สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สมถะได้กายสักขี วิปัสสนาได้ปัญญาวิมุติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สมถะได้กายสักขี วิปัสสนาได้ปัญญาวิมุติ ต่อมา พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 192 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฯ
พ่อครูว่า...อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ท่านไปแปลมาตั้งแต่ต้นผิดที่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป คำว่าไม่ทำ ในบาลี
อ่านต่อ
ใช้คำว่า เนวฺ ไม่ใช้คำว่า น คือไม่ทำเด็ดขาด แต่ เนวฺ จะมีคำว่า โข ต่อ คำว่า น + เอวะ คืออันนั้น โข คืออันนั้นอันที่สอง อันที่สองเป็นอันเสร็จแล้ว อันที่สองคือได้กระทำ ถ้าได้กระทำบุญคือการชำระกิเลสแล้วอันนี้ก็คือไม่ใช่อันนั้นที่ยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นคำว่า เอวฺ กับคำว่า เนวฺ จึงต่างกัน ยิ่งคำว่า เหวฺ ก็ต่างไป หรือคำว่า เมวฺ เป็นพยัญชนะรายละเอียดอภิธรรมที่ลึกซึ้งมาก ตัวอย่าง ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุติ ท่านบอกว่าไม่ต้องไปกล่าวว่าท่านจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะปัญญาวิมุติ ท่านเป็นสายปัญญา สายธัมมานุสารี เป็นทิฏฐิปัตตะ ปัญญาวิมุติ ส่วนสัทธานุสารี ได้สัทธาวิมุติ แล้วไปกายสักขี กายสักขีไม่มีปัญญา อาจทำอนุสัยบางตัวดับได้ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยปัญญาก็ฟื้นได้ พระพุทธเจ้าจึงกำชับว่า กายสักขี ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย กาย ส่วนปัญญาวิมุตินั้นเหนือกว่ากายสักขี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ผู้ที่จะถือว่าเป็นอรหันต์ ท่านนับเมื่อเป็นปัญญาวิมุติ กายสักขี ท่านยังไม่ยอมรับว่าเป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นสายหลับตานี้ไม่มีอรหันต์ อย่างเก่งก็กายสักขี อาสวะบางอย่างดับได้แต่ไม่เที่ยง เพราะยังไม่อุภโตภาค ปัญญาวิมุติมีอุภโตภาคได้ แต่ ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้น แต่ไม่สิ้นอนุสัย แต่สิ้นอาสวะกิเลสไม่กลับกำเริบแล้ว ความละเอียดลออสิ่งเหล่านี้ พูดเล่นไม่ได้ ถ้ายังไม่แน่ใจจริงๆไม่ควรอธิบาย อาตมาเองต้องระมัดระวังอย่างมาก บางทียังสับสนพยัญชนะวิปลาส สัญญาวิปลาสได้ แล้วก็ต้องเป็นวิบากนะ อาตมาได้แสดงออกไปแล้วกรรมเป็นอันทำ ก็เป็นวิบาก บางทีอธิบายผิดก็เป็นวิบาก ถึงได้ไอไม่หยุดสักที แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันต้องเป็นเรา อาตมาต้องฝืนอายุขัยอดทน ฝืนต้องทนแล้วทนอีกๆ จนกระทั่ง ทนจนบางอันก็ไม่ต้องทนหรอก ถ้างั้นก็ต้องทนอยู่บ้าง แต่คำพูดอันนี้มันไม่หนักหนาสาหัสอะไร ภาษามันอาจจะหนัก แต่สภาวะนี้อาตมาทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ใช้ฌานทั้ง 4 ทำงานตลอดเวลา ฌานอาตมาก็จะยิ่งวิเศษขึ้นดีขึ้น มันเป็นธรรมชาติ เพราะยิ่งทำ ฌานอาตมาก็วิจิตร วิเศษ วิสุทธิยิ่งขึ้น วิสิฏฐ์ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแยกธาตุคำว่ากายกับสรีระกับจิตไม่ได้ สรีระนั้นอย่างหนึ่ง ชีพก็อย่างหนึ่ง ในอันตคาหิกทิฏฐิ โลกมีที่สิ้นสุดกับไม่มีที่สิ้นสุด มีที่สิ้นสุดก็ใช่ ไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่ใช่ ชีพกับสรีระ ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ในอันตคาหิกทิฏฐิ ไม่ง่ายที่จะแยกสรีระกับชีพ เพราะชีพ มีทั้ง พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม กรรมที่คนทำ ชีวิตินทรีย์อกุศลไม่เกิดอีกแล้ว ท่านทำด้วยชีพชีวะ แต่อกุศลชีวะไม่เกิดอีกแล้ว ต้องเห็นชัดด้วยญาณปัญญาว่า ชีวิตรูป มีอาการชีวิตินทรีย์ มีพลังงานของชีวิต แล้วพลังงานชีวิตระดับไหนล่ะ.. ระดับจิตไม่เกิด แต่ระดับพีชะยังเกิดอยู่ อรหันต์ทำพลังงานของพีชะเกิดอยู่ ทำเองด้วยเป็นคนทำให้เกิดอยู่ ถ้าจะไม่ทำอีก ก็ปิดสันตติ ไม่อุปจยะอีกแล้ว ดับสูญเลยเป็นปริโยสาน อรหันต์ทุกองค์ทำเป็น อาตมาตั้งแต่เป็นอรหันต์ก็ทำเป็น เป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งชำนาญรู้ละเอียดยิ่งขึ้น อรหันต์เบอร์ 5 6 7 ขึ้นไป อรหันต์เบอร์ 4 ก็อรหันต์ธรรมดา อรหันต์โสดา อรหันต์สกิทาคามี อรหันต์อนาคามี อรหันต์อรหันต์ จนอนุโพธิสัตว์อรหันต์เบอร์ 5 จน 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่าที่ดูผู้รู้ทั้งหลายอธิบาย อรรถกถาจารย์ที่มีบันทึกไว้เท่านี้ อาตมาจะไม่กว้าง ว่าคนอธิบายอย่างอาตมามีเหมือนกัน แต่น่าจะมี เพราะอรรถกถาจารย์ที่เก่งกว่าอาตมาก็มี ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นอรรถกถาจารย์ที่เก่งที่สุดแล้ว น่าจะมีแต่อาตมาเป็นผู้ศึกษาน้อย ผู้ที่ศึกษามากท่านน่าจะเจอที่บันทึก ที่อธิบายเหมือนอาตมา หรือท่านเก่งอธิบายได้ยิ่งกว่าอาตมาก็น่าจะมี แต่อรรถกถาจารย์ที่อธิบายไม่ค่อยถูกต้อง อาตมาก็ต้องตำหนิและวิจัยวิจารณ์ให้ฟังด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ได้โกรธเกลียด ท่านก็ถือว่าท่านเป็นภันเต อย่างท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้เขียนวิสุทธิมรรค ท่านก็เป็นภันเตบวชมาก่อน แม้ท่านจะรู้น้อยกว่าแต่บางอันบางอย่าง ถ้าท่านเองยังตีไม่แตก แม้แต่กสิณ 40 ท่านก็ยังบันทึกมาว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่แยกให้ชัดเจนว่ากสิณ 40 ไม่ใช่ของพุทธ แต่คนใช้กสิณ 40 ตามชินตามสายที่ติดของเขา สายเจโตจะใช้กสิณนั่งหลับตาสะกดจิต ถ้าหากว่าชัดเจนแล้วต้องแยกว่ากสิณนั้นไม่ใช่พื้นฐานของวิปัสสนา วิปัสสนาไม่ต้องใช้กสิณ วิปัสสนาใช้ปัจจุบัน ไม่ต้องใช้การสะกดไปตรงนั้นตรงนี้ วิปัสสนาเป็นการแยก ไม่ใช่นั่งจุดให้มันนิ่ง ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องใช้การสะกดจิต วิปัสสนาใช้การรู้แจ้งกระจ่างหมดเลยละเอียดลออ มันคนละความหมาย การรู้การเห็นปัสสะ ปัสสติ มันคนละเรื่องกันกับสมถะ พยัญชนะก็ชัดเจน สมถะกับวิปัสสนา มันคนละเรื่องกัน มันไม่ใช่อันเดียวกัน ถ้าแยกอันนี้ยังไม่ชัด ยิ่งเข้าใจสภาวะไม่ชัด ไปไม่ไกล ไปไม่ได้
610401_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาอปุญญาภิสังขาร