สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สามัญผลสูตร ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สามัญผลสูตร ตอน 2 มาต่อ สามัญผลสูตร อินทรียสังวร [122] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะเธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.สติสัมปชัญญะ พ่อครูว่า..การจะสำรวมใจต้องสำรวมจากนอกไปถึงใน ถึงรูป อรูป พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องการปฏิบัติอันเป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ต้องเป็นลำดับ อย่างหยาบยังไม่ได้เลย ยังไม่รู้ความสูญจากหยาบแท้ๆ แล้วจะมาสูญระดับอรหันต์ก็มีแต่ขี้ฟันเท่านั้น อภิชฌา คือความจัดจ้านของกิเลสทางโลภ ส่วนโทมนัสมันละเอียดภายใน แต่อภิชฌาคือหยาบภายนอก ที่เรียกว่าสำรวมอินทรีย์อ่านเป็นอาริยะคือ 1. คุณต้องมีความจริงชัดๆว่าสำรวมอินทรีย์ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายด้วย ทีละทวาร หรือหลายทวารไปด้วยกันก็ได้ คุณก็ได้จริงๆ จึงมาจัดการทวารใน เป็นภวภพ ไม่ใช่กามภพที่เป็นข้างนอก ตอนจะหลุดพ้นข้างนอกไม่ได้หลับตา พ้นแ
อ่านต่อ
ล้วก็ลืมตา ถูกกระทุ้งกระแทก แต่อาการหยาบภายนอกไม่มี มีแต่อาการภายใน มีหิริโอตตัปปะมากพอ คุณเกรงกลัวต่อ กิริยาน่าเกลียดน่าชัง คุณจะมีปฏิภาณปัญญาว่าอย่างนี้ไม่ทำไม่เอาจะมีปฏิภาณปัญญาไม่ทำอาการหยาบคาย จิตมันไม่มีแรงพอที่จะอดไม่ได้ไปทำภายนอก มันสำรวมได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก หมดภายนอกเหลือแต่ภายในไม่ยากหรอก ฐานของรูปคุณก็ทำได้อีก ต้องรู้อาการจิตที่ทนได้ยากคือทุกข์ มันไม่ต้องทนหรือไม่ทนมันก็ว่าง ไม่ต้องทนเลย แม้นิดแม้น้อยหากมีก็รู้ว่ามีอยู่ แต่ทนไม่ยาก โดยไม่ต้องทนเลยกับทนได้นิดหน่อย ก็ต้องรู้ได้ด้วยตน ด้วย อาการ ลิงค ความต่างของเครื่องหมาย ที่จะหมดกับเหลือน้อยนี้มันยากจะแยกได้ ต้องพยายามให้ชัด นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีเอาให้ชัด พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะต้องผัสสะให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆไม่ต้องไปแสวงหาหรอก จะมีอยู่ในชีวิต เวลาทำแล้วตกหล่นก็อย่าฮึดฮัด ทำไปจนรู้ได้จริง จะเกิดญาณปัญญากำหนดรู้จิตตนว่ามันหมดแล้ว พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนนะ จะใช่ก็ไม่ใช่จะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ก็ได้ฝึกฝนลดตัวตนต่างๆ จนมันไม่มีแล้ว มีแต่ดับ ไม่เกิดอีก แม้กระทบก็ทำซ้ำ ทุกปัจจุบัน เรียนรู้จบด้วยเวทนา 108 มี 36 36 36 ทุกปัจจุบันคุณก็ได้ฝึกฝนสำรวมสังวรก็ได้ผล การสำรวมสังวรได้ผลก็เกิดสติสัมปชัญญะแข็งแรงขึ้น
[123] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแลในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉันการดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืนการนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แลภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.สันโดษ พ่อครูว่า...สติคือพลังงานตื่นรู้ จะรู้สิ่งกระทบสัมผัส คุณก็รู้ๆเห็นแล้วก็อ่านใจด้วย ใจมันจะมีอาการต่างๆนานาจนกระทั่งมันไม่มีตลอด แม้จะมาทีเผลอไม่ได้ตั้งสติเลย คุณก็ไม่มี ไม่เกิดกิเลสเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ตถตา เป็นเองโดยไม่ต้องสังวรระวังเลย อย่างนี้แหละ ความรู้สึก อาการโสมนัสโทมนัสอาการชื่นใจ อาการไม่ชอบใจนิดหนึ่งก็ไม่มี คุณก็ต้องรู้ด้วยตนปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ คำตอบของผลสำเร็จนี้ จึงจะหยุดจึงจะพอ คำว่าพอคำว่าหยุด ยังมีการอนุโลม คุณพอคุณหยุดได้จนกระทั่งคุณแข็งแรง คุณไป ตรง กับคนอื่นคุณอนุโลมกับคนอื่นก็จะรู้ซ้อนว่าเราแอบแฝง แลบเลียไปกับเขาไหม เขาเรียกว่าเป็นคนธรรพ์แทรกอยู่ในขนของพญาครุฑ พญาครุฑไปเสพกาม เจ้านี้ก็ไปแอบไปด้วย ลิ้มเลียแอบเอารสอร่อยไปด้วย ยกตัวอย่างเป็นรูปร่าง พญาครุฑเสพกามตัวนี้ก็ไปแอบเสพเศษละอองกาม คุณก็ต้องอ่านอารมณ์ของคุณเองประเด็นไปฝึกหัดเมื่อเกิดผัสสะจริง ท่านก็ไม่ได้ให้ไปทดสอบความหยาบ ซ้อนอีก เพราะฉะนั้นจึงมีพวกสายที่เสพกามให้เต็มที่แล้วจะรู้เอง พระพุทธเจ้าบอกว่าแบบนั้นไม่ต้องไปทำหรอก ระดับอนาคามีถ้าไม่ไปเสริมมันก็จะชรตาลงไป ถ้ายังเสริมมันก็จะยังไม่เสื่อม แต่ถ้ามีปัญญามันก็จะยิ่งจะสูญเร็ว คุณก็จะต้องทำสูญให้ได้ สุดท้ายก็จบตรงที่ ความสันโดษเป็นอาริยะ กำหนดมีเพื่อผู้อื่นแต่คุณต้องไม่มี ได้ จะมีแม้น้อยแม้นิดก็ไม่ได้ จะต้องรู้ ไม่ใช่รู้ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ต้องกำหนดรู้ความไม่มีให้ได้ [124] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้องเธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. พ่อครูว่า… สันตุฏฐิ น้อยที่สุดคือ 0 คุณจะมีธาตุรู้คือตัวคุณกับศูนย์ คุณทำส่วนได้คุณก็จะรู้ว่า0เป็นอย่างไร ศูนย์อันนี้น้อยที่สุดไม่ไป - ไม่ไปบอก ไปน้อยกว่า0 ก็ไม่เอา มากกว่า0 ก็ไม่เอา ตอนนี้ตัวใครตัวมันน้อยเกิน0 ก็ไม่เอา จนกระทั่งคุณสามารถชัดเจน ว่าเรา0 นี่คืออะไร 0 ได้สนิทแข็งแรงมั่นคงตั้งมั่น เพราะฉะนั้นจึงทำให้คุณจะต้องเรียนรู้ว่าเวทนาในเวทนาทุกปัจจุบันคุณต้องลืมให้เป็น0 ทุกปัจจุบันทำความศูนย์ 0 ได้สั่งสมเป็นฐานของอดีต ทำได้ในทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่0 อนาคตจะมาอีกเท่าไหร่ก็ตาม จะมาทางทวารทั้ง 6 เป็นความสุขความทุกข์ความเฉย เป็นมโนปวิจาร 18 ทำเวทนา เคหสิตะ อาการโลกีย์ เราไม่แพ้มันทำให้ 0 ได้ เกิดจิต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา บริสุทธิ์ได้แข็งแรงรวดเร็วสุดยอด คุณก็จะรู้ตัวจบได้ในตัวเอง คนที่จะเข้าใจปัจจุบัน 36 แล้วสั่งสมตกผลึกเป็นอดีต 36 อย่างแข็งแรงมั่นคง อดีตกับปัจจุบัน 2 ตัวเป็นคู่หูที่อนาคตมาอย่างไรก็สู้ไม่ได้ ปัจจุบันกับอดีตของข้านี้แข็งแรง อนาคตเข้ามาไม่ถึงรัศมีหรอก เพราะฉะนั้นอนาคต 36 ปัจจุบัน 36 อดีต 36 จึง 0 หมด ในอวิชชา 8 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ ๘) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) อดีตกับอนาคตเป็น 0 ได้แข็งแรง เป็นความสูง คือการรู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคตว่าเที่ยงหมดแล้ว สมณะฟ้าไท..สรุปจบ 620901_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน 2