สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน โรงงานพระพุทธศาสนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน โรงงานพระพุทธศาสนา อาตมาบรรยายนี้ พวกอภิธรรมหาว่าอาตมาพูดเลอะเทอะ เอาพลังงานทางโลกมาเทียบกับนามธรรมไม่ได้ แต่อาตมาว่าเป็นโครงสร้างเดียวกัน นามธรรมเอาโครงสร้างของพลังงานวิทยาศาสตร์มาใช้ได้ เมื่อทำได้กิเลสภายนอกหมด เหลือแต่นามธรรม คือรูปภพอรูปภพก็ฆ่าได้ต่อไป คนทุกวันนี้ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายจึง ทำลายกิเลสไม่ได้จึงไม่มีอรหันต์ อาตมาขอประกาศ อาตมาได้กลับฟื้นคืนศาสนาพุทธให้มีพระอรหันต์กลับคืนมาได้ แต่ความที่ผิดเพี้ยน เข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์ จนไม่รู้ว่าอรหันต์จริงคืออะไร เมื่อจะมาบอกว่าอรหันต์จริงคืออะไร ที่เขาว่ากันนั้น เป็นอรหันต์เก๊หมด ก็ตีลังกาเลย เขาเชื่อมั่นว่าอย่างนั้นคืออะไร อย่างที่อาตมาพูดไม่ใช่อรหันต์ เป็นต้นว่าอรหันต์ของพระพุทธเจ้านั้น กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม แคล่วคล่องว่องไว อยู่กับสังคมช่วยเหลือสังคม ให้จัดการกิเลสต่อไป ไม่หยุดหย่อน แต่พระอรหันต์ของทางสายโน้น ไม่เกี่ยวกับใคร ยิ่งไปหลับตาไม่เกี่ยวกับใคร อย่างเช่นหลวงพ่อเกษม ใครไปหาท่านก็นั่งหลับตาเฉยเลย เขาบอกว่าอย่างนี้คืออะไร แต่ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)คือยอดของผลของพุทธรรมทางศาสนา แต่ของเขาไม่มีผลต่อมวลมหาชน อรหันต์ของศาสนาพุทธจิตแคล่วคล่องว่องไว ช่วยคนได้ เป็นคุณสมบัติอันสงบ สงบคือยิ่งคล่องแคล่ว แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้สงบก็คือ ช้าๆ เฉื่อยๆ ย่างหนอ ก้าวหนอ พูดเบาๆ พูดช้าๆ ศาสนาพุทธสอนให้คนมีจิตแคล่วคล่องว่องไวเร็วทันกาล คนละเรื่องกันเลยกับความเข้าใจเขา อาตมาเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างที่อาตมาพูดและพาให้ทำกันเป็นเช่นนี้ ขณ
อ่านต่อ
ะที่อาตมาพาทำเป็นเช่นนี้ในชาวอโศก มีพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน จะเร็วไวไม่เชื่องช้า กิเลสโลกทำให้ช้าไม่ได้ทำให้ถอยไม่ได้ มีแต่เร็วไว ขนาดนั้นยังไม่ทันกาลกับโลกที่เก่งในการปรุงแต่ง อัตราก้าวหน้าอย่างอาตมาพาทำนั้นมีแล้วอาริยธรรมโลกุตรธรรมมีแล้ว คือชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนของพระอาริยะ พระศรีอาริยเมตไตรย พยายามสร้างพลังงานนี้รับใช้โลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่เป็นวิบากอาภัพ ถูกศาสนาด้วยกันนี้เป็นกระแสหลักต้าน เดี๋ยวนี้ค่อยยังชั่วไม่ต้านไม่แย้ง เพราะอาตมาทำงานมาพอสมควร เอาพระไตรปิฎกมายันก็เลยไม่กล้าแย้ง การปรุงแต่ง ปุญญาภิสังขารเขาแปลว่าปรุงแต่งเป็นบุญ หรือปรุงแต่งเป็นความดีงาม อาตมาว่าผิด บุญคือปรุงแต่งลดกิเลส ถ้ากิเลสหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือ แต่ผลของบุญคือโลกุตระ ได้ส่วนแห่งบุญคือทำลายกิเลสเป็นส่วนๆไป เช่น กิเลสก็นี้ของคุณมี 100 หน่วย คุณทำอะไรกิเลส จางคลายลงไป 30 หน่วยเรียกว่าส่วนบุญหายไป 30 หน่วย เหลือกิเลสอีก 70 ไม่ใช่คุณได้นะ เสียนั่นแหละคือเราได้ ซึ่งในหลวงของเราคืออาริยบุคคล เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้ตรัส ภาษาของโลกุตระ แต่ข้าราชบริพาร ข้าราชการรับลูกไม่เป็น เอามาทำต่อไม่ได้เพราะไม่มีความรู้โลกุตระ ท่านตรัส บริหารแบบคนจน ประเทศชาติเราไม่ต้องรวย เราไม่รวย เราไม่อยากรวย เราก็รวยพอสมควรแต่เราไม่อยากรวย คำตรัสของท่าน เอามาเปิดนี่ ฟังกันบ้างไหม เราไม่เอาก้าวหน้าแบบนั้น เพราะ ก้าวหน้าแบบนั้น เป็นการถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ภาษาอย่างนี้คือภาษาของโลกุตระ นี่คือพระเจ้าแผ่นดินเมืองไทย ที่มีเชื้อของโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เอามาประกาศในโลก แต่คนในโลกสมัยนี้ รับไม่ได้ มีคนกลุ่มเดียวที่รับได้และดำเนินการอยู่คือชาวอโศก ทำอย่างโดดเดี่ยวในสังคม ที่พูดไม่ได้ท้อ แต่พูดความจริง เขาไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่เห็นคุณค่า สื่อสารมวลชนใดๆไม่เคยแยแสชาวอโศก ยิ่งเถรสมาคมจะเอาตาย แต่เอาตายไม่ได้ ตอนนี้เขาหมดฤทธิ์จะทำให้อโศกหยุดยั้ง ตอนนี้ปลูกฝังมีผู้สืบทอดแล้ว ลงหลักปักแหล่งแล้ว โรงงานพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย อาตมาจะตาย ท่านเดินดินจะตายก็มีคนต่อไป มีคนอื่นอีกเยอะแยะ ฆราวาส ก็จะต่อกันไปไม่หยุดหรอก เพราะมันได้หยั่งรากลง เหมือนปลูกต้นไม้ ต้นไม้มันช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่มีทางตาย มันช่วยตัวเองแข็งแรงได้แล้ว ถือว่าแข็งแรงแล้ว แต่มันจะขยายสู้กับโลกีย์ ที่มีอัตราการก้าวหน้า Geometric Progression Ratio มันมีการยกกำลังระดับไหนนึกไม่ออก อย่างโลกีย์มีใครคิดว่าเขาจะต้องรวยแค่นั้นแล้วจะหยุดไหม แค่นี้ก็พอแล้วไม่มีหรอก ไม่มี มีแต่ปากกรวย บานไป ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทางโลกุตระเป็นก้นกรวยที่มีที่สิ้นสุด โลกียะจะบานออกไปไม่สิ้นสุดเป็นปากกรวย เขาจะสร้างอะไรในโลกนี้ยังไม่สิ้นสุด เขาจะไปข้างนอกโลกอีก ไปสร้างแผ่นดินในทะเล เรื่องเล็ก แต่จะไปสร้างแผ่นดินในนอกโลกลูกนี้ อย่างนั้นจริงๆ เขาจะไปสร้างสถานีอวกาศ จะเอาดินเอาหินและปลูกผักพืชในโน่น แผ่นดินโน้น แล้วมีการจองสถานที่ด้วยนะ เขามีความคิดก้าวหน้าขนาดนั้น ล้างตัวตนได้แล้ว จะมีแต่หิตประโยชน์ ประโยชน์เพื่อมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ จะทำให้มวลชนสงบสุขร่มเย็น อนุเคราะห์โลก โลกานุกัมปายะ อาตมามาทำงานแค่ 40 กว่าปี ตั้งแต่ทำงานไม่ช้าไม่นาน ก็มีหมู่กลุ่มของพุทธศาสนิกชนรวมกลุ่มเป็นชาวอโศก มีคุณสมบัติไม่ยึดติดตัวตน ไม่ยึดติดโลกธรรม อยู่เป็นหมู่กลุ่ม ลาภที่ได้โดยธรรม ไม่พากันไปสร้างการงานที่เป็นพิษภัย แต่ทำอย่างสุจริต ได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา เป็นสังคมที่ทำมาหาได้แล้วเอาเข้าส่วนกลางหมด เรียกว่าเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็น มีคณะกรรมการกลางจัดสรรผลผลิตผลได้ ของส่วนกลาง แจกจ่ายโดยไม่ยึดติดเป็นของเรา ที่เหมาะสมก็แจกจ่ายกันไป กินใช้ร่วมกัน ชาวอโศกทำสำเร็จ เป็นชุมชนโลกุตระ หรือเป็นชุมชนที่มีคุณสมบัติ ตามที่สังคมโลกต้องการทั้งโลก ทำสำเร็จ สังคมมนุษย์ มวลนี้ มีชีวิตความเป็นอยู่ ทำสิ่งเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษภัยต่อโลก ถือศีลกันอย่างนี้ ไม่ใช่ถือแล้วไม่มีผลอะไรเลยกับโลก ชาวอโศกได้ทำสำเร็จแล้ว แต่เพราะว่าความอคติ เพราะอวิชชา คนที่มองไม่ออกว่าชาวอโศกคือพุทธะแท้ ผู้บรรลุธรรม อย่างสังคมชาวอโศก มีผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นจะยอมรับ และอาตมาได้ยินว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้ของเถรสมาคม บอกว่าทุกวันนี้ศาสนาพุทธมีอยู่แต่ในสังคมชาวอโศกเท่านั้นแหละ เป็นผู้ที่มีมรรคผลตามศาสนาพุทธนั้นมีแต่ในชุมชนชาวอโศกเท่านั้น ผู้รู้ในเถรสมาคมพูด แต่ท่านแสดงตัวไม่ได้ บอกต่อสาธารณชนไม่ได้ เพราะท่านต้องอาศัยสถานะทางสังคม ที่พูดไม่ได้น้อยใจหรือท้อแท้ พูดเพื่อให้รู้สถานะทางสังคม เพราะฉะนั้นต้องอาศัยเวลา ที่เราจะพากเพียร ทำให้สิ่งที่เป็นมรรคผลเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ออกมาเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ทางกายวาจาใจ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ให้เกิดแบบโลกุตระ ที่เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่ยืนยัน เป็นมาตรวัดว่า พฤติกรรมของชาวพุทธจะมีลักษณะพฤติกรรมอย่างไร มีหลักเกณฑ์หลายข้อมาตรวจสอบ เช่น วรรณะ 9 เอามาตรวจสอบได้ว่าลักษณะเช่นนี้เป็นคุณสมบัติ คุณลักษณะของความเป็นพุทธ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย เลี้ยงง่ายไม่เรื่องมาก คนที่เรื่องมากคือไปก็ยาก มาก็ยาก กินยากอยู่ยาก เป็นต้น ทุกวันนี้คนแย่งชิง ลาภยศ แม้ความคิดเห็นต้องเห็นแบบกู ก็ยื้อกัน ยื้อไม่ได้สุดท้ายเอ็งก็ทำกูไม่ทำ เพราะไม่ทำตามกูคิด ก็เลยทำให้สังคมเจริญได้ช้า พัฒนาให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) กล้าจน (อัปปิจฉะ) มักน้อย เอาแต่น้อยมีไว้น้อย อย่าไปมีไว้มาก อย่างในหลวงตรัสว่าเอาแบบคนจน อย่าไปเอาแบบคนรวย นี่มีเด็กนร.เราคนหนึ่ง ชื่อมารวย พ่อแม่เขาตั้งชื่อไว้ คุณลักษณะอาริยะแท้คือคนจน ถ้าทุกคนมีความคิดมาจน แต่จนอย่างดีมีสมรรถภาพ เอาแต่น้อย มีใจพอ แค่นี้พอแล้ว มีเหลือก็สะพัด นี่คือนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เหมือนชาวอโศกเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง แต่เขาดูไม่ออก เขาเอาความคิดแบบโลกีย์ ต้องตั้งหน้าตั้งตารวย พวกเราเข้าใจแล้วไม่ตั้งหน้าตั้งตาสะสม มีแต่สร้างสรรให้แก่องค์รวม รวมกันแล้วบริหารแจกจ่ายไป เราช่วยประเทศชาติเพราะไม่ได้กักตุน ไม่ได้หาทางเอาเปรียบ ได้มากๆแล้วกักตุนหรือเอาไปหาปันผลเอาเปรียบออกดอกออกผล บวกไปอีกทบต้น ตามวิธีคิดทุนนิยมสามานย์ สามานย์คือเลวชาติ ทุนนิยมเลวชาติ อาตมาปากชัด แต่เขาหาว่าปากจัด ก็แล้วแต่เขาไป คนไม่มีปัญญาก็หาว่าปากจัด แต่คนมีปัญญาจะบอกว่าปากชัด เขาหาว่าอาตมาไปว่าเขา เปล่า อาตมาตำหนิสิ่งผิด ยกย่องสิ่งถูก นอกจากพามาจนแล้วรู้จักพอ น้อยก็พอ อย่างชาวอโศกไม่สะสม อยู่ในข้อ 8 ของวรรณะ 9 รู้จักพอสันโดษ ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) จิตจะรู้จักพอ เหมือนเรากินอิ่มแล้วไม่กินต่อแล้วมันพอมันหยุด จิตมันจะบอก จิตสันโดษเป็นจริง ไม่ต้องการเอาอีก ผู้ใดที่รู้ว่าแค่นี้ก็พอ ผู้ที่ถึงที่สุดแล้วมีเงิน0 บาทก็พอ ผู้ที่มีเงิน 0 บาทแล้วจิตใจก็พอ อันนี้คือพระอรหันต์ในจุดความพอของเงิน จะมีความไม่พอในเรื่องอื่นก็แล้วแต่ แต่เรื่องเงินนี้พอ เราอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ถ้าหมู่จะให้ใช้ทำเพื่อหมู่กลุ่มก็ใช้ได้แต่ไม่ได้เอาเป็นของตนเอง(พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ข้อนี้สำคัญมาก เป็นพระอรหันต์เรื่องอื่นไม่ได้ ก็เป็นพระอรหันต์ได้เรื่องเงิน ไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ ไม่ยินดียินร้าย กับการมีหรือไม่มีเงิน ถ้าจะมีให้ใช้ก็เอาไปใช้ได้ อาตมาว่าเงินเป็นตัวทำลายเยอะมากเลย ทำลายศาสนาด้วย ดูเหมือนว่า คนอ่อนแอชอบจะมีเงิน คนฐานอ่อนมักยุ่งเรื่องเงิน แต่คนศีลห้าอ่อนๆ หย่อนๆ ก็ควรห่างอสรพิษคือเงินไป ถ้าเราไม่สุขไม่ทุกข์จากเงินก็ค่อยไต่ไปจาก โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปได้ พ่อครูว่า คนที่สูงสุดแล้วไม่มีอะไรเท่ากับการพอ คนพอแล้วก็สบาย ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) การขัดเกลานี้ยิ่งใหญ่ การขัดเกลากายกรรมเราที่ไม่ดีทุจริต คนที่มีเจตนาปรับกายกรรม วจีกรรม แม้สามัญสำนึก คือเจริญแล้ว ยิ่งปรับจิตที่มีกิเลส เอากิเลสที่พาเลวร้ายออก นั่นคือการขัดเกลา เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) คือการเคร่งครัด ตามชีวิตที่จะพัฒนาให้เจริญตามความรู้โลกุตระ มีหลักเกณฑ์ มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, มีการสร้างสรรให้แก่ส่วนกลาง ไม่เอาเข้าตัวเอง คอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็ต้องการ คนมีความสร้างสรรค์ มีความรู้ความสามารถ ตัวเราเองก็อาศัยอยู่กับหมู่ ไม่เอาเข้ากับตัวเองมากทำให้แก่ส่วนกลาง เราอยู่กินกับหมู่ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ให้หมู่กลุ่มเลี้ยงไว้ ไม่ต้องมีข้าวของอะไรส่วนตัว ตัวเองไม่เอาอะไรจากสังคม คนอย่างนี่ ไม่มีใครต้องการให้ตายง่ายๆหรอกจะช่วยเลี้ยงดูไว้ ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ขยันเสมอ ปรารภความเพียร คุณสมบัติอย่างนี้คือคนเจริญ The classes คือคนมีวรรณะ
600619_พุทธศาสนาตามภูมิ(หน้าศพพ่อคุณสาธิต) ปฐมอโศก ความจริงของชีวิตคืออะไร