สื่อธรรมะพ่อครู(จิตว่าง) ตอน นิมิตกับสิ่งจริง สิริมหามายา ภาษากับสภาวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จิตว่าง) ตอน นิมิตกับสิ่งจริง สิริมหามายา ภาษากับสภาวะ _0851614 นิมิต กับ สิ่งที่มีจริง สิริมหามายา ภาษา กับ สภาวะ ต่างกัน อย่างไร พ่อครูว่า…หันเข้าหาสภาวะมากกว่าพยัญชนะดีกว่า อันไหนยังไม่เข้าใจก็ฟังไปเรื่อยๆ ถ้าจะมาให้เข้าใจท่านที่เป็นรูปธรรมอาตมาว่าตายก่อนนะ ต้องทำตามสภาวะไปตามลำดับ นิมิตคือเครื่องหมาย ลาง เหตุ เค้ามูล กับสิ่งที่มีจริง อะไรก็ตามที่มีจริง นิมิตเป็นภาษาบาลีคือเครื่องหมายที่บอกสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสมมติสัจจะในสิ่งที่มีจริงเป็นปรมัตถ์สัจจะ ภาษากับสภาวะ และสิริมหามายา ภาษากับสภาวะต่างกันอย่างไร ภาษาคือสิ่งที่เป็นบัญญัติ สภาวะคืออาการนามธรรม ภาษาจะเป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ ต่างๆนานา คนละภาษาต่างกัน แต่ว่าสภาวะเดียวกัน เช่นนี่เหลือง ดอกนี้ชื่อดอกทองอุไร พอเราจ่ายเงินซื้อแล้วเราบอกนี่ชื่อทองอโศก เราจะปลูกให้เต็มเลยนะ รู้สึกว่าดี ปลูกง่าย ออกดอกตลอดเวลา ได้น้ำแดดเหมาะสมก็ออกดอก ของเราดอกทองอโศก คุณตัดคำว่าดอกออกดีกว่านะ นี่อะไร นี่ทองอโศก ภาษาก็คือพยัญชนะเป็นส่ิงบอก ในคำสอนพระพุทธเจ้าลึกเข้าไปในจิตคน เมื่อกระทบสัมผัสจะเกิดเป็นสภาวะ ถ้าสภาวะนั้นยังไม่มีชื่อ ท่านเรียกวา ปฏิฆสัมผัสโส เกิดสภาวะอันหนึ่งขึ้น สภาวะอันนั้น เป็นปฏิกิริยา เกิด ฆ ขึ้นมา ถ้ามีชื่อก็เรียก อธิวจนสัมผัสโส เรามีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดอาการขึ้นมา สิ่งนั้นถ้ามีชื่อก็เป็น อธิวจนสัมผัสโส ถ้ายังไม่มีชื่อก็เป็นเพียงแค่ ปฏิฆสัมผัสโส คนที่ไม่ศึกษาก็ไม่มีสิทธิ์เจริญขึ้น แต่คนที่ศึกษาสภาวะกับพยัญชนะแล้ว ภาษาเป็นสื่อที่นำพาให้ไปสู่สภาวะ สภาวะนิพพาน นิพพานคือภาษา ส่วนสภาวะของนิพพานนั้น ผู้มีอาการของนิพพานเกิดในจิตเรา เราเรียกนิพพาน เรารู้สภาวะนี้ กำหนดหมายเรียกชื่ออาการนี้
อ่านต่อ
ว่านิพพาน อธิวจนว่านิพพาน ส่วนปฏิฆสัมผัสโสเรียกว่า...สภาวะนั้นๆ พยัญชนะเรียกก็นิพพาน อาการนี้ ใครสามารถทำได้ นิพพาน ไม่ได้ หมายความว่าสิ่งที่ว่างอย่างไม่มีคู่เทียบ นิพพาน ถ้าไม่มีอะไรเทียบเลยแล้วบอกว่าว่างๆ ไม่มีอะไรเลยว่าง อันนั้น ไม่มีอะไรรู้ได้ อะไรก็รู้ไม่ได้ เป็นไม่ได้ ใครไปแปลคำว่านิพพานแปลว่าความว่าง จิตว่าง แล้วมันว่างจากอะไร? ก็ว่างน่ะ คนนี้ไม่มีวันสำเร็จนิพพาน นิพพานต้องว่างจากกิเลส กิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสละเอียด หมดกิเลสหยาบ กลาง ละเอียดคือนิพพาน บอกได้สั้นๆง่ายๆอย่างนี้ ใครไปพูดให้มันละเลียดจนฟังไม่รู้เรื่อง คนนั้นไม่รู้เรื่องของความจริง ว่านิพพานคืออะไร ไปอ่านจุฬสุญญตสูตรให้ชัดๆหลายๆรอบ จะได้เข้าใจว่านิพพานหรือสุญญตานั้นคือความว่าง ว่างจากสิ่งที่เป็นอกุศลจิตหรือกิเลส เช่นพระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่าศาลานี้ว่างจากช้าง ในสำนวนท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ศาลานี้ว่างจากช้าง นั่นแหละนิพพานจากช้างแล้ว ศาลานี้ว่างจากคนบ้า ศาลานี้ว่างจากคนชั่ว นิพพานต้องมีคู่เปรียบเทียบ บอกว่านิพพานนั้นไม่มีอะไรเลยไม่มีอะไรที่เปรียบเทียบได้นัตถิอุปมา เขาหลอกกันขนาดนั้นเอง ก็เลยไม่เข้าใจว่าคืออะไร ในขณะที่พูดว่าคืออะไรวะ คนก็ต้องมีสภาวะอะไรวะของคุณ แล้วนิพพานคืออะไรวะ ในจิตคุณต้องมีอะไรวะที่ว่านี้ว่า นี่คือนิพพานหรือเปล่าวะ ก็ต้องมีอะไรขึ้นมาทันที คนนี้จะไม่มีทางรู้เลยนี่แหละคือเทวะที่ตีไม่แตก มันซ่อน คือสิริมหามายา เป็นการพูดเหมือนไม่พูดเป็นการมีเหมือนไม่มี เพราะฉะนั้นพูดพยัญชนะเพื่อให้คุณรู้จักสภาวะ พูดสภาวะก็เพื่อให้รู้ว่ามีพยัญชนะเรียกว่าอะไร ถ้าคุณมีนิพพานเป็นสภาวะแล้วใครจะมาพูดถึงอะไร ถ้าคุณเข้าใจว่าตรงสภาวะกับคุณคุณก็จบ จะรู้ว่าคนนี้เขาเข้าใจพยัญชนะว่าอย่างไร เข้าใจความหมายของนิพพานได้ดีหรือไม่ สภาวะนิพพานนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าพูดวนไปจนไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอะไร คนนี้ก็ไม่รู้เรื่อง บางคนพูดวนจนไม่รู้เรื่องคนนั้นคือคนไม่มีจริง คนที่มีจริงนิพพานคืออะไร นิพพานคือจิตที่ไม่มีกิเลส ว่างจากกิเลส สูญจากกิเลส นิพพานหากพูดกันไม่รู้เรื่องก็คือคนที่ยังไม่รู้เรื่องไม่มีนิพพาน นิพพานรู้เรื่องง่ายจะตายไป นิพพานคือคนหมดกิเลส จิตไม่มีกิเลส คุณก็ต้องศึกษา หยาบกลางละเอียดของกิเลสให้ได้ จบแล้วอธิบายศาสนาพุทธ
อาตมาเป็นโพธิสัตว์เป็นผู้กอบกู้ศาสนา เป็นสิริมหามายากลับไปกลับมา อาตมาหมดกิเลสจริง คุณต้องมาดูว่าความประพฤติการกระทำต่างๆของอาตมาคืออะไร แล้วตรวจสอบหลักฐานต่างๆทั้งหมดเลย ถ้าอาตมามีอะไรที่ติดก็ซักฟอกอาตมาได้ ถ้าคุณเห็นว่าอาตมามีอะไรที่ไม่ใช่ เช่น คุณก็ว่าอยู่แล้ว คุณว่าอาตมาไม่ใช่ผู้จะมาทำงานกอบกู้ศาสนา คุณว่าอาตมาเป็นพวกมาทำลายศาสนาเป็นพวกนอกรีต อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาพูดถูกพวกคุณนั้นผิดแต่อาตมาถูก อาตมาคนตรงนะ พูดจริงอย่างไม่มีอะไรซ่อนแฝง พวกคุณเป็นคนไม่ยอมรับผิดและโง่ เอาไปตรวจสอบเลย แล้วก็แก้ไขให้ถูกเสีย เช่นหลอกกันจนกระทั่งว่า อรหันต์คือคนอย่างนี้ อาตมาก็บอกว่า อรหันต์เก๊ ไม่สัมมาทิฏฐิ อรหันต์นั่งหลับตา กินหมากพลูอยู่ แค่สิ่งเสพติดรุ่นๆหยาบๆยังไม่รู้ อรหันต์แต่สูบบุหรี่ขี้โยไม่ขาดปาก ยังไม่รู้ตัว แล้วอรหันต์คืออะไร แต่สิ่งเสพติดชัดๆยังวางไม่ได้ปล่อยไม่ได้ สิ่งเสพติดอบายมุขหยาบอย่างนี้ยังไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างยืนยันว่าให้หยุดงมงายเสียทีให้ตรวจสอบเสีย ถ้าไปนั่งหลับตาแล้วพวกคุณนับถือว่าเป็นอรหันต์แบบนั้น เลิกเลยจบเลยศาสนาพุทธไม่มีอีกแล้วแบบนั้นศาสนาพุทธไม่ได้ไปนั่งหลับตา ไปอ่านพระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม สัก 50 รอบ อ่านให้ดีๆไม่มีให้ไปนั่งหลับตาสะกดจิตและให้ลืมตาปฏิบัติแล้วสัมผัสรู้ไปทีละคู่ ทเวธัมมา แล้วจับที่ความรู้สึกเวทนาเป็นแกนหลัก ให้รู้สึกว่าให้รู้ความจริงของความรู้สึกว่า อาการอย่างนี้ มันคืออาการทุกข์อาการอย่างนี้มันคืออาการสุข อาการอย่างนี้มันชั่วอาการอย่างนี้มันดี อาการอย่างนี้แหละ รู้สองอาการให้ได้ ให้เหลืออาการเดียว แค่เหลืออาการเดียวคุณก็หมดการปรุงแต่ง แต่ผู้สามารถทำให้ธรรมะ 2 เป็นธรรมะหนึ่งได้ คนนี้จะทำธรรมะ 1 ให้เป็น 0 ได้ แต่ถ้าคุณยังตีไม่แตกธรรมะ 2 เทวนิยมหรือแม้แต่ชาวพุทธยังติดเทวะ ยังเหลืออาการเทวอยู่ เช่นสอนกันว่าทานต้องได้สวรรค์ อาตมาตีทิ้งเลยในทานต้องได้ทั้งสวรรค์และนรก ทานคือการให้ที่ไม่มีอะไรจะเกิดตัวตนอีกเลย คุณยังมีจิตที่มีตัวตนอยู่ก็ยังทานไม่สูง ยังมีสวรรค์นรก ยังมีเทวะอยู่ เทวะเขาจำนนตีไม่แตกนิรันดร เขาไม่ยอมตีด้วย ใครจะพูดอะไรเท่าไหร่ก็ตาม เขาก็เลยเป็นอย่างนั้นนิรันดร เขาไม่มีสูญไม่มีนิพพาน มีอัตตามีภพชาติ อาตมันตลอดกาล แต่ศาสนาพุทธ- เทวแตกได้มีนิพพานมีสูญได้ แต่จะยังมีอยู่ก็ได้ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานอยู่ต่อไปอีก ก็ได้ เช่นอาตมาจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้แต่ทำไมยังไม่ไป เรื่องของอาตมา อาตมาจะอยู่เพื่อสืบสานศาสนาพระพุทธเจ้าต่อไป อาตมาว่าอาตมาเป็นบุคคลที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 อาตมาอยู่ในยุคนี้ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โลกนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ เพราะมันไม่มีใครเหลือที่จะสืบทอดแล้วท่านเลยเอาของท่านเองมาพร้อมเป็นสยังอภิญญา เพราะยุคนี้ไม่เหลือแล้วใครที่จะมาอธิบายโลกนี้โลกหน้า ให้รู้ชัดเจน อธิบายศาสนาให้บริบูรณ์ ว่าคือผู้นี้เอง ผู้มีดวงตาก็จะเห็น สยังอภิญญา เห็นสมณะที่เป็น สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา แต่ผู้ที่ตาบอด หลับตา นั่งปฏิบัติหลับตา ตามที่ในพระสูตร อินทริยภาวนาสูตร อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง ด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ พ่อครูว่า...ศาสนาพุทธลืมตาปฏิบัติให้ชัดเจนตั้งแต่คู่แรก แล้วอ่านในเวทนา ที่เป็นกรรมฐานเท่านั้น ศาสนาพระพุทธเจ้ามีหัวใจอยู่ที่พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ในมหานิทานสูตร 611125_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เสฏฐบุคคลแท้มีแต่ขยันรับใช้ มีแต่ให้ ไม่มีอคติ