่งหลับตามันผิดหลักศาสนาพุทธนะ หาหลักฐานอ้างอิงยืนยันว่าไม่ถูกหรอก อาตมาก็ต้องพูดยืนยันอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่เถียงเขาหรอก แล้วเขามีเยอะด้วยนะ ยุคนี้เข้าใจศาสนาพระพุทธเจ้าผิด ปฏิบัติธรรมนั่งหลับตานี่แหละมีเยอะเลย แบบไม่นั่งหลับตามีน้อย โดยเฉพาะไม่นั่งหลับตาแล้วก็ปฏิบัติไปอย่างสำคัญเลย นอกจากไม่นั่งหลับตาแล้วลืมตาปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วก็เกิดสัมมาสมาธิ เขาเข้าใจกันที่ไหน อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร หรือแม้แต่ในจรณะ 15 ปฏิบัติกว่าจะได้สมาธิกว่าจะได้ฌาน 1 2 3 4 แล้วต้องมีวิชชา 8 ด้วยต้องมีองค์ประกอบไปด้วยกัน ฌานวิสัย เป็นอจินไตย เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก แต่ที่เขาพูดทำฌานกัน ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า เขาว่าฌานคือการเพ่ง แต่ที่จริงฌานต้องมีปัญญา ปัญญานั้นต้องมีพลังงานเผากิเลส ทำลายกิเลสได้ ไม่เอาไว้เลย เจอกิเลสเป็นเผาๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แม้เห็นต่างกันแต่ก็สามารถนับถือกันได้ _ แดเนียล พอร์ตเตอร์ ...สังเกตุง่ายๆคนที่ไม่รู้จริง หรือกำลังด้นสดหาเรื่องพูดไปเรื่อย มือไม้จะขยับเกาไปทั่ว คำพูดจะพยายามประดิษฐ์คนฟังๆแล้วจะงงเพราะไม่รู้จริง พระอริยะ ท่านสอนไว้เกือบทุกรูปว่าใครจะทำชั่วหรือทำไม่ดีเพียงใดให้นิ่งเฉยให้ดูตัวเองเท่านั้น เมื่อใดที่ตำหนิผู้อื่นคือจิตคุณต่ำกว่ามาก ถ้าเกิดสิ่งที่เค้าทำไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดคุณจะกลายเป็นคนกล่าวว่าร้ายผู้อื่นทันทีตกนรกนะ ยิ่งเป็นพระสงฆ์คูณสิบเท่าไปสิ หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านโดนกระทำหนักขนาดไหนแทบโดนไล่ออกจากวัด แต่ท่านไม่เคยว่าร้ายกล่าวโทษผู้อื่นเลยท่านสอนแต่ธรรมมะให้คนไปปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติตามจะรู้ด้วยตัวเองไม่ต้องมานั่งกล่าวว่าผู้อื่นให้เสียเวลา ขอไม่นับถือนะ เพราะมีเซนท์สัมผัสได้เหมือนกัน พ่อครูว่า…พูดไปแล้วก็สงสารพระพุทธเจ้า ไปตำหนิสิ่งที่ผิด ไปตำหนิพระเทวทัต ดีนะคนที่เห็นต่างก็ยังแสดงความเห็นบอกมา อาตมาก็ดีใจอุ่นใจ คนที่เห็นต่างฟังแล้วก็ยังยอมเสียเวลาแสดงความเห็นตอบรับมา ก็ทำให้เราได้รับทราบความเห็นของคนเพิ่มเติมอีกเยอะ ความเห็นของอาตมาอาจจะไม่ตรงกันกับคุณ อาตมาก็ขออนุญาตเหมือนกัน แต่อาตมาขออนุญาตนับถือคุณก็แล้วกัน คุณขออนุญาตไม่นับถืออาตมา แต่อาตมาขอนับถือคุณหน่อย นับถือคุณที่บอกว่าคุณไม่ชอบใจเราเห็นว่าไม่ถูก ก็ยังอุตส่าห์บอกความเห็นมา เขาไม่บอกมาเราจะไปรู้เหรอ ใครจะไปรู้ อยู่ไหนก็ไม่รู้ ชาตินี้จะได้เจอกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาแสดงออกมาก็ได้รับฟังทางสื่อ เขาก็ยังอุตส่าห์แสดงออกมา ก็ขอขอบคุณ โปรดติดตาม มีอะไรรู้สึกว่าไม่ถูกต้องก็บอกมา สิ่งที่คุณบอกมาถ้าเห็นแล้วว่าเข้าท่า อาตมาก็จะเปลี่ยนแปลงตาม อันที่อาตมาไม่ผิด ได้บางอย่างก็ปล่อยไปไม่แย้ง บางอย่างก็ขอแย้ง ว่าอันนี้คุณก็ไม่ได้ชี้ข้อที่เป็นธรรมะ อาตมาจะจับเอามาอธิบายได้ อย่างฤาษีลิงดำ ตามความเห็นของอาตมาท่านมิจฉาทิฏฐิ 100% เป็นเทวนิยมเต็มรูป ปฏิบัติออกนอกศาสนาพุทธเลย ยังมีอัตตา มีเทวะ มีภพชาติเต็ม ชาตินี้ชาติหน้า มีสวรรค์วิมานเป็นตัวเป็นตนเต็มไปหมดเลย อาตมาก็บอกความเห็นให้ฟังทั้งนั้น

_Hr Td เอชอาร์ ทีดี ...พ่อครูจะไปพูดทำไม เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ มันเป็นเรื่องของชาวโลกเขา สมณะเราบิณฑบาตกิน เขาใส่อะไรใหั ก็กินตามนั้นเพื่อให้ยนตะสรีระเป็นไปได้เพื่อจะได้บำเพ็ญสมณธรรม..การสันโดษในอาหารบิณฑบาตคือธรรมของสมณะครับ.. พ่อครูว่า…อาตมามาบวชเพื่อจะวิจัยวิจารณ์ วิเคราะห์ จะบอกธรรมะอย่างมากเลย เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ที่จะมากอบกู้ศาสนาพุทธในยุคนี้ แต่คุณไม่ใช่ก็มาทำอย่างอาตมาไม่ได้ อาตมาก็ขอทำหน้าที่ของอาตมา ขออภัยนะที่อาตมาทำไม่ตรงกับความเห็นของคุณ มันก็เป็นความเห็นต่างอาตมาก็ขออนุญาตเห็นต่างนะ

_ ภาณุวัฒน์ ชูเฉลิม …อย่าวิจารณ์มั่วสิครับท่าน*ยาวิกาลิก*มีทั้งราก ผล เปลือก และใบ ที่พุทธองค์ทรงอนุญาตหมากพลูก็เช่นกัน มันไม่ใช่สิ่งเสพติดนะครับองค์หลวงตามหาบัวท่านเคี้ยวก็ไม่ได้ผิดพระธรรมวินัยนะครับ แล้วอีกอย่างไอ้คำที่ท่านว่านั่งหลับตาไม่ทำให้สำเร็จอรหันต์ได้ ถ้าอย่างนั้นพระพุทธองค์ก็ไม่สำเร็จเป็นพุทธเจ้าได้สิครับ เพราะท่านก็นั่งหลับตาเหมือนกันนะครับ อย่าลืมข้อนี้ไปสิครับ*จะวิจารณ์อะไรควรศึกษาให้ดีเสียก่อน*ไม่ใช่จะพูดอะไรโดยไม่ตรึกตรองก่อน พ่อครูว่า…อาตมาว่าควรจะเป็นคนที่น่าจะศึกษาให้ดีเสียก่อนมากกว่า ความเห็นของคุณกับความเห็นของอาตมาก็คงจะไปกันคนละอย่าง คุณชอบอันนั้นมากเลยคุณเข้าใจแล้วก็มองได้แค่ว่าพระพุทธเจ้านั่งหลับตาหรือไม่หลับตาก็ได้ในยามต้นยามสองยามสามเพื่อระลึกถึงสิ่งที่ท่านได้มาแล้วท่านไม่ได้มาปฏิบัติธรรม แต่ท่านทำเตวิชโช เตวิชโชของพระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ตรวจสอบธรรมะเท่านั้น แต่เป็นการระลึกชาติที่ท่านเคยบรรลุธรรมมาแล้วได้สัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้ามาแล้ว ในปางนี้ก็เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้วมันในชาตินี้ท่านก็ระลึกถึงสิ่งที่ท่านปฏิบัติมาแล้วอาตมาเองเมื่อนอนหลับไปก็ระลึกถึงธรรมะที่ได้มีมาแล้ว วันไหนเมื่อยก็นอนหลับ วันไหนไม่ได้ก็ทบทวนไปได้ธรรมะที่เอามาสอนนี้ส่วนใหญ่เลยมีอะไรต่างๆนานาเยอะศึกษาตั้งใจฟังให้ดี พูดด้วยความจริงใจว่าอาตมาสัมมาทิฏฐิแล้วก็มาตำหนิคนที่มิจฉาทิฏฐิ แต่คุณเองก็เข้าใจว่าสิ่งที่คุณยึดถือนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ คุณก็น่าจะเปิดใจฟังทางนี้มาบ้าง อะไรเห็นความขัดแย้งก็แสดงความเห็นออกมาได้ ต่างคนต่างจะได้เข้าใจ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตำหนิคนที่ควรตำหนิไม่ได้มีกิเลสแต่อย่างใด _ ทำดีสร้างภาพ …แค่พูดเรื่องผีก็ขัดแย้งกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องฟังเรื่องอื่นแล้ว คนดีเขาไม่ตีใคร นี่พาลตำหนิเขาไปทั่ว ตัวเองมีอคติกับพระไทยอยู่แล้วก็ตำหนิโดยอคติอย่างเมามันในอารมณ์ นั่นแหละคือกิเลสตัวร้าย ครูบาอาจารย์มากมายเดินธุดงค์กลางไพรมีผีวิญญาณสัมภเวสีมาลองดีบ้าง รังควานบ้าง มาขอความช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์บ้าง นี่ท่านคิดมโนไปเองอย่างนั้นหรือ แล้วภพภูมิของเปรต ภพภูมิของอสุรกายที่มีปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นการเขียนขึ้นมาลอยๆอย่างนั้นหรือ คุณหรือเปล่าที่กำลังชักจูงคนด้อยปัญญาให้เดินหลงทางเสียเอง!!! พ่อครูว่า…พูดเสียแรง อาตมาไม่เคยไปตีใคร นอกจากตอนเด็กเคยตีน้องชายคนเล็กด้วยไม้บรรทัดเพียงหนึ่งครั้งในชีวิต นอกนั้นไม่เคยตีใครเลย คำว่าตีของเขาคงหมายถึงการพูดกระทบ อาตมาตำหนินี้อาตมาเป็นบัณฑิตนะอาตมาไม่ใช่คนพาล และอาตมาไม่ได้ตำหนิใครไปทั่ว บางทีก็กล่าวชื่อคนที่รู้ว่ากระทำ ก็เป็นเพียงไม่กี่คน เพราะว่าคนทุกวันนี้มันผิดในทางตามกันไปกับคนที่อาตมาตำหนิ ทุกวันนี้คนไปเชื่อคนพาล อาตมาตำหนินี้ไม่ได้มีอคติเลย คนเป็นกลางแล้ว คือ คนที่พ้นอคติ 4 (พ้นความลำเอียง จึงจะชี้ถูก-ชี้ผิดได้) พ้น ฉันทาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ รัก) พ้น โทสาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ ชัง) พ้น โมหาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ หลงพิษ) พ้น ภยาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ กลัว) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 17) โทสาคติก็ไม่มี โมหาคติก็ไม่มี จะมีบ้างก็มีฉันทาคติ คือยินดีที่จะติ ฉันทะ ติด้วยความยินดี ถ้าใจเราเองมีฉันทาคติ เพราะว่าอาตมายินดีที่จะติ ตั้งใจที่ติให้รู้ตัวให้เข้าใจ ไม่มีโทสะหรือโมหะ หรือแม้แต่ภยาคติ คติที่เป็นภัยก็ไม่มี จะมีก็มีแต่ฉันทาคติ คือยินดีที่จะติคุณด้วยความจริงใจ พูดตามภูมิอาตมา แน่นอนอาตมาอาจจะผิด เพราะว่าอาตมายังไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาก็อาจจะผิด คุณแย้งมาก็ขอบคุณ อาตมาไม่มีอคติกับพระไทย แต่อาตมามีฉันทาคติ ที่ท่านทำผิดเราก็ต้องตำหนิ ไม่ได้ตำหนิอย่างเมามันในอารมณ์เป็นโมหาคติ อาตมารู้สึกเมื่อยนะ ที่ตำหนิคนนี้อาตมาต้องทำงาน อาตมามีอุเบกขาไม่ได้มันในอารมณ์ แต่อาตมาแสดงธรรมเน้นๆๆ คุณก็ว่าแรง อาตมาต้องการเน้นให้ชัดไม่ต้องการให้เหยาะแหยะ คุณอ่านอาการเอาตามอาการ ไม่เอาตามกาลามสูตร 10 คุณเข้าใจว่า อาการอย่างนี้กำลังโกรธอาการอย่างนี้กำลังเมามันส์ คุณอ่านตามอาการเอง คุณตรวจตัวเองเสีย อย่าไปอ่านเอาตามอาการ ในยุคที่สัมมาทิฏฐิไม่มีพระไปเดินธุดงค์หรอก เดินธุดงค์ สัญญาของคุณกับของอาตมานั้นต่างกัน กำหนดเดินธุดงค์ของคุณคือไปออกป่าเข้าไปหลงป่า แต่ธุดงค์ของอาตมาไม่ต้องเดินหรอก ธุตังคะของอาตมาคือศีลเคร่ง และผี ของคุณเป็นผีที่มีตัวตนอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฐิที่เอาอัตตาตัวตน เพราะฉะนั้น กายของคุณกับของอาตมาก็คนละเอย่าง กายของคุณหมายเอาที่ผี เหมือนของอาจารย์มั่น หลับตาแล้วก็จะมีวิญญาณของเทวดาเยอรมันนี มาฟังธรรมอาจารย์มั่นเป็นตัวเป็นตน เท่านี้ผู้ที่รู้ก็รู้แล้วว่าอาจารย์มั่นยังมีอุปาทานกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ยังไม่ได้เข้าใจคำว่าเทวดาคืออะไร เทวดาที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่เทวดาที่เหาะไปเหาะมา ซึ่งมันไม่ใช่ง่าย คำว่าผี ธุดงค์กลางไพรของคุณนี่เก่งจริงๆ เฮ่อ พูดไปก็น่าเห็นใจนะ คำว่า มโน นี่แหละสำคัญ คือจิตมันปั้นรูปร่างนิรมานกายเป็นตัวตน พวกที่มีอย่างนี้อยู่อย่างเช่นครูบาอาจารย์ของคุณที่เห็นผีเห็นเทวดาเป็นตัวเป็นตน เท่านี้แหละยังไม่พ้นสภาพของเทวดามารพรหม กายต่างกันสัญญาก็ต่างกัน ที่เขียนขึ้นมาในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้เขียนลอยๆแต่คุณไม่สามารถเข้าใจได้ จริงๆมันเป็นนามธรรมที่ไม่เป็นตัวตน แต่คุณยังเข้าใจว่ามีตัวตนอยู่ พูดไปอย่างไรคุณก็ยังเขลอะอยู่ จะเอาความไม่มีตัวตนไปพูดกับคุณมันจะพูดกันรู้เรื่องไหมนี่ ไปไหนมาสามวาเจ็ดศอก ตกลงอาตมารับก็ได้อาตมาปัญญาน้อยกว่าคุณก็ได้อาตมาแสดงธรรม คนที่ฟังธรรมะอาตมาจะหลงทางหรือเจอทาง คนที่มาฟังธรรมะจะมาเขาก็เห็นว่าทางนี้ใช่แล้วเขาก็มาเอง ไม่ได้หว่านล้อมชักจูงแต่คนเข้ามาฟังเองเห็นดีเอง อาตมาแสดงธรรมตรงตามพระพุทธเจ้าสอนอาตมาเป็นผู้ไม่ได้มาหาบริวารไม่ได้มาทำให้คนหลงนับถือ ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25)

SMS วันที่ 29 พ.ย. - 1 ธ.ค. 2563

_Red Salond (เรด ซาลอนด์) : กราบนมัสกาารพ่อครูคะ เพิ่งเริ่มศึกษาธรรมะของพ่อครูมาได้เกือบ2ปี เห็นถุกธรรมะที่พ่อครูสอนทุกอย่าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็พายายาม ศึกษาฟังคลิปตั้งแต่แรกๆจนถึงปัจจุบัน มีหมู่กลุ่มที่คุยธรรมะกัน3-4คน ไปศาลีอโศกหลายครั้ง ไปบ่อยเท่าที่จะมีโอกาศ และจะหาโอกาศไปกราบพ่อครูที่บ้านราชให้ได้คะ พ่อครูว่า…มาเลย

_เดชา อำพร : คนอโศกไม่ชอบค้นคว้าหาความจริง แต่ชอบถูกจูงถูกครอบงำ จริงๆ สารี ไม่ได้แปลว่าผู้มีสาระแต่แปลว่า ผู้เดินไปหรือการเที่ยวไป(นั่นต่างหาก) พ่อครูว่า…ก็ให้มาหาความจริงกัน ใช่ เพราะคนอโศกเป็นคนมีปฏิภาณปัญญาของตัวเองเสาะแสวงหา แล้วก็มาเจอ พอเจอเข้าก็โอ้โห อย่างนี้ใช่แล้ว ก็เลยเข้ามาให้จูง เลยเข้ามาให้ครอบงำ อย่างนี้ใช่แล้วเขารู้สึกอย่างนั้น คนที่เขาแสวงหาแล้วเจอสิ่งที่เขาแสวงหา ความถูกต้องความดีนั้นมันมีน้อยมันหายาก เพราะฉะนั้นคนที่มาเป็นชาวอโศกจึงมีน้อยหายาก ส่วนคนที่ไม่ค่อยเจอความจริงมีเยอะ ความไม่ถูกต้องมันเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่จะถูกครอบงำโดยคนโง่มีเยอะเหมือนกับสัญชัยเวลัฏฐบุตร ก็เขาชัดเจนเข้าใจว่าคนโง่นี้มันเยอะ เขาก็ขออยู่กับคนโง่ที่มีเยอะดีกว่า ส่วนพระสารีบุตรนั้นมาเจอพระพุทธเจ้า คนที่เชื่อพระพุทธเจ้าด้วยปฏิภาณตัวเองว่าพระพุทธเจ้าเป็น สยัมภูยิ่งกว่าอภิภู ก็ให้ท่านมาครอบงำดีกว่า นี่พูดโดยสภาวะ แต่ภาษาครอบงำเป็นภาษาพื้นๆ แต่จูงนี่เป็นภาษาชั้นสูง ถูกต้อง สารี แปลว่า ผู้ที่เดินไปหรือผู้เที่ยวไปก็ได้ แปลว่า ระลึกก็ได้ แสวงหาก็ได้ สัทธานุสารี ธัมมานุสารีก็ได้ ผู้แสวงหาสายศรัทธาหรือสายปัญญาก็ดี ก็ถูก สารี แปลว่า อย่างนั้นก็ถูก แต่อาตมาแปลว่า ผู้ที่ตามหาสาระ ซึ่งแปลเอาสภาวะ แต่เขาก็ว่าไม่ตรงพยัญชนะเขา เขาก็ว่าอาตมาผิดนั่นก็ถูกแล้ว แต่สภาวะเขาตามอาตมาไม่ถูกก็ไม่เป็นไรก็ขอบคุณที่คุณพูดมาตรงๆ ตามที่เขาเข้าใจกัน โดยพยัญชนะ อาตมาแสดงธรรมนี้มาจากสภาวะส่วนใหญ่ หลายอย่างหลายอันเลยไม่ตรงกับพยัญชนะที่เขายึด อย่างคำว่ากาย ปุญญะ สมาธิ หรือฌาน เป็นต้น เขาเข้าใจผิดกันไปเยอะ ในพจนานุกรมไทยบาลี แปล กายว่า หมวดหมู่ ไม่ใช่สิ่งเดียว แม้แต่ในพระไตรปิฎก ท่านก็หมายถึง จิต มโน วิญญาณด้วยซ้ำ อาตมาก็เชื่อแน่ว่า อาจารย์ที่สอนธรรมะมาคงจะงง ไม่เหมือนที่เขาสอนกันมา

SMS วันที่ 2 – 3 ธ.ค. 2563

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ ในวิญญาณฐิติ 7 พ่อครูบอกว่าเป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ใน ข้อ 1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ลูกเห็นด้วยเพราะกายต่างกันสัญญาย่อมต่างกัน ข้อ 2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกันข้อนี้ลูกไม่เข้าใจว่า เมื่อกายต่างกันแล้วคือ กายหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิอีกกายก็ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิ แบบนี้ใช่ไหมคะ และข้อนี้สัญญาเป็นอย่างเดียวกันนั้นเป็นอย่างไร ข้อ 3. กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน ลูกว่าเมื่อกายทั้งสองเป็นสัมมาทิฏฐิ ลูกไม่เข้าใจว่า สัญญาจะต่างกันอย่างไร ลูกขอพ่อครูเมตตาช่วยอธิบายลูกด้วยเจ้าค่ะ น้อมกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…คำว่าวิญญาณฐีติ อาตมาบอกว่าเป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าในขณะปฏิบัติต้องมีวิญญาณตั้งในขณะนั้นเลย วิญญาณจะมีฐีติ(ที่ตั้งอยู่) ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นที่ตั้ง แล้วคุณก็จะต้องมีการกระทบสัมผัสกับสิ่งภายนอก แล้วเกิดวิญญาณ ต้องปฏิบัติอย่างนั้นจึงจะสัมมาทิฏฐิ ไปนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 มันไม่ใช่วิญญาณฐีติ มันมีแต่วิญญาณสัมภเวสี ซึ่งก็อธิบายแล้วว่า สัมภเวสีคือวิญญาณไม่มีที่เกิดไม่มีที่ตั้ง เป็นการแสวงหาที่เกิดแสวงหาที่ตั้ง เป็นวิญญาณล่องลอย พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนั้นท่านไม่เอามาสอน อย่างที่ท่านว่าภิกษุสาติ ...ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 440)

ยิ่งไปเข้าใจ โอปปาติกะ เข้าใจผิดไปใหญ่อย่างอาจารย์พร รัตนสุวรรณ เสียไปแล้ว เขาชอบใจ คำว่าโอปปาติกะมาก บอกว่าวิญญาณทั้งหลายล่องลอยไปแล้วเก่งด้วยนะ ไปสัมผัสบอกว่ารู้ว่าวิญญาณนี้หาที่เกิดไม่ได้ล่องลอยก็จะไปสร้างเจดีย์ให้อยู่ในป่าตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งน่าสงสารเลอะเทอะไปใหญ่ ยิ่งกว่าภิกษุ สาติ อีก เพราะว่าเห็นวิญญาณล่องลอยสงสารไปหมดเป็นตัวเป็นตน วิญญาณคนที่ตายแล้ววิญญาณจะไปตกนรกไปสวรรค์อะไรก็แล้วแต่ คนตายไปแล้วนั้น วิญญาณก็ไปตามภพภูมิของเขา วิญญาณที่จะศึกษาได้ต้องมีการกระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกภายใน เรียกว่าวิญญาณฐีติ ถ้าไม่มีกาย ไม่มีภายนอกกับภายในมันจะไม่ครบปฏิบัติไม่สมบูรณ์ อาตมายืนยันว่าปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 นั้นถูกต้อง จะมีทั้งภายนอก ทั้งภายใน คำว่า กายต่างกันสัญญาต่างกัน ที่คุณว่า เพราะกายต่างกันสัญญาก็ย่อมต่างกัน อันนี้อาตมาว่า คุณไปเข้าใจว่า กายกับสัญญามันเป็นอันเดียวกันแล้วนะ ความหมายของคุณที่พูดอย่างนี้มา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดแน่นอน(สู่แดนธรรมว่า...เพราะว่าในพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกันก็มี) นี่คือธรรมะที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า คำว่ากายคำหนึ่ง คำว่าสัญญาคำหนึ่ง แค่เนี้ยสำคัญนะ สัตตาวาส 9 ก็ดี วิญญาณฐิติ 7 ก็ดีพูดถึงเรื่องกายกับสัญญา โดยเฉพาะสัตตาวาส 9 ความเป็นสัตว์มีอยู่ 9 เท่านี้แหละ ถ้าคุณเข้าใจความเป็นสัตว์ใน 9 นี้ไม่ได้ แล้วคุณก็ปฏิบัติให้พ้นความเป็นสัตว์ทั้ง 9 นี้ไม่ได้ คุณก็ไม่เป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นจะให้พ้นสัตตาวาส 9 ให้ได้ คุณต้องเข้าใจกายกับสัญญาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าคุณไม่เข้าใจคุณทำไม่ได้ เช่นคนไปนั่งหลับตาจะไปนั่งดับ อสัญญีสัตว์ แล้วอสัญญีสัตว์คือการไม่กำหนดรู้อะไรเลย คือการดับสัญญา ทำให้สัญญาดับ เป็นตัวที่ 5 ของ สัตตาวาส 9 ถ้าคุณทำอย่างนี้ ก็สุญโญเลย ถ้ายังพอเข้าใจว่า กายต่างกันสัญญาต่างกัน กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็ยังมีการกำหนดหมายถูกได้นะ จะกำหนดอย่างไรก็ต้องเรียนรู้สัญญา แล้วกำหนดให้รู้กาย คำว่า กาย คำนี้ เมื่อมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอน แม้แต่อุปัชฌาย์บวชพระ ต้องแยกกายแยกจิตให้ถูก ถ้าเข้าใจกาย จิตไม่ถูก สภาวะเมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต เมื่อไหร่จิตไม่เป็นกาย ถ้าแยกไม่ออกก็ไม่รู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ผู้นี้ปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่ได้นิพพาน เมื่อบวชใหม่อุปัชฌาย์จะต้องให้กรรมฐานตัวนี้ คือแยกกายแยกจิตให้ได้ ผู้ใดที่บวชมาแล้วเข้าใจ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ไม่ได้ก็ไม่ต้องให้บวชหรอกเพราะไม่มีทางไปนิพพานได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้สอนกันอย่างถูกต้อง ไปสอนเป็นไตรลักษณ์ไปสอนเป็นปฏิกูลอะไรไปหมด ซึ่งมันเสื่อมไม่เข้าท่าแล้ว ถ้าคุณไม่เข้าใจกายไม่เข้าใจจิต เข้าใจ กายแล้ว ต้องมาปฏิบัติ จับสักกายทิฏฐิ จับกายที่ตัวเราให้ได้ มีรูปมีนามมีนอกมีในคุณปฏิบัติธรรมจะต้องมีนอกมีในเสมอ เราจะต้องกำหนดตัวเรากับอันอื่นที่มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ต้องแยกรูปแยกนาม ปฏิบัติรูป 28 นาม 5 เสมอ โดยเฉพาะ นามตัว เจตนา ถ้าคุณไม่รู้จัก เจตนา แยกเจตนาไม่ออกคุณไม่รู้จักตัณหา ต้องล้างกามตัณหาก่อนแล้วก็ล้างรูป อรูปต่อ คุณก็หมด เหลือภพชาติสุดท้ายเป็นวิภวภพแล้วมีชีวิตอยู่ได้วิภวตัณหา นี่อธิบายอย่างโลกุตระ แต่เขาอธิบายวิภวตัณหาว่าไม่อยากมีภพ แต่มันแค่กลับกันไปมากับกามภพ ภวภพ อีกอันหนึ่งอยากมี อีกอันหนึ่งไม่อยากมีเท่านั้นแหละ แล้วไม่อยากมีคุณต้องเรียนรู้สิ่งที่มีให้หมด วิ แปลว่า ไม่ หรือ วิเศษ เมื่อไม่มีภพแล้ว ที่มีก็เป็นภพวิเศษ เป็นวิภวภพ วิภวตัณหา ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้เพราะอันนี้เป็นโลกุตรธรรม อาตมาก็ไม่เห็นตำราไหนเขาอธิบายอย่างนี้นะเรื่องวิภวภพ แต่ทีนี้มันก็ยังเป็นภพอยู่ แต่เขาไม่รู้จักภว แล้วก็มีแต่ตัณหาในกาม กับภวภพ เพราะว่าเขาล้างไม่เป็น ถ้าหากล้าง กามกับภพเป็นจึงรู้จักวิภวภพ อาตมาก็มาพูดว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมะด้วยวิภวตัณหา เขาก็บอกว่าไปหาว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหาได้อย่างไร เขาก็ติดที่พยัญชนะคำว่าตัณหา ตัณหานั้นเป็นคำที่แปลว่าความประสงค์ปรารถนา อาตมาปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้ามีวิภวภพ จึงเข้าใจ ภพอันนี้ อาตมาไม่มีกามภพ ภวภพแล้ว อาตมาไม่มี อาตมาเป็นโพธิสัตว์อาตมามีวิภวภพ ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้หรอก อาตมาก็บอกว่าพระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหา แต่พระพุทธเจ้าไม่มี ภวตัณหาแล้ว ตัณหาคือความต้องการปรารถนา ท่านก็ต้องการสร้างศาสนา ตอนแรกท่านจะไม่มี วิภวตัณหาเลย พออุบัติขึ้นมาตรวจโลก พบว่าคนมันมีกิเลสมาก ก็จะไม่สอนคนก็จะปรินิพพานเลย พระสหัมบดีพรหมก็มาอาราธนาบอกว่าโลกจะฉิบหายแล้วหรอถ้าท่านไม่สอน ถ้าคนฟังด้วยอคติก็จะต่อต้าน ถ้าคนฟังด้วยดีก็จะเกิดปัญญา อาตมาเล่าเรื่องตามพระไตรปิฎกที่ท่านมี ต่อมาก็มีมารมาอาราธนาให้ตาย บอกว่าเมื่อรู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายสิ ซึ่ง พุทธเจ้าบอกว่า...หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรัปปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102) พระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว ตั้งปณิธานต่อเป็นโพธิสัตว์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์มาบำเพ็ญต่อ ซึ่งในศาสนาเถรวาทบอกว่าเป็นพระอรหันต์แล้วก็ต้องตายเลยไม่สามารถกลับมาเกิดได้อีก เป็นความเข้าใจผิด ในพวกเถรวาทบอกว่าให้เป็นพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่เกิดอีก ศาสนาก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ ที่ซับซ้อนน่าสงสารด้วย เป็นความเข้าใจปริวัตรต่างๆไม่ได้ มันก็เลยสั้นยาก แต่อาตมาเข้าใจทั้งที่ท่านเข้าใจไม่ได้ เข้าใจทั้งอรหันต์และโพธิสัตว์ เข้าใจทั้งมหายานและเถรวาท อาตมารู้ทั้ง 2 อย่าง แต่นี่เขาเข้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน