จากฉันทะในมูลสูตรสู่ความมีและความไม่มี อนุปคัมมะ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
จากฉันทะในมูลสูตรสู่ความมีและความไม่มี อนุปคัมมะ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นในความเป็นชีวิตของคน เกิดมาเป็นชีวิต ถ้ามาได้โลกุตรธรรม แล้วได้จริงๆแล้วมันจบ อย่างพระพุทธเจ้า ท่านมีความรู้ทุกแขนงในโลก รู้ดีไม่ใช่รู้ธรรมดาด้วย รู้แล้วก็เป็นได้ด้วย ยถาวาที ตถาการี ศาสตร์ใดแขนงใดท่านรู้ดีแล้วทำได้ดี ยุคของท่าน ถือว่ามีใหญ่ๆ 18 สาขาวิชา 18 แขนง ทุกวันนี้มีเป็นร้อยๆพันๆศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าก็จบปริญญาเอกมาทุกแขนงในสำนักตักสิลา แต่ท่านโยนทิ้งหมดเลย มาเอาศาสนาพุทธวิชาเดียว มาเอาวิชานี้วิชาหลักวิชาเดียว เข้าใจไหมที่อาตมาพูดว่าอะไรมันสำคัญ วิชาขี้หมูราขี้หมาแห้งที่เขาเห็นมันสำคัญมากในชีวิตของเขา เขาชำนาญวิชาใดเขาเก่งวิชาใดก็แล้วแต่ มันก็ภูมิใจในวิชาของเขา ซึ่งพระพุทธเจ้ามีทั้งนั้น ท่านก็ไม่เอา จบ มาเอาศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่รู้จักชีวิต จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะรู้อะไรเกิดอะไรดับ อะไรมีอะไรไม่มีอยู่ในโลก สุดสูงสุดแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนเรานี้จะศึกษาก็อาศัยอุบายเรื่องความมีกับความไม่มี เป็นอุบายเครื่องศึกษา ที่จะรู้ว่า อภินิเวสคืออะไร อาศัยความมีกับความไม่มี เท่านั้น 2 ภาษา นัตถิกับอัตถิ หรือโหติกับนโหติ เป็นเครื่องศึกษา สองคำนี้หรือสภาพ 2 คำว่าสภาพ 2 หรือภาวะ 2 จึงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อสภาวะ 2 อย่างมาเปรียบเทียบกันแล้วเราจะรู้ว่าอันนี้คืออันนี้อันนี้คืออันนี้ รู้ 2 อย่างนี้เปรียบเทียบแล้วว่ามันไม่เหมือนกันนะ จบ รู้แล้วก็ ถ้าเราเกิดเป็นคนเราจะรู้ 2 อย่าง คนที่รู้ 2 อย่างแล้วก็คือคนที่ไม่มีตัวตนแล้ว แต่อาศัย 2 อย่างนี้อยู่ก็เท่านั้น เป็นสังขารธรรม ปรุงแต่งกันอยู่ ผู้มีวิชชาแล้วก็ไม่ปรุงแต่ง อสังขาริกัง ไม่ปรุงแต่งแล้วก็แยกธาตุออกจากกันไป ธาตุแท้ของ
อ่านต่อ
ดินก็ไปหาดิน ธาตุน้ำก็ไปหาน้ำ ธาตุลมก็ไปหาลม ธาตุไฟก็ไปหาไฟ ธาตุชีวะก็ไม่เหลือกลายเป็นอุตุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนิยาม 5 รู้จักดินน้ำไฟลม รู้จักพืช พีชะ รู้จักจิตนิยาม แล้วก็รู้วิธีทำกรรม รู้วิธีทำกรรม รู้วิธีจะทรงไว้ ธรรมะ หรือไม่ทรงไว้ ปล่อยแยกเลย ไม่ให้มันอยู่ในสภาพทรงไว้ เป็นสภาพแยกเลย กายสเภทาปรัมมรณา ก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จบ เพราะฉะนั้นในมูลสูตร 10 จะไม่มีใครมาอธิบายปรินิพพานเป็นปริโยสานหรอกนอกจากอาตมา ไม่มีหรอก เขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปเขาจะรู้นิพานบ้าง ปรินิพพานบ้าง ยิ่ง ปรินิพพานเป็นปริโยสานเขาก็ไม่รู้เรื่อง นั่นแหละคือตัวสุดอวสาน สุดท้ายของการตายอย่างแยกธาตุ กายสเภทาปรัมมรณา กาย รูปนามแตก ปรัมมรณา หลังจากการตายของรูปนาม กายแตกไปแล้ว ไม่มีพีชะไม่มีชีวะ พระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนพวงมะม่วงที่ถูกตัดขั้วตกลงมาแตกกระจาย ไม่เหลือต่อเป็นพวงมะม่วงนั้นอีกเลย พวงมะม่วงนั้นหายไปเลย ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบง่ายๆ อาตมารู้ และพูดถูกพูดได้ เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนไม่เชื่อก็ฟังที่อาตมาพูดอธิบายดู อาตมาแกล้งพูดก็ได้ แกล้งพูดให้มันได้อย่างนี้นะ อาตมาพูดจากที่อาตมามี ไม่ได้อธิบายในพระไตรปิฎก แต่รายละเอียดที่พูดเป็นสภาวะของอาตมาที่แจกแจงเป็นภาษาไทยพูดให้คุณฟัง ไม่ใช่ภาษาในพระไตรปิฎก ไม่ใช่สำนวนตามบาลีที่แปลพยัญชนะให้เป็นพยัญชนะ แต่แปลเป็นภาษาไทย ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าให้สอนอธิบายตามภาษาถิ่น ภาษาของตนเองที่ใช้ อาตมาเป็นคนไทยก็ขยายเป็นภาษาไทย ไม่ต้องไปเป็นภาษาบาลี หรือภาษาอื่น แต่อาตมาเป็นคนไทย ก็ใช้ภาษาไทย คนเกิดเป็นฝรั่งก็อธิบายเป็นภาษาฝรั่ง คนเกิดเป็นแขกก็อธิบายเป็นภาษาแขก คนเกิดเป็นจีนก็อธิบายเป็นภาษาจีน มันเป็นภาษาแม่ มันจะรู้ได้ดียิ่งกว่าภาษาต่างชาติ มันจะซาบซึ้งกว่ากันเยอะเลย ภาษาเป็นสิ่งที่จะสื่อให้เข้าใจกัน ยิ่งเชื้อชาติเดียวกันก็ยิ่งเข้าใจยิ่งกว่าคนละภาษาคนละชาติ แล้วสื่อแล้วก็ไปศึกษาอีกที ให้เข้าถึงสภาวะจริงๆเลย สภาวะอัตตาเป็นอย่างไร สภาวะอนัตตาเป็นอย่างไร อาตมาเห็นพระธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละสูตรในพระไตรปิฎกก็อยากจะอธิบาย เจอ อัตตา 3 ใน โปฏฐปาทสูตร 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)
อาตมาเจอก็รู้ได้สนทันที ใน สุริยเปยยาล สูตรก็มี เข้าใจรู้ในอัตตา การปฏิบัติให้เกิดสภาพอนัตตา โอฬาริกอัตตาก็หมดไป เหลือ มโนมยอัตตา อัตตาสำเร็จในจิตก็ทำให้หมดไปอีกเหลืออรูปอัตตา ก็ทำให้หมดแล้วเป็นอนัตตา ความเป็นอัตตาขั้น อรูปก็ไม่เหลือในเรา แต่ไม่ใช่ไม่รู้ รู้รูป รู้อรูป รู้ครบ ตราบที่ยังเป็นคน ยังมีธาตุรู้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน มีอายตนะ อายตนะของคน มี 6 ก็รู้จักอายตนะทั้งหมด พระพุทธเจ้าสอนอภิภายตนะ 8 ต้องมีความรู้ในอายตนะ 6 ก่อน ทีละคู่ทีละคู่ แต่ละคู่ๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะไปเรียนรู้ อภิภายตนะ 8 ถ้าไม่มีพื้นฐานความรู้อายตนะ 6 ก็จะไม่รู้เรื่องไปเรียนไม่ได้ เป็นอภิภูไม่ได้ อภิภู คือ ผู้รู้จักอายตนะ 6 แล้วใช้อายตนะนั้นมารับรู้ รับรู้ อภิภายตนะตั้งแต่ข้อที่ 1 เป็นผู้รู้ภายนอกภายใน รู้พร้อมกันไปเลยนะ เพราะฉะนั้นการรู้ของพระพุทธเจ้าต้องรู้พร้อมทั้งภายนอกภายใน หรือเรียกว่า กาย แต่ใน อภิภายตนะ 8 ท่านไม่ใช้คำว่ากายเลยสักคำเดียว แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่ามีสภาพคู่ ภายนอกภายใน เพราะฉะนั้นผู้ที่อภิภู จะรู้จักภายนอกภายใน ซึ่งจะเข้าใจสูตรนี้ไม่ใช่ง่ายๆ ถ้ามีภายนอกก่อนแล้วจึงรู้ภายใน ตัวภายในเป็นฐานรู้ ฐานจิตที่จิต ที่จิตรู้มันอยู่ภายในแล้วก็ไปเรียนรู้ภายใน เรียนรู้ภายนอกก็รู้ รู้ความเล็ก ปริตตัง และ อัปมาณา ความเล็ก ความใหญ่ ใช้ภาษาไทยแค่นั้นแต่ภาษาบาลีมันละเอียดกว่านั้นเยอะ เล็ก ใหญ่ เท่านี้ มันทุกอย่าง สิ่งน้อย สิ่งมาก สิ่งเล็ก สิ่งใหญ่ สิ่งละเอียด สิ่งหยาบ คือลักษณะ 2 ของคู่เทียบระหว่าง ปริตตัง และ อัปมาณา ทั้งหมดเลย แล้วก็รู้จัก ทุพรรณะ สุพรรณะ แปลว่า ผิวพรรณดีผิวพรรณทราม รู้ตั้งแต่ผิวพรรณภายนอกผิวพรรณที่ดี ผิวพรรณที่ไม่ดี มันหมายถึง วรรณะ ขีดขั้น ชั้นตอน ของคุณธรรมของพฤติกรรม อ๋อ คนนี้ มีความดีงาม มีความไม่ดีไม่งาม หรือ ความชั่ว โลกุตระกับโลกียะ โลกียะก็มีแค่ดีกับชั่ว ถ้าโลกุตระก็ลึกเข้าไปถึงขั้น นาม จะรู้จักสุขรู้จักทุกข์ จนกระทั่งรู้ว่าสุขรู้ว่าทุกข์มันเป็นมายา เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก มีสุขมีทุกข์ จนกระทั่งมาปฏิบัติเรียนรู้ ว่าอ๋อ สุขเป็นอย่างนี้ทุกข์เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่เข้าข้างสุขไม่เข้าข้างทุกข์ เพราะสุขกับทุกข์มันเป็นกระดาษแผ่นเดียวกัน ต้องไม่มีมันทั้งสองเลย นี่ ของพระพุทธเจ้า ไม่มีมันทั้งสองเลย นี่ ยิ่งใหญ่ที่สุด จบ จบด้วย สูตรที่เมื่อกี้นี้ พูดถึงพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ความมีกับความไม่มี แล้วก็อยู่กับความมีกับความไม่มี เมื่อคุณยังมีคือคุณยังมีชีวิต คุณยังไม่เป็นดินน้ำไฟลม คุณก็มีธาตุรู้ที่จะรู้ความมี เพราะฉะนั้นในพยัญชนะของพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 จึงเป็นผู้ที่รู้จักความไม่มี ในความไม่มี ว่า เป็นความไม่มี ก็มันจะยากอะไร ความไม่มีในความไม่มี ก็คือความไม่มี จะไปยากอะไร แต่บอกว่า รู้ความมี ในความไม่มี คือความไม่มี รู้ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี ความมีในโลกย่อมไม่มี พวกเรานี้ฟังธรรมกันเก่งนะ รู้เรื่องไหมเนี่ย ...รู้ ...สุดยอด มันรู้เรื่องแล้วมันต้องรู้สภาวะจิตของเรามีอะไร กิเลสกับไม่เป็นกิเลส นี่แหละเป็นการตัดสิน อาการของกิเลสเป็นอาการอย่างไร อ๋อ.. เรามีชีวิต อาการจิตของเราไม่มีกิเลสแล้ว ก็คือ มันไม่มี อ๋อ.. อาการกิเลสหมดไปแล้ว แต่เรามาดูเราว่าเรายังมีชีวิต แต่เราก็ไม่มี สุดท้ายเราก็ยังมีชีวิต เราก็มีธาตุรู้ที่จะรู้ว่า รู้อะไร รู้ความไม่มีในความไม่มี เรามีชีวิตอยู่เราก็มีสิ เมื่อเรามีเราก็รู้ว่าสิ่งที่คนเขายึดเขาติดต่างๆ แต่เราไม่ติดไม่ยึด เราเป็นอนุปคัมมะ ไม่เข้าไปมีกับเขาเลยทั้ง 2 อย่าง สู่แดนธรรม... บางทีตอบไปเขาก็หาว่าเรายังมี ความไม่จริงใ จ พ่อครูว่า... นี่แหละเป็นสิริมหามายามันดีแล้วยิ่งใหญ่แล้ว ไม่ใช่หาว่าเราเป็น พระพุทธเจ้าก็จบตรงนี้เหมือนกัน มันเป็นผู้ที่กำหนดความเกิดเลยคือสิริมหามายา เพราะฉะนั้นเราจะให้เกิดมีหรือเกิดไม่มีก็อยู่ที่เจ้าของ นี่แหละสุดยอดพระเจ้า เราเป็นสุดยอดพระเจ้า จะให้มีหรือให้ไม่มี แม้ที่สุด ให้ไม่มีจิตนิยามเลย สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระเจ้า เด๋อเลย งงเลย ไปถามนายทะเบียนว่าคนนี้ตายแล้วทำไมไม่ขึ้นมาหาข้เขาอิสรเสรีภาพ ไม่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าไม่เป็นลูกกระจ๊อกของพระเจ้า ไม่เป็นทาสของพระเจ้า หมดสิ้นความเป็นทาสของพระเจ้าอย่างสูงสุด เทวนิยมจึงเป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป คือยังเป็นทาสของพระเจ้า แต่ว่าโลกุตระหรือพระพุทธเจ้านั้นไม่มีใครเป็นทาสใคร เป็นทาสของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่ คุณเป็นของคุณเอง แล้วสูตรนี้บอกว่า ไม่ต้องเชื่อใครเลย เชื่อด้วยตัวเอง เห็นด้วยตัวเองเลย เข้าใจด้วยตัวเองเลย นี่ ถ้าเข้าใจแล้วอธิบายไปอีกหลายปี สูตรเดียวนี้ เล่ม 16 ข้อ 43 อธิบายไปอีกกี่ปีก็ได้หมุนเวียนละเอียดลออ ซ้ำซาก วนเวียนไปมา _พระไตรปิฎกเล่ม 16 (43) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัย ส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 2 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย (อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺสเอตฺถ โหติ ฯ) ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [๔๔] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขาร ดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ในมูลสูตร 10มีฉันทะเป็นมูล มีความยินดีเป็นรากเค้าใหญ่เลย ชาวพุทธก็มีความยินดีในศาสนาพุทธทั้งนั้นแหละแต่ไม่ใช่ฉันทะ เป็นแค่ศรัทธา จิตที่ฉันทะ โอ้โหต้องทำใจมันยินดีแล้วจะต้องเอาให้ได้ๆ เอาโลกุตระ เอาอนัตตาให้ได้ เอานิพพานให้ได้ จะได้ต้องทำไง ก็ต้องทำใจ มนสิการ ต้องเข้าไปทำใจในใจให้เป็น เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตาเขาก็เข้าไปทำใจในใจของเขา อันนั้นทำใจให้เละ เลอะ มันไม่เป็นมันไปไม่ได้มันมืด มีแต่เป็นพญานาคดำมืด สุดท้ายก็กลายเป็นพญานาคนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น อวิชชาอยู่ตลอดกาล หลับนานมากเลยนะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นมืดดับอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร ที่มีถาดทองคำ เฝ้าถาดทองคำพระพุทธเจ้าอยู่เป็นล้านล้านถาด กอง นอนเฝ้าอยู่นั่นแหละนิรันดร พวกหลับตา อวิชชา นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น พวกนี้นิรันดร โง่นิรันดร ไม่รู้เรื่องนิรันดร มืดนิรันดร มืดอยู่อย่างนั้นแหละ จนกว่าจะมีเสียงวิเศษของพระพุทธเจ้าที่ลอยถาดทองคำมากระทบถาดทองคำของพระเจ้าองค์ก่อน ดังกิ๊ก ก็จะรู้สึกขึ้นมา 1 ครั้ง ในนิรันดรที่คุณหลับ หลับไม่0รู้ว่า โธ่เอ๋ย พระพุทธเจ้ามาเกิดฃทำไม พระพุทธเจ้ามาเกิดอีกแล้วหรือ ? หรือไม่ก็รู้แค่ว่า พระพุทธเจ้าเกิดอีกพระองค์แล้วหรือ กริ๊ก แล้วก็นอนหลับต่อ หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ในใต้ก้นมหาสมุทรนั้นอยู่ไปอีกนิรันดรนิรันดร โอ้ย หอก 300 เล่มแทงไปเช้ากลางวันเย็นมันหักจริงๆ ไม่เหลือเลยคนพวกนี้ ไม่เหลือหรอก สู่แดนธรรม... ผมว่า พ่อครูยังไม่รู้จักฤทธิ์ของพญานาค เขาเป็นคนที่อายุยืนที่สุดในจักรวาล ไม่ตายง่ายๆหรอก พ่อครูว่า... ไม่ตายง่ายจริงๆ แทงด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็น ก็ยังไม่ตาย แต่ศาสนาพุทธไม่ได้มีตลอดนิรันดร ตลอดกาล มีช่วงหนึ่งที่เกิดศาสนาพุทธแล้วจะมีช่วงพุทธันดรที่ไม่มีศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเกิดไม่ได้ในยุคนั้น ไม่เกิด มันเป็นสัจจะอย่างนั้นจริง มันรับไม่ได้ คนรับไม่ได้เลย นี่ก็เกือบจะรับไม่ได้กันแล้ว ยังดียังไม่หมด แต่มันยังดียังไม่พอไม่คุ้มกับที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาประกาศศาสนา ก็ให้แค่โพธิรักษ์ขึ้นมาทดแทนไป 641208_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง