สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ความน่าอัศจรรย์ในการปฏิบัติธรรมตามลำดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ความน่าอัศจรรย์ในการปฏิบัติธรรมตามลำดับ _ปะสร้อยแก้ว...ดิฉันฝึกมาเยอะแยะมากมาย ตั้งตบะ ทฤษฎีก็ฟังเยอะแต่ไม่สามารถที่จะถึงมรรคผลได้ เพราะเราไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ ดิฉันมาจับได้ว่า ฉันตั้งตบะมา ก็หวังว่าจะได้มรรคผล ว่าจะไปเอาความสุข แต่มาทบทวนว่า ความสุขนั้นไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจเป็นทุกข์ แต่เราจะไปเอาสุขมันก็ไม่ใช่ แล้วทีนี้ดิฉันก็มาจับได้ว่า กามหยาบเราทิ้งแล้ว เราก็มาเพิ่มที่กามภพ อาหารที่เราติด เราติดเรื่องกินเรื่องนอน จะเลิกได้อย่างไร ดิฉันก็มาเข้าใจว่าคนเห็นเป็นสุขมันจะรู้ทุกข์ได้อย่างไร เมื่อดิฉันจับอารมณ์ตัวนี้ได้ก็สลายตัวนี้ได้ ฟังธรรมะพ่อครู วิโมกข์ 8 รูป 24 ดิฉันไม่สงสัย แต่ดิฉันจะเข้าใจว่า ถ้าเราไม่เห็นทุกข์ก็ไม่สามารถดับทุกข์ได้แน่นอน หากเขาประกาศว่ามีอาหารอร่อยเราก็ไป อย่างนี้ไม่เห็นทุกข์แน่นอน วนไปวนมาไม่รู้จะจบตรงไหน ตอนนี้ดิฉันเข้าใจอย่างนี้จะตรงกับพ่อครูสอนจบได้ไหม พ่อครูว่า..ยังไม่ได้ คุณอ่านที่อาการของจิต ความรู้สึกหรืออารมณ์ อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทส มันเป็นความรู้สึก มันมีอาการ ความรู้สึกอร่อย ความรู้สึกสุขทุกข์ ความสุขความทุกข์เป็นก้อนใหญ่ ก็อ่านแยกแยะทุกข์สุขให้ออก อ่านอารมณ์ที่เป็นเวทนา สัมผัสอะไรคุณก็จะต้องเริ่มต้น พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ปฏิบัติธรรมให้เป็นลำดับซึ่งมีความเป็นน่าอัศจรรย์ แต่คุณไม่ไปตามลำดับ คุณเอาเรื่องเดียวก่อนก็ได้เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 3 ข้อหลัก อาตมาอธิบายข้อที่ 1 ก่อน เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ คนก็เป็นสัตว์ แล้วสัตว์ทั้งหลายแหล่คุณอย่าไปยุ่งกับมัน ให้เขาอยู่ต่างวิบากของเขาอย่าไปยุ่ง อย่าแม้แต่จะเอามาเลี้ยงไม่ต้องไปช่วยมัน ให้มันไปตามวิบากของมันเอง ใช้วิบากของมันเองบางที
อ่านต่อ
มันก็ทุกข์ ต้องได้รับวิบากทรมานก็ปล่อยมัน ไม่ใช่คนใจดำหรอก เราอย่าไปร่วมวิบากกับเขา ก็จะเป็นหนี้บุญคุณกันอีก หนี้บุญคุณนี้ไม่ใช่เรื่องสบาย หนี้เวรกรรมนี้ก็เป็นความทุกข์ยากแน่นอน แม้หนี้บุญคุณก็ไม่ใช่เรื่องสบาย ไม่ต้องไปเพิ่มวิบากเลยไม่ต้องเป็นทางบวกทางลบ เรื่องของสัตว์อย่าไปยุ่งกับมันเลย มันก็เป็นเช่นนั้นแหละไปตามวิบาก คนนี้แหละเป็นสัตว์สำคัญที่จะต้องมาศึกษา สัมผัสกับคนนี่แหละ หลากหลายลีลา มากมาย เราก็ต้องรู้จักคนว่าเป็นจริตอย่างไรมีกรรมกิริยาอย่างไร แล้วก็สัมพันธ์กับคนต่างๆให้ได้ คุณเอาข้อ 1 นี้ก่อนให้ดี เป็นลำดับไปและคุณก็จะเข้าใจอีกเยอะ จริงๆแล้วมันก็มีแต่จิตที่มีความผลักหรือดูดเท่านั้น ข้อที่ 2 ก็เกี่ยวกับของ มีดินน้ำไฟลมและพืชพวกนี้ไม่มีจิตวิญญาณ ท่านก็สอนว่าอย่าไปเอามาเป็นของเรา ถ้าเราสร้างเองมีเองก็เป็นสิทธิเราได้ ถ้าไม่ใช่ของเราอย่าไปละเมิดเอามาแม้จะถือวิสาสะก็ไม่เอา ให้รู้เกี่ยวข้องกับคนอื่นแล้วนะ เกี่ยวกับสัตว์เดรัจฉานอย่าไปยุ่งกับมัน สัตว์คนนี่แหละมันหวงของกูของกู อะไรเป็นกูเยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นการจะไปเกี่ยวข้องกับตัวเขา เกี่ยวข้องกับของของเขา คนนี้แหละ คุณศึกษาอันนี้ให้ดีสัมผัสกับของของเขา สัมผัสตัวเขาสัมผัสด้วยการพูดด้วยกายกรรมอย่างไรก็แล้วแต่ คุณเรียนรู้อาการ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมพวกนี้ แล้วคุณก็จะรู้ว่ามันดูดมันผลัก จิตเรายังต้องการให้เป็นเช่นนั้นให้เป็นเช่นนี้บำเรอใจ หรือบําเรอกาม บำเรอภายนอกกับบำเรอใจ ข้อที่ 3 สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจในกามคุณ 5 เมื่อคนสัมผัสก็เอาที่คนนี่แหละ สัตว์ไม่ต้องไปวุ่นวายกับมันปล่อยไปตามวิบาก สัมผัสกับคนทางตา หู จมูก ลิ้น กายใ จก็ให้ ละกามละอัตตา คุณทำเท่านี้ก่อนเรียนรู้ให้ดีแล้วคุณจะเข้าใจว่า อ๋อ เบื้องต้นเท่านี้ เราก็รู้รูปนาม รู้เวทนาในเวทนา รู้การบรรเทาให้ง่ายขึ้นชัดขึ้น ไม่เช่นนั้นมันจะเยอะ เพราะฉะนั้นศีล 5 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ โดยเฉพาะ 3 ข้อแรกครบแล้ว ส่วนข้อที่ 4 เป็นวาจาข้อที่ 5 เป็นจิต ก็อยู่นัย สามข้อแรก วาจาก็เกิดจากจิตเราที่ไปสั่งให้วาจา กายกรรมทำ จิตของคุณเป็นประธาน ส่วนข้อที่ 5 ก็คือคุณเอามาทำแล้วที่จิต
คุณอยากไปมีจิตอยากบรรลุธรรมให้ได้ผลแล้วจะบรรลุไปเอง จะได้เข้าใจสภาวะว่าเราก้าวหน้าอย่างไร หากเข้าใจสภาวะจิตก็จะเข้าใจว่าเราได้มรรคผลอย่างไร ฟังแล้วก็จะยิ่งเข้าใจที่อาตมาพูด แล้วคุณจะเลิกถาม แสดงว่าคุณยังปฏิบัติไม่เข้าถึงจิต ได้แต่บัญญัติรู้มากอ่านมาก อาตมาว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาหรอกคนจบเปรียญ 9 ปริญญาเอกเยอะ ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก หากเขาบรรลุก็จะมีหมู่กลุ่มเป็นสังคมพฤติกรรม อย่างเช่นอาตมาทำเป็นสังคมสาธารณโภคี อาตมาประสบผลสำเร็จ เขาจะทำให้เป็นศีล 5 ยังไม่ได้ ของเรามีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีลมากกว่านั้นด้วย สังคมของเราทำได้611128_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 26