650930 ตอบปัญหาไม่ดับสัญญาแต่ดับกิเลส พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
650930 ตอบปัญหาไม่ดับสัญญาแต่ดับกิเลส พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52658.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1pmbSMYIhdTSBJh31PxKHrf77_oHUIPuhIbMEk2Lc3B8/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/12W5C07PDQXQnpuLrb9Xk9Y7qBe3M361e/view?usp=sharing
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/ciadPxRw8zo และ https://fb.watch/fTpx5pTDby/
พ่อครูว่า... วันนี้วันศุกร์น้ำท่วมบ้านราชหมดเลย กำลังจะเข้าถึงใต้เฮือนสูญ แล้ว คิดถึงก็จินตนาการเอาเองก็แล้วกัน ตอนนี้เราไปไหนก็มีแต่ไปเรือ ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ก่อนอื่นวันนี้ วันที่ 30 กันยายน วันนี้เป็นวันที่เขารอลุ้นพลเอกประยุทธ์กันเต็มที่ พอถึง 15:00 น หวยก็ออกพรวด ตอนนี้ก็พวกที่ดิ้นกระแด่วๆ ก็ดิ้นกัน ตะโกนว่าจะต้องชุมนุมลงถนน พี่ศรีก็ตะโกนบอก ถ้าลงถนนจับทุกคน สนุกกันใหญ่ ผู้เอาจริงเอาจังก็ขออนุโมทนาในการยืนหยัดยืนยันความจริงในความถูกต้องที่เหมาะที่ควร ผู้ที่ดิ้นก็ดิ้นกันไปอยู่เป็นธรรมดาธรรมชาติ ก็มันจริงๆยังเหลือพวกที่ยังเป็นเศษ เศษธุลีละอองคลองธรรมชาติ มันจะต้องมีสิ่งที่ไม่เหมือนกัน หรือ มันขัดแย้งกัน เป็นธรรมดา ศึกษาธรรมะดีๆไปเถอะ แล้วจะรู้ วันนี้วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 11 ปีขาล
SMS วันที่ 29 กันยายน 2565 สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ลักษณะของอุปกิเลสสายโทสะ _ขวัญชวนไพร : กราบพ่อครูช่วยแยกน้ำหนักให้ความไม่ชอบใจ เหล่านี้ เบา ไปหาแรง แล้วต่างยังไงกันคะ ปฏิฆะ อุปนาหะ โกธะ พยาบาท ขวัญชวนไพร กำลังทำวิจัย ความโกรธ จึงจะมาหาลำดับของเบา หนัก ต่างกันอย่างไรค่ะ พ่อครูว่า...ปฏิฆะ คือ อาการโกรธมันเกิดขึ้นในใจ พออุปนาหะ มันก็ผูกโกรธ มันไม่อา
อ่านต่อ
การโกรธเกิดเท่านั้น มันผูกแล้วตอนนี้ ยึด ผูกโกรธแล้วยึดโกรธไว้ ในใจ โกธะ ก็โกรธนั้นแรงออกมาภายนอก พอถึงพยาบาท ภายนอกก็โกรธออกมาภายนอก แล้วก็แสดงความโกรธออกมาอย่างนั้นอย่างนี้ จะชนะหรือแพ้ก็แล้วแต่ ก็สนองความโกรธของตัวเองไป ยังไม่พอ พยาบาทก็คือผูกแค้นอาฆาตข้ามชาติกันไปเลย นี่ อธิบายรอบแรก อธิบายรอบ 2 เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ปฏิฆะ คือจิตของคนนี่เริ่ม ยังไม่มีผัสสะ ก็ยังเกิดปฏิฆะได้ ไม่มีผัสสะภายนอก นึกถึงขึ้นมา คู่อาฆาตเก่าแก่ อยู่ในใจ เกิดขึ้น ปฏิฆะได้ ยิ่งไปเจอกันจริงๆเลย สัมผัสตัวตนกันจริงๆ ที่เป็นคู่แค้น คู่ชัง อะไรกันมาแต่ปางไหนก็แล้วแต่ ก็ยิ่งจะปฏิฆะแรง เป็นแต่เพียงว่า อาการของปฏิฆะ ของความโกรธที่เกิดขึ้นในใจ ยังไม่แสดงออกมาเท่านั้น นั่นคือปฏิฆะ เสร็จแล้วที่เป็นอุปกิเลส มันกลับกดเข้าไปในจิต ผูกโกรธเข้าไปอีก ผูกโกรูสูงขึ้นไปเรื่อยๆมากขึ้นจนกระทั่งถึงขั้น โกธะ ตัวที่ 3 มันก็แรงเลย แสดงออกมาภายนอกเลยทีนี้ ก็แรงมากจนกระทั่งไม่สงวนไว้ในภายในเท่านั้นแล้ว ออกมาภายนอกเลย มาจัดการ โกรธอย่างนั้นอย่างนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามลีลา ของสงครามความโกรธ ของแต่ละคน ที่กับใครๆ ก็แล้วแต่ ส่วนพยาบาทนั้น สมบูรณ์แบบ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งเกิดในใจ ทั้งมีการแก้แค้นอะไรก็แล้วแต่ หากไม่ อโหสิ หากไม่วางปล่อย เลิกพยาบาท เลิกผูกโกรธ เลิกอุปนาหะ ถ้าไม่เลิก คุณก็จะยิ่งพยาบาท ผูกพันไปชาติหน้า ชาติโน้น ชาติไหนๆๆ ไปอีก ไม่มีจบสิ้น พูดไปแล้วก็อาการอย่างนี้ ทำให้อาตมาระลึกถึงทักษิณ น่าสงสาร เขาพยายามสงวนท่าทีด้วยความฉลาดเฉลียวของเขาว่า เขาไม่แสดงออกหยาบคาย แต่ในความไม่หยาบคายนั้น ถ้าทำได้ก็ฆ่านะ แต่ลีลามันซับซ้อน เป็นความซับซ้อนของคน ข้างนอกทำให้ดูฉลาด เป็นผู้สูงส่ง เป็นผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติเอง ไม่ได้เป็นผู้มีความโหดร้าย ไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายอะไรเลย แต่มีเทคนิค มีกลเม็ดเด็ดพราย มีแทคติกต่างๆ ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เพื่อไปให้ผู้อื่นทำแทน ทำให้ดูเหมือนตนบริสุทธิ์สะอาด จัดการไปหมดเลย ให้สมความโกรธ ความแค้น ความอาฆาตของตนเอง นี่เป็นถึงเช่นนั้น คนที่ไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้จักอโหสิ ไม่รู้จักว่าเราจะไปสร้างความคิดเช่นนี้ไว้ในใจทำไม พูดถึงลักษณะอาการโกรธแล้ว ที่เกิดอยู่ในจิตของคุณทักษิณ ทำให้อาตมาประวัติไปอีกด้านนึง ถึงอาการ โลภ ไม่ใช่โกรธนะ อาการโลภ ของมหาบัว ญาณสัมปันโน ไม่รู้ตัวเหมือนกันเลย แสดงภาพภายนอกเหมือนจะดีเหมือนกับทักษิณเลย แต่ภายใน โลภจัด เป็นของตัวของตน คือไม่รู้จักอาการยึดมั่นถือมั่นตัวตน ไม่รู้หรอก เพราะอาการยึดมั่นถือมั่นตัวตนนี้มันละเอียดลึกซึ้ง ลึกซึ้งมาก ขออภัยที่พูดความจริง ลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะฟังให้ดี อาตมาไม่ได้มีความโกรธแค้นชิงชังมหาบัว แต่สงสาร แล้วก็สงสารลูกศิษย์ลูกหาที่ติดตามไป แล้วก็หลงติดตามไป อาตมามีหน้าที่เปิดเผยความจริง ไม่ได้เกรงว่าตัวเองจะไม่ได้รับความยอมรับ ไม่ได้รับความชมชอบอย่างไร จะไปบาดเสียดจิตใจอย่างไร ก็ต้องขออภัยจริงๆ ก็ต้องพูดความจริง เพราะฉะนั้นมหาบัวจึงหลง ในด้านความโลภอย่างมาก โลภจนกระทั่งได้ปฏิบัติประพฤติ เรี่ยไรเงินของประเทศ ประชาชนในประเทศ โดยถือว่าตนเองมีเฟเวอริท มีอิทธิพล มีความยอมรับนับถือของประชาชน แล้วประชาชนก็ศรัทธาเลื่อมใส เชื่อแล้วก็เอาเหตุมา เอาประเทศไทยเป็นประกัน เอาอะไรต่ออะไรมาเป็นประกัน อ้างว่า เอาเงินนี้มาให้แก่ประเทศชาติ เอามาค้ำจุนประเทศชาติไว้ เอาทองคำ เอาเงินเอาทอง เรามองอย่างตื้นๆเผินๆ ไม่ใช่ความไม่ดีนะ ตื้นๆเผินๆ เป็นความดีงาม _สู่แดนธรรม... เมื่อวานนี้มีคนบอกว่า เห็นลีลาอาการของพ่อท่านไอ หรือแม้แต่ได้ยินเสียงที่เล็ดลอดออกมาทางไมโครโฟน ก็มีคนดูอยู่ เขาร้องโอย กันหลายคน เขารู้สึกสงสารพ่อท่าน พ่อครูว่า... ก็ขอบคุณ ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเป็นวิบากของอาตมา อาการวิบากอันนี้หนักที่สุดแล้ว ก็ทรมาน ไม่ได้ทรมานแบบเจ็บปวดรวดร้าวอะไร แต่มัน impact
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มายา กับ สิริมหามายา _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามว่า หากให้พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้า พวกเราก็เป็นพระบุตรแบบพุทธ คือ นำคำสอนของพระเจ้า(พระพุทธเจ้า)มาปฏิบัติแล้ว บรรลุธรรม และธรรมะที่ได้จากการบรรลุธรรมนั้น เป็นของพระบุตรแต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมะของพระเจ้า(พระพุทธเจ้า)จะได้ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...ได้ แสดงว่าเข้าใจพยัญชนะและสภาวะ ลงตัวกันได้ อันนี้เข้าใจดี ดีมากเลย อาตมาอธิบายธรรมะให้พวกเราฟัง ซึ่งลักษณะเทฺว ลักษณะ2 และลักษณะ 2 ที่เป็น 1 เป็นเทฺวที่เป็นสิริมหามายา มันไม่ใช่อธิบายได้ง่ายๆ แต่มันเป็นสัจจะที่ต้องเป็นเช่นนั้น ในโลกนี้ มันจะบอกไม่เป็นเช่นนั้นไม่ได้ มันไม่ได้ อาตมาเห็นใจพวกทางตะวันตกหรือว่าทางยุโรป ทางภาษาอังกฤษเขามีคำว่า dialectic แต่เขาไม่สามารถที่จะแยกแยะ dialectic ไม่สามารถรู้ทั้งสภาวะและบัญญัติ ตัดสินลงไปได้เลยว่า มันจะจบอย่างไร เขายังไม่ได้ เพราะเขาเป็นเทวนิยม แต่ของพระพุทธเจ้านั้น รู้ชัดเจน จบได้ จะให้มี แล้วก็อยู่ มีอิทธิพลเหนือสภาวะ 2 นี้ได้ แล้วก็ทำเป็น 1 ได้ ด้วยสัจจะด้วย สิริมหามายา มีคำว่ามายา เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับเป็นมายาชนิดหนึ่ง ในเรื่องของเทวนิยม หรือในเรื่องของอวิชชา แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่มายา แต่เป็นสิ่งที่ดีที่ประเสริฐสุด สิริมหา ยิ่งใหญ่มากแล้ว จบ สิริมหามายา เพราะฉะนั้นความหมายและสภาวะจริงของสิ่งนี้ จริงๆแล้ว มันหมายถึง จิตเจตสิก ต่างๆ แต่มันเป็นตัวตนบุคคลก็ลงตัวกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระมารดาก็จะเป็นสิริมหามายาทุกองค์ พระพุทธเจ้าก็จะเป็นสิทธัตถะทุกองค์ โดยพยัญชนะมันบอกอย่างนั้นเลย แต่สภาวะของแต่ละอัตภาพ แต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละอะไร มันก็คนละอัน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์นี้ไปเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีกตลอด ไม่ใช่ ก็คนใหม่นั่นแหละ แต่มาอยู่ในบัญญัติเก่า อยู่ในพยัญชนะเก่า อยู่ในคำสอนเก่าของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ตรงกันหมด อาตมาก็เดินเป็นสิทธัตถะมาเรื่อยๆ และพยายามสอนให้พวกเรารู้จักสิริมหามายา และสร้างสิริมหามายาของตัวเอง เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดสิทธัตถะ สิทธัตถะคือ มีตัณหา หรือมีความอยาก อันสำเร็จแล้ว สิทธัตถะ ท่านแปลไว้กระชับดี สิทธัตถะคือ มีตัณหาหรือมีความอยาก ผู้มีความอยากอันสำเร็จแล้ว มีความอยากเป็นกิริยา มีความอยากอันสำเร็จแล้ว และก็ทำความอยากอันนี้ให้สำเร็จเรียบร้อยแล้วด้วย คำแปลนี้กระชับดีมาก _สู่แดนธรรม... ก็อย่างที่พ่อท่านเอามาให้พวกเราพิจารณาว่า หมดความอยาก สิ้นความเสพแล้ว พ่อครูว่า… นั่นแหละ มันเป็นซินโนนีมเดียวกัน ใช้ได้
_ยอดหญ้า น้องอาร์ม · เห็นพ่อครูไอ,,,น้ำตาซึมค่ะ,น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพบูชายิ่งเหนือชีวิตยิ่งค่ะ
_เสน่ห์ นอกกระโทก · ลูกได้ฟังธรรมะจากพ่อท่านแล้ว มีความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์อยู่ตลอดเวลาเลยค่ะพ่อท่าน ลูกขอกราบอนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จากโสดาปัตติผลจนบรรลุอรหันต์ _ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับอยากฟังซ้ำเรื่องบรรลุพระโสดาปัตติผลแล้วจะข้ามไป เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรครับ ขอให้พ่อท่านช่วย อธิบายด้วยครับ กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า...ฟังให้ดี การเป็นโสดาปัตติผล พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดอยู่แล้วว่า เอาสังโยชน์ 3 เป็นตัวตัดสิน สังโยชน์ 3 ก็คือ 1. รู้จัก กาย มีความรู้ในเรื่องกาย พ้นความไม่รู้ มิจฉาทิฏฐิ แล้วคำว่ากาย คำนั้น ก็ต้องน้อมเข้ามาที่ตัวเรา สักกะ เป็น สักกายะ ตรวจภาวะของความหมายของคำว่า กาย และ ทำสภาวะ อ่านสภาวะ รู้อาการของสภาวะของตนได้ กายนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เข้าใจง่ายๆเลย คำที่ยิ่งใหญ่มาก กาย นี่ อธิบายคร่าวๆ ว่า กายก็คือสภาวะ 2 กายมีสภาวะ 1 ไม่ได้ เช่น รูปกับนาม คือกาย อายตนะสัมผัสกันแล้ว มันจะมี 2 ใน 1 ก็คือ กาย เวทนา 2 ขึ้นไป หรือมีองค์ประชุมไปอีก เวทนา สัญญา สังขาร ประชุมกันอีก เรียกว่า กาย เป็นองค์ประชุมของเจตสิกต่างๆ เรียกว่า กาย เพราะฉะนั้นท่านรวมตั้งแต่ 2 ขึ้นไป จนกระทั่ง นับไม่ถ้วน ประชุมกันเข้าเรียกว่า กาย ทั้งภายนอก ต้องมีภายนอกอีกด้วย ถ้าไม่มีภายนอก ไม่มีกาย ไม่ถือว่าเป็นกาย และอาการกายนี้ซับซ้อนลึกซึ้งไปถึงว่า ถ้าในจิตมียึดมั่นถือมั่นว่าเป็นกายของเรา เรามีกาย ไม่บรรลุอีก ต้องอย่ายึดกายเป็นของเรา แต่อาศัย แต่อย่ายึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ไม่มีกายของเรา จะต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ได้ เข้าใจอย่างนี้ แล้วคุณก็ถึงขั้นไม่สงสัยข้องใจ พ้นวิจิกิจฉา ข้อที่ 2 ของสังโยชน์ ข้อที่ 3 มีหลักการ ศีลพรต มีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ จรณะ 15 วิชชา 8 ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 นั่นแหละคือศีล สมาธิ ปัญญา มีความรู้เป็นศีลพรตอันนี้ อย่างสัมมาทิฏฐิถูกต้อง พ้นสีลพตุปาทาน คือ การรู้ในวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง แล้วคุณก็เอามาปฏิบัติ ต้องพ้นการปรามาสเท่านั้น หมายความว่า รู้ถูกต้องแล้วนะ สัมมาทิฏฐิแล้วนะ แต่ไม่ปฏิบัติสักที ลูบๆ คลำๆ เล่นๆ หัวๆ เหลาะๆ แหละๆ ไม่เอาจริง เรียกว่า สีลัพพตปรามาส ต้องเอาจริง จึงจะขึ้นไปสู่ โสดาปัตติผล จึงจะเกิดผลสำเร็จ ต้องพ้นสังโยชน์ 3 นี้ นี่คือพ้นสังโยชน์ 3 เมื่อเป็นโสดาปฏิผล แล้วจะข้ามเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรครับ คุณก็ทำข้ออื่นตามศีลข้อ 1 2 3 เป็นศีลหรือเป็นอธิศีล ขึ้นไปตามลำดับ หรือศีลตามที่พระพุทธเจ้าไล่ให้ฟังเลย จุลศีล คุณทำแต่ละข้อไปเลย ศีลข้อ 1 2 3 4 5 ในจุลศีล 26 ข้อ คุณไปอ่าน ศึกษาดีๆ ทำไปเรื่อยๆ ตามลำดับ ไม่ใช่ว่า ศีลก็แค่รู้เป็น สีลัพพตุปาทาน เป็นจารีตประเพณีไป แล้วเข้าใจว่า ศีลนี่จะขัดเกลาแค่กายกับวาจา ไม่ไปถึงจิตวิญญาณ นั่นก็มิจฉาทิฏฐิไปแล้ว ศีลนี่เข้าถึงจิตเลย ทำให้จิตมันลดกิเลสๆ จนเข้าไปถึง อวิปฏิสาร แล้วก็จะเกิด ยินดี มีปีติ ปราโมทย์ ละ ลด ตัดกิเลสได้ตามลำดับ ตาม กิมัตถิยสูตร ข้อ 1 กับข้อ 208 ในเล่ม 24 หมวด 10 จะเป็นอรหันต์ก็เมื่อทำแต่ละข้อๆ สูงขึ้นๆ ได้มากขึ้น สังโยชน์ทั้ง 10 ได้เป็นลำดับ จนกระทั่งคุณสามารถทำได้เข้าใจด้านภายนอก เรียกว่ากามภพ ของคุณหลุดพ้นหมดเลย อยู่กับโลกแต่คุณเหนือหมดแล้ว เรียกว่า อุตระ อยู่เหนือมันไม่ต้องไปปฏิบัติอีก เหลือแต่กิเลสภายใน ก็เป็นสังโยชน์เบื้องสูง ซึ่งเป็นอนาคามี จะค่อยๆ ทำเก็บรายละเอียดไปตามลำดับ จนหมดจากอนาคามี หลุดพ้นได้ ล้างกิเลสภายในได้ ก็เป็นอรหันต์ได้ เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะ เป็นอรหันต์ได้อย่างนี้
_คุณบ้านราช ต้องรอด...พวกเราจะได้ประโยชน์อะไรจากน้ำท่วมขณะเริ่มงานเจครับ รู้สึกวุ่นๆ บางทีก็สับสนว่า จะไปช่วยงานเจหรือจะไปขนย้ายของที่บ้านราชดี เห็นหลายคนหน้าบึ้งๆ เริ่มเครียด ชักเสียงแข็งแล้ว พ่อครูว่า...ก็ค่อยๆรู้จักใจตัวเอง ไปเครียดไปแข็งอะไรกันนักหนา ไม่ต้องไปเครียดไปแข็งอะไรกันนักหนาหรอก ช่วยกันไปทำกันไป อาตมานี่ภูมิใจในพวกเรามันเป็นสาธารณโภคี มีสาราณียธรรม 6 ได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์จริง ส่วนตัวที่จะมีจิตใจสับสนวุ่นวาย ก็พยายามทำไป ใจเย็นๆ ทำอะไรได้แค่ไหน เราก็ไม่ได้เป็นคนดูดาย ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจ มีความขยันขันแข็ง เมื่อยก็พักไม่เมื่อยก็เพียรไป ช่วยกัน คุณถนัดอะไรและคุณเห็นอะไรควรกว่า จะช่วยงานเจหรือจะช่วยขนของที่นี่ ขนาดพวกเราของไม่มาก เป็นพวกไม่สะสม น้ำท่วมนี่ยังต้องขนของ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหาย เราก็ยิ่งจนๆ อยู่ด้วย ปล่อยให้น้ำท่วม มันก็ดูไม่ดี _สู่แดนธรรม... มีแต่ของส่วนรวมส่วนมาก พ่อครูว่า... ก็ค่อยๆ เป็นไป
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบสรุปย่อ _ใจธรรม สิทธินาวิน · ขอสรุปย่อ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ ที่พ่อครูอธิบาย ค่ะ ๑. เข้าใจว่า กาย มีจิตบ้าง มีมโนบ้าง เป็นหลัก ๒. เวทนาเป็นตัวปฏิบัติ มีผัสสะแล้วให้รู่ว่ามีเวทนาแท้กับเวทนาเทียม เช่น ทานพริก มีรสเผ็ดเป็นเวทนาแท้ กับรู้สึกว่าอร่อยเป็นเวทนาเทียม พ่อครูว่า...เวทนาเป็นฐานปฏิบัติ พระพุทธเจ้าแจกแจงไปถึงเวทนา 108 _(แบ่งเป็น ๒ เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป). _แยกเป็น ๓ เวทนา ได้แก่.. สุขเวทนา ทุกขเวทนา . . อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา). _(รู้กำลังของเวทนาทั้ง ๕ ได้แก่) สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ _(แยกเป็น ๖ เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง _ได้แก่ มโนปวิจาร ๑๘ (คือ เวทนา๓ ร่วมกับอายตนะ๖) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (๖ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (๖ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (๖ทวาร+อุเบกขา) เคหสิตโสมนัส ๖ เคหสิตโทมนัส ๖ เคหสิตอุเบกขา ๖ เนกขัมมสิตโสมนัส ๖ เนกขัมมสิตโทมนัส ๖ . . เนกขัมมสิตอุเบกขา ๖ . . . _ครบ ๑๐๘ เวทนา โดยกาละทั้งสาม ได้แก่ . . . เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอดีตทั้ง ๓๖ ก็สูญแล้ว เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖ ก็สูญอยู่ เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอนาคต ๓๖ ก็สูญอีก . (ปัญจกังคสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๘ ข้อ ๔๑๒-๔๒๔) พ่อครูว่า...โลกุตรธรรมไม่ใช่ของตื้นๆที่จะรู้ได้ง่าย แต่ละยุค แต่ละกัปกัลป์ จะมีศาสดาอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ นานๆจะมีสักองค์ อย่างในยุคนี้พระสมณโคดมได้มาอุบัติแล้วศาสนาจะไปอีก 5,000 ปี จาก 5,000ปี ศาสนาจะว่างจากศาสนาพุทธไปอีกนานเป็นพุทธันดร กว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกองค์หนึ่ง เพราะมันมีกลียุค ในภัทรกัป พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์สุดท้าย จากนั้นก็จะมีพระศรีอาริยเมตไตรยมาเกิดอุบัติ ก็อีกนาน เวทนาก็เป็นตัวปฏิบัติ _มีผัสสะแล้วให้รู่ว่ามีเวทนาแท้กับเวทนาเทียม เช่น ทานพริก มีรสเผ็ดเป็นเวทนาแท้ กับรู้สึกว่าอร่อยเป็นเวทนาเทียม พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้ว ๓. จิต เป็นเป้าหมายในการปฏิบัติ พิจารณาตามเจโตปริยญาน ๑๖ เป็นหลัก ว่ามีราคะ หรือไม่มีราคะ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ จิตที่ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น เป็นฐานที่ตั้งมั่น พ่อครูว่า...เรียนรู้เจโตปริยญาณ 16 คือ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) สมาหิตะ อสมาหิตะ และวิมุติ อวิมุติ เป็นการตรวจ 2 สภาวะสุดท้าย สมาหิตะก็คือการตั้งมั่นของจิต โดยทั่วไป เดียรถีย์ นึกว่าสมาธิเป็นจิตตั้งมั่น แต่ความตั้งมั่นของจิตพระพุทธเจ้าต้องมีหลักการ ตรวจสอบมีความบริสุทธิ์หรือไม่ สมาธิที่รู้จักกิเลสตั้งแต่ ราคะ โทสะ โมหะ ลดลงไปตามลำดับว่า มันลดลงไปแล้วหรือมันไม่มีแล้ว แล้วก็ต้องตรวจว่า มันหลุดพ้นหรือมันตั้งมั่นหรือไม่ วิมุติหรืออวิมุติ ตรวจสอบ 2 คู่ นี่คือ 8 คู่ของเจโตปริยญาณ คุณต้องมีสูตรนี้ตรวจ อาจจะต้องท่องหน่อย แต่ถ้ามันมีสภาวะแล้วก็จะจำง่าย เอาพยัญชนะมาใช้บ้าง ถ้าเป็นสภาวะจริงที่คุณมีในตัวมันจะไม่ลืมเลย มันจะเรียงเป็นตัวสภาวะจริงชัดๆเลย อย่างอาตมาอธิบายมันออกมาจากสภาวะ มันเป็นสัจธรรมจริงๆไม่ได้ยากเย็นอะไร ถ้ามันมี แต่ถ้าไม่มีมันก็ยาก น่าเห็นใจเหมือนกัน ๔. ธรรม คือภาวะทรงไว้จากการปฏิบัติ กาย เวทนา จิต จนทรงไว้ได้จากการปฏิบัติ พ่อครูว่า...ใช่ ธรรมะนี่แปลว่า สภาวะที่ทรงไว้หรือทรงอยู่ ที่มีอยู่ สัมผัสได้ ของเรานี่ ธรรมะ คือ องค์รวม ถ้าธาตุนี่คือสภาพที่จะแยกมาเป็นตัวๆ 2 ธาตุเป็น 1 ธรรม อะไรอย่างนี้ หรือ 3 ธาตุ 4 ธาตุ 5 ธาตุ เป็นหลักธรรม เป็นองค์รวม ธาตุเป็นตัวแยกย่อย ธาตุคือตัวหนึ่ง ตัวธาตุแยกเป็นตัวสุดท้ายคือธาตุ ต้นธาตุคือหนึ่งเลย ส่วนต้นธรรม คือองค์ประชุมไปเรื่อยๆ แล้วก็จะมีในตัวเรา เรียกว่า ทรงอยู่ ทรงไว้ เรียกว่า ธรรมะ หรือธาตุที่เรารู้ เราก็มีธาตุพวกนั้นผสมกันอยู่ในชีวิตจิตใจของเรา เพราะงั้น ธรรมะคือภาวะทรงไว้ จากการปฏิบัติกาย เวทนา จิต ใช่ กายก็ผสมอยู่ เวทนาก็พยายามทำให้เป็น 1 หรือแม้ที่สุด ทำให้เวทนา ไม่เป็น 1 ให้ความรู้สึกนี้ ที่จริงเวทนามันก็มีอยู่ ถ้าไม่มีเลยก็คือ ทำให้เวทนาที่ไม่ใช่เวทนาแท้ให้มันเป็น 0 ไป แต่ถ้าคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ต้องมีเวทนาอยู่ ต้องมีธาตุรู้ที่ยังรู้สึก แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปจะมีเวทนาเดียวคือเวทนาแท้ ส่วนเวทนาเทียมไม่มีเลยในอรหันต์ แต่เป็นพระอาริยะสูงขึ้น ก็มีเวทนาเทียมเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่มีเวทนาเทียมเลย มีแต่เวทนาแท้ คุณก็อาศัยเวทนาแท้ และที่สุดคุณก็จะชัดเจน ศึกษาไปว่าแม้แต่เวทนาก็ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เวทนาก็ไม่ใช่ ก็เป็นอนัตตาอีก ก็ศึกษาไปเป็นขั้นตอน เป็นลำดับก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น กาย คือสภาวะทรงไว้จากการปฏิบัติ เวทนา และจิตก็คือ เป็นภาษาที่ใช้แทนกันได้ เป็นซินโนนีมของ วิญญาณ แยกไปเป็น เจตสิกอีก เพื่อเรียน จิต เจตสิก รูปนิพพาน นี่คือสภาพที่จะต้องเรียนหลักการใหญ่ของอภิธรรมก็คือ จิตแยกเป็น เจตสิกต่างๆและเรียนรู้เรื่องรูป จนถึงขั้นนิพพาน 4 คำ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คุณจะต้องรู้เจตสิกต่างๆ คืออาการของจิตอีกที เจตสิก แจกไปอีกที พระอภิธรรมก็แจกไปเป็น 121 ตัว เป็น 68 หรือ 69 ตัว อะไรอย่างนี้ ก็ได้สำหรับผู้รู้เอามาแจกไว้ แต่คุณรู้สภาวะไหม ถ้าคุณไม่รู้สภาวะก็มีแต่ภาษาบัญญัติ ก็ทำให้บรรลุไม่ได้ ก็พยายามทำให้ถึงทั้งสภาวะ นี่เป็นหลัก ไม่ใช่รู้แต่พยัญชนะเท่านั้น
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นามทั้ง 5 สัมพันธ์กับรูป 28 _การเทศน์ขอพ่อครูเรื่อง รูป ๒๘ ได้ฟังแล้วได้เปิดหูเปิดตาจริงๆค่ะ โดยเฉพาะเรื่องหทัยรูปค่ะ พ่อครู ค้างคำอธิบายศัพท์ หทย ด้วยนะคะ เผื่อพ่อครูจะกรุณาอธิบายเพิ่มค่ะ พ่อครูว่า... ต้องรู้รายละเอียดรูป 28 จนถึงลักขณะรูป 4 นี่คือจบแล้ว วิการรูป 5 วิการรูป 3 คือปฏิบัติจนมาถึงขั้น เหลืออาการของรูป อย่างดียิ่ง เรียกว่า วิการะ เหลืออาการของรูป อย่างดียิ่ง ถึงขั้นลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัต วจีวิญญัติ รวมเป็น 5 เข้าใจถึงปริเฉทรูป จับที่ละคู่จนเหลือ 1 และอาหารรูป 1 ชีวิตรูป 1 1 1 หทยรูป ไปสภาวะรูป 2 แล้วจึงไปเป็น วิสยรูป หรือมีโคจร ก็มีประสาท จัดการสัมผัสกันแล้ว แล้วก็หักออก 1 เหลือ 9 อันนี้ก็ยากเหมือนกัน เพราะจิตเป็นตัวเดียวกันที่ซ้อนทำงานอยู่กับทวาร 5 มันจะมีสิทธิ์ เพราะมันมี 5 คู่ ตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ใจตัวนี้มันทำงานอยู่ตัวเดียวกับ 5 ฉะนั้นจึงหักออก 1 อธิบายยากจริงๆ อย่าไปคิดว่ามันเป็นรูป เพราะว่าใจมันไม่เป็นรูป รูป มันมี ต้องหักออก 1 จึงเป็น 9 เพราะมัน 10 มี 5 คู่ _สู่แดนธรรม... ผมเข้าใจอย่างนี้จะถูกไหมครับ ที่ท่านหักออก 1 ท่านหักโผฏฐัพพะออก พ่อครูว่า... โผฏฐัพพะภายนอกนี่มี 5 ข้างในมีผัสสะ ปฏิฆะสัมผัสโส ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรียนแล้วจะรู้ แล้วจะเข้าใจความจริงถึงสภาวธรรมพวกนี้ ไม่ใช่ไปมีแต่พยัญชนะเฉยๆ เมื่อรู้จักภาวะโคจรรูป มีปสาทรูป อะไรหมดแล้ว มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส และมีตาหูจมูกลิ้นกาย จะเหลือ 5 คู่ แล้วก็ไล่ไป จนกระทั่งแยกแยะได้ว่า จากปสาทรูป โคจรรูป ไล่ลงมาคือ อุปาทายรูป 24 และมี มหาภูตรูปอีก 4 รวมกันเป็นรูป 28 พระพุทธเจ้าท่านสอนรูป 28 นาม 5 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ _สู่แดนธรรม... แสดงว่า นามทั้ง 5 สัมพันธ์กับรูป 28 หมด พ่อครูว่า...คุณจะมนสิการได้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นโยนิโสมนสิการ คุณต้องมีผัสสะ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คุณจะมนสิการ คุณจะทำใจในใจ คุณนั่งหลับตาคุณก็ทำใจในใจ เป็นการทำใจวิธีของเดียรถีย์ วิธีเทวนิยม ของโลกโลกีย์ แต่ของพระพุทธเจ้าจะทำใจในใจได้ถูกต้องลงไปถึงที่เกิด โยนิโสลงไปถึงที่เกิด หรือถูกต้องถ่องแท้อย่างแท้จริง ไม่ใช่อยู่แค่ โยนิโสคือการพิจารณาให้ถ่องแท้ มนสิการถ่องแท้เลย กระทำทำใจในใจได้อย่างถ่องแท้แยบคาย ลงไปถึงที่เกิดเลย ไม่ใช่อยู่แค่เหตุผล ความรู้ ความแตกต่าง ได้รู้แค่พิจารณาเท่านั้น ไม่ใช่ แต่ปฏิบัติถึงเลย เปลี่ยนแปลงได้เลย นี่เรียกว่ามนสิการ อย่างเป็นรากเหง้าเลย ในมูลสูตร 10 ซึ่งเป็นข้อ 2 ธรรมะพุทธเจ้าต้องเอามาทำใจในใจทั้งนั้น ข้อที่ 1 ยินดี มีฉันทะ แล้ว 2 ก็มีมนสิการ มนสิการแล้วต้องมีผัสสะ ข้อที่ 3 ของมูลสูตร 10 จึงจะมีเวทนาเป็นข้อที่ 4 ของมูลสูตร 10 อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในธรรมะพวกนี้จะสัมพันธ์ไปหมดเลย อธิบายกันและกันเชื่อมโยงกันไปอย่างที่อาตมาอธิบาย อาตมาไม่ได้เป็นนักศึกษาในชาตินี้ ไม่ได้เรียนรู้อภิธรรม อภิธรรมเขาท่องกันเก่ง แต่อาตมามีสภาวะจริงเอามาพูดเป็นลำดับๆ ให้เอาไปปฏิบัติได้เป็นขั้นเป็นตอน ขอยืนยันอย่างหนึ่งว่า อาตมาพูดเหล่านี้มั่นใจว่า เป็นความถูกต้องทั้งนั้น เป็นความจริงทั้งนั้น ไม่ได้พูดความผิด ไม่ได้พูดสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นบาป อาตมาไม่ทำ ไม่ทำเด็ดขาด เพราะทำแล้วกรรมเป็นอันทำ อาตมาจะไปทำทำไมเพราะมันผิดเป็นบาป ยิ่งจะไปมดเท็จไปโกหก มันยิ่งไกลที่อาตมาจะต้องทำ อาตมาไกลในเรื่องโกหกในเรื่องที่ไม่จริง ไกลมากแล้วในชีวิต ซึ่งรู้ความจริงอันนี้ก็จะไม่ทำ _สู่แดนธรรม... เจตนาของพ่อท่านไม่ต้องการ ลาภยศสรรเสริญ เพราะปกติคนที่ทำบาปจะมีสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องล่อ
_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการ พ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับการที่จะทำให้พ่อท่านเป็นที่รู้จักของชาวโลกนั้นหรือเป็นที่ยอมรับของชาวโลกได้ ก็ขึ้นอยู่ที่พวกเราชาวอโศกนี้แหละ ต้องปฏิบัติศีลธรรมลดละกิเลสให้ได้ดีจริง ๆก่อน แล้วพ่อท่านก็จะเป็นที่รู้จัก และยอมรับของชาวโลกได้ ผมขอสัมมาทิฏฐิจากพ่อท่านด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า...ถูกต้อง คนอื่นจะรู้จักชาวอโศกได้ต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive