สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลกับวินัยปฏิบัติได้ผลต่างกัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลกับวินัยปฏิบัติได้ผลต่างกัน _อโศกสัมปวังโก..สืบเนื่องจากรายการพุทธศาสนาตามภูมิเรื่องจรณะ 15 ที่พ่อท่านอธิบายขยายความอยู่ในช่วงนี้ซึ่งเริ่มด้วยศีลสังวรเป็นข้อแรก ตามด้วยอปัณกปฏิปทา 3 จนเจริญขึ้นเป็นสัทธรรม 7 หรือที่เรียกว่า อธิจิต ซึ่งเป็นไวพจน์เดียวกันกับคำว่าสมาธิเพราะท่านได้ให้ความหมายว่าคือจิตตั้งมั่นในการลดกิเลสจนยังผลให้เกิดฌาน 4 ในที่สุด จากรายละเอียดดังกล่าวโทษที่ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 นั้นก็ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรต่อการปฏิบัติจรณะ 15 แต่สำหรับพระภิกษุที่เข้าใจผิดและยึดถือว่าวินัย 227 ข้อคือศีลของพระภิกษุนั้นครับ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ผมเกิดความสงสัยว่าผู้เข้าใจผิดดังกล่าวจะปฏิบัติจรณะ 15 เกิดผลได้แค่ไหนหรือไม่อย่างไร อนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 3 ข้อที่ 2 คือศีลมัย (บุญหรือการชำระกิเลสอันสำเร็จด้วยการรักษาศีล) ผมอยากทราบว่าผู้ทรงวินัย 227 ข้อ แต่ไม่ได้ศึกษาศีลสัมปทา ประกอบด้วยจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งรวมแล้วมี 43 ข้อนั้น จะมีผลชำระกิเลสได้เหมือนกับการรักษาศีลหรือไม่ และในกิมัตยสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศรับรองผลว่า ศีลอันเป็นกุศลย่อมยังอรหัตตผลโดยลำดับ 10 ประการนั้น อานิสงส์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นแก่ผู้ทรงวินัย 227 ข้อแต่ไม่ได้ศึกษาศีลสัมปทาได้หรือไม่อย่างไร ขอให้พ่อท่านคลายความให้กระจ่างด้วยครับ พ่อครูว่า...ภิกษุทั้งหลายแหล่ทุกวันนี้ไม่ชัดเจนในคำว่าวินัยกับศีลยังไม่ละเอียดชัดเจน ยังไม่ลึกซึ้งพอ ไปหลงพระวินัย 227 ไปแทนศีลแล้วก็ไม่เข้าใจศีลตามลำดับ อานิสงส์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นแก่ผู้ทรงวินัย 227 ข้อแต่ไม่ได้ศึกษาศีลสัมปทาได้หรือไม่อย่างไร ..ตอบว่าไม่ได้ วินัย เป็นความผิดแต่ละข้อ ไม่ได้ลำดับ แต่ท่านก็เอาไปเรียงลำดับ หยาบถ
อ่านต่อ
ึงละเอียดวินัย 227 ข้อ หยาบสุด ปาราชิก 4 รองลงมาก็เป็นสังฆาทิเสส 13 จากนั้นเป็นอนิยต 2 มีนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ปาจิตตีย์ 92 แล้วก็มีเสขิยวัตร ต่างๆ เป็นต้น หยาบแต่ได้ผลละเอียดคือ ศีลข้อ 1 2 3 หยาบ 3 ข้อแต่ได้ผลละเอียดไปตามลำดับ ถ้าเข้าใจละเอียด 3ข้อแล้ว คุณจะไปหาอธิศีลเอง ก็จะได้แต่มันยาก ต้องมีพยัญชนะต่อข้อ 3 4 5 ศีลทั้ง 3 ข้อแรกที่จริงครบแล้วข้อ 4 เป็นวจีข้อ 5 เป็นมโน ความละเอียดที่ขยายเป็นศีลมากขึ้นนั้นสภาพความหยาบก็จะมากขึ้นเช่น จุลศีล 26 ข้อ ข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ข้อที่ 4 5 6 ต่อไปก็เป็นเรื่องคำพูด ข้อที่ 8 ไปหา พีชะแล้ว ไม่พรากพืชคาม แล้วก็กินหนเดียว อาหารน้อยลงข้อ 9 ข้อ 10 เว้นขาดฟ้อนรำ ข้อ11 ไม่ประดับตกแต่ง มาฟ้อนรำดูเหมือนละเอียด ไม่หยาบ แต่กินลึกละเอียดกว่าการฆ่าสัตว์ เพราะมันไปติด หากไปติดฟ้อนรำเนียนกว่า กินในกินลึกยากกว่า ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ สภาพซับซ้อน ยิ่งเนียนละเอียดแต่ยิ่งหยาบ มาข้อไม่เลี้ยงสัตว์ก็เนียนแต่ลึกกว่าอีก รับเงินรับทอง หยาบ แต่ละเอียดกว่านอนกว่านั่งนะ ดูกรผู้มีอายุ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 3. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 4. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 5. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนในหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 6. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมาก รักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 7. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถพูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 8. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. 9. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. 10. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล. 11. เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 12. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่. 13. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน. 14. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.โทษหนักกิเลสลึกหยาบกว่ารับธัญญาหาร 16. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี. 17. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. สตรีเป็นเรื่องกาม แต่ทาสี ทาสา เป็นเรื่องอัตตา อัตตาลึกกว่ากาม ที่จริงมันต่ำหยาบกว่ารับกุมารี แต่อัตตาใหญ่กว่าเป็นเจ้า 18. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. เอานมหรือขนมาใช้ 19. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. กินเนื้อมันเลย 20. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. อันนี้เอาแค่ใช้แรงงาน ที่จริงดูเหมือนเบานะ ไม่ได้กินเนื้อมันด้วย ทำไมอยู่ข้อ 20 ไม่กินนมกินเนื้อมันแล้ว แต่อย่าไปกินแรงมัน ละเอียดลึกซึ้งขึ้นอีก 21. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน. ได้นะที่ดินไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่พืชไม่มีบาปไม่มีเวรยิ่งกว่าช้าง โค ม้า และลา 22. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้. อันนี้ทูตกรรมคือรับจ้าง อย่างน้อยได้ลาภยศสรรเสริญ ก็มี 23. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย. ซื้อขาย มันเจ๊านะ แม้แต่ของราคาเท่ากันมันก็เจ๊าของราคาไม่เท่ากันแต่ตามแต่ตกลงกัน ช้าง 1ตัวแลกเกลือ1 เม็ด ก็จบได้เพราะตกลงกันแล้ว ซื้อขายคือการแลกไปแลกมา ของพวกเราคือรับใช้ไม่รับจ้าง ให้ไปแล้วให้แรงงานความรู้ไปแล้วก็จบ ไม่แลกเปลี่ยนไม่สาเปกโข 24. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. 25. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง. 26. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชกแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
ศีลละเอียดกว่าวินัย ...ศีล “ละเว้น”การฆ่าสัตว์ แต่วินัย “จงใจ”ฆ่าสัตว์เป็นปาจิตตีย์ [382] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นนักยิงธนู1 และท่านไม่ชอบอีกา ท่านจึงยิงอีกาทั้งหลายแล้วตัดหัวมาเสียบหลาวเรียงไว้ ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ใครฆ่าอีกาเหล่านี้” ท่านพระอุทายีตอบว่า “ท่านทั้งหลาย กระผมเอง กระผมไม่ชอบอีกา” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงจงใจปลงชีวิตสัตว์เล่า ฯลฯ” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่างๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอจงใจปลงชีวิตสัตว์ จริงหรือ” ท่านพระอุทายีทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงจงใจปลงชีวิตสัตว์เล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ [384] คำว่า ก็...ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใดคำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ คำว่า จงใจ ได้แก่ รู้อยู่ รู้ดีอยู่ จงใจ ฝ่าฝืน ล่วงละเมิด ที่ชื่อว่า สัตว์มีชีวิต พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงสัตว์ดิรัจฉาน คำว่า ปลงชีวิต ได้แก่ ตัดทำลายชีวิตินทรีย์ ตัดความสืบต่อ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
พ่อครูว่า….เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชกแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. การตัด คือทำให้ขาดทำให้สูญ ก็เว้นขาด ไม่ว่าจะ 0 ด้วยการฆ่าจองจำฯ ที่หยาบไปอีกไม่มี ทำเว้นขาดคือไม่ต้องทำอีกมัน 0 แล้วไม่ต้องมี 0 อีก เหมือนพระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องอาหาร 4 พระราชาเอานักโทษประหารด้วยหอก เสร็จแล้วนักโทษก็ไม่ตายต้องประหารแล้วประหารอีก
มาตอบของอโศกสัมปวังโก สรุปแล้ว ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องศีลกับวินัยว่าต่างกันก็จะยากในการปฏิบัติ วินัย มีหยาบตั้งแต่ปาราชิก แล้วก็ละเอียดกลับไปกลับมา สลับของสภาวะ 2 เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ยากอธิบายให้เข้าใจ ผู้มีปัญญาชัดเจนจะจับไปหมุนกลับไปกลับมาอย่างสิริมหามายาอย่างไรผู้นั้นก็ไม่งง มีมุทุภูตธาตุ กลับไปกลับมาอย่างไรเราก็เข้าใจได้ไม่สับสน อันนี้เราก็ไม่ได้อยู่ที่พยัญชนะแล้วอยู่ที่จิตต้องถึงขั้นนั้นจริงๆ คุณก็จะจบไม่แย้งเถียง จบสนิทแล้ว 620901_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน 2