สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความลึกซึ้งของผู้แพ้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความลึกซึ้งของผู้แพ้ หนังสือเก่าของพ่อท่านได้ทำให้เข้าใจถึงความลึกซึ้งของการยอมอย่างที่พ่อท่านยอมแพ้ถึงแม้ไม่ผิดก็ตาม พ่อครูว่า...มันก็ยากสำหรับคนที่ถือว่าตนเองถูก ก็ไม่ยอม แต่อาตมาไม่ได้ยึดถือศักดิ์ศรี แม้เราแพ้ เท่ากับเราผิดในความเข้าใจของคน เขาจะเอาชนะคะคานเราก็ยอมให้เขาชนะ เราก็ยอมแพ้เสีย คนเขาก็จะถือว่าเราเป็นผู้ผิด แน่นอนว่าคนเข้าใจอย่างนั้นมี เราจะไปทำอย่างไรได้สำหรับคนที่ตื้นๆ หากเราไปดึงดันไปต่อสู้ มันก็ไม่สงบไม่ดี อาตมาก็ไม่ชอบที่จะไปทะเลาะวิวาท แล้วเราก็แพ้ได้จะได้จบ แต่เราก็ยังยืนหยัดยืนยันว่า สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ควรทำ ทำกับประชาชนให้กับประชาชน อาตมามั่นใจตัวเองว่า ชีวิตของอาตมา อาตมาไม่ต้องการอะไรตอบแทน อาตมา ก็ไม่มีอะไรที่จะดีที่สุดที่จะให้แก่สังคมแก่มนุษยชาติ ดีเท่าที่อาตมามีคือความเข้าใจตามพระพุทธเจ้า ที่ตัวเองมั่นใจว่าเป็นสิ่งประเสริฐ มีความประเสริฐยิ่งกว่าเพชรพลอยเงินทอง ก็เอาอันนี้มาแจก ก็ทำมาตลอด ก็แพ้มาตลอด ไม่คิดจะไปชนะใคร จะแพ้หรือชนะมันก็จบลงได้ และสิ่งที่มันจะทำงานเราก็ทำได้ เราจะแสดงสัจธรรมก็แสดงได้ อาตมาก็แสดงอยู่ ก็ไม่เป็นไร แม้ว่า คนจะไม่รัก คนจะเหลือน้อย เขาเชื่อกระแสหลัก เขาประกาศว่าอาตมาเป็นผู้แพ้และเป็นผู้ผิด คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจอย่างนั้น อาตมาก็ไม่ได้คิดว่า เสียหน้า คือรู้เหตุว่า เขาไม่รู้ ความถูกต้องดีงาม เขาละเมิดความดีงามความถูกต้อง เขาข่มเบ่งหลงตัวหลงตนว่าผิด เป็นความจริงที่อาตมารู้ เราจะไปบังคับให้เขามาเข้าใจเขารู้ ให้เขาเป็นอย่างที่อาตมาเชื่อ ได้อย่างไร เขาก็ต้องเชื่ออย่างที่เขายึดถือ ส่วนคนที่อยู่กับสังคมเขาก็ไม่กล้าแสดงตัวออกมา กับส่วนรวมกับสังคม ส่วนใหญ่ของสังคม หรือบางทีก็อยู่ในวงการแต่

อ่านต่อ

ก็ไม่แสดงขัดแย้งออกมา จะมาเห็นด้วยกับอาตมาเข้าข้างอาตมามาทำอะไรร่วมด้วยกับทางโน้นเขาก็ทำไม่ได้ ก็มีบางคน เข้าใจว่าอาตมาถูกต้องแต่เขาแสดงออกไม่ได้ก็มีไม่ใช่น้อย จำนนไม่กล้าแสดงความจริงออกมา ก็เป็นความไม่กล้าของเขาก็ทำไงได้ ไม่มีปัญหาอะไร

จึงขออนุญาตเรียบเรียงตามความเข้าใจ ผิดถูกอย่างไร กราบรบกวนชี้แนะด้วยครับ

บุคคลแม้ได้เรียนรู้ทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่ยังยึดโลกธรรม หลงปรมาตมันในตน ก็จะไม่สามารถทำจิตให้มีสันติธรรมได้ ยิ่งเรียนจบสูงปานใด แทนที่จะได้ มหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก แต่กลับสร้างไฟโลกันต์เผาผลาญโลก เป็นปรมาณูทำลายล้าง อย่างที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

การศึกษาควรเป็นหนทางที่นำมนุษย์ไปสู่ความเจริญ แต่ในโลกทุนตีค่าความเจริญเป็นเพียงวัตถุ นักศึกษาจึงมุ่งแสวงหาช่องทาง (connection) มากกว่าคุณธรรมความรู้ สถานศึกษาจึงกลายเป็นสนามแข่งขัน แย่งชิงความเด่นดังเพื่อสร้างเครือข่าย ปูทางไว้สำหรับอนาคต สถานศึกษาใดมีลูกท่านหลานเธออยู่มาก จึงแย่งกันเข้าไป ถึงแม้ต้องจ่ายค่าเรียนที่แสนแพงเพียงใดก็ยอม

แต่ความรู้แท้จริงที่นักศึกษาได้รับ กลับเป็นความเฉกาในการเอาตัวรอด เรียนรู้วิธีการให้เป็นผู้ชนะ สถานศึกษาจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะ มานะอัตตา เต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิ การประจบประแจง เสแสร้ง ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีกว่าตน กลายเป็นเรื่องปกติ สะกดข่มความพยาบาทไว้ ทีใครทีมัน

เมื่อเข้าสู่สังคม จึงสร้างปัญหา แก่งแย่งชิงเด่น ขัดแข้งขัดขา แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อวดมานะอัตตาอย่างไม่เห็นหัวใคร คำขอบคุณ ที่แสดงออกถึงความนอบน้อม กลับถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และคำขอโทษ ที่แสดงถึงความถ่อมตน แทบจะไม่มีให้ได้ยิน หากว่าจะมีอยู่บ้างก็จะถูกแปลความว่า เป็นฝ่ายผิด ต่ำต้อยกว่า จะถูกซ้ำเติม ถูกข่มเหงรังแก

หากขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่สำนึกตน ไม่ยอมอนุญาตตัวเองให้ยอมรับผิด มนุษย์จะไม่มีทางพัฒนาตนให้เป็นอาริยะได้เลย การปิดประตูไม่พิจารณาทบทวนการกระทำของตน คิดว่าตัวเองถูกตลอด ก็คือการหลงปรมาตมันในตน จะปฏิบัติธรรมมานานแค่ไหน เรียนรู้ธรรมะขั้นสูงเพียงใด ถ้าไม่เห็นใจผู้อื่น ไม่เห็นหัวใคร ไม่รู้จัก การยอม การบรรลุธรรมก็คงเหมือนกับ ปลูกมะม่วงแล้วหวังจะได้ทุเรียน

การยอม เป็นพื้นฐานของความมีสัมมาทิฏฐิ ยอม ให้ได้ แบบยินยอมพร้อมใจ ให้สามารถทำใจในใจ โยนิโสได้ถึงแดนเกิด จึงจะเกิด ตัวรู้ รู้ถึงต้นตอที่ทำให้ตนเองหลงผิด ทำผิดพลาด ทำร้ายจิตใจผู้อื่น เกิดความสำนึกเสียใจ แล้วให้ ตัวรู้สำนึก ส่งสัญญาณไปสู่ ฉันทะ เกิดเป็นความตั้งใจ ที่จะนำไปสู่การแก้ไข นิสัย-สันดาน ที่ไม่ดี ด้วยการสร้างพลังงานอุณหธาตุ เป็นบุญ เป็นฌาน ไปประหารกิเลส เผาอนุสัยที่ไม่ดีทิ้ง แล้วปลูกฝังนิสัยใหม่ที่ดีลงไปแทนที่ แล้วทำซ้ำๆให้ตกผลึก ฝังลงในจิตใต้สำนึก ให้เกิดความเคยชิน ควบแน่นจนกลายเป็นสมาธิ มีสติรู้ตัว เกิดปัญญาแววไว ทำความยอมให้สำเร็จไปทีละปริเฉท กิเลสก็จะลดลงไปเป็นลำดับ จนปุถุชนตายจากโลกโลกีย์ไป แล้วเกิดใหม่ในโลกโลกุตระ เป็นอาริยะชนได้สำเร็จ

การแข่งขันก่อให้เกิดคนเด่นและคนด้อย ฉะนั้นการศึกษา ต้องไม่สนับสนุนให้แข่งขันกัน การแย่งชิงก็จะไม่ถูกปลูกฝังลงในจิต สันติธรรมจะเกิดขึ้นได้ หากผู้เข้มแข็งช่วยเหลือเกื้อกูล ส่วนผู้อ่อนแอก็ตอบแทนด้วยความมีน้ำใจ ด้วยเหตุนี้ ศีล จึงต้องเด่น ช่วยปลูกฝังจิตให้มีเมตตา ให้อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชิงเด่นด้วยมานะอัตตา กล้ายอมรับความผิดพลาดของตน ขอบคุณได้ ขอโทษเป็น

การก้มหัวขอโทษบ่อยๆของชาวญี่ปุ่น ได้ทำให้คนญี่ปุ่นมีวินัยและมีจิตสาธารณะมากว่าคนชาติอื่นๆ เพราะสัญญาณ ยอม ที่มีการสำนึก ได้ส่งไปถึงฉันทะ จึงมีการปฏิบัติอย่างตั้งใจ แก้ไขปรับปรุง จนได้พัฒนาเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นนั่นเอง 610704_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร พิสดาร ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน