651003 อำนาจ 3 และพลังสร้างสรรของพระอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 57.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

651003 อำนาจ 3 และพลังสร้างสรรของพระอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 57 https://www.boonniyom.net/52659.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/15SdgDzYjOH2wcm9MC25rFAAbz58x1qqhJ1tJxxMq2-k/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14zvEa0Ti1YPcAwAxgI0I-0UILpNtpPq8/view?usp=sharing

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/fWzRttLkSi/ และ https://youtu.be/J3rjNRl8kO8

_สู่แดนธรรม…วันนี้วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก สถานการณ์น้ำท่วม พ่อครูว่า... ขอประกาศข่าวให้เปี๊ยกเขาหน่อย ใครที่จะไปร่วมเป็นจิตอาสากำลังออกไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม มีข้าวของ หยูกยาไปแจกเขา ใครที่เห็นว่า เป็นความสำคัญที่ต้องรีบไปช่วยกัน ให้ไปรวมกันที่ศีรษะอโศก ตอนนี้เขาก็ทำงานกันอยู่ทุกวัน เพราะน้ำมันท่วม จะอยู่อีกหลายวัน ดีไม่ดีจะเป็นเดือนเอา ช่วยกัน เปี๊ยก ตายแน่ โก้ ฟ้าร่มเย็น กี้ เห็นทุกข์(ผญบ. ศีรษะอโศก ) ฯลฯ เขาก็อยู่ที่นั่น ศิษย์เก่าชาวอโศกใครไปได้ก็ไปนะ เปี๊ยกเขาขอแรงพวกเรา คนที่ไม่ใช่ชาวอโศกไปก็คงจะไม่ลงรูปลงรอย ถ้าได้ใช้ผสมที่มีก็ได้ไปร่วมกัน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อำนาจ 3 ของประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยแท้ _พ่อครูว่า... วันนี้ อาตมาตั้งใจ ว่าจะ พูดถึงความเห็นของอาตมาความเข้าใจของอาตมา หรือความรู้ของอาตมา ซึ่ง สาธยายมาตลอดเวลา เรื่องของความเป็นประชาธิปไตย แล้วอาตมาก็อ้างว่า ประชาธิปไตยที่อาตมาพูดเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า อาตมาศึกษามาทางธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นเป็นระดับ 8 ผู้ฟังธรรมะที่อาตมาพูด อาตมาบรรยายต่างๆนานาคงพอเข้าใจเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับ เพราะว่ามันเป็นความรู้ โลกุตรธรรม

อ่านต่อ

ที่ไม่ใช่ธรรมดาเป็นเรื่องที่พิเศษ คนอย่างพระพุทธเจ้า กว่าจะเรียกว่าตรัสรู้ ได้สั่งสมบารมีเกิดชาติแล้วชาติเล่าเป็นล้านๆ ชาติ ศึกษาความเป็นอยู่ของคน ความมีชีวิตของคน กับความเป็นอยู่ของสังคม ความมีชีวิตของสังคม ที่ร่วมตั้งแต่วงแคบ ไปจนกระทั่งวงกว้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนต่างๆ ไป จนกระทั่งถึงห่างไกลที่จะไม่มีพลังงานไปเชื่อมต่อได้ สิ้นสุดพลังงานรีเลชั่น เกี่ยวไม่ได้แล้ว สามัญอย่างนั้นจริงๆ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องคนกับเรื่องสังคม อาตมายืนยันมาไม่รู้นานเท่าไหร่แล้ว ศึกษาเรื่องนี้จนสูงสุดจบ จบความเป็นคน จบความเป็นสังคมก่อน แล้วก็มาจบความเป็นคน ว่า คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก ก็รู้แจ้งรู้จริงว่าคนก็คือสังขารปรุงแต่งกันเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเราตัวเขาอะไรเลย และท่านก็สามารถจะรู้พลังงานจิต มันปรุงแต่งกันอย่างไร เข้าใจตามปฏิจจสมุปบาท ชัดเจนว่ามันเกิดอยู่เพราะความโง่ เมื่อฉลาดขึ้นมาก็รู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณแยกมันเป็นนามรูปศึกษา แล้วก็จับนามรูปมาปฏิบัติให้เป็นอายตนะให้มีผัสสะเป็นปัจจัยขึ้นมาปฏิบัติก็เป็นอายตนะ มีผัสสะ มีอายตนะ ตัวอายตนะ นั่นแหละคือตัวที่จะมุ่งเข้าไปแยกรู้ เจาะละเอียดเข้าไปรู้ก็คือเวทนา อาการ ที่มันปรุงแต่งขึ้นมาเป็นเวทนา ตัวเวทนา และมีตัวเหตุสำคัญคือตัณหา อุปาทาน เป็นพลังงาน 2 ชนิด พลังงานตัณหาคือพลังงานกิเลสที่มันเคลื่อนตัว อุปาทานคือ พลังงานกิเลสที่มันเกาะตัว เป็น static กับ Dynamic 2 ตัว รู้จักหน้าสองตัวนี้ แล้วก็กำจัดตัณหาอุปาทาน ด้วย วิธีจรณะ 15 วิชชา 8 กำจัดได้อย่างจริงเลย ไปตามลำดับๆ เอาศีล เป็นหัวข้อหลัก ตั้งต้นมาแต่ละข้อๆๆ กิเลส จะรู้ได้ด้วยการกระทบสัมผัส รู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วกำจัดกิเลสด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยความรู้ เป็นตัวปราบความโง่ พูดภาษาไทยง่ายๆ ใช้ความรู้เป็นตัวปราบความโง่ ความรู้ที่จริงเกิดขึ้นมา เห็นจริง รู้จริง ถึงความโง่ แล้วความโง่หายไปเลย ความโง่หมดไปเลย ความฉลาดชนะ แล้วก็ลบล้างพวกนั้นไปเลย แม้จะเป็นผู้ชนะแล้ว มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงแล้ว ก็ไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสูงสุด ว่าสังขารทั้งปวงเป็นองค์ประกอบของธาตุรู้ ธาตุต่างๆตั้งแต่ธาตุที่เป็นอุตุ พีชะ มาเป็นจิต แสดงบทบาทเป็นกรรมแล้วก็สั่งสมเป็นธรรมะ เท่านั้นเอง เป็นธรรมนิยาม 5 อาตมาก็สรุปอธิบายไว้แค่นี้ก่อน ในเรื่องของธรรมะ อันเอก วันนี้ตั้งใจที่จะเอามาพูด โดยการร่างไว้เลยนะ ขออ่านเลยละกันจะได้ไม่สับสน

ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก ผู้ไม่มีความรู้ในรายละเอียดที่ครบถ้วน ก็จะแสดงความไม่รู้ (โง่) ของตนอยู่ ก็เป็นธรรมดา อำนาจ 3 อำนาจ คือ 1. อำนาจประชาชนแท้ 2. อำนาจของคณะบุคคลที่ยึดอำนาจขึ้นมาเองในแต่ละยุคแต่ละโอกาส 3. อำนาจกษัตริย์ 1.) อำนาจประชาชนแท้ คือของประชาชน จริงๆ จะมีมากมีน้อยก็ตามจริง รวมกันแล้วเป็นอำนาจมวลของประชาชน แน่นอนก็มี 2 ข้าง เสมอ มีฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายค้าน เป็นธรรมชาติ 2.) อำนาจของคณะบุคคลที่ยึดอำนาจขึ้นมาเองแต่ละยุค แต่ละโอกาส อำนาจของประชาชนยังมีแยกเป็นคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย 3.) อำนาจกษัตริย์ ถ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เป็นเผด็จการ 100% ถ้ากษัตริย์ทุกวันนี้ก็นิยมเป็นกษัตริย์ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกันแล้ว ทั่วโลกก็นิยมอันนี้กันหมดแล้ว ไม่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทีนี้ ประเทศไทย มีอำนาจทั้ง 3 อย่าง มีครบอยู่ในความเป็นคน ในความเป็นประเทศ มีอำนาจ 3 อย่างนี้ครบตามธรรมชาติ (เรื่องนี้คนจะยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ) 1.อำนาจประชาชนแท้ ในความเป็นประชาธิปไตยไทย ที่เป็นอยู่ปัจจุบันหรือเป็นสามัญมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยไทยมีอำนาจ 3 อย่างนี้ 1. อำนาจประชาชนแท้ก็มีอยู่ตลอดเวลา จากคนแต่ละคนที่แสดงออกแล้วก็มีผล ทำให้สังคมมีความสามัคคี ขอยืนยันว่าจะทำให้เมืองไทยนี้มีความสามัคคี ความสามัคคี เงื่อนไขหรือคำอธิบายของความสามัคคี ความสามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ หรือ ต้องมีความขัดแย้งกันของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นธรรมดาธรรมชาติของสัจจะ เพราะว่ามันเกิดภาวะ 2 หน่วยขึ้นแล้วในโลก แล้วก็ภาวะ 2 นี่แหละ หรือ เทฺว ก็ต้องมีปรมาณู 2 หน่วยขึ้นมาแล้ว เทฺว แปลว่า สอง คือลบกับบวก หรือเพศชายกับเพศหญิงตามธรรมดา 2. อำนาจของคณะบุคคล ที่รวมตัวกันยึดอำนาจขึ้นมาแล้ว ใช้อำนาจนั้นมาบริหาร ซึ่งอำนาจบริหารก็มีได้ 2 แบบ คือแบบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ก็มีแบบต่างๆตามอิสระหลายแบบ กับแบบที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ ซึ่งถือว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะว่ามีหมู่คณะยึดอำนาจไปใช้ แล้วก็ยึดอำนาจไปใช้แบบเผด็จการ เผด็จการตามความเห็นของคณะนี้เท่านั้นเป็นใหญ่ โดยประชาชนในคณะนี้ไม่มีกษัตริย์แล้ว 3. อำนาจกษัตริย์ ถ้ากษัตริย์มีอำนาจเต็มโดยคุมอำนาจของประชาชนได้เด็ดขาด ก็คือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ ถ้ากษัตริย์ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ ก็จะเป็นราชประชาสมาสัย ราชประชาสมาสัย คำศัพท์นี้เป็นของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบัญญัติขึ้นมา คือมีพระเจ้าแผ่นดินกับประชาชนอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นคำแปลง่ายๆ พระเจ้าแผ่นดินกับประชาชนต้องพึ่งพากัน ต้องไปด้วยกันเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ต้องไปด้วยกันทั้งคู่ คือกษัตริย์กับประชาชนนี่แหละ ต่างช่วยกันบริหารประเทศ ประเทศก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า แล้วก็บริหารช่วยกันไปกับกษัตริย์ด้วย แล้วก็ประชาชนด้วย ช่วยกันบริหารประเทศโดยมีกฎหมาย หรือมีระบบวิธี บัญญัติกันขึ้นมา ที่เกิดโดยอัตโนมัติก็มี กำหนดกฎเกณฑ์ที่แท้ก็มี อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน นี่ก็เป็นรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสว่า อยู่กันอย่างอะลุ่มอล่วย หรืออยู่กันอย่างสงบอบอุ่น ซึ่งก็มีกฎหมายนี่แหละ และกฎหมายกษัตริย์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยทั้งนั้นที่จะใช้ได้คือเห็นด้วย ข้อที่ 4 อำนาจประชาธิปไตยของไทย ที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบของปัญญาหรือที่ทั้งกษัตริย์และประชาชน ล้วนหรือต่างก็มีความรู้ความฉลาดที่เข้าใจความจริงของภาวะ 2 หรือ เทฺว แท้ๆ เข้าใจความจริงอย่างถูกต้องแท้ในความเป็นคน คือมนุษย์ผู้มีจิตเจริญ หรือผู้มีจิตสูง จะมีความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เข้าใจอย่างผิวเผิน จึงเป็นอยู่กันด้วยความขัดแย้งอันพอเหมาะ สังคมที่มีคุณธรรมแบบนี้จึงจะอยู่กันด้วยความขัดแย้งอันพอเหมาะ ซึ่งย่อมเป็นธรรมชาติของภาวะ 2 ที่ต้องเป็นลบกับบวก อย่างไรๆธรรมชาติหรือว่า สัจจะที่มีคนและก็มีวัตถุ เป็นภาวะ 2 ขึ้นมาสังขารปรุงแต่งร่วมกันอยู่อย่างสนิทเนียนจนกลายเป็นร่างมนุษย์หรือเป็นร่างพืช หรือแยกกันอยู่เป็นดินน้ำไฟลม ก็มีภาวะสองทั้งนั้น วิทยาศาสตร์ทางโลกอย่างเช่นไอสไตน์เขาก็ค้นพบความสูงสุดก็มีภาวะ 2 มีบวกกับลบ แล้วก็ขยายกันจนเป็น Space and Time of Continuum ภาวะปฏิสัมพันธ์กันอยู่ คนมีปฏิภาณปัญญาจึงอยู่กันอย่างอนุโลม ปฏิโลม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เฉลี่ยกัน เสียสละกันบ้าง แบ่งแจกกันบ้าง ให้คนนั้นได้คนนี้ได้ คนเสียสละจึงเป็นคนมีปัญญา และถ้าสังคมที่มีคนเสียสละมีปัญญา สังคมนั้นก็สงบ ถ้าคนมีความเอาเปรียบมีความฉลาด เฉโกสูงกว่า สังคมนั้นก็อยู่ลำบาก เป็นสังคมที่เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวเหมือนที่ทักษิณทำ ขอยกตัวอย่างตัวตนบุคคลอย่างไม่ไว้หน้า คือทำให้เห็นเป็นตัวอย่างยืนยัน ก็อ้างอิงจบไปในตัว ใครไม่เข้าใจก็ไปศึกษาเอา เขามีประวัติ มีเรื่องราวหลักฐาน มีหมด อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เสียสละแบ่งปันด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ภาษาว่า ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว สภาวะจริงของคนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าจะลดความมีตัวตนหรือความเห็นแก่ตัวได้จริง จึงเป็นคนจริงที่ไม่เห็นแก่ตัว โดยมีการลดละกิเลสที่เป็นเหตุแห่งความเห็นแก่ตัวออกไปจากจิต แล้วมีทฤษฎีที่กำจัดกิเลสออกจากจิตได้จริง ซึ่งมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้สอนไว้ ซึ่งยังใช้ได้เป็นโลกุตระแท้ๆโดยเฉพาะคนไทยที่ศึกษาศาสนาพระพุทธเจ้า และยังมีศาสนาพระพุทธเจ้าอยู่ มีพระอรหันต์ แล้วคุณไม่รู้จักแล้วว่าพระอรหันต์คืออะไรทุกวันนี้เขาไม่รู้ อาตมาก็ยืนยันว่า อาตมาเป็นพระอรหันต์ ชาวอโศกเป็นอรหันต์กันไม่ใช่น้อย แต่คนไม่รู้ ไปเข้าใจอรหันต์แบบมหาบัว แบบเทวนิยม หลับตา ก็เสื่อมทำให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่ มีพระอริยบุคคลมีพระอรหันต์จึงมีพระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สังคมที่มีอาริยะชน เป็นอาริยกะไม่ใช่มิลักขะ สังคมนั้นจึงเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีความขัดแย้งกันพอหมด ซึ่งจะไม่รุนแรง เพราะจะมีความพอเหมาะ พลังงานที่ขัดแย้งกันประมาณนี้ จะเกิดพลังงานสร้างสรร กระทบกันพอเหมาะ มีกระแสกับแรงเคลื่อนแต่ไม่รุนแรงได้ขนาดของมัน 1. มี static กับ Dynamic เป็นพลังงาน ที่มันต้องเคลื่อนอยู่ตลอดเวลาไม่เที่ยงหรอก แล้วจะมี 2 อย่างคือนิ่งกับเคลื่อน ช่วยกันอยู่ มีพลังงานทั้ง 2 ชนิดนี้ จิตวิญญาณก็มี 2 ชนิดเหมือนกัน มีสมถะกับวิปัสสนา เป็นประธาน สองอย่างนี้ เทฺว 2 อย่างนี้ควบคุมกายคือองค์ประกอบของสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่ทั้งหมด เท่าที่พลังงานหมู่นั้นจะอยู่ ในความสามัคคี หรืออยู่กันได้อย่างสมสัดส่วน ที่ดุลย์กันไปมา ไม่ร้อนไม่แรงแต่อบอุ่น มีภูมิสมดุล ดุลได้อย่างสมสัดส่วน สร้างพลังงานให้เป็นหมู่อยู่อย่างไม่เย็นจัดไม่ร้อนจัดที่พอเหมาะ คือ ไม่เที่ยงตายตัว แต่ก็ พอเหมาะ พอดี พอเพียง มันก็จะเป็นไปได้ตลอดที่เกิดการสร้างสรรค์ อย่างนี้แหละ นับได้ว่าเป็นประชาธิปไตยกันได้แล้ว นี่คือความเป็นประชาธิปไตย อย่างที่ประเทศไทยเป็นอยู่นี่เอง ซึ่งปรับตัวกันมาตลอดเวลาที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาธิปไตยไทยปรับตัวในตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานอยู่ 70 ปี ประเทศไทยสร้างศึกษาความเป็นประชาธิปไตยมาอยู่ตลอด จนถึงตอนนี้นายกคนที่ 29 หรือจะเรียกว่าคนที่ 30 ก็ตาม จึงเป็นนายกที่มีสภาพลงตัว มีรูปธรรม มีปรากฏการณ์ งามที่สุด ซึ่งนักศึกษาของโลกของสังคมรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ผู้ที่มีภูมิปัญญาปฏิภาณดีๆจะเข้าใจชัดเจนเลย อาตมามองนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ ในสังคมขณะนี้ มีคนหนึ่งที่อาตมารู้สึกว่าเข้าท่า คือด๊อกเตอร์นิว แสดงออกมา อาตมาก็สังเกตเห็น เขายังหนุ่มแน่นแสดงออกมาเข้าท่า ประเทศไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ขอยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยตามแบบของพระพุทธเจ้าหรือตามแบบของโพธิรักษ์ที่เข้าใจ พระพุทธเจ้า แต่ที่จริงก็เป็นความเข้าใจของโพธิรักษ์จะเป็นปัญญาของโพธิรักษ์ก็ตาม ซึ่งปรับตัวกันมาตลอดเวลาซึ่งมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยที่ เริ่มต้นแล้วก็พัฒนามาตลอด เพราะว่ารัชกาลที่ 8 ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ รัชกาลที่ 7ก็เริ่มจะทิ้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นประชาธิปไตย รัชกาลที่ 8 ก็ไม่ได้ดำเนินพระจริยวัตรอะไรเท่าไหร่ พอมาถึงรัชกาลที่ 9 ทรงงาน 70 ปี แสดงความเป็นประชาธิปไตย อาตมาก็นึกว่าเป็นใครที่แท้ก็เป็นพระโพธิสัตว์ที่เป็นธรรมิกราช แล้วก็รับรู้กัน แล้วก็ลงตัว ทำได้ดี ปรับตัวสู่สมดุล ดุลไปดุลมา จนกระทั่งเข้าที่ได้สมดุลดีขึ้นๆ เป็นตัวอย่างให้แก่โลก ขอยืนยันเลย เป็นตัวอย่างให้แก่โลกตลอดเวลา แล้วก็ทรงสภาพให้ศึกษา และก็ให้พิสูจน์กันได้ มีความพอเหมาะ มีความขัดแย้งแต่ไม่รุนแรง นี่ถือว่าเป็นความขัดแย้งที่ไม่รุนแรงนะ ทุกวันนี้ก็ยังมีความขัดแย้ง ดูผิวเผินอยู่ในบรรยากาศบริบทของประเทศไทยดูเหมือนรุนแรง แต่ข้างนอกเขาเทียบแล้วข้างในเราเป็นเรื่องขี้ผงเลย พวก3 นิ้วพวกนี้ มันไม่รุนแรงหรอก ไม่มีใครร่วมมือ แล้วจริงๆพวก 3 นิ้วก็ตามเป็นคนไทยก็ตามจะรุนแรงก็มีคุณธรรมระดับหนึ่ง ไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างต่างประเทศเขาหรอก.. ไม่ เพราะฉะนั้นก็จึงมีแต่แรงสร้างสรรค์ ชนะแรงทำลาย กลุ่มคนประชาชนคนไทยมีแรงสร้างสรรค์มากกว่าแรงทำลาย จึงเรียกพลังงานนี้ว่า เป็นพลังงานสร้างสรรค์ ดำเนินกันอยู่ ในประเทศไทย พลังงานของคน เป็นพลังงานสร้างสรรค์ แน่นอน ลักษณะของความค้านแย้งมันมีอยู่ตลอดไม่มีจบเป็นธรรมชาติของมนุษยชาติ ที่นี่พลังงานสร้างสรรค์ที่เต็มรูปถือว่าเป็นของอรหันต์ คือพลังงานคน พลังงานสร้างสรรค์เป็นพลังงานของคนที่มีคุณสมบัติวรรณะ 9 เป็นปัญญาจริงๆ มา สร้างช่วยกัน สำเร็จมีผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ คุณสมบัติที่แท้จริงอยู่ในตัวมนุษยชาติจริงเลย คือวรรณะ 9 ช่วยกันสร้างสำเร็จ มีผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ แล้วก็นำมารวมกัน ใช้กินอยู่ร่วมกัน เป็นสาธารณโภคี ในประเทศไทยมีกลุ่มหมู่ประชาชนที่มีคุณธรรมหรือมีคุณสมบัติมีวรรณ 9 ถึงขั้นมีสาธารณโภคีกันจริงๆ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีเมตตาทางกายวาจาใจจริงๆเลยในมนุษย์สังคมนี้ ที่สำคัญคือสังคมที่มีศีลมีทั้งบัญญัติสังวรระวังและสภาวะธรรม ตามศีลที่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล มีจริงๆแล้วเอาไปปฏิบัติจนมีผล เพราะฉะนั้นโดยพื้นฐานของสังคมไทยรู้ดี ว่ามีศีล 5 เป็นพื้นฐาน มีจริงๆ มีมากหรือมีน้อยก็มีจริงๆ เป็นของจริงที่มีศีล เฉลี่ยแล้วจึงเกิดปรากฏการณ์ของชนกลุ่มนี้ เพราะมีศีลมีธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีคุณธรรมมีทฤษฎีปฏิบัติจริงมีผลจริง จึงเกิดความสงบอบอุ่น สร้างสรรค์ด้วยปัญญา เกิดความสงบอยู่กันอย่างอบอุ่นและสร้างสรรค์ด้วยปัญญา ที่เข้าใจ กาละ เทศะ ฐานะ อย่างดี จึงปรับตนเป็นอยู่กันอย่างเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ไปได้ไม่สิ้นสุด นี่เป็นเรื่องของความจริง เพราะมีสุดจากความเสื่อมไปได้จริงๆแล้ว คนกลุ่มนี้สิ้นสุดความเสื่อมไปได้แล้วจริงๆ ในหมู่ชนสังคมประเทศนี้ ปิดประตูความเสื่อม ประชาชนคนไทยนี้ปิดประตูความเสื่อม ที่แสดงออกมากุ๊กกิ๊กเป็นความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของฝ่ายค้านเป็นกระแสลบ กระแสบวก นี้สมบูรณ์แบบ ประเทศนี้เป็นสังคมเจริญจริงๆ เป็นสังคมที่มี สาราณียธรรม 6 เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ยึดตัวตน และเป็นจริงด้วยไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า และมีความรู้ความจริงในพยัญชนะและสภาวะที่เป็นจิตเจตสิกรูปนิพพานเลย ไม่ยึดถือตัวตนจริงคืออรหันต์จริง ไม่มีตัวตนจริงๆบริบูรณ์สมบูรณ์คืออรหันต์ทั้งนั้น และคนที่มีคุณธรรมอาริยะอีก 3 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี รองลงมาจากอรหันต์มีจริงๆ อาริยชนคือ คนที่มีการศึกษา ที่เรียนรู้กิเลสในตน นี่เป็นการศึกษาเฉพาะโลกุตรธรรมหรือโดยเฉพาะชาวพุทธ เป็นคนที่เรียนรู้กิเลสในตนเอง และมีวิธีกำจัดกิเลสตัวเองลงได้จริง ตามโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า จึงมีอรหันต์จริง มีอาริยะชนจริงๆ มีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษยชาติจริง จึงมีจริงๆของจริงทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะเป็น กาละไหน ยุคไหน ก็มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ จึงจริง ยุคนี้ก็ยังมีผู้ศึกษาคำสอนพระพุทธเจ้าที่รู้ผิดรู้ถูกบ้าง และพอมาถึงยุค 2,500 ขออภัยต้องพูดตัวเอง มีอาตมาเกิดมา อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นสยังอภิญญา สยังอภิญญา หมายความว่า มีคุณธรรมโลกุตรธรรมนั้นในตัวเองแล้ว สั่งสม ใส่ตัวเองเป็นบารมีข้ามชาติมาแต่ชาติก่อนๆ มาถึงชาตินี้ พ.ศ 2500 นี้ในยุคกึ่งพุทธกาลของพระพุทธเจ้าสมณโคดม โลกุตรธรรมมันเสื่อมหมดแล้ว ไม่เหลือ อย่างที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้แล้วใน อาณิสูตรว่า กลองอานกะ มันถูกเปลี่ยนรูปไปหมดแล้ว อาตมาต้องเอามาฟื้นใหม่ อันนี้คนจะยังไม่เชื่อหรอก แต่ขอยืนยันว่าอาตมาไม่พูดโกหกและไม่พูดเรื่องไม่จริง เพราะมันเป็นบาปมหาศาล อันนี้เรื่องใหญ่มาก อาตมาจะไม่พูดเป็นอันขาดถ้าไม่จริง อาตมาก็เลยพิสูจน์ตนเองมาตลอด 50 ปีมานี้ ยืนยันมาตลอด แต่คนไม่เชื่อ เพราะไม่มีน้ำหนักอะไร อาตมาจึงต้องมาพิสูจน์ความจริง อาตมาไม่มีอะไรเป็นอลังการในชีวิตเลย น่าจะเป็นความรู้ความฉลาดเฉลียว อยู่ในโลกมายาด้วยในทางธุรกิจบันเทิง ออกจากจอธุรกิจบันเทิงมาทำโลกุตรธรรมเลย ออกจากโทรทัศน์ก็มาบวชแล้วก็แสดงธรรมโลกุตระมาตั้งแต่บัดนี้จนถึงบัดนี้ คนก็จะเข้าใจได้ยาก อะไรวะ เป็นพวกนักแสดงเป็นพวกมายา แล้ว ออกมาจากจอ มายาแล้วมาแสดงโลกุตรธรรม คนก็ไม่ใช่จะเชื่อได้ง่ายๆ โชคยังดีของประเทศไทยที่มีพระไตรปิฎก ฉบับนี้เป็นฉบับที่พระมหากัสสปะ คัดไว้แต่แก่นๆ พระมหากัสสปะ Static ตัวเอ้ สมถะตัวเอ้ ก็คัดข้นๆไว้เลย อาตมาก็ได้พระไตรปิฎกเอามาขยายกระจาย เขียนหนังสือปัญญา 8 และ ปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้าคือ ความรู้ที่หลากหลายมากมาย ตั้งแต่ต้นจนจบ มีต้นธาตุต้นธรรมจนถึงปลายธาตุปลายธรรม สมบูรณ์ที่สุด อาตมาจะพยายามตัดจบในการเขียน ตอนนี้โฆษณาหนังสือปัญญา 8 อยากให้อ่านกัน เพื่อที่จะขยายความรู้ให้แก่มนุษยชาติ เราหวงแหนไม่ได้จะต้องเสียสละให้มากที่สุด พิมพ์ออกมาแจกจ่ายกันไปเพื่อให้เกิดความรู้ ทาง e-book ก็มี ก็เปิดอ่านได้ _สู่แดนธรรม... สิ่งที่พ่อท่านร่างไว้ได้อ่านหมดหรือยังครับ พ่อครูว่า... อ่านจบแล้ว _สู่แดนธรรม... ขอแสดงความเห็นครับ ผมรู้สึกว่าพ่อท่านให้หัวกระทิเรื่องนี้ไว้อย่างแน่นมาก สามารถขยายความได้อีกมากเลย ผมมองเห็นว่าความอะลุ่มอล่วยเป็นแกน 1 เกิดจากสิ่งที่เป็นอำนาจสูงสุดก่อน 2 เกิดจากผู้มีอำนาจไม่เท่าเทียม ถ้าสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดไม่เอื้อเฟื้อต่อสิ่งที่มีอำนาจต่ำกว่า ก็จะกลายเป็นความแข็งและเป็นเผด็จการ ความเอาเปรียบ 2 สิ่งนี้ถ้าไม่มีตัวเชื่อมให้สมานกันได้ ก็ไม่เรียกราชประชาสมาสัย ความอะลุ่มอล่วย จึงเป็นธรรมดาของผู้ที่มีจิตที่เข้าใจความเป็นใหญ่เป็นยิ่ง ท่านก็จะเข้าอกเข้าใจเห็นใจ สูงแล้วก็จะอยู่ในฐานะต่ำ ช่วยคน ทำให้เสมอสมานกันไป ผมฟังแล้วในอนาคต มันจะมีการขยายความ พ่อครูว่า... ศัพท์ อะลุ่มอล่วยก็คือมีทั้งอนุโลมปฏิโลมถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไปมายืดหยุ่นกันไปมานี้เรียกว่า อะลุ่มอล่วย เป็นผู้ที่รู้จักพลังงาน พลังแรง พลังเบา สภาวะ พลังที่จะให้ลำบากที่จะดีขึ้น แล้วก็จัดสรรกันไปทั้งรูปธรรม นามธรรม _สู่แดนธรรม... อีกสภาวะหนึ่งที่ผมพิจารณาเทียบ คือ ความอะลุ่มอล่วยจะไม่ใช่ลักษณะความเสมอภาค เพราะว่าความเสมอภาคและความเท่ากัน พ่อครูว่า... ความเสมอภาคไม่มีในโลก ไม่มีในมหาจักรวาล ไม่มีในที่ไหนๆ ปรมาณู อาตมาตั้งภาษาขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า สุญญาณู อนูของ 0 ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปไม่มีอะไรเท่ากัน มันจึงเป็นบวกเป็นลบ ตามที่ไอน์สไตน์ค้นพบ มันจึงเป็นภาวะวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไอน์สไตน์ค้นพบคนแรกหรอก ในเรื่องของภาวะบวกและลบ นักวิทยาศาสตร์เก่าๆก็เคยเรียนรู้มาแล้ว แต่ไอสไตน์มาค้นพบ continuum มี relative ของมัน แล้วเอามาใช้ได้เป็นสูตร E = MC 2 ไอน์สไตน์ค้นพบสูตรทางวัตถุ อาตมาก็มาค้นพบสูตรทางนามธรรม ซึ่งไม่ได้ต่างจากไอน์สไตน์ แต่มีความซับซ้อนลึกซึ้งกว่า ก็ต้องใช้แกนของไอน์สไตน์เขียน ของอาตมาจึงได้สูตร E = C(mc 2 + a) ก็คงเอาสูตรนี้มาขยายความในวันนี้ไม่ไหวหรอก วันนี้จะพูดถึงเรื่องการเมืองหนัก _สู่แดนธรรม... ขอย้ำตรงนี้อีกที เรื่องความเสมอภาคมันไม่มี แต่สิ่งที่พ่อท่านนำเสนอสู่สังคมก็คือ เป็นเรื่องเหนือกว่าเสมอภาค ก็คือผู้ที่มีอำนาจใหญ่ที่สูงแล้วเกื้อกูล พ่อครูว่า... ไม่เอาเปรียบผู้ที่มีอำนาจด้อย ผู้ที่มีอำนาจใจเสียสละรองรับเป็นผู้แพ้ให้แก่ผู้มีอำนาจด้อย เหมือนกับพี่ที่ยอมน้อง อย่างนั้น น้องมันยังไม่เดียงสา น้องมันยังไม่รู้เรื่อง น้องมันยังโง่ยังไม่ฉลาด มันก็ทำร้ายทำลายอะไรได้ก็ยอมมันไปก่อน แล้วค่อยๆสอน ค่อยๆให้เข้าใจ ค่อยๆให้มีปัญญาขึ้นมาตามลำดับ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พลังสร้างสรรของพระอรหันต์มีความยิ่งใหญ่อย่างไร _พ่อครูว่า... ทีนี้คำว่า อรหันต์ คุณไม่เข้าใจว่าอรหันต์คืออะไร มันมิจฉาทิฏฐิกันไปไกล เป็น เดียรถีย์ กันไป อรหันต์ คือ ผู้รู้โลก รู้อัตตา รู้ความสัมพันธ์ของโลกทั้งหมด เกี่ยวข้อง ถ้าทางวัตถุก็อย่างที่ไอสไตน์ว่า เป็นความเกี่ยวข้องกันมีรีเรทิฟ ระหว่าง Space and time of continuum มันเป็นวัตถุ อวกาศกับเวลา ถ้าในภาษาของพระพุทธเจ้าก็คือ อากาสานัญจายตนะ กับ วิญญานัญจายตนะ อากาศกับวิญญาณ _สู่แดนธรรม... วิญญาณเป็นมวล อากาศเป็นที่ว่าง พ่อครูว่า... และอากาศนี้สุดท้ายก็คือจิตวิญญาณที่เป็นตัวประธาน เป็นตัว อากิญจัญญายตนะ เป็นตัวธาตุรู้ที่เป็นประธานที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นตัวจัดการอากาศกับวิญญาณ อย่างซื่อสัตย์ที่สุดและอย่างมีภูมิปัญญาสูงสุดและเฉลียวฉลาดที่สุด ที่จะรู้จักความประนีประนอม อะลุ่มอล่วย ที่จะจัดสัดส่วนให้อยู่ได้อย่างสมดุล ดีที่สุด ที่จะพอเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็นความรู้ จัดการสังคมมนุษยชาติอยู่ ก็เป็นความรู้ที่จริงของทั้งผู้บริหาร ในสังคมประเทศที่มีกษัตริย์ ก็มีกษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กับประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เป็นราชประชาสมาสัย ทำงาน อาศัยซึ่งกันและกันอยู่ อย่างอะลุ่มอล่วยกัน หรืออย่าง compromise ประนีประนอมอยู่กันอย่างให้ได้สัดส่วน สงบ อบอุ่น ให้มีพลังงานสร้างสรรค์ เป็น 3 เส้า สงบ อบอุ่น สร้างสรรค์ ทำงานสังเคราะห์สังขารกันไป ประเทศไทยมีผู้นำที่มีกิเลสน้อยที่สุดจนสุดยอดเป็นพระอรหันต์ เป็นคนจริงๆที่กิเลสน้อยลงไป จนถึงขนาดไม่มีกิเลส หรือจะยังมีกิเลสอยู่ เฉพาะตน แต่เวลาออกไปทำงานนี่ โอ้โห.. คลาสสิคมาก เพราะไปทำงานกับประชาชนต้องทำตนเหมือนกับว่าไม่มีกิเลสเลย ออกทำงานกับประชาชนแสดงดรามาติค เหมือนกับคนไม่มีกิเลสเลย ไม่เห็นแก่ตัวเลย ไม่มีตัวตนเลย มีความรู้เท่าไหร่ใช้หมดทำงานให้แก่สังคมโลก อย่างนี้เป็นต้น เหมือนยกตัวอย่างทันทีเลย อย่างเช่น พลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์จะหมดกิเลสหรือมีกิเลสอยู่ ส่วนเล็กส่วนน้อยไม่มีแล้ว กิเลสในโลก หยาบ กลาง ละเอียด โลกกิเลสของพระโพธิสัตว์มีอีกนับไม่ถ้วน เป็นกิเลสขั้นโพธิสัตว์ กิเลสขั้นอรหันต์ไม่มีแล้ว บอกได้เลยว่า พลเอกประยุทธ์นี้ กิเลสขั้นอรหันต์ ระดับโพธิสัตว์ระดับ 4 หมดแล้ว เหนือกว่าอรหันต์แล้ว แต่คนไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ยาก นี่ อาตมาพูดไปอย่างไม่กลัวผิด มั่นใจว่า พูดถูกต้อง เพราะว่ามันมีตัวอย่าง พลเอกประยุทธ์ทำงานมา 8 ปี มีผลงาน มีความตั้งใจ มีพฤติกรรมพฤติกรรมการณ์จริง มีหลักฐานยืนยันต่างๆนานา ถ้าจะว่าไปแล้ว 8 ปีเหมือนทักษิณ ทักษิณอนุโลมว่า 8 ปีที่จริงประมาณ 7 ปี แต่พลเอกประยุทธ์ทำมากกว่าแล้ว ผลงานเทียบกันไม่ได้เลย ทักษิณทำมีแต่ชิบหายประเทศไทยยิ่งหมดเนื้อหมดตัว ทักษิณอยู่ต่อไปป่านนี้หมดแล้วประเทศไทย แกยึดหมดแล้วประเทศไทย แกเอาไปขายกินหมด ถ้าทักษิณแกอยู่ ขออภัยพูดแข็งๆตรงๆ ไม่ไว้หน้า เพราะไม่มีเวลามาก ขอสรุปว่า ประเทศไทยนั้นมีคนที่มีคุณสมบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ก็ดี เป็นโพธิสัตว์ก็ดี ซึ่งไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ มันมีรอบซ้อน เชิงซ้อนกันอยู่เยอะ เพราะฉะนั้น คนจะรู้ความรู้ของคน ต้องเรียนตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น ขอย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าใช้เวลาหลายล้านปีมาก ศึกษาเรื่องคนกับสังคม สรุปลงตรงนี้ไปเข้าใจให้ดีๆ ธาตุของคนกับธาตุของสังคม มันเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าศึกษาและก็ไปจนถึงต้นธาตุต้นธรรมของความเป็นคนกับความเป็นสังคม จนจบเลย ธาตุคือสุดท้าย ธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน