พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง พ่อครูว่า... เรื่องของความเป็นนาคในศาสนาพุทธ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอนท่าหลับ ดังนั้นลัทธิยึดท่าหลับ คือ “หลับตา”ปฏิบัติซึ่งเป็นศาสนา ลัทธิของเขา
2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ “หลับตา” ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา” ปฏิบัติซึ่งเป็นคนปลอมเอาของปลอมเข้ามาในศาสนาพุทธ เพราะพุทธที่สัมมาทิฏฐินั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมี อปัณณกปฏิปทา 3 ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่อย่างนี้แต่เขาก็มืดบอดจริงๆ การหลับตาปฏิบัติมันตรงกันข้ามกันเลยกับ “อปัณณกปฏิปทา 3”
3. ผู้นำวิธี “หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็นนาคหรืองูปลอมเข้ามาเผยลัทธิวิชาของเดียรถีย์ เมื่อมาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายามที่จะไม่ทำตนเป็น “งู” ที่ยังมี “ธาตุแท้”หรือหลับ คือนอน จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็เลยเผยธาตุแท้ออกมาคือ เผลอนอน เผลอหลับไป จนร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู นอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็นนาคปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึกไล่ออกไป นี่อาตมาไม่ได้พูดเอาเองนะแต่มีตำนานเล่าขานกันมาให้รู้สึกตัวให้รู้ถึงเนื้อแท้ แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธจึงให้ใช้คำว่า นาค เรียกผู้ที่จะขอเข้ามาบวช คำว่า นาค จึงเรียกผู้เตรียมบวช ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มีนะ แต่คนในยุคหลังก็เรียกกัน ไม่มีคำว่านาคในพระไตรปิฎก มามีอยู่ในรุ่นหลัง
4. เมื่อ “นาค” พยายามแทรกเข้ามาบวชในศาสนาพุทธ ก็พยายามจะไม่ให้ “ความเป็นนาค”บังเกิดออกมาอย่างยิ่ง อย่างใหญ่อย่างมหายิ่งมหาใหญ่ จนต้องเรียกว่า “พญา”ผู้ยิ่งใหญ่ ที่รักศรัทธาศาสนา
อ่านต่อ
พุทธ ก็พากเพียรที่จะไม่ให้ตนเป็นนาค ก็เท่ากับผู้เฝ้ารักษาความเป็นพุทธอย่างยิ่งใหญ่ จึงมีสัญลักษณ์เป็น “นาคปรก 7 เศียร” นั่นหมายถึงผู้รู้ว่า ตัวเป็นนาคผู้มีรากฐานมาจากงู แต่รักศรัทธาศาสนาพุทธสุดชีวิต จึงคอยปกป้องรักษาศาสนาพุทธจริงจังแน่แท้ แล้วตนก็จะเป็นพุทธสุดยอดถึงนิพพาน ถึงพระพุทธเจ้าให้ได้ ก็แสดงถึงความเป็นนิยตะ คือเลข 7 ขั้นที่ 7 คือขั้นเป็นผู้มีเชื้อพุทธแท้แล้วแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง มีแต่จะไปสู่ที่สูงที่สุด จึงนำเข้าขั้นผู้รู้ดีในความเป็นนาคอย่างยิ่งและออกจากความเป็นนาคได้เด็ดขาดจริงแท้ จึงนับเข้าขั้นเป็นผู้รู้ทัน ผู้ปลอมตัวมาบวชในศาสนาพุทธ เป็นผู้ปราบผู้ปลอมตัวมานอน มาหลับ มาซุกตัวเผยแพร่ ความเป็นงูความเป็นนาค ผู้มาเผยแพร่ลัทธิงูลัทธินาค
5. แต่ “นาค” ก็ยอดเก่งยอดบุกรุก จนได้ชื่อว่า เป็นจอมนาคหรือพญานาคเข้ามาเผยแพร่ลัทธิหลับ ลัทธินอนของตนจนได้ เป็นยอดงู จอมนาค จนศิลปินต้องยกฐานะให้เป็น “พญางู”มาตกแต่งหน้าตา หูหัว สัดส่วนรูปร่างให้มีรูปร่าง มีหงอน มีแง่ มีอะไรต่างๆเป็นลวดลาย ให้ดูเขื่องดูโก้ ดูยิ่งใหญ่หรูหรา มโหฬาร แตกต่างจากงูสามัญ เป็น “พญางู-พญานาค” ดังที่เห็นกันนั่นเอง
6. สุดท้าย “ธาตุแท้”ของตนก็คือลัทธิ “หลับ” ยิ่ง “หลับ” ก็ยิ่งไม่ตื่น-ไม่รู้โลก ก็ยิ่งคือผู้อวิชชาเป็น “พญานาค”
7. สุดท้ายแห่งสุดท้ายก็หมดท่าแห่งความตื่น สิ้นสภาพผู้ที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จึงกลายเป็นพญานาคที่หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น จะรู้สึกตัวขึ้นมาจากการ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” เป็น “พญานาค”นอนเฝ้าถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติขึ้นมาในโลก ถาดทองคำก็จะลอยทวนกระแสขึ้นไป แล้วไปหยุด ณ ที่แห่งเดียวกัน ตรงกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วจมลงไปกระทบกับถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ดัง “ด้วยเสียงของถาดทองคำ” ทีเดียว ซึ่งหมายถึงเสียงสุดวิเศษแห่งโลกุตระธรรม อันไม่มีธรรมใดของศาสนาใดในเทวนิยมมีกันได้เลย กระนั้นก็ยังทำให้ “พญานาค”รู้ได้ว่าเป็นเสียงของ “ถาดทองคำของพระพุทธเจ้า” ได้ เมื่อได้ยินเสียงวิเศษนี้ จึงพอจะรู้สึกตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง หลังจากได้หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นหรืออวิชชามาตลอดกาลที่เป็นกาละ ว่า อ้อ! พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นมาในโลกอีกพระองค์หนึ่งแล้วหรือ? ว่าแล้วก็ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” นั่นคือ อวิชชาต่อไป ด้วยการหลงใหลหลับใหลอยู่กับการ “หลับตา” นี่เอง เป็น “พญานาค” นอนเฝ้าถาดทองคำอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ที่มีถาดทอคำซ้อนกันเป็นล้านๆถาด เพราะ พระพุทธเจ้า นั้นอุบัติขึ้นมาในโลกนับไม่ถ้วนเป็นล้านๆองค์แล้ว
8. “พญานาค”ก็ยังคงมีแม้ทุกวันนี้ คือ “งู” หรือคนที่มีลัทธิวิธี “หลับตา”หรือ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น”ก็คือ “โจรปล้นศาสนา”อยู่นั่นเอง
9. พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเปรยไว้ว่า “ผู้ทำลายศาสนา” นั้นคือ “โจร” ที่มีพระราชาผู้เป็นผู้รู้ว่าใครเป็นโจร จึงสั่งให้เจ้าพนักงานไปประหารเสีย ประหารด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้าแต่ “โจร”ก็ไม่ตาย จึงทำการปล้นทำลายศาสนาอยู่นั่นเอง พระราชาทรงพบเจ้าพนักงานก็ตรัสถามว่า โจรตายหรือยัง? เจ้าพนักงานก็ทูลตอบว่ายังไม่ตาย ก็ส่งให้ไปประหารอีกในตอนกลางวันด้วยหอกร้อยเล่ม ตกเย็นพระราชาก็เพราะเจ้าพนักงานก็จะถามอีกว่าโจรตายแล้วหรือ เจ้าพนักงานก็ทูลตอบอีกว่ามันยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็ทรงให้ไปประหารด้วยหอกร้อยเล่มในตอนเย็น โจรก็ยังไม่ตาย
10. ทุกวันนี้ “พญานาค”ก็จึงยังไม่ตาย ยังพากันมาปลอมบวชในศาสนาพุทธ มาพาชาวพุทธผู้ด้อยปัญญา ไป “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” ไม่มี “จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-อาโลก”กันอยู่ เห็นไหมว่า “พญานาค” ก็ยังมีอยู่นั่นเอง
นี่ปอกเปลือกพญานาคให้ฟัง พญานาคมีจริงหรือเปล่า ?...พญานาคไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาศัย ความมีกับความไม่มี ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 อาศัยสิ่งนี้แหละสอนกันพูดกันหมด สรุปแล้ว ในโลกนี้มีความมีกับความไม่มี แม้แต่พญานาค ก็คือ สิ่งที่มีหรือสิ่งที่ไม่มี (ไม่มี)แต่มันมี อาตมาเป็นอนุปคัมมะ มัชฌิมา เป็นคนกลางๆ ก็เห็นอยู่ว่าพญานาคมันก็มี อนุปคัมมะ ผู้มีอิทธิพลเหนือความมีความไม่มี ความจริงความไม่จริง ก็จึงเห็นว่า มันเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องนิรันดร มันก็ยังมี พระพุทธเจ้าเปรียบเปรยว่าเป็นโจรปล้นศาสนา ให้เอาไปฆ่าตอนเช้าด้วยหอกร้อยเล่ม ก็ยังไม่ตาย ตอนกลางวันเจอแล้วเอาไปฆ่าอีกก็ยังไม่ตาย เย็นพบอีกบอกว่าไม่ตาย ก็ให้เอาไปฆ่าอีกตอนเย็น ท่านก็จบไว้แค่นั้น พรุ่งนี้เช้ามาถามอีกก็ต้องเสียหอกไปอีกร้อยเล่ม ฆ่าก็ยังไม่ตาย ตอนกลางวัน ตอนเย็นก็ยังไม่ตาย พรุ่งนี้ก็มาถามอีกมันก็ยังไม่ตาย
สู่แดนธรรม... นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... สู่แดนธรรม... โหราศาสตร์บอกว่า นาคคือ ผู้อยู่ในความมืด ตรงกันข้ามกับความมืดคือ พระอาทิตย์ พญาครุฑก็มีหน้าที่จับนาค นาคมีอำนาจในความมืด ถ้าพระอาทิตย์ตกอยู่ในความมืดก็หมดแสงเหมือนกัน ความหมายของนาคที่มีอำนาจในความมืดคือ เขาเห็นความสำคัญว่ามันเป็นความถูกต้องมีฤทธิ์ มีอำนาจ มีพลังสมาธิ สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาหลงว่าเป็นอำนาจในความมืด เป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีของเขา คิดว่าศาสนาพุทธต้องได้สิ่งนั้นเป็นพลังอำนาจ
พ่อครูว่า... ที่พูดไปนั้นมันอยู่ในยุคศาสนาพุทธเสื่อม 2,500 กว่าปี พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้มันก็จริง มันเสื่อมลงไปกลายเป็น เดียรถีย์ แล้วคนก็เสื่อมจริงๆ คืออวิชชา แปลว่าโง่ อวิชชาจริงๆ ไม่ว่าจบเปรียญ 9 จบ ดร.ทางพุทธศาสนาแค่ไหน ก็ยังเชื่อว่าต้องนั่งหลับตา ทั้งๆที่ก็เรียนมาในพระไตรปิฎก พยัญชนะภาษามี อ่านอย่างไรก็ไม่แตก อ่านอย่างไรก็หลงงมไปกับการนั่งหลับตา พวกหลับตาปฏิบัติไม่ต้องอ่านหนังสือเชื่อมั่นในการหลับตา ผู้ที่จะเรียนหนังสือขนาดไหน ก็ยังมืดยังบอดตามพวกหลับตาอยู่อีก โอ้ย จะทำอย่างไร อ่านพยัญชนะตัวเดียวกัน หนังสือพระไตรปิฎกอันเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้เรื่อง อ่านรู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาลืมตา ไม่ใช่ศาสนาหลับตา แต่ก็ยังน่าเห็นใจเพราะว่า พระไตรปิฎกเล่มนี้รวมทั้งหมดแล้วมันเป็นของพระกัสสปะ ซึ่งนับว่าเป็นยอดพระป่า นั่งหลับตาปฏิบัติมาเก่า แม้จะมีสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังมีเชื้ออันเก่าอยู่ มารวบรวมพระไตรปิฎกก็เลยเอียงไปข้างหลับตา มันมีแนวโน้มเป็นอย่างนั้นเลย มันก็เลยยาก อาตมาสายปัญญาโดยตรงเลยมาแต่ไหนแต่ไรก็ชัดเจนในเรื่องนี้มาก ก็ตรงกันข้ามกับการนั่งหลับตา ก็เลยต้องพูดว่าพวกหลับตา ว่าจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันไม่มีทางเลี่ยง มันเลี่ยงไม่ออก มันก็ต้องว่ากันจริงๆเลย ถ้าเผื่อว่าอาตมาสามารถทำให้พวกหลับตาเข้าใจได้จริงๆ เกิดอัญญธาตุ เกิดธาตุรู้ใหม่เป็นโลกุตระธาตุ ซึ่งมันลึกซึ้งนะธาตุตัวรู้ที่ เป็น อัญญธาตุ ที่อัญญาโกณฑัญญะเกิดตัวรู้นี้ขึ้นเป็นธาตุรู้อันยิ่ง ที่นอกเหนือจากพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีปลุกตื่น เป็นธาตุต้นทางต้นธรรมของปัญญา อัญญธาตุ เพราะฉะนั้นโกณฑัญญะเมื่อเกิดอัญญธาตุขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ โกณฑัญญะมีตัวรู้โลกุตรธรรมขึ้นมาแล้ว มีปัญญา แต่ก่อนมีแต่เฉโก มีความรู้อย่างโลกีย์มาตลอด ยังไม่เคยมีปัญญาไม่เคยมีธาตุรู้ อัญญาหรืออัญญะ ที่เป็นธาตุอื่นต่างหาก อัญญะแปลว่าอื่น ไม่เหมือนโลกีย์ที่ครอบงำโลก มันอยู่กับเทวนิยม แม้จะลืมตาก็มืดบอด ตาบอดตาใสกันมา มันไม่รู้จักความสว่างจริงๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้โลกุตระ กว่าจะเข้าใจแท้ๆกับความเป็นพุทธ โอ้โห อาตมาพยายามจะอธิบาย ถีนมิทธะ มันหมดไปจากจิตมันเป็นอย่างไร ความติดรสอาการของความง่วงมันหมดไปจากจิต อาตมาทำได้ ซึ่งอธิบายไปหลายทีแล้ว มันจึงไม่มีความง่วงเลย ไม่มีถีนมิทธะเลย นิวรณ์ 5 ไม่มี กามก็ไม่มี ปฏิฆะ ก็ไม่มี หรือแม้แต่ฟุ้งซ่านก็ไม่มี ถีนมิทธะก็ไม่มี ยังไม่มีความสงสัยไม่มีวิจิกิจฉา มีญาณปัญญาแต่เห็นความจริงมีญาณปัญญารู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส จริงๆ นอกจากร่างกายมันต้องการพักมันเปลี้ยต้องการพัก แต่มันไม่มีรส ถีนมิทธะ มันไม่อยากนอนนะ แต่บางทีมันต้องนอน มันไม่ใช่ง่วงแต่มันเปลี้ย ก็ต้องนอน สู่แดนธรรม... คำว่า ถีนมิทธะ เราจะตัดสินที่จิตเป็นใหญ่ หรือเอาร่างกายด้วย พ่อครูว่า... เอาที่จิตสิ ความอยากนอนคำนั้นไม่ได้เป็นกิเลส ถีนมิทธะ มันเป็นความเหมาะสมจะต้องให้พักให้มันนอนพักผ่อน พอหมดแล้วมันหมด ไม่มี ซึ่งอาตมาพูดนี้ อวดอุตตริมนุสสธรรมเลย มันไม่มีจิต ถีนนมิทธะ มันมีแต่ทำงานมากมันก็เปลี้ย บางทีทำงานมาก คนก็ทักว่าควรจะพักได้แล้ว ตาโรยๆแล้ว เขาก็บอก เพราะบางทีมันสนุกทำงาน ยิ่งคิดยิ่งเขียนอะไรพวกนี้ โอ้โห อาตมาเขียนหนังสือจะลืมไปเลย พระพุทธเจ้าเข้าทรง มันไม่รู้วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เดี๋ยวคนก็บอกว่าถึงเวลานั้นเวลานี้แล้ว จริงๆมันสนุกนะธรรมะโลกุตระ เบิกบานร่าเริงไม่มีซึมเศร้าเหงาง่วงจะเห็นได้ว่าอาตมาไม่มี โศก ไม่มีซึมเศร้าเหงาง่วง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) มีแต่ไอ สมณะฟ้าไท... เป็นวิบาก อจินไตย ไม่มีใครสามารถที่จะห้ามมันได้มันจะมาตอนไหนเวลาไหน ณ กาละใด ไม่เลือกหน้า แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ต้องมา 641208_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง