650923 วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
650923 วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52663.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1LKyYBo3bi7k9fLnm3hVRxLnlG76M0mc8GIl4OgCP6CA/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1iDtaXo9GJNBxaa6nUA4W2WMMGhoPSh0E/view?usp=sharing
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/JQrKt7sww4k และ https://fb.watch/fJpCcvcntq/
สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2565 ที่บวรราชธานี เปิดกระทรวงสาธารณสุข แถลงการณ์ว่าตอนนี้เป็นระยะสุดท้ายของโควิด มีคนเสียชีวิตเพราะโควิตจำนวนน้อย คนที่ติดโรคก็อาการไม่รุนแรง เป็นระยะแผ่วปลาย แต่ก็ประมาทไม่ได้ โควิดจะต้องอยู่กับเราไปอีกเป็นปี ไม่เป็นโรครุนแรงแต่ไม่ติดก็จะดีกว่า สิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือใส่แมสก์ ขยันล้างมือ รักษาระยะห่าง ในชุมชนของเราก็มีกลุ่มที่เสี่ยง อายุมาก และมีคนยังไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วย มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ มีการยกเลิกศบค. พรบ.ฉุกเฉิน วันนี้ถือว่าเป็นวันสุกดิบของเทศกาลกินเจ ของพวกเรานะ ส่วนทั่วไปเขาจะเริ่มวันอาทิตย์ ก็เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจ ปีนี้พ่อครูแนะให้เกิดแนวคิด การกินเจกับการกินมังสวิรัติเป็นเรื่องเดียวกัน พ่อครูให้เป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 ศีลข้อที่ 1 เป็นวิบากที่แรง ทำให้ชีวิตของคนที่ยังกิน ยังฆ่าอยู่ก็เป็นวิบากแรง พ่อครูว่า... หรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คนอื่นเขาต้องฆ่ากัน สมณะเดินดิน... พ่อครูยกตัวอย่างว่า เราไม่รู้ว่าสัตว์ตัวนี้อาจจะเป็นพระโพธิสัตว์มาบำเพ็ญก็ได้ สัตว์ตัวนี้จะสามารถพัฒนาตนเองเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปได้ก็ไม่รู้ เราจึงพยายามสร้างค่านิยมที่ทำให้สัตว์ไม่ต้องตายเพราะการกินของคน ซึ่ง 99% ที่สัตว์ต้องตายนั้นเกิดจากก
อ่านต่อ
ารกินของคน ที่เป็นโรคตายเองไม่เท่าไหร่ แต่การฆ่ามากินนี่เป็นเหตุหลัก พวกเราจึงต้องออกไปช่วยกันทำงาน ปักธงเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บุญญาวุธหมายเลข 1 อาหารมังสวิรัติ อาหารเจ พ่อครูว่า... ก็ต่อไขความประเด็นที่ว่า ทำไมมังสวิรัติ อาตมาเอามาเป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 หรือที่อาตมาพูดไปแล้ว มีคนอยากรู้รายละเอียด อาตมาบอกว่า เจก็คือมังสวิรัติมังสวิรัติก็คือเจ อันเดียวกัน ทำไม เจกับมังฯอันเดียวกัน มังสวิรัติ แปลว่า ไม่กินเนื้อสัตว์ เจ เขาก็ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เขาไปแถมทำเท่ห์ ทำโก้ ไม่กินผักอีกบางชนิด เติมเป็นสัญลักษณ์ของคนอยากจะเท่ห์ ให้ประเทือง ให้มันโก้เข้าไปอีกก็เท่านั้นเองไม่มีปัญหาอะไร ข้อสำคัญคือมังสวิรัติ คือ ลัทธิไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่ลัทธิไม่กินกระเทียม พวกจะทำเท่ห์ก็ให้เขาเท่ห์ไปเถอะ เขาจะเอามากกว่านั้นไม่กินกะเพราไม่กินผักอีตู่ ไม่กินที่มันมีเมนทอลทั้งหลาย ถ้าจะให้เท่ห์ไปอีกก็เติมไปอีก มันมีตั้งเยอะแยะรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอื่นๆอีก ถ้าหากหมดเลยก็ไม่ต้องกินอะไร ทำเท่ห์มากๆ ทุกอย่างมันก็ต้องมีกลิ่นมีรส _คุณเข่ง...เขาบอกว่า คนจีนสมัยโบราณเวลาสวดมนต์มันจะมีกลิ่นออกมา พ่อครู... ก็หัดดมไปสิ ตัดกิเลส พวกกลิ่น มันเป็นของกินจะไปรังเกียจอะไรกันนักกันหนาเล่า ก็แล้วแต่จะมีเหตุผลอะไรเยอะแยะ นั่นคือประเด็นหนึ่งที่ว่ามังสวิรัติกับเจ ทีนี้ทำไมสำคัญเป็นหมายเลข 1 เรื่องของสัตว์กับเรื่องของชีวิต เรื่องของคน มันเนื่องกันต่อกัน ซึ่งอาตมาอธิบายไปมาก แต่ก็เข้าใจได้ยากเพราะมันละเอียด จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้ ที่โง่ที่สุด อวิชชา โง่ตรงไหน โง่ตรงไม่รู้จักอจินไตย เขาโง่จนคิดไม่ออกหรอก หรือแม้บอกแล้วบอกอีก ก็เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เป็นอจินไตย อจินไตย ตรงกรรมวิบาก ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่ได้รู้เรื่องกรรมวิบากไม่ได้เรียนรู้เลย ขนาดชาวพุทธเรียนรู้เรื่องกรรมวิบากเรียนปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชา จึงมีสังขารปรุงแต่งขึ้นมาเป็น มีสภาพแล้วที่ปรุงแต่งกันรวมกันเป็นขันธ์ 5 เวทนาสัญญาสังขารรวมกันเป็นวิญญาณ เป็นกอง ธาตุรู้กับธาตุไม่รู้รวมกันปรุงแต่งเป็น 2 สภาวะ ก็ต้องมาแยกวิญญาณเป็น 2 สภาวะคือ นามกับรูป แยกแล้วมันก็มาสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นอายตนะ ถ้ามันไม่มาสัมผัสเกี่ยวข้องกันอายตนะก็ไม่มีให้คุณศึกษา คุณต้องศึกษาอายตนะ อายตนะมันสนิทกว่าคำว่า สังขารเลย เนียนสนิทกว่าคำว่าสังขาร ทีนี้ คนจะเกิดอายตนะต้องมีรูปนาม เกิดผัสสะกันภายนอกภายในสัมผัสกัน เป็นภาวะ 2 คำว่า ภาวะสอง ภาษาบาลีว่า เทฺว คือสิ่งที่ต้องเรียนเทวฺ พระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้ที่เวทนา 108 จะได้รู้ตัณหาอุปาทาน เป็นเหตุให้หลงติดอยู่ที่เวทนาติดอะไรแยกสุขทุกข์ที่เป็นเทวเป็น 2 สภาวะ เขาแยกไม่ออก เทวนิยมจึงไม่ได้เรียนสุขทุกข์ เรียนแต่ดีชั่วมันไม่เป็นโลกุตระ เขาจึงจบไม่ได้ มันไม่รู้กรรมวิบาก ไม่จบแม้กระทั่ง เขาเป็นจิตวิญญาณที่ศาสดาของเทวดานิยมก็ต้องวนมาตกนรก มาขึ้นสวรรค์ มาตกต่ำขึ้นสูงอีก ไม่ได้เลิกราเลย 1. ไม่ทำความดีเที่ยง 2. เลิกสภาวะจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ ไม่จบ จบตรงที่ 1. ถ้าเป็นโลกียจะเกิดอีกกี่ชาติก็เป็นคนที่ดี ไม่ทำอีกแล้วบาปทั้งปวงจะทำแต่ดี เป็นหลักประกันของจิตนิยามเลย 2. จิตนิยามสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ได้ด้วยจึงเรียกว่า จบ นี่คือศาสนาพุทธที่รู้ที่จบที่จริง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่จบ คุณก็จะมีกรรมวิบาก โพธิสัตว์จะรู้กรรมวิบากดีเป็นสัมภาระวิบากให้ศึกษาไป อีกกี่ภพอีกกี่ชาติจนสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่จะรู้ยิ่งกว่านี้แล้วในมหาจักรวาล ในมนุษย์ ในสัตว์ทั้งหลายในความเป็นชีวะทั้งอุตุทั้งพีชะ ทั้งจิต ด้วยกรรมด้วยธรรมะ มันจะหมุนเวียนเกิดอยู่จากธรรมชาติที่คุณจะปฏิบัติด้วยกรรม จะอยู่หรือสลายไปด้วยกรรม นี่คือสูงสุดแห่งสูงสุด เพราะฉะนั้นเรื่องติดรสเป็นสุขอยู่นี่ ยิ่งใหญ่มากเลยแต่คนไม่รู้ คำว่า รส คำนี้ ไม่ได้หมายความว่า ลิ้น อย่างเดียวนะ รูปก็รส กลิ่นก็รส เสียงก็รส รสทั้งน้้นแหละ เห็นทางตาก็รส สัมผัสทางกาย รส มันเป็นรสชาติ แล้วไม่รู้จักรสชาติพวกนี้ว่ามันคือ เวทนา อ้างต่อไปอีก จนเรียนรู้ว่าเหตุที่ทำให้โง่เง่าเวียนวน หากเราเป็นอรหันต์แล้วจะมีหลักประกัน จะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นของจิตวิญญาณ มาเรียนรู้อาหารมังสวิรัติ โภชเนมัตตัญญุตานี่แหละจะรู้จักทั้งผัสสะทั้งเจตนา ทั้งวิญญาณ อาหาร 4 แล้วสลายวิญญาณไป ถ้ารู้เป็นวิชชาหมดแล้ว สลายภพสลายชาติจบเลย มันเป็นการเรียนรู้เรื่องกินอาหารนี่แหละ ฟังอาตมาอธิบายไปเรื่อยๆแล้วจะเกิดความเข้าใจจริงๆ
SMS วันที่ 21-22 กันยายน 2565
_Aeamaua Lee (เอื้อมเอื้อ ลี ) · เทศน์พุทธศาสนาตามภูมิวันที่ 21 ก.ย. 65 ได้ฟังสดพ่อท่านอธิบายอภิธรรมขั้นสูงเลย น้อมนมัสการ
_จรรยา ประเสริฐ · วันนี้ได้คุ้มค่าของตัวเอง เรื่องหทัยรูป ว่ามีชีวิต หรือไม่มีชีวิต ผัสสะ เห็นเวทนาตรงนี้ ให้ไม่มีชีวิต หรือมีชีวิต จับได้ตรงกับสภาวะตัวเอง เรื่องเวทนาแท้ เวทนาเทียม เวทนาเทียมคือรสน้ำพริก อร่อย หรือ ไม่อร่อย เวทนาแท้คือ เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน เหมือนกันหมด เวทนามีชีวิต ติดในรส รูปน้ำพริก ไม่มีชีวิต คือไม่ติดในรส ในรูป ของน้ำพริกนั้น ๆ เมื่อก่อนนึกไม่ออกว่าหทัยรูปคืออะไร คือเห็นผัสสะแล้วเกิดอาการเป็นยังไง กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...พวกเรานี้ อาตมา ภูมิใจที่เปิดเผยธรรมะพุทธเจ้าและพวกเราฟังธรรมะเข้าถึงสภาวะ รู้สภาวะจริงตรง อาตมาสงสารทางเถรสมาคมเขาสอนจนเก่งจบเปรียญ 9 จบดร.ตามตำราเรียนแล้วไม่รู้จักทำให้มันจบ ยิ่งในยุคนี้ทาง อาจาริยวาท คนแต่งตำราเพิ่มเติมอีกไม่รู้ตั้งมากมาย มันไม่จบหรอก แต่ของพระพุทธเจ้าก็มี บางอย่างอาตมาไม่พูดถึงหรอกเพราะมันเฟ้อมันเกิน มันออกนอกรีตไปแล้วเอามาปนเป ก็ไม่รู้กัน ไม่รู้ว่าพวกนี้มันไร้สาระ ยิบย่อยมโนสาเร่ ไม่ควรเอามาปนกับแก่นแท้ของศาสนาพุทธ มันจะยุ่งยาก อันนี้น่าสงสารผู้รู้ทางเถรสมาคม อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนผู้ไม่รู้ก็ไปนั่งหลับตาอยู่ในป่าโน่น ไปไม่รู้ ไม่อ่านตำราด้วยนะ ให้นั่งอย่างเดียวแล้วรู้เอง ซึ่งบางคนก็ลงบาดาลเคยเป็นพญานาค บางคนก็ฟุ้งไปเป็นพญาครุฑไม่รู้บินไปที่ไหน
_ตุ๊ก อัศวิน · ญาติธรรม@72ขวบ.. ท่านนั้น ซุ๊ดดดดด ย้อด ยอด ยอด!! ที่ท่านส่งสภาวะธรรมเป็น รหัสธรรม 2-2 / 2-1-0 เป็นที่น่าประทับใจยิ่งนักแล กราบสาาาธุ...ในธรรมเจ้าค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เพราะวิปลาสจึงอวดโชว์สิ่งที่ไม่น่าโชว์น่าอวด _Tarine Charlie (ธารินทร์ ชาร์ลี)· น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงคะ ดิฉันอยากถามพ่อครูคะ ฉันเห็นศิษย์เก่าสัมมาบางคนเล่นติ๊กตอกและโพสในเฟสบุคเปิดโชว์หน้าอกและแต่งตัวนุ่งห่มน้อยโชว์ของที่ไม่ควรโชว์และแสดงยั่วยวนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่รู้ธรรมะเลยดิฉันก็ไม่ติดใจหรอกคะ แต่บางคนมาอยู่วัดตั้งแต่เล็กชั้นอนุบาลด้วยซ้ำเขาจะมีวิบากกรรมไหมคะ พ่อครูว่า...ก็มีสิ เป็นวิบากกรรมของเขา คนเรามีทั้งที่เรียนได้และเรียนไม่ได้ เรียกว่า เวไนยสัตว์และ อเวไนยสัตว์ แม้คนที่จะมีโชคเข้ามาสู่วงศ์อโศก แม้ได้ศึกษามาตั้งแต่เด็กแต่เล็กก็ตาม พูดถึงคำชัดๆก็คือ สันดานของเขา ลึก เขามาไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้เขามาได้บ้าง แต่เขามีโลกียะมากจัดจ้าน ก็ต้องไปจัดจ้าน นี่ก็พูดถึงแค่ เป็นเด็กผู้หญิงอโศก ไปแล้ว ก็ไปทำอย่างนั้น มันก็ของเขา เป็นผู้ที่วิปลาส เห็นสิ่งไม่น่าโชว์เป็นสิ่งที่หน้าโชว์ ก็ไปโชว์นึกว่า น่าโชว์ พวกที่อวดอยู่ ดาราหลายล้าน พวกน่าอาย มันน่าอายทั้งนั้น ก็พูดสามัญธรรมดาเข้าใจใช่มั้ย อาตมาไม่ได้ด่าเขานะ รู้จักอายบ้างสิ เป็นคนเจริญแล้วก็นุ่งผ้ากันทั้งนั้น คนไม่เจริญเท่านั้นถึงไม่นุ่งผ้า เป็นพวกมิลักขะ เป็นผู้เจริญอริยกะ สิ่งที่ควรปิด จะไปเปิดทำไม มันเป็นเรื่องสามัญไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แค่นี้ก็ไม่รู้ แล้วยังแถม ไปฝืน อวดสิ่งที่ไม่น่าอวด โชว์สิ่งที่ไม่น่าโชว์ มันก็โง่เท่านั้น อวิชชา
_จรรยา ประเสริฐ · ฟังท่านด่วนดี เรื่องอาฆาต พยาบาท เห็นสภาวะตัวเองค่ะ เราไม่ชอบคนนั้น คนนี้ เราคงอาฆาตพยาบาทเขามา พอเจอกัน ไม่ชอบขี้หน้ากันเฉย ๆ โดยไม่มีสาเหตุ หรือถูกจองล้าง จองผลาญ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทางโลก เห็นกันง่าย ๆ คือการอยู่กินฉันสามีภรรยา บางคนมาในรูปเป็นคนดีที่เราทิ้งเขาไม่ได้เลย รับใช้ไปจนตาย บางคนถูกทุบตี แม้กระทั่งถูกฆ่า ก็ยอมเพราะรัก ดิฉันเห็นตัวนี้ชัดเหลือหลาย บางคนมาในรูปพี่น้อง ที่เราต้องช่วยเหลือ ถ้าเรายอมรับวิบากโดยดุษฏี เท่ากับใช้วิบากไป แต่ถ้าเราคิดเคียดแค้นชิงชังซ้อนขึ้นมา ถือว่ายังไม่ล้าง และสร้างวิบากใหม่ ผูกโยงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด วิบากแนบแน่นที่เราไม่รู้เลยคือความรัก ไม่ว่ารัก ลูก หลาน พ่อ แม่ พี่น้อง แล้วแต่วิบากมาในรูปแบบไหน กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... นี่ก็ เข้าใจเรื่องกรรมวิบากเพิ่มขึ้น จริง เรื่องกรรมวิบากเป็นอจินไตย ที่ศาสนาเทวนิยมไม่รู้ แต่ของศาสนาพุทธนั้นเรียนรู้ ลดเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดวนเวียนไปรับวิบาก แล้วสามารถจบเป็นอรหันต์ได้ จบเลยทุกอย่างเลย จบแม้กระทั่งรู้จักพระเจ้า ทำลายจิตนิยามตัวเองได้เลย ไม่ต้องไปเชื่อพระเจ้าหรอก เป็นของพระเจ้าต้องไปอยู่กับพระเจ้าไม่ต้องเลย พิสูจน์เด็ดขาดเลยว่า มันของเรา จิตวิญญาณนี้ของเรา ไม่ใช่ของพระเจ้า เราจัดการสลายเลิกไปได้เลย อันนี้เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ ของเทวนิยมเป็น อเวไนยสัตว์ เขาก็เรียนรู้ได้ยาก แต่ก็มีนะผู้ที่รับวิบากไปเป็นเทวนิยมอยู่ เป็นชาวศาสนาอื่น ก็จะฟังง่าย วันหนึ่งเขาก็จะต้องมา
จากผู้ใช้นามปากกาว่า ..นักลดกิเลส.. กราบนมัสการค่ะพ่อครู... ลูกเป็นลูกของพ่อครูมาประมาณเกือบ 20 ปี.. ลูกเป็นคนเยอะ เป็นคนพลังเยอะ...สายยึด...รู้ในความถูกความผิด...และเข้าไปจัดการๆๆ...แบกเหนื่อยหนัก... การลดกิเลสตัวเอง เป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้ลูกนั้นได้มีภาวะแห่งความอยู่ตรงกลาง...ไม่สุดโต่งภาวะอารมณ์ไปข้างใดข้างหนึ่ง...ลูกเหนื่อยเหลือเกิน...ลูกก็สร้างวิบากปากมาไม่น้อย...กับการติดนิสัยผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมของลูก..จึงจัดการไปทั่วในแวดวงของชีวิต...ในครอบครัว..ในที่ทำงาน... ลูกฟังพ่อครูเทศน์เรื่อยๆๆมาจนกระทั่งรู้มาตลอดว่า...ที่แท้ ที่เรามองว่าเราเป็นคนดี..ช่วยเหลือสังคมทุกอย่างเนี่ย...ที่แท้เราเป็นคนไม่ดีนะ...เป็นสายยึด..ดุดัน ตรงเกินไป... และการติดตามเป็นลูกพ่อครูมาตลอด...ทำให้ลูกอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง..และพยายามเรื่อยมา... จึงตั้งใจที่จะลดกิเลสตัวเอง..ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะพ้นทุกข์เป็นเรื่องๆ... ตั้งใจพากเพียรลดกิเลสเพื่อที่จะ ได้เป็นคนที่ทำหน้าที่..แต่ไม่แบก..ลูกตั้งใจที่จะทำให้ได้...เพราะลูกเหนื่อยเหลือเกินกับกิเลสของตัวเอง... วันนี้ลูกตั้งใจเขียนเผื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้างค่ะ... การปฏิบัติของลูก ลูกทำดังนี้.. ในทุกๆขณะ..ลูกจะปฏิบัติด้วย..วิธีลดกิเลสรอบตัว ในรายละเอียดของตัวเองขัดใจตัวเองทุกกรณี(แต่มีศิลปะในการให้อาหารกิเลสบ้างด้วยนะคะเพื่อความพอดี ลูกจะหลอกล่อให้กิเลสตายใจ แล้วมาตลบหลังกิเลส..จนกิเลสยอม จบกิจเป็นเรื่องๆได้เสมอ เพราะ..ความหยั่งลงที่ลึกแน่นมั่นข้างล่างจิต ทำงานลดกิเลส ในความจำนงหมายอย่างมั่นคง) การลดกิเลสของตัวเองดังนี้...เช่น ใส่เสื้อตัวที่ไม่ชอบ..กินอาหารที่ไม่ชอบกินอาหารขี้เหร่...โดยกระชากจิตจากการได้ยินเสียง 2 ว่าเดี๋ยวก่อนไว้ก่อน ไม่เอาหรอก..ไม่ใส่หรอก..ไม่กินหรอก...ไม่พูดหรอก...ไม่ทำหรอก...พอได้ยินเสียง2 แล้ว...พลิกจิตปั้ป..ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ตรงข้ามกับกิเลสสั่ง..ทันที... ฝึกแบบนี้ได้ผลดียิ่งๆๆๆจนกระทั่งกลายเป็นคนที่..ไม่ยินดีในเสื้อผ้าสวย...และเรื่องราวอื่นๆอีก...แต่ลูกก็ทำให้มันอยู่ตรงกลาง...ฝึกจนใส่ได้ทั้งสวยและไม่สวย..ค่อนข้างอยู่ได้ทั้งชอบและชัง...อัตตาลดลงๆๆๆๆ จากการลดกิเลสตนเองจากสิ่งรอบตัวมากๆๆ...จนเกิดเป็นพลังในการทำสิ่งนอกตัวได้...เช่น ชมคนที่ไม่ชอบเราได้...ให้สิ่งของคนที่ไม่ชอบเราได้...ยอมและหยุดได้ในคำพูดไม่ดี ที่เราได้ยิน กระทบเราขณะนั้น..ยอมและหยุดนิ่งได้...ยอมได้หลายกรณีอนุโลมปฏิโลมได้(ไม่ง่ายนะ กลืนความเจ็บปวดของกิเลสตัวเอง..อย่างหนักหนาสาหัสหลายปีที่ผ่านมาที่ตั้งใจลดล้างกิเลส) และใช้ศิลปะในการดำรงชีวิตกับผู้คน อย่างผู้ปิดประตูอบายในการสร้างศัตรู..แต่ใช้ความเย็นเข้าไปสอนเขา ครั้งแล้วครั้งเล่าใช้กรรมกิริยาของเราเป็นตัวสอนโดยไม่ต้องพูด...(อันนี้จำป้ายที่สันติอโศกมา..แล้วเอามาใช้ได้ผลยิ่ง..คือตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน และคำนี้ สอนกันได้จริงค่ะ...) ชีวิตประจำวันของลูก..ลูกจะตามดูตามรู้ ในเจโตปริยญาณ 16 ชัดเจนในจรณะ 15 และวิชชา 8 ตรวจตัวเองด้วย โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ การมีสติให้มาก...การสำรวมสังวร ประหารให้มาก..การใช้ความเพียรให้มาก ใช้ธรรมวิจัยให้มาก...ปฏิบัติสัมมามรรคให้มากทุกอย่างเช็คว่า...เราทำดี ทำเต็มอยู่หรือไม่ อย่างยวดยิ่ง... ทั้งหมดนี้ทำมาจากพลังงานความเยอะของตัวเอง..ที่เคยเอาไปเยอะกับกิเลสจนเหนื่อยๆๆๆ...แต่วันนี้เอามาจิตตะจดจ่อๆๆ ต่อเนื่องกับกิเลสตัวเองค่ะ.. ลูกจะหยิบหัวข้อธรรมทุกอย่างมาดูให้ชัดเจนว่าลูกขาดข้อไหนอยู่หรือไม่.... ปฏิบัติมาได้ประมาณถึงปี 63 มีมรรคผลเรื่อยมา..เพราะโจทย์หนักข้อขึ้น..ยากเลือดตาแทบกระเด็น..บางทีมาหลายโจทย์พร้อมกันแบบกระสุน m 16..ได้ยินเสียงของธรรมชาติบอกว่า..มึงเก่งนักเหรอ.. สมณะเดินดิน... การปฏิบัติธรรมตามลำดับนั้นยากที่สุด แม้เขาอยู่นอกวัดก็ทำได้ จัดโจทย์มาเป็นชุดๆพร้อมๆกัน...ให้เราดูซิว่าปัญญาที่ สอนสร้างมรรคผลขึ้นมา..จะทันรอบหรือไม่...บอกเลยว่าเกือบตายหลายครั้ง แต่ความที่ไม่ได้ ไม่ได้ปฏิบัติสายกดข่ม..จึงดึงทุกเรื่องออกมาล้างให้จบ... ผลจนวันหนึ่ง...เมื่อปี 63 ร้อนรนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส..เนื่องจากจิตเราตอนนี้เกิดมรรคผล...กำลังจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะสลัดเรือนออก สลัดรุงรังออก... บอกเลยว่า...ทรมานปางตายแต่ไปไม่ได้ออกเรือนไม่ได้.. เพราะติดดูแลพ่อ...ดูแลลูก..ดูแลลูกน้อง(ลูกน้องผู้มีพระคุณทำงานกับเรามา 30 กว่าปี เราจึงไม่สามารถทอดทิ้งเขาได้..เหลือเวลาอีกแค่ 4 ปีกว่าเท่านั้น. คือลูกของลูกน้องจะเรียนจบในปี 68...เขาขอเราให้ทำงานธุรกิจต่อไปถึงปี 68 ซึ่งเราก็ตกลงกันตามนั้น) อ้าวแล้วยังไงล่ะ...สภาวะนี้เกิดขึ้นแล้วร้อนดังไฟบรรลัยกัลป์ทุกขณะจิตต้องออกจากเรือน...ลูกก็คิดว่าคงต้องยอมตายคาที่ทำงาน..คาบ้าน... ลูกคิดว่าเราเสียสละเพื่อผู้อื่น...มันต้องทนได้สิ...จึงยอมฝืนฐานจิตลากมาต่อๆๆ...ล้มลุกคลุกคลานทรมานที่สุดกับการฝืนฐานจิต...ล้มแล้วล้มอีก...ด้วยวิธีหลอกล่อปะเหลาะจิตสารพัด..เพื่อให้ประคับประคองอยู่ได้เหมือนหลอกตัวเอง...แต่ก็ลากจิตมา จนจิตกลาย มีลักษณะมีชีวิตแต่ไม่มีชีวา...ประคับประคองจิตหลอกล่อตัวเอง..ด้วยเอากิเลสต่างๆเอามายั่วย้อมมอมเมาตัวเอง..ให้อยู่ได้กับโลกียะก่อน..เช่นศึกษาการอบขนมปังต่างๆ..ออกกำลังกายว่ายน้ำให้สดชื่น..สร้างสระว่ายน้ำที่บ้านขึ้นมา..เพื่อหลอกล่อตัวเองให้อยู่บ้าน..อบขนมไปด้วย... ทำอย่างนี้วันแล้ววันเล่าอยู่หลายเดือนเพื่อหลอกล่อตัวเองให้ทำงานอยู่กับโลกียะ...แต่ก็หลอกไม่ขึ้น...จะเอาดีงามสวยหรูแค่ไหนมาหลอกล่อ..จะไปเที่ยวที่ไหน มาหลอกล่อแค่ไหนก็หลอกไม่ขึ้น... เสมือนจิตวิ่งวนไปชนกำแพงดำ ที่ออกไปไม่ได้... ต้องกลับมานั่งคุดคู้อยู่กับตัวเองอีกว่า..ฉันจะต้องลองทนต่อไปอีกนิดนะ... เพื่อทำภารกิจสัมภาระวิบากให้ถึงฝั่ง..โดยไม่สร้างวิบากให้กับพวกเขาเหล่านั้น..ฉันไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว...ฉันยอมตาย...ฉันเชื่อว่าการลดกิเลสจะช่วยฉันได้อย่างแน่นอน..ฉันปักมั่นอย่างนั้น.. ทุกเช้าที่จิตลืมตาเปิดรับวิถีจิตจะไปจะออกตลอดเวลา..ทรมานเหลือเกิน....ทรมานอยู่ภาวะนี้ประมาณ 2 ปี.. เมื่อผ่านความต่อสู้อันแสนเจ็บปวด..ราวต้นปี 65 ที่ผ่านมา... เช้าวันหนึ่ง เมื่อลืมตาจิตเปิดรับวิถีขึ้นมา...ได้ยินเสียงดังลั่นว่า.... "อะไรก็ได้ด้ด้"...เสียงในจิตนี้ดังมาก.... ลูกรู้ทันทีว่าเป็นภาวะเลื่อนภพภูมิ...ไปสู่ความ...อะไรก็ได้..อีกขั้นหนึ่ง.. จิตของลูกอิสระจากความต้องการ...อยู่ไหนก็ได้...อะไรก็ได้ทุกอย่าง...(แต่เชื่อว่ายังไม่หมด มันเป็นเพียงรอบหนึ่ง แม้เสียงจะดังก็ตามแต่ลูกก็รู้) ลูกรู้ในทันทีว่าการลดกิเลสและเสียสละเพื่อผู้อื่น.. เราฝืนฐานจิต ที่จะออกเรือนได้จริง...แต่ยากและเจ็บปวดทรมานที่สุดเลยค่ะ แต่เห็นความที่ต้องเป็นไป ก็ต้องเป็นไป ตามภาวะของจิตอย่างแน่นอน... จึงเป็นการปฏินิสสัคคะอีกรอบหนึ่งค่ะ...ปฏิบัติด้วยวิธีเดิมไปเรื่อยมาเรื่อยมา... และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง...ที่ได้ยินเสียงดังเมื่อจิตเปิดรับวิถีแรกตื่นว่า...."อะไรก็ได้" แต่เสียงเบา ไม่ได้มีพลังหนักแน่นเหมือนครั้งแรก เพราะจิตค่อนข้างไม่มีความยินดียินร้าย..รู้แต่ว่าสร้างเหตุไปเรื่อยๆ... ลูกยังมีรายละเอียดต่างๆให้เราต้องเก็บละเอียดอีกมากมายไปตลอดชีวิตค่ะพ่อ... น้อมกราบปฏิบัติบูชาพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
พ่อครูว่า... ที่อธิบายมานี้อาตมาภาคภูมิใจว่าพวกเราปฏิบัติธรรมแบบลืมตาเป็น รู้ว่ามีกิเลสอย่างไรและปฏิบัติไปตามลำดับ นี่แหละธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาไม่รู้จะตอกหัวตะปูย้ำซ้ำเท่าไหร่พวกนั่งหลับได้ มันออกนอกรีตเป็น เดียรถีย์ ปฏิบัติธรรมตามที่ฟังอาตมาสอน เอาสภาวะมาเขียนมาพูดอธิบายแก่ผู้อื่นได้ ไม่ใช่ว่า ดับๆๆ นั่งหลับตา กิเลสตายสูญแล้ว แล้วอะไรยังไงก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องจิตเจตสิกต่างๆสารพัด เวทนา 108 มโนปวิจาร 18 ไม่รู้เรื่องเลย อ่านเวทนา สัญญา อ่านรูป เวทนาสัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ที่เป็นนาม 5 ไม่ได้ ไม่ได้ใช้นาม 5 เลย ไปนั่งหลับตาอย่างเดียว กลายเป็นสภาพ รูปแข็งรูปนิ่ง เวทนา สัญญา เจตนา ก็ไม่รู้เรื่องเพราะทำใจในใจเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปนั่งหลับตา มันผิด ถึงบอกว่าพวกนั่งหลับตา มันน่าสงสาร ไม่รู้จะทำยังไง เตือนแล้วเตือนอีกบอกแล้วบอกอีก
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... ที่เขียนมาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ภาวะพวกนี้ช่วยทุ่นแรงพ่อครูได้มากทีเดียว พวกเราก็ได้ร่วมอนุโมทนาด้วย พ่อครูได้รู้ว่า ไม่ได้สอนไปเปล่า การเขียนเป็นการทบทวนสภาวธรรมก็จะบรรลุธรรมได้ เกิดความชัดเจน
พ่อครูว่า... _ปีกบุญ... 23 กันยายน 2565 กราบนมัสการค่ะพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่ง เรื่อง อุปาทายรูป 24 เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากค่ะ โดยเฉพาะ หทยรูป ขนาดพ่อครูยังอธิบายยากแล้ว ดิฉันยิ่งยากไปใหญ่ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจอย่างยิ่งยวดด้วยปัญญาญาณอันน้อยนิดของดิฉัน ดิฉันเข้าใจว่า หทยรูป เป็นอุปาทายรูปข้อหนึ่ง จึงไม่ใช่รูปของหัวใจ 4 ห้อง ที่มีเลือดเนื้ออย่างแน่นอน แต่หมายถึงรูป ลักษณะ ลีลา อาการของจิตใจเป็นสำคัญ เช่น เมื่อตากระทบรูป จิตของเรามีรูปลักษณะของความยินดี พอใจ หรือสุขเวทนาเกิดขึ้น หรือไม่ยินดีไม่พอใจ เกิดทุกขเวทนาขึ้นในจิต หรือใจของเรามีลักษณะของอิตถีภาวะ หรือ ปุริสภาวะ ใจเรามีความว่างเบา หรือเต็มไปด้วยนิวรณ์ 5 รบกวนอยู่ก็รู้ เรื่องอาหารรูปก็มิใช่รูปของกวฬิงการาหาร หรือคำข้าวอย่างแน่นอน แต่หมายถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดอกุศลธรรม ในจิต เจริญงอกงามขึ้น ตามอวิชชาสูตร เช่นการไม่สำรวมอินทรีย์เป็นอาหารของทุจริต 3, ทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ 5,นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชา เป็นต้น ดิฉันเข้าใจเช่นนี้ ผิดหรือถูก พ่อครูกรุณาอธิบายด้วยค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ปีกบุญ พ่อครูว่า... ดีมากเลยเขียนสภาวธรรมมา เป็นการตอบข้อสอบมาให้อาตมาได้รู้ว่าใครต่อใครปฏิบัติแล้วได้อะไร ในอวิชชาสูตร 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) พ่อครูว่า... ที่ส่งมานี้ถูกต้องดีแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า... มีคนถามอาตมา อยากให้อาตมาอธิบายว่า ในฐานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอโศก มีวิสัยทัศน์อย่างไรบ้าง ... ก็ต้องเข้าใจคำว่า วิสัยทัศน์ก่อน มันคืออะไร ผู้รู้บัญญัติศัพท์ไว้ วิสัย กับ ทัศนะ ทัศนะ คือ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ ที่มีวิสัย อย่างนั้น วิสัย เป็นอย่างไรก็ต้องหมายถึงวิสัยของอาตมา ถามมาในฐานะ ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาตมาจะต้องอธิบายเรื่องของจิตวิญญาณ ที่เรียกเต็มว่า จิตวิญญาณชาวอโศกก็หมายความว่า ชาวอโศกมีวิสัย ที่อาตมามุ่งหมายจะให้มีแล้ว ได้บ้างแล้ว บางคนได้บั้ง สิบตรี บางคนได้ 2 บั้ง สิบโท บางคนได้ 3 บั้งสิบเอก บางคนได้เป็นจ่าเป็นดาบเป็นนายร้อยเลย ก็ได้ไปตามลำดับๆ ทีนี้ จิตวิญญาณ ที่อาตมาเอามาอธิบายเอามาซ้อนเอามาเปิดเผยให้เรียนรู้แล้วให้ปฏิบัติ จนได้ความจริงของจิตวิญญาณ ได้มากขั้นต้น โสดาบัน ขั้นต่อมาสกิทาฯ ขั้นต่อมาอนาคามี ขั้นตอนมาอรหันต์ ได้ขั้นอรหันต์ถือว่าเต็มแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาก็จะต้อง พามาให้พวกเรา ปฏิบัติให้เกิดความเต็ม คืออรหันต์ นี่คือวิสัยทัศน์ของอาตมา จะต้องมาทำให้คนอื่น ถ่ายทอดสอนพาปฏิบัติจนเกิดผลแล้วก็ย้ำ ทวนให้รู้ว่าคุณได้แล้วหรือคุณยังไม่ได้ให้ชัดเจน แม้จบแล้วก็บอกแล้วว่า พวกเราสรุปไม่เป็น เพราะว่าอาตมาสอนมาก รู้มาก มันเลยเยอะหน่อย ก็เลยบางคนสรุปไม่เป็น อ่านสภาวะจิตกับเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปไม่เป็นว่า จริงๆเราปฏิบัติแล้ว ผัสสะ ในปัจจุบัน ปัจจุบันมีผัสสะแล้วกิเลสเราไม่มีหรอก แต่สภาวะสัญญาความจำ มันกลับมาย้ำซ้ำซ้อนภาวะใหม่ ในปัจจุบันนี่ สัญญาเก่าที่คุณเคยสัมผัสอย่างนี้ เคยติด เคยยึดอะไรมา แต่ในปัจจุบันนี้ ที่จริงคุณก็ไม่เป็นปัญหา ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่โหยหาอาลัยอาวรณ์ แต่มันเหมือนมี ก็ไม่มีแล้วคุณจะไปมีมันทำไม ปัจจุบันเป็นตัวตัดสินนะ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีความเข้าใจที่ว่าตัวตัดสินคือปัจจุบันไม่ใช่อดีตหรืออนาคต แต่คุณไปงงหลงอดีต ในทิฏฐิ 62 ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า เรื่องสัญญา อดีต ความจำ เป็นเรื่อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive