650112 ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ _.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์795 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

650112_ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/51196.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/11J6u5yavI6TTFkswL-dsAeDXk2vjSOH-OvSrGFGAV7c/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1TRVOwo5z8l9z5zNKeZIzTZ2qo8YxshaQ/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1086936565429703 และ https://youtu.be/xlv6AVuZqY4

สมณะเดินดิน...วันนี้เป็นวันพุธที่ 12 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก อีกประมาณหนึ่งเดือนก็จะถึงวันงานยัญพิธีของเรา คืองานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ซึ่งงานจะเริ่มประมาณวันอาทิตย์ที่ 13 ก.พ. ถึงวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. ปีนี้ อยู่ในช่วงวันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชา วันที่ 16 ก.พ. มีทั้งวันแห่งความรักของคนทั่วไปและวันแห่งความรักของพระโพธิสัตว์และของพระพุทธเจ้านะ เราจัดงานกันมายาวนาน คิดว่า พวกเราคงเห็นความสำคัญของ ยัญพิธีมีผล ที่จัดกันมาแต่ละครั้งๆ ก็เป็นการเพิ่มฐาน การเพิ่มการเลื่อนภูมิจิตภูมิปัญญาให้เเกิดขึ้นแก่พวกเรา ในงานนี้ก็จะมีการสอบซึ่งจะใช้การเทศนาของพ่อครูเป็นข้อสอบ ดูข้อมูลได้ที่ เปิดโลกบุญนิยม www.boonniyom.net ขอให้เราไปทบทวนดู เพื่อให้การศึกษาของเราสมบูรณ์ขึ้น การทำวัตรตอนเช้า ถ้าพ่อครูตองมาทำวัตรเช้านี้ ดูจะไม่ค่อยเหมาะกับสุขภาพพ่อครูสักเท่าไร ก็มีผู้เสนอให้เทศน์ตอนเย็น ก็ดูความเป็นไปได้ ส่วนตอนทำวัตรเช้าก็เป็นสมณะ สิกขมาตุมาสลับกันแทน ซึ่งก็ได้ปรึกษากัน ก็จะเป็นการบูรณาการของแต่ละบวร ที่จะทำให้ขับเคลื่อนภายในของตัวเองด้วย แต่ละบวรจะทำให้มีการพัฒนาระบบสาธารณโภคีของแต่ละบวรให้เกิดการเจริญก้าวหน้าอย่างไร ก็จะมีทำวัตรเช้า

อ่านต่อ

ทำวัตรเย็นเป็นหลัก คร่าวๆ นะ คิดว่าสิ่งแรกที่ต้องเตรียมตัวกันก็คือ การเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการศึกษา โดยเฉพาะการฟังเทศน์ของพ่อครูนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้นะ สามารถเปิดเข้าไปดูได้ตามเวบไซต์ เปิดโลกบุญนิยม www.boonniyom.net ติดตามได้ทุกวัน

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 10-11 มกราคม 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สาธารณโภคีนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน _ ตุ๊ก อัศวิน : โพธิกิจของพ่อครู ที่ได้นำพาลูกๆ(ชาวอโศก) ปฏิบัติมานาน >๕๐ ปี จนได้รูปธรรมต่างๆ ที่จับต้องได้.. ท้าพิสูจน์ได้.. ที่เห็นเด่นชัด คือ สาธารณะโภคี ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลก..ในยุคนี้!! น่าจะกระทบ จิต ของผู้มีปัญญาได้บ้าง..นะเจ้าคะ!! ฤา..ยุคนี้..จะไม่มี "ผู้กล้า/ผู้มีปัญญา" มาถอน กิ่งหว้า หรือหนอแล !!! พ่อครูว่า… เอาตำนานถอนกิ่งหว้ามากล่าวถึงเลย ผู้ไม่รู้ตำนาน มาถอนกิ่งหว้า อันนี้หมายถึงอะไร ก็คงจะไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร คือหมายความว่าอย่างนี้ ถอนกิ่งหว้า คือ ในยุคพระพุทธเจ้า จะมีการถกปัญหาถกธรรมะกัน ผู้ที่อยากจะถกธรรมะกับใครก็เอากิ่งหว้านี้ไปหัก หักกิ่งหว้าไปปักไว้หน้าสำนักเขาเลย ท้าให้ออกมาโต้ ให้ออกมาถกเรื่องธรรมะกัน เขาจะอย่างนั้นเลย วิธีนี้ลัทธินี้เขามีอยู่ในธิเบต เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ยังเอาวิธีปักกิ่งหว้ากันอยู่ เขาถกกันจริงๆ โอ้โห! เอาหน้าดำหน้าแดง ถกกันแต่เขาไม่ได้โกรธกันนะ เอาเป็นเอาตายอย่างกับทะเลาะกัน ทีนี้ที่คุณตุ๊กกล่าวถึงว่า อาตมาได้แสดงธรรม จนคนชาวอโศกได้ปฏิบัติกันจนเกิดมรรคผล แล้วเกิดเป็นรูปธรรมต่างๆที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้ เห็นได้ชัด คือสาธารณโภคี ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลกในยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็มหัศจรรย์ แต่ว่ามันเป็นภาวะจำนน สาธารณโภคีมันจะแพร่กว้างออกไปไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นยุคที่มีข้อจำกัด เช่น เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อาตมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกไปหลายที เป็นยุคทาส เป็นยุคที่ผู้คนเป็นเรื่องทาสกันอยู่ มีระบบทาส มีระบบที่ยังไม่มีปัญญาหรือไหวพริบพัฒนาในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ยังไม่รู้จักสิทธิของความเป็นคน ความเป็นสิทธิมนุษยชน ยังไม่ได้ ยังเป็นยุคทาสกันอยู่ มันก็เลยไม่สามารถที่จะทำให้คนทั่วไป ประชาชนทั่วไปสามารถจะปฏิบัติสาธารณโภคีได้ แต่ยุคนี้ทั่วโลกไม่มีแล้วความเป็นทาส เลิกทาสกันทั่วโลกแล้ว แล้วก็ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย พร้อมกับคนรู้ดีแล้วว่า ตนมีสิทธิมนุษยชนเต็มร้อยในยุคนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นยุคที่ต่างกันกับยุคพระพุทธเจ้า จึงเป็นยุคที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาให้ศึกษาปฏิบัติกันแล้ว ก็เกิดสาธารณโภคีได้ เพราะจิตของเขาเกิดสาราณียธรรม ( สาราณียธรรม ๖) สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ( พตปฎ.เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๒ ) และ เป็นคนที่มีภูมิธรรมขั้นวรรณะ 9 ( พตปฎ.เล่ม ๑ "ปฐมปาราชิกกัณฑ์" ข้อ ๒๐ ) เกี่ยวข้องกันยังไง วรรณะ 9 เกี่ยวข้องกันมากเลย เพราะจิตของผู้ที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าและเป็นโลกุตรธรรมแล้ว เป็นคนที่เป็นอยู่ง่าย สุภระ เป็นอยู่ง่าย เลี้ยงดูง่าย ปกครองง่าย บริหารง่าย อยู่กินกันง่ายๆ ไม่เป็นเรื่องลำบากเลย จะกินจะอยู่ จะเป็นจะไป จะไปจะมา จะอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเรื่องอย่างนั้นขัดข้องอย่างนี้ ไม่ชอบใจ ไม่เลย เพราะจะรู้ถึงสถานะของสังคมที่ดี เป็นความเจริญชนิดที่สำคัญมาก วรรณะ 9 นี้คือ The Classes เป็นขั้นชั้นของคุณธรรมมนุษยชาติระดับโลกุตระ สุภระ สุโปสะ และเป็นคนที่ศึกษา มีวิสัยทัศน์ มีทัศนคติกว้าง เปิดรู้ รับรู้ว่า อ๋อ.. โลกเขาไม่ได้แคบเหมือนสมัยโบราณสมัยเก่า โลกทุกวันนี้กว้างหาที่สุดมิได้ ปานฉะนั้นทีเดียว สุโปสะ เพราะฉะนั้นพัฒนาให้เจริญได้ง่าย ที่สำคัญก็คือมีจิตอัปปิจฉะ มีจิตมักน้อย มีจิตไม่ต้องการมาก ต้องการมีน้อย มักน้อยคือต้องการไม่ต้องมีมาก ชีวิตไม่ต้องมีมาก มีมากมันหอบลำบากลำบน รักษายาก เป็นภาระ เป็นที่ปองหมายของโจร เป็นที่ริษยา อะไรต่างๆ นานา จะมีปฏิภาณปัญญาเยอะ เข้าใจว่า อ๋อ.. มาเป็นคนจนนี้ปลอดภัย เป็นคนจนที่ไม่ต้องไปเบียดเบียนอะไรต่างๆนานาสารพัด มีเหตุปัจจัยมีผลเยอะ สรุปแล้ว เป็นคนจนเป็นคนประเสริฐ ดีกว่าจะไปเป็นคนรวย เป็นคนรวยนี้ ขออภัย พูดชัดๆ มาเป็นคนรวย มันเป็นแนวคิดที่ต่ำทราม มาเป็นคนจนนี้เป็นแนวคิดที่เจริญที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ยืนยันได้เลย เป็นคนมักน้อย มาเป็นคนมาจน สละออกหมด ทิ้งทรัพย์ศฤงคารหมด ไม่ใช่เรื่องพูดโมเมเอา แต่เป็นเรื่องสัจธรรมตายตัวมาทุกยุคทุกสมัย เป็นสัจจะที่วิเศษ เป็นคนต้องการน้อย มีน้อยก็พอ แค่นี้ก็พอ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก ปวิเวก แปลว่า ความสงบ เป็นผู้เข้าใจในเรื่องความสงบ ความสงบไม่ใช่เรื่องต้องลี้หนีไปจากบรรยากาศ หรือหนีจากสังคมผู้คน หนีจากสิ่งกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ใช่ ความสงบในปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 ข้อที่เป็นผู้ที่ได้ความสงบ 2 อย่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัส จะเกิดปฏิภาณปัญญาโลกุตระ ความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระ จะรู้จักความสงบ 2 อย่าง ความสงบอย่างหนึ่ง ทั่วไปโลกียะที่เขารู้กัน ทุกวันนี้เขาเข้าใจความสงบแบบโลกียะเท่านั้น ผู้ศึกษาดีๆ ลึกซึ้งเท่านั้นที่จะเข้าใจความสงบอีกอย่างหนึ่ง ความสงบที่แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ทั้งกายวิญญัติ ทั้งวจีวิญญัติ จิตก็เป็นมุทุภูตธาตุ เป็นความสงบ สงบจากกิเลสมากวนจิต กิเลสมาเป็นตัวนิวแซน มาเป็นตัวเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่คล่องแคล่ว ไม่เรียบร้อย มีแต่ตัวไม่เข้าท่า มารวน มากวน ทำให้จิตไม่สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะฉะนั้นความสงบอีกอันหนึ่ง นอกจากที่คนเข้าใจว่า ความสงบต้องหยุดกายวิญญัติ หยุดวจีวิญญัติ หรือแม้แต่มโนก็ทำให้คิดช้าๆ เชื่องช้า หยุดคิด หยุดทำ หยุดคล่องแคล่วว่องไว ให้เซื่องๆ หยุดๆ นิ่งๆ ดับได้เลย แล้วหลงว่าเป็นนิโรธ ไปอย่างนั้นเลย ความสงบแบบโลกียะที่เขาเข้าใจกันเป็นความเข้าใจที่มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมากเลยในเรื่องความสงบของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นโลกุตระธรรม ยิ่งสงบยิ่งคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว ไม่ใช่ ความสงบอันที่สองของพระพุทธเจ้า ยิ่งสงบ ไม่ใช่ความเฉื่อยไม่ใช่ความช้า แต่ยิ่งไปคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว เหมือนพระสารีบุตรนี้ยิ่งกว่าลิง ได้รับความสรรเสริญยกย่องด้วยจากพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจ คนที่ท้วงอาตมา เป็นพระอรหันต์อะไร ทำไมไม่มีความสงบ สงบอะไรยิ่งกว่าลิง ก็น้อยไป อาตมายังลิงน้อย พระสารีบุตรลิงใหญ่กว่าอาตมา อาตมายังเป็นลิงเกรงใจ ในยุคพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร ลิงไม่ต้องเกรงใจ พระพุทธเจ้าอยู่ทั้งพระองค์ แก้แทนให้ได้เลย เรื่องนี้คนเข้าใจได้ยาก นี่คือเรื่องที่อาตมาอยากขอเสริมเติมเข้าไปอีกนิดหน่อย ใน sms ข้อนี้ เข้าใจให้ได้ เดี๋ยวอาตมาจะเอาความมหัศจรรย์ 8 ประการ มาอธิบาย วันนี้ตั้งใจจะอธิบายเรื่องนี้

_Aranyar Zeman (อรัญญา ซีแมน) : น้อมกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ เพลงไตเติ้ลเข้ารายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ทำนองไพเราะดีค่ะ พ่อครูว่า...ไปชมเชยคุณโอ๋ฆราวาส ที่เป็นคนทำดนตรีอันนี้ ทั้งทำนองทั้งบรรเลง เขาเล่นเองทั้งวงคนเดียวสมัยนี้ ก็เป็นทาเล้นท์ของแต่ละคน

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..เรื่องกายฟังหลายครั้งยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ต้องฟังพ่อครูต่อไปอาจเข้าใจได้สักวัน แต่ตอนนี้ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนค่ะ พ่อครูว่า...อาตมาก็ยังอธิบายไม่จุใจ กายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก คำว่า กาย นี้ ทุกวันนี้ยังไม่สัมมาทิฏฐิในเรื่องสักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อแรกกันดีหรอก ก็คำว่า กาย นี้แหละ ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ อาตมาเอง ขยายความมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังรู้สึก มันไม่จุใจ ทำไมอาตมาอธิบายไม่เก่ง ก็ค่อยๆ ตั้งใจฟังไป อาตมาจะพยายาม ที่เขียนไว้นี้ก็ โอ้โห ขยายความอยู่พอสมควร ค่อยๆ อ่าน ปัญญา 8 อาตมาเขียนไปตอนนี้ 700-800 หน้าแล้ว ไม่รู้จะจบเมื่อไร ก็พยายาม ตั้งแต่ Rewrite มา ว่าจะไม่แก้ๆ จะทวนอะไรต่ออะไรให้เรียบร้อยเท่านั้น มันก็อดไม่ได้ ไปเรื่อยเถิด จนกระทั่ง 700 หน้าเกือบ 800 หน้าแล้ว

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : กราบขออนุญาตสมณะสิกขมาตุ ขอแสดงความยินดีกับสปิริตชน แกนนำแนวร่วมกู้ชาติรักษ์กฎนิติรัฐหลักนิติธรรม อ.ไชยวัฒน์ฯ อ.อมรฯ ได้รับการปล่อยตัว กลับสู่บ้านวิถีใหม่ปลอดภัยสาธุ

_เจิน วดี : กินพืชเว้นเนื้อสัตว์ เราไม่เบียดเบียนใคร อยากทำอยู่ค่ะ สบายใจไม่ต้องเอาชีวิตใคร พ่อครูว่า...เอา อยากก็ทำสิ ไม่มีใครห้ามเลย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อสุรกายคือจิตอ่อนแอ ที่แม้แต่หมากก็ยังติด _Thammanoon Nuhong (ธรรมนูญ นุหงส์) : กินหมาก สูบบุหรี่ ไม่ได้บัญญัติไว้ ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พ่อครูว่า...ก็ไม่เป็นไร ก็ฉลาดของคุณไป ก็จะฉลาดตามแนวคิดของคุณ เรื่องกินหมาก สูบบุหรี่ อาตมาว่าเป็นเรื่องของสิ่งเสพติด ยาเสพติด ยาอี ยาบ้า อะไรพวกนี้เป็นต้น ก็ไม่ได้บัญญัติ ยาอี ยาบ้า ก็ไม่ได้บัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกหรอก เอาเถอะคุณจะศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าตามแนวคิดของคุณ แค่ความกินหมาก สูบบุรหรี่ ก็เข้าใจไม่ได้ คุณก็ต้องอยู่กับมหาบัวต่อไปก็แล้วกัน ไม่มีปัญหาหรอก กินหมาก สูบบุหรี่ เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเสพติด ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาระมัดระวังอะไร พระอรหันต์ก็ทำได้ คุณก็เป็นพระอรหันต์สูบยา เป็นอรหันต์กินหมาก จะแถมยาอี ยาบ้าอีก ก็ไม่เป็นไรนะ เพราะคุณว่าไม่ได้บัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ยิ่งยาอียาบ้า ไม่ได้บัญญัติไว้ใหญ่เลย อยากก็ทำซิ ไม่มีใครห้ามเลย จะเป็นอรหันต์กินหมาก สูบบุหรี่ ก็เอาเลย ถ้าคุณยังกินหมาก สูบบุหรี่ ก็อยู่กับมหาบัวต่อไป ยาอี ยาบ้าก็ไม่เห็นได้บัญญัติในพระไตรปิฎก แนวคิดที่พยายามไม่แต่เรื่องนิดแค่นี้ ขออภัยเถอะอย่าหาว่าอาตมาได้ไปพูดข่ม มหาบัวมากเลย มหาบัวยังไม่มีภูมิธรรมมากเลย ใจยังอ่อน ใจยังไม่แข็ง ยังอ่อนแอ จริงๆ เคยพูดแล้ว ไม่ใช่มหาบัวจะไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าหมากพลูเป็นสิ่งเสพติด เคยคิดเลิกแต่เลิกไม่ได้ ก็เลยกลบเกลื่อน อย่างที่อาตมาเคยพูดมาหลายที่ ข้างในเขาจะรู้กันดีเรื่องนี้เพราะเป็นเหตุการณ์จริงๆในชีวิตมหาบัวเอง เสร็จแล้วก็หลอกชาวบ้าน ว่าตัวเองนี้เป็นพระอรหันต์ แค่สิ่งเสพติดแค่นี้ ปฏิภาณขนาดเป็นมหานะ จะไม่รู้จริงๆ อาตมาว่าไม่จริง ไม่เชื่อ จะมีนัยยะแห่งการโกหกซ้อนอยู่ในนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่โกหก ทั้งๆที่ตัวเองรู้ว่าเป็นคำโกหก เป็นคนที่เขาจะโกหกสิ่งใดในโลกอีกได้ทุกอย่าง ไม่มีที่เขาจะโกหกไม่ได้ เขาโกหกได้หมด เป็นคนที่ยากที่จะคบ ขออภัยอาตมาไม่ได้ไปเบ่งไปข่มอะไรท่านมหาบัว พูดจริงใจนะว่าอาตมาก็สงสารท่าน ว่าท่านทำไมมีทิฏฐิอย่างนี้ มีทัศนคติอย่างนี้ แล้วก็ยังเสแสร้ง กลบเกลื่อน หลอกชาวบ้านต่อไปให้เขาหลงผิดกัน ซึ่งมันเป็นการทำลายทั้งสัจธรรม ทำลายทั้งธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วตัวเองก็ได้สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม พูดชัดๆก็คือได้ความผิดความชั่วไปให้กับตัวเองไปตลอด ปฏิภาณแค่นี้ทำไมไม่มี ปฏิภาณแค่นี้ไม่มีแล้วจะไปถือว่า ไปเรียนโลกุตระ ไปเรียนอรหันต์ มันไกลแสนไกล เป็นคนที่อ่อนแอ แค่สิ่งเสพติดแค่นี้ก็ละไม่ได้ จึงเรียกภาษาบาลีว่า อสูรกาย เป็นคนไม่กล้า จิตอ่อนแอมาก สิ่งเสพติดแค่นี้เลิกไม่ได้ แล้วกลบเกลื่อนหลอกผู้อื่นต่อ พอพูดถึงตรงที่จิตอ่อนแอนี้ ก็มีคนเอากวีที่อาตมาได้เขียนเอาไว้ ลงในหน้าปก หนังสือ “เราคิดอะไร” ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เดือนพฤษภาคม

_อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า

(๑) อสุรคือจิตแท้ ของคน ใจไม่กล้าของตน นั่นแท้ ใจตนต่ำลงจน เลวชั่ว ใช่เลย คือจิตคนผู้แพ้ บ่กล้าทำดี (๒) แม้มีโอกาสให้ ตนทำ แต่เพราะกิเลสจำ พ่ายแพ้ อ่อนแอจึ่งไม่สำ- เร็จกิจ นั้นนา ลาภยศสรรเสริญแล้ ฤทธิ์ร้ายทำลายคน (๓) ปุถุชนทั้งหมดล้วน คืออสูร เล็กใหญ่ตาม”กาย”กูล แต่ละผู้ นามและรูปคือมูล ประชุมเกิด กายแฮ อสุรกายนั้นรู้- จักได้ในตน (๔) ทุกคนเรียนอ่านได้ จริงตาม จิตเฮย องค์ประชุมรูปนาม เพ่งรู้ เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล จิตอ่อนแอไป่สู้ บ่กล้าทำดี (๕) ทุกคนมีจิตนี้ ในตน พึงฉลาดทำใจจน แกร่งกล้า เอาชนะจิตตนชน อุปสรรค โอกาสดีอย่าช้า จักพ้นจิตอบาย (๖) อสุรกายจิตแท้ ตนทำ จิตถูกกิเลสกำ- หนดไว้ จิตจึงอ่อนแอสำ- เร็จเสร็จ มารเลย ต้องกำจัดกิเลสได้ จึ่งพ้นจิตอบาย (๗) อสุรกายดับสิ้น จากจิต บริสุทธิ์ให้สนิท จึ่งแท้ เผด็จศึกประเสริฐฤทธิ์ กันเถิด จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว.

สไมย์ จำปาแพง ๕ พ.ค. ๒๕๕๘ [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ ๒๙๙ ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๘]

พ่อครูว่า…(อ่านบทกวี และอธิบายประกอบ) อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า (๑) อสุรคือจิตแท้ ของคน ใจไม่กล้าของตน นั่นแท้ ใจตนต่ำลงจน เลวชั่ว ใช่เลย คือจิตคนผู้แพ้ บ่กล้าทำดี (๒) แม้มีโอกาสให้ ตนทำ แต่เพราะกิเลสจำ พ่ายแพ้ อ่อนแอจึ่งไม่สำ- เร็จกิจ นั้นนา ลาภยศสรรเสริญแล้ ฤทธิ์ร้ายทำลายคน (๓) ปุถุชนทั้งหมดล้วน คืออสูร เล็กใหญ่ตาม”กาย”กูล แต่ละผู้ นามและรูปคือมูล ประชุมเกิด กายแฮ อสุรกายนั้นรู้- จักได้ในตน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาจึงจะรู้ความเป็นอสูรกายในตัวเอง จะรู้ได้ (๔) ทุกคนเรียนอ่านได้ จริงตาม จิตเฮย องค์ประชุมรูปนาม เพ่งรู้ เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล พ่อครูอธิบาย…รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส นี้กามคุณ 5 แล้วตัวเองพ่าย คนนั้นคือ อสูร อย่างมหาบัวนี้ คือ อสุร หรือ อสูร แท้จริง พ่ายแพ้รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส ที่ตัวเองติด แค่หมาก แค่บุหรี่สิ่งเสพติด ติดในเรื่องของอาหารนั้นนะ ก็ยังพอทำเนา มันทั่วไป มันเยอะ แต่ไอ้ติดต่ำๆ แค่หมากพลู บุหรี่นี้ ยังรู้ไม่ได้ มันไม่ไปถึงไหนหรอก จิตมนุษย์ จิตทั้งอ่อนแอ จิตทั้งไม่ฉลาดพอ จิตแค่นี้นะ เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล จิตอ่อนแอไป่สู้ บ่กล้าทำดี (๕) ทุกคนมีจิตนี้ ในตน พ่อครูอธิบาย…ทุกคนมีจิตนี้ ถ้าไม่ฝึกสะ จะจมอยู่ในอสูรนี้ พึงฉลาดทำใจจน แกร่งกล้า พ่อครูอธิบาย…ถ้าไม่ฉลาดพอ ไม่ฝึกฝนตนเอง คนจะไม่แกร่งกล้า เอาชนะจิตตนชน อุปสรรค โอกาสดีอย่าช้า จักพ้นจิตอบาย พ่อครูอธิบาย…กล้าเข้าสู้เลย กล้าชนเลย สู้อุปสรรคพวกนี้ (๖) อสุรกายจิตแท้ ตนทำ พ่อครูอธิบาย…เพราะฉะนั้น เมื่อไม่รู้ตนเองเป็นคนทำอสูรกายและอสูรกายยิ่งขึ้นๆ เป็นคนทำลงไปเรื่อย จิตถูกกิเลสกำ- หนดไว้ จิตจึงอ่อนแอสำ- เร็จเสร็จ มารเลย พ่อครูอธิบาย…ก็เลยเป็นทาสของมารไปตลอด ต้องกำจัดกิเลสได้ จึ่งพ้นจิตอบาย (๗) อสุรกายดับสิ้น จากจิต บริสุทธิ์ให้สนิท จึ่งแท้ เผด็จศึกประเสริฐฤทธิ์ กันเถิด จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว.

พ่อครูว่า…สไมย์ จำปาแพง เป็นผู้แต่ง ชาวอโศกรู้ดี เป็นนามปากกาของอาตมาที่ใช้แต่งบทกวี เป็นชื่อเดิมของอาตมาตั้งแต่ใบเกิด สไมย์ จำปาแพง เป็นชื่อเดิม อาตมาไปเจอใบเกิด เลยเอามาใช้เป็นนามปากกานามแฝง

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดิน... พ่อครูยกตัวอย่าง 50 ปีที่พ่อครูทำงานมา มีระบบสาธารณโภคีที่พิสูจน์ได้ พ่อครูพาทำระบบสาธารณโภคีที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ จะเห็นได้อย่างหนึ่งว่า คนมาอยู่รวมกันหลายร้อยคน มีที่มาต่างกัน แล้วมาอยู่รวมกันได้ ถ้าไม่มีคุณธรรม ไม่เป็นมนุษย์วรรณะ 9 มีทิศทางไปอย่างนั้น ก็จะเป็นปัญหามากเลย เราดูจากคนที่มีปัญหามากคือคนที่เป็นอสูรกาย มาอยู่กับพวกเราแล้วก็แอบสูบบุหรี่บ้าง เคี้ยวหมากบ้าง ไปเล่นหวยบ้าง ถ้ามาอยู่อย่างนี้ สาธารณโภคีไปไม่ได้เลย แทบจะวงแตกเลย ถ้าจะดูจากพฤติกรรมหยาบๆ ภายนอกที่ว่า ถ้าจิตเขามีอสุรกายมากอย่างนี้ เข้ามาอยู่ก็ทำให้ระบบของเราเดินหน้าไปไม่ได้ ทีนี้ พระจะมีปัญหาที่มีธงชัยพระอรหันต์มาหุ้มเอาไว้ คนก็เขาใจว่า มองไปก็ ยกไว้ให้ทุกอย่างว่า ท่านเป็นผู้วิเศษอยู่ ที่จริงไม่รู้ว่ากิเลสอาจจะมากกว่าฆราวาส อย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน บวชกัน 20 30 ปีแล้วสึกออกไป ดูอาการหนักยิ่งกว่าฆราวาสอีก แต่ทำไมตอนเป็นพระ ทำไมเราไม่เห็น เพราะเราคิดว่ามีธงชัยพระอรหันต์หุ้มเอาไว้แล้วจะไม่มีกิเลส ก็จะมีตัวนี้เป็นตัวชี้วัดได้ว่า ในระบบสาธารณโภคี ถ้ามีคนจิตใจอสุรกายมาอยู่เยอะๆ ไม่ไปหามนุษย์วรรณะ 9 จะไปหาความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้ ก็จะทำให้ไปได้ยาก หมู่บ้านราชฯ จะมีความแปลกอย่างหนึ่ง ที่เรามาอยู่กันนี้ มาอยู่ใหม่ๆ ทางจังหวัดจัดให้เป็นหมู่บ้านที่มีความยากจนอันดับ 5 ของจังหวัดอุบลราชธานี แต่ใครมาแล้วก็บอก ไม่น่าเชื่อ เขาดูว่า เครื่องไม้เครื่องมืออาคารสถานที่ ไม่น่าจะเป็นของหมู่บ้านที่ยากจน มีความอุดมสมบูรณ์ครบพร้อม นี่เป็นความพิเศษของสาธารณโภคีที่ แต่ละคนมีความจน จึงทำให้ส่วนกลางมีความอุดมสมบูรณ์ นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ของสาธารณโภคี ที่ทุกคนมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่เป็นอสูรกาย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม พ่อครูว่า... เอ้า ที่นี่มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาอธิบายอยู่ตอนนี้คือ เรื่อง ความมหัศจรรย์ ของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่

_มหาสมุทรน่าอัศจรรย์ ๘ ธรรมวินัยน่าอัศจรรย์ ๘

พ. ดูกรปหาราทะ ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสัก เท่าไร ที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมอภิรมย์ ฯ ป. มี ๘ ประการ พระเจ้าข้า ๘ ประการเป็นไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรก ชันเหมือนเหวไม่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑ ใน มหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ

(พระไตรปิฎกเล่ม ๒๓ "ปหาราทสูตร" ข้อ ๑๐๙)

พ่อครูว่า...ข้อที่ 1 เป็นความมหัศจรรย์ตรงที่ว่า เป็นศาสนาที่มีความเป็นลำดับ เพราะฉะนั้นความเป็นลำดับนี้ ถ้าเผื่อว่าคนที่ไปลัดสั้นตัดตอนของคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่เรียนไปตามลำดับแต่ละสูตรก็ดี แต่ละกระบวนธรรมก็ดี ไปตัดทิ้งเสีย เช่น กระบวนธรรมของพุทธคุณ ซึ่งมีจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น ถ้าไปตัดซะ เช่น จรณะ 15 ต้องขึ้นต้นด้วยศีล แล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้ว ฌาน 4 อย่างนี้เป็นต้น หากไปตัดศีลทิ้ง ไม่เอา ไม่ต้องเกี่ยวข้อง อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ตัดไปอีก ดีไม่ดี สัทธรรม 7 ตัดทิ้งอีก เอา ฌาน แล้วไม่ต้องไปเกี่ยวข้องเลยกับศีล อปัณณกปฏิปทา 3 จะไม่เกิดสัทธรรม 7 เลย เมื่อไม่เกิดสัทธรรม 7 ฌานที่ได้จึงไม่ใช่ฌานที่ไม่อยู่ในกระบวนธรรมของศาสนาพุทธเลย เพราะฉะนั้นไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้เกิดกระบวนธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยแก่กันและกันเพราะมีศีล จึงมีอปัณณกปฏิปทา 3 เป็นเหตุเป็นปัจจัย เช่น เราถือศีลข้อที่ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เพราะฉะนั้นเราไม่ฆ่าสัตว์นี้ เราจะต้องสังวรสำรวม ใน อปัณณกปฏิปทา สังวรสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อเรากระทบสัมผัสเกี่ยวกับสัตว์ เราจะต้องมีเมตตา เราจะต้องไม่ทำร้าย เราจะต้องไม่เบียดเบียน ไม่ต้องพูดถึงฆ่าเลย ปฏิบัติต่อกันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างปรารถนา หรือ หวังประโยชน์เพื่อ โดยเฉพาะคนด้วยกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เช่น อาตมาหวังประโยชน์เพื่อมหาบัว หวังประโยชน์เพื่อธัมมชโย อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ผู้ใดผู้อื่นที่อาตมาตำหนิอยู่ มันเป็นการหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นความเมตตาเกื้อกูลกันด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง คนไม่เข้าใจหาว่าอาตมาตำหนินั้น เป็นการอวดดี อวดใหญ่ เบ่งข่ม อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของธรรมะ อย่างมหาบัวนี้สิ้นชีพไปแล้ว แต่อาตมาก็ยังพูดอยู่ เพราะอะไร เพราะลูกศิษย์มหาบัวยังดำเนินรอยตามมหาบัวอยู่อีกเยอะมาก ถ้าจะพูดไปแล้วก็ตั้งแต่อาจารย์มั่นมาแล้ว แต่มหาบัวเป็นตัวเด่น อาจารย์มั่นก็ไม่ได้มาสอนมาพูดกับคนทั่วไป ไม่เป็นที่กว้างขวางเหมือนมหาบัว มหาบัวเป็นตัวฉากหน้าที่คนรู้จักดี ก็เอาชื่อมหาบัวขึ้นมากล่าว เพื่อเรื่องราวนี้ เพื่อเรื่องนี้จะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น เพราะไปเอาสิ่งที่มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่รู้กันดีทั่วไปในเรื่องนี้ประเด็นนี้มาใช้ แล้วมันก็เข้าใจได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เรื่องการตำหนิติเตียนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่า คำสรรเสริญนี้เป็นคำต่ำทราม ฟังให้ดีนะ นี่อาตมาไม่ได้พูดเล่นพูดเองนะ คำสรรเสริญพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำต่ำทราม ไม่มีส่วนที่จะทำให้เกิดเรื่องละหน่ายคลายอะไรได้จากคำสรรเสริญ แต่การตำหนินี้ทำให้เกิดความละหน่ายคลายได้ นี่ก็เป็นความลึกซึ้งของความรู้อย่างพระพุทธเจ้า ที่เอามาสอนมนุษย์ คิดเล่นๆ ตื้นๆ มันไม่ออก ไม่ทัน ไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสหรอก พระพุทธเจ้าตรัสนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เรื่องมหัศจรรย์ ข้อ 1 ความเป็นลำดับ อย่าไปเที่ยวได้ตัดลัดเล่น แต่เพราะความเสื่อมที่เป็นจริงในยุค 2,500 กว่าปีนี้ ศาสนาพุทธ คนชาวพุทธเสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้า อย่างเกือบจะไม่เหลือเชื้อเลย เกือบ ที่จริงอาตมาน่าจะบอกว่า ไม่เหลือเชื้อเลย อาตมาเป็นผู้มานำเอาโลกุตรธรรมสถาปนาลงไปในยุคนี้ ที่จริงมันหมดสูญไปแล้วจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นไม่ใช่อาตมาคุยใหญ่โตอะไรหรอก แต่อาตมาพูดสัจจะ พูดความจริงสู่ฟัง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสพยากรณ์ไว้แล้วใน อาณิสูตร ว่า กลองอานกะ ยุคต่อมา โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไป เขาจะไปเชื่อคำสอนของคนรุ่นใหม่ ที่ค้านแย้งกับที่อาตมาพูดนี้ ซึ่งคนทุกวันนี้ก็ยังเชื่อคำสอนของคนรุ่นใหม่อยู่ อาตมาพูดนี้เป็นโลกุตระแท้ คนเชื่อน้อย คนที่มีปฏิภาณปัญญา คนที่มีบารมีจริงๆ จึงมาฟังธรรมะอาตมารู้เรื่อง คนไม่มีบารมีฟังธรรมะอาตมาไม่ซาบซึ้งหรอก เพราะฉะนั้นในความเป็น ฌาน จึงเป็นฌานเดียรถีย์กันไปหมด ไปนั่งหลับตาทำเอา ไม่ใช่เป็นฌานที่เกิดจากศีล เกิดจากอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วก็เกิดสัทธรรม 7 จึงเกิดฌาน มีเหตุมีปัจจัยเช่นนั้น ที่เขาทำกันไม่ใช่ฌานแบบพุทธเลย นี่พูดตามหลักวิชาการอ้างอิงตามพระไตรปิฎกอ้างอิงความรู้ความจริงต่างๆ เพราะไม่มีวิชชา 8 เลย เริ่มตั้งแต่วิปัสสนาญาณ เป็นญาณข้อแรก ฟังดีๆ ขออภัยที่อาตมาต้องลงลึกในเรื่องวิชชา 8 มันน่าจะขยายความก่อน เพราะไม่ได้ขยายความมานานแล้ว วิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ 2. มโนมยิทธิ 3. อิทธิวิธญาณ 4. โสตทิพย์ 5. เจโตปริยญาณ 6. บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7. จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ วิปัสสนาญาณ อธิบายง่ายๆ ตามประสาอาตมา คือญาณ คือปัญญา คือวิชชา คือความรู้โลกุตระที่มันเกิดอย่างเห็นๆ วิ คือยิ่ง ปัสสะคือเห็น มีตา หู จมูก ลิ้น กาย โผฏฐัพพะ ข้างนอกนี้ทำงานครบทุกทวาร ร่วมกับภายใน มีความรู้ทั้งภายนอก-ภายในพ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน