สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน กรรมอันสัมประสิทธิ์ที่ทำให้จิตแข็งแรง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน กรรมอันสัมประสิทธิ์ที่ทำให้จิตแข็งแรง ก่อนเข้าสู่แนวลึก...อาตมาก็อยากจะเท้าความถึงตัวเองสักนิดว่า ในชีวิตของอาตมาเกิดมามีชีวิตจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ย่าง 85 เดี๋ยว 5 มิถุนายน ก็ย่าง 85 อาตมาตกฟาก วันที่ 5 มิถุนายน ตอนพระบิณฑบาตกลับวัด แม่บอกเวลาตกฟาก ประมาณ 07.30-08.00 น. พระบ้านนอกสายหน่อย ไม่เหมือนพระในกรุง ที่ออกแต่ตีสามตีสี่ตีห้า อาตมาเกิดมาจนถึงวันนี้ อาตมาเกิดมาทำงานจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ชีวิตทำงาน ตอนหนุ่มๆอาตมาเลี้ยงน้องหลายคน เพราะพ่อแม่เสียชีวิตไป ซึ่งพี่เลี้ยงน้องนี้หนักกว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกเพราะว่าไม่มีเวลาสะสมอะไรเลย มีน้องคนหนึ่งตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้า ก็เลยไม่มาที่นี่ อายุ 80 กว่าเหมือนกัน อ่อนกว่าอาตมา 15 เดือน เขาว่าดูแข็งแรงอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร อยู่ทำงานช่วยเหลือคนแถวนั้น เป็นสารพัดช่าง ซ่อมได้หมด เป็นที่พึ่งของชาวตรงนั้นเขา อาตมาเลี้ยงน้องหนัก แต่ก่อนฐานะดี แต่จนแม่ถูกโกงหมด จนล้มละลาย ต่อมาเสียชีวิต อาตมาอยู่หอพักนะ ตอนแรก แต่พอแม่เสียก็ออกจากหอพักไประเหเร่รอน วิบากมันเยอะ จนทุกวันนี้ก็ต้องทำงาน และพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า นำพาให้ปฏิบัติ จนกระทั่งอาตมาเผยแพร่โลกุตรธรรม ในยุคนี้คนฟังธรรมะโลกุตรธรรมไม่ออกแล้ว ตามที่พยากรณ์ในอาณิสูตร แต่อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาประกาศ มีคนรับได้เท่าที่เหลือ ผู้ที่แสวงหามาได้ จนกระทั่ง เกิดมีมนุษย์บรรลุธรรม อยู่กันเป็นสังคมกลุ่ม เป็นชุมชนชาวอโศก อยู่ทั่วประเทศ กี่ชุมชนก็แล้วแต่ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มีทั้งชุมชนที่เป็นรูปธรรม อย่างเช่น ราชธานีอโศกตั้งใจจะให้เป็นแหล่งที่สมบูรณ์ เป็นแดนศิวิไลซ์ ดินแดนอาริยธรรม ขึ้นตัวหนังสือแผ่นดินพุทธเอาไว้ แต่ก่อนนี้อาตมาตั้งใจจะขึ้นคำว่าแผ่นดินพุทธที่ปฐมอโศก ซึ่งเ
อ่านต่อ
ป็นชุมชนแรกที่ได้ตั้งขึ้นที่นั่น แต่เอาไปเอามาที่สันติอโศกก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่เสนาสนะสัปปายะ มันไม่ครบในสัปปายะ 4 อย่างปฐมอโศกแค่มีขี้หมูก็ไม่ได้แล้ว แม้ที่ราชธานีอโศกจะเป็นที่น้ำท่วม ก็พยายามทำกัน เราก็สู้กับน้ำท่วมจนทุกวันนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลยน้ำท่วม ท่วมมาก็อยู่ได้ จนกระทั่งทุกวันนี้สังคมประเทศชาติก็ดีขึ้นล่ะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..ที่นี่เป็นแผ่นดินพุทธใครมาสัมผัสก็จะรู้ว่าอากาศดี อาหารที่ผลิตขึ้นมามีแต่ความใหญ่โต และดกด้วย สถานที่ก็น่าอยู่ พ่อครูมาสร้างน้ำตก มีแก่งด้วย ธรรมะก็สัปปายะแน่นอน มันก็น่าอยู่ที่สุด อย่างไรๆพ่อครูก็จะอยู่ต่อ อย่างน้อยก็ 151 ปี พ่อครูว่า..ตอนนี้เอา 100 ก่อน ถ้าผ่าน 96 มันจะฉลุย เพราะเลยไปอีก 2 นักษัตร ถ้าผ่านสองเส้าไปแล้วไปเข้าอันที่สามก็ไปได้ดี ตอนนี้ก็พยายามเพิ่ม Coefficient ให้มันดีๆก่อน ถ้าสามารถทำพลังงานอันนี้ได้ดี มันจะเกิดสูตรจริงๆ สูตร E ของโพธิรักษ์ ไม่ใช่ของไอน์สไตน์ ของอาตมาคือ E=C(mc 2 +A) ท้าพิสูจน์ได้ ทางโลกในวงการวิทยาศาสตร์ยอมรับเลย รับรองโลกจะเจริญขึ้นอีกมาก เพราะว่าอาตมาจะยืนยันทางนามธรรม ถ้าไปทำทางรูปธรรมนั้นไม่คิดแล้ว ทุกวันนี้ทางฟิสิกส์ของไอน์สไตน์ มันเอาไปทำระเบิดกัน เอาไปทำสิ่งที่เป็นอาวุธ ต่อไปนี้คนสร้างอาวุธจะเป็นคนที่ตกต่ำ ทุกวันนี้คนที่สร้างอาวุธ ผงาดหยิ่งผยองข่มเหงโลกเบ่งอำนาจขี้แตกเลย ทุกวันนี้ ซึ่งไม่ใช่ของดี แต่ว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนั้น สัจจะต้องเป็นไปตามธรรมเท่านั้นเอง
อาตมาทำงานมาก แต่ก็มั่นใจว่าทำงานมากคือธรรมะ ชีวิตอายุ 36 ก็ออกมาทำงานธรรมะ และพยายามจะลากไปให้ได้มากที่สุด ทางโลกสามเส้าเท่านั้น แต่มาทางนี้จะต้องอยู่ให้ได้อีกหลายเส้าเลย ตอนนี้ได้ เลย 36 ที่สองแล้ว ถ้าต่อไปอีก ก็เป็น 108 ถ้าสามเส้าถึง 108 ไปอีก อาตมาอยู่ในฐานเลข 7 เพราะฉะนั้นมันจะต้องได้ สองเส้าเกินขึ้นไปอีก ถ้าซ้อนสองเส้าของ 7 คือ ต้องเพิ่มสัมประสิทธิ์ระดับคูณ จะต้องมากกว่านี้ มาก็อย่างฝืนเต็มที่ ก็พิสูจน์ดูเท่าที่จะเป็นไปได้
อาตมาทำจนให้หมู่ชนผู้ปฏิบัติเกิดผลและพูดอย่างชัดเจนว่าอาตมาบรรลุธรรม พากันบรรลุธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเอามาเปิดเผยยืนยัน จนทุกวันนี้กล้าที่จะพูดยืนยัน และมีหลักฐานตามพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เอาฉบับนี้ซึ่งเพียงพอที่จะยืนยันความจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกได้ มั่นใจว่าเป็นของพระพุทธเจ้าถูกแท้จริงๆ เป็นธรรมวิเศษกว่าคนปุถุชนสามัญอย่างเห็นได้ชัด เช่น เข้าใจว่าลักษณะทวนกระแส มันคืออะไรอย่างไร มันลึกซึ้งนะ คำว่าทวนกระแส ไม่ใช่อย่างระนาบเดียวสวนกันไปมาก็จบ ไม่ใช่ แต่เป็นการทวนกระแสที่หมุนรอบเชิงซ้อนเป็นก้นหอยไปสู่ที่สูง แต่มันก็หมุนซ้ายขวาขวาซ้าย คนที่อยู่แต่บุญบาปวนไปมาเข้าใจอภิสังขารไม่ได้ก็ไปไม่ออก คำว่าทวนกระแสปฏิโสตังว่าไม่ใช่ทวนกระแสอย่างเป็นระนาบเดียวไปไปมามา ไม่ใช่ แต่ต้องเป็นวงวน และไม่ใช่ระนาบเดียว มีทุกระนาบ และซ้อนในอีก คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อาตมาใช้คำว่าปฏินิสรณะ เช่นว่า พวกเรามาเป็นคนจนคำนี้ทวนกระแส แล้วเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจนะ เขาก็อาจว่าอย่ามาดราม่านะ ความจนมันจะสุขสำราญเบิกบานใจอย่างไร ด้วยสามัญสำนึกของปุถุชนสามัญทั่วไป ก็จะบอกว่าจนมันจะเป็นสุขได้อย่างไร แล้วจนไม่จนคนเดียวด้วย พากันมาจน จนกันเป็นหมู่กลุ่มสังคมเป็นหมู่บ้านเลย และอาตมาจะขยายเป็นตำบล แต่ตำบลทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน ตำบลคือหลายหมู่บ้าน ชุมชนชาวอโศกขณะนี้มีเกินกว่า 9 แห่ง ที่หลักๆของเรา 9 แห่ง สามเส้า มีมากกว่านั้นย่อยๆ กะปริบกะปรอย อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเป็นของจริง เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจได้จริง ชัดเจน เป็นหมู่สังคมคนจนที่อุดมสมบูรณ์ ตลกอีกทวนกระแสอีก คนจนที่อุดมสมบูรณ์ คนฟังหูหักเลย เราไม่โลภมาก มักน้อย แต่มันกลับมีมาก มีมากก็กลับไม่เอาไว้อีก มีมากก็สะพัดออก เพราะฉะนั้นอย่าห่วงเลยว่าพวกเราจะจนลงกว่านี้ แต่แน่นอนคุณจนแน่ จนเสถียร จนมั่นคง จนสูญ ยิ่งจะแน่วแน่แนบแน่น เป็นคนจนที่แข็งแรง สูญ อเนญชา ยิ่งๆขึ้นเลย อันนี้มันเดินสวนทางทั้งสองด้าน ทางด้านวัตถุ และทางอัตตา แต่ความไม่มีตัวเรา ยิ่งไม่มีตัวเรานี่จะยิ่งมั่นคงแข็งแรง (โยมว่า..เป็นคนจนมหัศจรรย์ ) ถูกต้อง ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง โลกทั้งโลกมันเป็นหนี้ คนที่เป็นหนี้มากที่สุดที่เขาว่ากันคือ อเมริกา เป็นหนี้โดยสัจธรรมเลย แค่ว่า กว้านหาดอลลาร์ในโลกเก็บไปคืนให้อเมริกาตอนนี้ก็ตายเลย ขายประเทศทั้งประเทศก็ไม่พอ ทองคำนี้เขาไม่มีมานานแล้ว ปั๊มเศษกระดาษมาเอง ใช้อำนาจเบ่งตลอดก็นับวันจะค่อยๆเสื่อม เขาไม่รู้ว่าเขาก็เป็นตัวตลกของโลกีย์ ถ้าแบบพระพุทธเจ้าก็ระบุว่าเป็นเทวทัต เป็นอย่างนั้นที่จริง โดนัลด์ทรัมป์ ขออภัยต้องขอบคุณที่มีให้อาตมายกตัวอย่าง 1. คนเจริญคือไม่เป็นหนี้เลย ไม่ว่าแบบไหนๆ จะเป็นหนุน อันนี้แสดงคุณสมบัติคุณธรรมของเราแท้ๆ ยืมกันก็จะใช้คืนหรือไม่ใช่คืนก็ยกให้เลย เป็นคุณสมบัติผู้ที่มีใจดีเจริญแล้ว 1 คือไม่เป็นหนี้ ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำร้ายใคร ไม่เบียดเบียนสัตว์ใด แม้แต่กินเนื้อสัตว์ ในปลุกเสกฯ อาตมาจะขยายเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่ศีลข้อแรก ศีลข้อ 2 ข้อ 3 เป็นหลัก และอธิบายให้ลึกถึงสมาธิและจิต พวกเรานี้ไม่เบียดเบียน เข้าใจเรื่องความเป็นสัตว์ ตั้งแต่จิตนิยามเซลล์เดียว เราไม่กินเนื้อสัตว์ไม่เบียดเบียนทำร้ายอะไรเลย เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เลย เป็นเรื่องเล็กน้อยในเรื่องทางธรรม แต่คนทำไม่ได้ มันก็ยากสำหรับคนยาก เราไม่กิน อย่างเชื่อมั่น สำคัญก็คือต้องมีปัญญา คำว่าปัญญาคือความฉลาดลึกซึ้งซับซ้อน ไม่ใช่แบบโลกีย์เฉโก ปัญญาเป็นเรื่องความฉลาดโลกุตระ แต่ทุกวันนี้เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเละหมด เป็นอันเดียวกับเฉโก ไม่เอาคำว่าเฉโกไปใช้ ใช้แต่คำว่าปัญญาอย่างเดียวเลย ซึ่งเสียหายมาก เพราะปัญญานั้นใช้เฉพาะโลกุตรชน ปัญญาจะเข้าใจว่าเราไม่กินเนื้อสัตว์ ทำไมไม่กินด้วยความเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง ไม่กินเพราะว่ามีหลักฐานเป็นความจริงทุกอย่างครบ โดยเฉพาะมันเป็นกรรมวิบาก เป็นกรรมขั้นอภิธรรม สูงสุดทีเดียว คนที่มีปัญญากว่าสัตว์ ชื่อว่าสัตว์เป็นจิตนิยามที่จะมีวิบาก พีชนิยามไม่เป็นวิบาก เราอาศัยพีชะเป็นอาหารได้ เราอาศัยพีชะกับอุตุ อย่างธาตุอากาศ น้ำ ดิน เกลือแร่ วิตามิน วัตถุและก็น้ำต่างๆอาศัย พืชเราก็อาศัย แต่พวกนี้อุตุหรือพีชะมันไม่มีวิบากร่วมกัน แต่สัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียวเป็นต้น สัตว์เซลล์เดียวมันมีแต่ตัวกูของกู ซับซ้อน มันก็ยังยึดถือมาก แต่ไม่ได้มากเพราะมีแค่เซลล์เดียว ถ้าล้านเซลล์ก็ยังยึดมาก ถ้าเป็นโลกุตระจะซับซ้อน แต่ถ้าโลกียะจะยึดหนักหน้าไปเรื่อยๆ สัตว์เซลล์เดียวแต่ยึดมาก แต่มีน้อย ถ้าหลายเซลล์ก็ยึดมาก ถ้าเป็นสัตว์ที่ซับซ้อนขึ้นมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ได้สมกาม ได้ดังใจสมอัตตา ได้ดั่งใจนี้สุขยิ่งกว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ยิ่งกว่ากาม ได้ดั่งใจนี้สุขกว่า มันเป็นลักษณะที่ละเอียด เป็นอัตตา ยิ่งกว่ากามคุณ 5 สุดท้ายไปรวมที่อัตตา วิบากกรรมสัตว์จะวนเวียนในวัฏสงสารเป็นเวรภัยต่อกัน มันเป็นเรื่องจริง เป็นเวรภัยต่อกันตลอดกาลนาน จองเวรจองภัย รักก็จองเวรภัย เกลียดชังก็จองเวรจองภัย ผลักก็จองเวร ดูดก็จองเวร โกรธ โลภะ ราคะก็จองเวร มันจึงเป็นภัยเป็นโทษ ปัญญาจะรู้แจ้งในเรื่องเหล่านี้เข้าใจกรรมวิบาก เชื่อกรรมวิบากอย่างเป็นอภิธรรม อย่างเป็นธรรมะขั้นสูง เชื่ออย่างลึกซึ้งสนิทใจ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) 5 คำนี้ที่พระพุทธเจ้ารวบรวมไว้จะเข้าใจเรื่องกรรมได้ชัด กรรมมันของตนจริงๆ มันไม่ใช่สรีระ กรรมไม่ใช่สรีระ เพราะกรรมมีพันธุ์ของตนเอง กรรมพันธ์ุเป็นของตน พี่น้องพ่อแม่ปู่ย่าตายายสืบทอดกรรมพันธุ์ไม่ได้ ได้แต่สรีระพันธุ์ ได้แต่ DNA ทางนามธรรมสืบทอดกันไม่ได้ ลูกเต้าเหล่าหลานปู่ย่าตาทวดมีแต่เป็นของตนทั้งนั้น ทำกรรมเข้าเป็นพันธุ์ของตน กรรมพันธุ์ แต่ละอัตตาที่ได้มานี้เป็นของตัวเองคนเดียว ชีวิตนี้ โดดเดี่ยวมากที่สุด อัตภาพนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่มาก เพราะมันโดดเดี่ยวเหลือเกินแต่ละอัตภาพ ถ้ามีมิตรดีสหายดีแล้ว เราก็เป็นผู้ที่มีพันธุ์ดี เหมือนกันเลย อบอุ่นที่สุด แน่นที่สุด แข็งแรงที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด ปัญญาจะเข้าใจกรรมวิบากที่สะสม แล้วจะเชื่อชัดเจน อัตภาพทุกอัตภาพที่เป็นจิตนิยามแล้ว 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) แล้วเราไม่รับสิ่งที่ตนสะสมมาแล้วก็ไม่ได้ คุณทำกรรมใดแล้ว บอกว่าแบ่งกรรมให้อีกไม่ได้ แบ่งไม่ได้ กรรมคือการกระทำ การกระทำคือลีลาอาการของพลังงานเท่านั้น ทำจบก็จบ อาตมาขยายกรรมการกระทำที่เป็นบุญ เป็นเอกังสะ บุญเป็นนักฆ่า ฆ่าจบก็จบ ไม่ซ้ำซาก บุญทำจบก็หายไปเลยไม่เหลือเศษอะไรอีก สรุปแล้วกรรมวิบากกับอัตภาพของแต่ละคนเท่านั้นเกิดมาเป็นเรื่องของกรรมยิ่งใหญ่ที่สุด
610330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมอันสัมประสิทธิ์ที่ทำให้จิตแข็งแรง