สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจระดับสาธารณโภคีที่โลกต้องการ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจระดับสาธารณโภคีที่โลกต้องการ อาตมาทำจนเป็นหมู่กลุ่มเป็นพฤติกรรมสังคมพวกเรามีผลสำเร็จ อาตมาภาคภูมิใจ แต่ไม่ได้ยกตนข่มพระพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าทำสาธารณโภคีสำเร็จในวงของพระสงฆ์ เพราะเป็นยุคสังคมทาส สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนไม่รู้เรื่องสิทธิในวัตถุข้าวของ ในสิทธิมนุษยชน ไม่รู้เรื่องอะไรในยุคโน้น แต่ยุคนี้รู้หมดทุกอย่าง จนยึดสิทธิตนเองเกิน จนละเมิดสังคม ละเมิดกฎหมาย ยึดสิทธิฉันจนเกินกว่ากฎหมาย กฎหมายคือสิ่งที่เป็นกรอบของแต่ละประเทศแต่ละสังคม อย่างอโศกก็มีกฎหลักเกณฑ์ชาวอโศก เข้ามาที่นี่อย่างน้อยต้องไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่มีอบายมุข ต้องถือศีล 5 นี่คือกฎหมายชาวอโศก นอกนั้นสูงขึ้นไปอีกก็แล้วแต่ใครจะได้ นี่คือพื้นฐาน ถ้าละเมิดไม่ได้สัดส่วนเกิน 50% อบายมุขของคุณเกิน 50% ถือศีล 5 ไม่ถึง 50% ก็ควรออกไปก่อน อบายมุข แม้แต่เนื้อสัตว์นี่ก็ไม่ไหวก็ต้องไล่ออก เกณฑ์เรามีแค่นี้ไม่ได้ยาก ในสังคมต้องมีกฎเกณฑ์ พูดถึงเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจระดับสาธารณโภคี ตั้งแต่อาตมาเองพาพวกเราทำได้สำเร็จ ตั้งแต่เรามีชุมชนของชาวอโศก เป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ พูดได้เพราะมีรูปธรรม มีสิ่งยืนยันได้พิสูจน์ได้ ตรวจสอบเป็นวิชาการได้ สาธารณโภคี ซึ่งเป็นเรื่องยอดของโลก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ อาตมาพาทำได้ดี เรียกว่าดีที่มีพุทธวจนะของพระสมณโคดมตรัสไว้ในสาราณียธรรมสูตร สาธารณโภคีเป็นยอดของประชาธิปไตย เป็นยอดของคอมมิวนิสต์ เป็นยอดของเผด็จการ
ขยายความบ้าง ตามธรรมดา การบริหารประเทศตามระบอบต่างๆ ก็จะเอาทรัพย์สินเงินทองข้าวของที่พึงจะมีรวมไว้กับกองกลาง ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม ในยุคของเผด็จการก็ตาม ก็จะต้องลงไปกองกลางแล้วให้คนบริหาร ถ้าคนบริหารได้อย่างดี ไ
อ่านต่อ
ม่ยึดถือเป็นตัวตน แจกจ่ายเฉลี่ยได้อย่างทั่วถึง อย่างที่เป็นเผด็จการฟาสซิสต์ เป็นตัวกูของกูยิ่งใหญ่ ไม่มีความรู้ในการบริหาร มีแต่ผลาญทำลาย บำเรอตนเป็นเผด็จการเลวร้ายที่สุด แต่เมื่อมาถึงสาธารณโภคีอาตมาเองจะเผด็จการก็ได้ มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้งมาก แต่ผู้ที่ได้สิทธิ ได้อำนาจอธิปไตยจะไม่ใช้อำนาจ นี่แหละคือปฏินิสสัคคะ ทวนกระแส ได้อำนาจแต่ไม่ยึดอำนาจไม่ใช้อำนาจ ให้เขาให้ เรายิ่งไม่เอาเขายิ่งให้ เพราะฉะนั้นอาตมากำลังอธิบายคำว่าอภิบาลกับอธิปไตย คนบริหารอยากได้อำนาจ แต่คุณอยากได้ คุณยิ่งไม่ได้ คุณต้องอภิบาลเขารับใช้เขา คุณยิ่งรับใช้เขา ยิ่งช่วยเหลือเขาเกื้อกูลเขาบริหารปกครองให้ดีเท่าไหร่ เขาก็จะเห็นคุณค่า มีประโยชน์ต่อเขามาก เขาก็จะยกให้เป็นคนที่สุดยอดน่าเคารพนับถือ อย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงงานอย่างไม่มีตัวตน ทรงงานอย่างเห็นแก่ประชากร เป็นตัวอย่างเลย ทั่วโลกยอมรับว่าผลงานของท่าน มันมีการบันทึกไว้มีหลักฐานปรากฏประกอบ มันเลยยิ่งกว่าบันทึกประวัติศาสตร์จดหมายเหตุ คนทั่วโลกก็เลยรู้ได้ง่าย เพราะสื่อสารมันดี Globalization ฟ้าบ่กั้น ท่านทำอย่างชัดเจนไม่ซับซ้อน ไม่มีใครช่วยท่านปิดบัง แต่อาตมานี้มีคนช่วยปิดบังอีกเยอะ เป็นวิบากอาตมา ถึงเข้าใจ อาตมาถึงทำงานหนัก ทางนามธรรม ในหลวงท่านทำรูปธรรม อาตมาต้องยกให้เลย เข้าเป้าตรงสาธารณโภคี มันเป็นส่วนกลางที่เผด็จการก็ต้องการ ประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ก็ต้องการ แต่ประชาธิปไตยขั้นสาธารณโภคี ให้ประชาชนเขาให้เองเอาเข้ากองกลางเองอิสระเสรีภาพ ด้วยความยินดีเอามาให้กองกลาง เช่น ชาวอโศกเราทำ คนทำงานฟรีในอโศก จึงเป็นสาธารณโภคีที่แท้จริง เป็นคนมีปัญญารู้ว่าเราเป็นคนรับใช้ในที่นี้ดีแล้ว ผู้บริหารก็ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ บริหารอย่างไม่เห็นแก่ตัว คอมมิวนิสต์ก็ต้องการบริหาร แต่เห็นแก่ตัว ตอนนี้โลกดีขึ้น อย่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ประชากรตั้งพันล้านที่ยกให้ จะให้อยู่ไปตลอดเลย นี่เป็นสัจจะ จะตลอดหรือไม่ก็แล้วแต่ อย่างสีจิ้นผิง เขาไม่คอรัปชั่นแล้วปราบคอรัปชั่นจริง ประเทศไทยหากปราบคอรัปชั่นได้จริงจะได้อย่างสีจิ้นผิง อย่าเหยาะแหยะเลย ได้ดาบอาญาสิทธิ์แล้วซื่อตรงสะอาดบริสุทธิ์ อันนี้ควรลงอาชญาก็ทำเลย รับรองไม่มีเสียหรอก แข็งแรงๆหน่อยเถอะ มาเข้าเรื่องเรา ในส่วนกลาง เผด็จการถ้าผู้เผด็จการอย่างอาตมา เข้าส่วนกลางมา อาตมาไม่อคติ และไม่มาเอาส่วนตัวเลย อาตมาเคยพูด เงินที่ผ่านอาตมา จะไม่ใช้เงินส่วนกลางนี้เพื่อส่วนตัวแม้จะตายหรือป่วยเจ็บ ถ้าส่วนตัวใครไม่ช่วยที่จะเอาเงินมารักษา เพราะว่าพวกเรามีเงินช่วยได้ จะเอากองกลางทำไม เขายังแย่งจะดูแลรักษาอาตมาอยู่เลย ไม่ใช่อวดโก้เก๋ แม้แต่อาหารจะกิน ไม่ได้กินมาร้อยวันแล้วจะตายแล้ว มีเงินบริจาคในมือซื้อกินได้เลยก็ไม่เอา ไม่มีใครมาให้กินก็ตายไปเลย อาตมามั่นใจว่า ไม่มีใครปล่อยให้ตายหรอก สรุป ประชาธิปไตยเผด็จการคอมมิวนิสต์ก็ได้กองกลาง ได้แล้วจะบริหารแบบไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา เผด็จการยึดถือเป็นเราเป็นของเราจะเอาไปเสพก็ไม่ได้ แต่ถ้าเผด็จการได้มาจริงๆแต่ไม่เอาเข้าตัวเองเลย นี่คือเผด็จการสมบูรณ์แบบ แม้แต่ประชาธิปไตย ก็เอาเข้ากองกลางอย่างเต็มใจสมบูรณ์แบบ อย่างเช่นชาวอโศก เป็นสิ่งยืนยันได้ คอมมิวนิสต์ก็เป็นสิ่งยืนยันเช่นกัน แต่ว่าคอมมิวนิสต์มีลักษณะบังคับอยู่ในตัวกว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นอิสระกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์จึงใช้กฎหมายหลักเกณฑ์อะไรบังคับพอสมควร หนาหนักกว่าประชาธิปไตย ถ้ายิ่งเผด็จการ ไม่เอามาให้กองกลางก็จะถูกจัดการ เพราะฉะนั้นสรุป กองกลางนี่แหละ เป็นเรื่องปรารถนาของสังคมทุกยุคสมัย และในกองกลางนี้ จะมีผู้บริหาร ถ้าไม่มีผู้บริหารเลยมันไม่ได้ เพราะคนมันมีกิเลส ต้องเป็นผู้บริหาร แล้วต้องเป็นผู้บริหารที่เก่ง ที่จะสามารถเฉลี่ย คนยิ่งมีกิเลสมาก คุณจะจัดการกับเขาอย่างไร คนที่มีกิเลส ยิ่งไม่ค่อยมีกิเลส คุณก็จะทำอย่างไร เป็นความซับซ้อนในนี้หมดเลย ธรรมะที่ยากคือเป็นธรรมะที่มีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโส หรือปฏินิสสัคคะ หรือปฏินิสรณะ มันทวนย้อนแล้วมีที่จบพอเหมาะพอดี ต้องมีปัญญาจัดการความทวน นี่คือโลกุตระที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นชาวอโศกเราทุกวันนี้จะเป็นตัวอย่างในโลก ให้เห็นการบริหาร หรือการปกครองดูแล อย่างได้สัดส่วน
อาตมาว่าตอนนี้อาตมาปลดเกษียณ ให้พวกเราบริหารแต่ไม่ใช่ปล่อยมือทีเดียวนะ ดูแลผู้ที่บริหารอยู่ทุกวัน ถ้าไม่เข้าท่าเข้าทีก็โดนล่ะ โดนบ้างเหมือนกัน แต่ว่าให้ทำงาน เพราะฉะนั้นบริหารโดยไม่บริหาร เป็นนักการเมืองที่ไม่ต้องบริหาร พวกเราบริหารกันเอง อย่างในหลวงร.9 ท่านบริหาร แต่ไม่ไปจู้จี้จุกจิกกับผู้ที่อยู่ในฐานะบริหาร ท่านให้สำนึกเข้าใจให้รู้หน้าที่ แล้วก็ทำกัน ดีไม่ดีท่านก็ค่อยๆให้ ตั้งแต่องค์คณะองคมนตรีหรือผู้บริหารราชการ ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ซึ่งท่านก็บริหารอย่างไม่บริหาร ในหลวงนี้เราก็เห็นได้ถ้าใครพอเข้าใจ ท่านเอาตัวเองเข้าทำงานรับใช้ประชาชน หนักจนข้าราชการไม่มีใครสู้ได้ ใช่ไหม นี่เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเป็นสิ่งยืนยัน ฟีโนมีนอน ในสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์จริงให้เรารู้เห็นในยุคนี้ กัปป์นี้กัลป์นี้สมัยเดียวกันนี้ กาละนี้เห็นได้ ว่าเรายังมีโชคดี ยังมีชีวิตร่วมพระจริยวัตรของพระองค์ เรียกด้วยภาษาว่าประชาธิปไตย เผด็จการคอมมิวนิสต์สังคมนิยม สภาวะก็อันเดียวกัน อยู่ที่จิตวิญญาณเป็นสำคัญ จิตวิญญาณที่มีเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา จิตวิญญาณที่ไม่มีอัตตาตัวตน ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีอคติ มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สิ่งเหล่านี้เป็นหลักธรรมพระพุทธเจ้าต้องใช้ทั้งนั้น มาสู่แต่ละบุคคลนั้น เครื่องวัดความเจริญของแต่ละคน เป็นการวัดความสูง เป็นการวัดคุณค่า มีขั้นตอนมีชั้นวรรณะ ของพระพุทธเจ้า the classes ใน วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 9 คำนี้จะได้แจกแจงกันไปจนตาย สุภระคือเลี้ยงง่าย คือเป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายไปง่ายไม่ติดไม่ยึดไม่เรื่องมาก ยิ่งอยู่กับหมู่กลุ่มที่มีอะไรสมบูรณ์ มีทั้งบริการอันสมบูรณ์ มีสิ่งอยู่ สิ่งที่เป็นสาธารณโภคีบริบูรณ์มันก็อยู่ได้ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ช่วยเหลือสร้างสรรพัฒนาให้เป็นคนเจริญง่ายสุโปสะ ไม่โง่เง่าดื้อดึง บอกยากสอนยากมีอัตตามากติดยึดมาก หลงมาก ก็ไม่ใช่ เป็นคนที่มีพัฒนาการได้ง่าย ง่ายเท่าไหร่ก็อยู่ในหมู่กลุ่มดี เป็นสังคมที่รวบรวมคนเหล่านี้ไว้ ถ้าบอกยากสอนยากอัตตาใหญ่ กามก็จัด อย่างนี้ไม่อยู่ในข่ายของสุโปสะ ช่วยยาก อนุเคราะห์ยาก ช่วยไม่ได้หรอก กามก็มากอัตตาก็ใหญ่ไม่สุโปสะ เป็นทุโปสะ เลี้ยงยากบำรุงยากช่วยเหลือยาก ทุภระทุโปสะ อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อยไม่เอามากไม่สะสมมาก โดยเฉพาะตนเองที่อยู่ในหมู่กลุ่มก็มีมากอยู่แล้ว อาศัยไม่มาก เป็นคนไม่เอามาก เป็นคนพอ สันโดษ สันตุฏฐิ มีจิตพอเพียงนี้ยิ่งใหญ่มาก ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ)ยังไม่เป็นอรหันต์เราต้องมีสัลเลขะตลอด เพ่งทำลายกิเลส มีศีลเคร่งศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) กายกรรม วจีกรรมมโนกรรมน่าเลื่อมใสน่านับถือ ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ไม่สะสมแม้แต่กองกิเลสอัตตาก็ไม่สะสม ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ปรารภความเพียรขยันไม่ขาดจังหวะ
610330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมอันสัมประสิทธิ์ที่ทำให้จิตแข็งแรง