สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความจริงของชีวิตคืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.30 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความจริงของชีวิตคืออะไร พ่อครูว่า...อ้าวทีนี้ก็เทศน์ ความจริงของชีวิตคืออะไร? ท่านองค์นี้ตั้งชื่อมาก็ดี ความจริงของชีวิต ภาษาบาลี ความจริงก็คือคำว่าสัจจะ ความจริงของชีวิต สิ่งนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านศึกษา โดยเฉพาะคำว่าชีวิตนี้ไม่ได้หมายความถึงชีวิตพืช พระพุทธเจ้าไม่ได้เอาความจริงของชีวิตพืชมาศึกษาให้รู้ แม้แต่อาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็เอามาพูดให้รู้ มีบัญญัติคำสอนภาษาบาลี ของพระพุทธเจ้าคือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ชีวิต ความจริง ก็เอาความจริงของชีวิต ระดับจิตนิยาม ชีวิตระดับพีชนิยาม ก็มีความจริงของเขาไปเท่านั้นเอง ส่วนอุตุนิยามไม่ถือว่าเป็นชีวิต จะเรียกว่า ความจริง เขาก็ไม่รู้เรื่องด้วยแล้ว เพราะพลังงานอุตุ ดินน้ำไฟลม ไม่มีตัวประธานของตัวเอง หมายความว่า พลังงานที่จะเป็นเจ้าของ อย่างพีชนิยามอย่างพืช มันมีพลังงานเป็นเจ้าของตัวเองเป็นอัตโนมัติ เช่นกล้วย ก็มีพลังงานของมันเป็นเจ้าของตัวเอง ก็จะรับเอาธาตุที่จะใช้ เอามาสังเคราะห์เป็นตัวกล้วย เนื้อกล้วย ถ้าไม่ใช่ธาตุที่มันต้องการใช้มันไม่เอา มันมีสัญญากับสังขาร มีการกำหนดรู้ มีอัตโนมัติของมัน เป็นพลังงานในตัวมันเอง สับปะรด ก็เอาแต่ธาตุที่จะสังเคราะห์มาเป็นเนื้อมัน ใบมัน จะเอามาผสมเป็นตัวมัน พืชทุกอย่างก็ทั้งนั้น แต่จิตนิยาม ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เซลล์เดียว จะมี เวทนา มีวิญญาณ นอกจากมีสัญญา สังขารแล้วก็มีเวทนา เริ่มเป็นจิตนิยาม จะเกิดความทุกข์ความสุข มีรัก ชัง พยาบาท ยึดติด ผูกพัน จองเวร จองกรรม ผูกพัน ข้ามชาติ จองเวรจองกรรมกันข้ามชาติ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือ พลังงานที่เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริงที่ลึกซึ้ง เกินกว่า ทางฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ทา

อ่านต่อ

งโลก ที่เขาเรียนรู้ ชีวะของพืช สัตว์ มนุษย์เขาก็เรียน แต่ไม่ได้เรียนรู้อย่างละเอียด จนกระทั่งแยกนามธรรม ออกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างที่พระพุทธเจ้าแยกแยะไว้ และมันละเอียดกว่านี้ และสามารถเรียนรู้ที่ตั้ง ที่เกิด และที่จบของความจริงสัจจะ จบจนกระทั่งสามารถแยกธาตุของสัจจะนี้สลายไปเลย เช่นอัตภาพของชีวะ ที่เป็นเดรัจฉาน จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นความจริงที่สุดยอด จนสามารถจบแล้ว ผู้รู้จบจะแยกธาตุของอัตภาพตนเองได้ คนได้จิตนิยาม เป็นสัตว์แล้ว ถ้าไม่ได้เรียนรู้ความรู้ของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถสลาย พลังงานที่จับตัวเป็นอัตภาพ สลายตัวเองไม่ได้ จะสลายให้สูญไปเลยไม่เกิดเลยไม่ได้ แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม แยกธาตุเป็นชีวะตนเองไม่ได้ พีชะตายแล้วก็แยกธาตุตัวเองจบหมด แต่จิตนิยามเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสิทธิ์สลายตัวเองได้เลย ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนเป็นเทวนิยม หรือแม้เป็นศาสดาของเทวนิยมก็ไม่สามารถสลายตัวเองได้ พระเจ้าเป็นจิตวิญญาณนิรันดร ไม่สูญ จิตวิญญาณสูงสุด ศาสนาเทวนิยม จะต้องปฏิบัติตัวเองให้จิตใจดีจนไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ถ้าไม่เช่นนั้น พระเจ้าจะพิพากษาให้ลงนรกขุมนั้นขุมนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นจิตหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เป็นพระเจ้า เหมือนกับเป็นพระเจ้า แต่ไม่มีสิทธิ์ไปแย่งความเป็นพระเจ้า พระเจ้าใหญ่ที่สุด ต้องทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าไปอยู่ในสวรรค์สุดท้าย นอกนั้น ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องไปนรก พระเจ้าจะพิพากษาให้ได้รับนรก นอกจากผู้ที่ถึงพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ก็จะเป็นอย่างนั้นไป นั่นคือศาสนาเทวนิยม ศาสนาของพระเจ้า ส่วนศาสนาของพระพุทธเจ้ารู้จักจิตนิยามนี้อย่างดี เพราะสูงสุดเป็นจิตนิยามอย่างไร ยืนยันพิสูจน์ได้กับคนอื่นๆที่ศึกษาด้วยกัน แม้ที่สุด ตนเองจะศึกษาสูงสุดในความเป็นพระเจ้า จนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพลังงานที่สูงสุด จะสามารถเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ปราบผู้ทำลายได้จริง แต่ศาสนาพุทธ ไม่ไปทำร้ายอะไร ทำลายแต่สิ่งเลวร้ายชั่วร้ายเท่านั้น จะไม่ไปทำลายสิ่งดีงามเลย ถ้ามีอัตภาพแล้วเป็นจิตนิยามแล้ว มีเวทนา มีสุขทุกข์ มีรักมีชัง มีโลภโกรธ หลง มีความเห็นแก่ตัว ก็ต้องมาศึกษาความไม่เห็นแก่ตัว ศาสนาเทวนิยม ก็พยายามเข้าใจความไม่เห็นแก่ตัว ก็พยายามล้างความเห็นแก่ตัวออกไป เหมือนกัน แต่เขาทำได้ไม่ถาวร เขาทำได้ไม่สูงสุด ไม่ถาวรนิรันดร ไม่เป็น“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เพราะเขาไม่รู้จักเหตุ ตัวที่เป็นจิตนิยาม ไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ วิเคราะห์วิจัยจิตเจตสิกไม่ได้ เหมือนกับศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาพูดว่าเหมือนศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าศาสนาพุทธวิเคราะห์วิจัยจิตเจตสิกไม่ได้นะ แต่ศาสนาพุทธนี่ยอดเยี่ยมที่จะแยกแยะจิตเจตสิกได้สูงสุด ตั้งแต่จิตที่เลวที่สุด จนถึงจิตที่ดีที่สุด จนถึงโลกุตรจิต แล้วทำให้จิตไม่มีเลยได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ธาตุจิตนั้นก็ไม่เหลือ อย่างเช่นธาตุน้ำ H กับ O จับกันเป็น H2O แต่เมื่อแยก H กับ O ออกจากกัน ธาตุน้ำก็สลายหายไป คือผู้ปรินิพพานได้ สลายจิตนิยาม เหลือแต่ดินน้ำไฟลมที่สลายไปกลายเป็นอันใหม่แล้ว กรรมวิบากใดๆของผู้นี้ก็สูญไปเลย ถ้าแยกธาตุออกไม่ได้ กรรมวิบากก็จะไม่สลายหายไปจะมีอยู่ ศาสนาเทวนิยมจึงไม่หมดกรรมวิบาก จะวนเวียนเล่นงาน กุศลอกุศล ทุกข์สุข ขึ้นสูงตกต่ำ แม้เป็นศาสดาเทวนิยมก็วนเวียนตกต่ำอีกได้ อาจจะลงนรกในวาระใดก็ได้ ไม่เที่ยงเลย นั่นคือศาสนาเทวนิยม จะมีสวรรค์และนรกอยู่ตลอดกาล ไม่มีการปรินิพพานเป็นปริโยสาน เทวนิยมล้างไม่ได้ อย่างเก่งที่สุดก็ไปอยู่กับพระเจ้า อย่างเก่งก็จะเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม ไม่เป็นสัตว์โลกจะไปอยู่กับนามธรรมไหนๆ อย่างฮินดูนี้ละเอียดเหมือนกัน ฮินดูกับพุทธก็สลับกันไปมา คืออันเดียวกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้กลับไปเป็นเทวนิยมแล้ว อาตมากล้าพูดว่าเป็นเทวนิยมหมด เพราะไม่สามารถเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ 600619_พุทธศาสนาตามภูมิ(หน้าศพพ่อคุณสาธิต) ปฐมอโศก ความจริงของชีวิตคืออะไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน