สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน หัวใจประชาธิปไตยครบสูตร 2 หมวด 3 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน หัวใจประชาธิปไตยครบสูตร 2 หมวด 3 ประการ _1945พอใจมากกับร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับนี้ครับ ...ไม่อยากเลือกตั้งไม่เอานักการเมือง พ่อครูว่า…คุณห้ามไม่ให้มีนักการเมืองไม่ได้ บ้านเมืองต้องมีนักการเมือง นักบริหาร ไม่เอานักการเมืองไม่ได้ มันต้องมี ต้องอยากได้นักการเมืองที่ดีสิ จะไปบอกว่าไม่อยากได้นักการเมืองก็ไม่มีใครบริหารเลย ไม่มีใครทำงานเพื่อบ้านเมืองเลยก็ตาย อาตมาจึงพามาทำเป็นนักการเมืองทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่อาตมาไม่ได้เป็นนักการเมืองแย่งตำแหน่งหาหน้าที่การงานอะไรจากการทำงานนั้น อาตมาทำงานอย่างราษฎรเต็มขั้น ทำงานการเมืองที่ช่วยบ้านเมือง เพื่อบ้านเพื่อเมือง อาตมาไม่ได้มีงานเพื่อส่วนตัว อาตมาพาพวกเราทำงานก็ทำเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สำหรับพวกเรานั้น 1. จะต้องทำงานเลี้ยงตนให้รอด เพราะเราดีกว่าสัตว์ มนุษย์ต้องดีกว่าสัตว์ที่มันก็เลี้ยงตัวเองรอดมันก็หาอาหารกินเอง นอกจากตัวลูกที่หาอาหารไม่ได้พ่อแม่ก็เลี้ยง เมื่อลูกโตขึ้นมามันก็เลิกไม่หาอาหารให้ลูก มันรู้จักเลี้ยงลูกให้รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย แต่คนนั้นเลี้ยงลูกไม่รู้จักโตเลี้ยงพ่อแม่ไม่รู้จักตาย พ่อแม่ตาย ก็จะได้ระลึกถึงสิ่งที่ดีจะได้ประพฤติตาม ไม่เอาสิ่งเลวร้ายเสียหายอะไรมาพูด พูดถึงก็เป็นความดีงาม เอาความดีงามมาพูดถึง ไม่อยากเลือกตั้ง อันนี้อาตมาพูด การเลือกตั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของสมบูรณ์แบบ ที่ต้องมีเลือกตั้งเพราะไปสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยขาเดียว มันเลยจำเป็นต้องเลือกตั้ง ก็เท่านั้นเอง ทีนี้ ประชาธิปไตย 2 ขา มันไม่จำเป็นที่จะต้องไปเลือกตั้ง ให้ในหลวงตั้งมาก็ได้ ถ้ามันจำเป็นแต่ไม่จำเป็นประชาชนก็เลือกกันเองอย่างประชาชนชาวอโศกไม่ต้องเลือกตั้ง ดูกันเองว่าใครจะทำหน้าที่อะไร เ

อ่านต่อ

ป็นหัวหน้าส่วนนั้นส่วนนี้ไม่เห็นเคยแย่งกัน จะเกี่ยงกันเป็นด้วยซ้ำ การแย่งตำแหน่งหน้าที่ เป็นกิเลสโดยตรง การแย่งกันไปปฏิบัติ อยากเลือกตั้งหรือไม่อยากเลือกตั้ง พวกที่อยากเลือกตั้งคือพวกที่อยากจะมีอำนาจอย่างเดียว ขณะนี้อาตมาพูดไปแล้วว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีประชาชนเป็นราษฎรของประเทศ เป็นผู้ที่ปฏิวัติ เป็นผู้ที่ ประหาร เป็นราษฎรประหาร ไม่ใช่รัฐบาลประหาร ประชาชน ไปปราบปรามผู้บริหารที่ไม่ดีไปหมดแล้ว ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆใช้พลังของประชาชนไปจัดการคณะบริหารที่แย่ คณะบริหารที่แย่ๆๆ ตั้งแต่คณะทักษิณ อยู่ในยุคที่พวกเราออกไปทำ นายกฯของจอมพลแปลก จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม พวกนั้นอาตมายังไม่ได้เข้ามาอะไร เขาก็มีการประท้วงอะไรไปตามประสา ก็ไม่ได้ไปร่วมด้วยเอามาพูดไม่ได้ เมื่ออาตมาทำงานออกบวช ทำงานกับประชาชนเต็มที่ ยังไม่ได้บวชก็ทำงานเลี้ยงตัวเองเห็นแก่ตัว ทำงานหาเงิน ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของคนที่ยังโง่อยู่ เมื่อออกบวชก็หมดความเห็นแก่ตัวก็มองเห็นว่า เราควรทำงานเพื่อส่วนรวมเพื่อสังคมประเทศชาติ ก็ทำงานมาตั้งแต่บัดโน้น พากันทำ จนบรรลุผลสำเร็จ พวกเรานี่แหละคือนักปฏิวัติ นักปฏิรูป นักรัฐประหาร ประหารรัฐบาล มา 4 รัฐบาล ขนาดประชาธิปัตย์ยังถูกเราขับออกเลย รัฐบาลทักษิณและนอมินีก็ถูกเราได้สำเร็จ พวกเรารัฐประหารสำเร็จ เราประหารพวกรัฐบาลขี้หมูขี้หมานี้ไปให้หมด เสร็จแล้วก็มีผู้บริหาร เมื่อเอาขยะกองสุดท้ายที่เลวร้ายออกไปหมดแล้วประเทศไทยก็สะอาด ก็มีผู้บริหารที่ดีเข้ามา ผู้บริหารประเทศทุกวันนี้อาตมาเห็นว่านายกฯ พลเอกประยุทธ์นี้ บริหารได้ดีอยู่ โพลต่างๆว่าบริหารได้ดี เทียบกับนายกฯ 28 คน คนมีปัญญาไม่ได้อยากแย่งอำนาจ เพื่อตนเพื่อพรรคพวกตน ตนเองเคยบริหารแล้วก็สู้เขาไม่ได้ด้วย แล้วจะมาพูดโวยวายที่จะบริหารอีก ไม่ดูหน้าตัวเองเลย ไม่มีกระจกส่องดูหน้า ก็ไปที่ถ้ำนางนอน น้ำเยอะ

อาตมาว่า พระราชบัญญัติสงฆ์ฉบับนี้น่าจะดีกว่าทุกฉบับ เรามีตัวอย่างอะไรขึ้นมาอีกเยอะ ปรับปรุงก็ต้องดีขึ้น อาตมาเชื่อว่า การออกกฎหมายชุดนี้ไม่ได้เป็นการออกที่ลำเลียง ไม่มีคณะที่จะต้องไปลำเอียง เพราะว่าอำนาจของธรรมกายก็หย่อนแล้ว อำนาจเถรสมาคมก็หมด ฝ่ายทางโลกที่เขาไปผสมโรงพวกทักษิณ ก็หมด ก็น่าจะดี

วันนี้ตั้งใจพูดถึงการเมือง… การเมืองเรื่องประชาธิปไตยอาตมาสรุปว่า ประชาธิปไตยหัวใจของมันคือ องค์ประกอบสำคัญ มีอะไร มนุษย์ กษัตริย์ จิตวิญญาณ ที่บอกว่ากษัตริย์ไม่ใช่ประธานาธิบดี ส่วนประธานาธิบดีนั้นไม่ได้มีการสืบต่อเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้เป็นเจ้าของ ผู้มีสิทธิ์ขาดในทุกอย่างของแผ่นดิน แต่ของไทยเราให้รัฐธรรมนูญอยู่เหนือกฎในหลวง ในหลวงก็ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นวิธีการเหมือนกับศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกคนหมู่สงฆ์ ไม่ให้ใครเป็นใหญ่ ต้องอยู่ภายใต้ธรรมวินัย พระธรรมวินัยเป็นใหญ่ สงฆ์เป็นมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ธรรมวินัยเป็นใหญ่ แล้วอย่าไปเปลี่ยนแปลงธรรมวินัยของตถาคต เป็นหลักเกณฑ์สูงสุดแล้วก็อย่าไปเปลี่ยน ธรรมนูญของศาสนาพุทธ พุทธธรรมมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ พุทธธรรมมนูญคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คนก็ไม่เข้าใจแล้ว นั่นแหละคือพุทธะธรรมนูญ เป็นธรรมนูญของศาสนาพุทธเป็นหลักเกณฑ์ ให้ใช้ เป็นหลักของชีวิตมนุษย์ ทุกวันนี้ไม่ใช้กันแล้วศาสนาก็เลยเละเทะ เช่น มหาศีล ไม่มีกันก็เลยกลายเป็นเดรัจฉานวิชาบ้าบอ ในมหาศีลมี 7 ข้อ เขาก็ละเมิดจนเกือบหมดแล้วกระมัง มันจึงเสียหมดเลย จุลศีล เอามาใช้ในการเป็นหลักปฏิบัติ มัชฌิมศีลคือศีลที่ขยายความ ก้าวหน้าจากจุลศีล ปฏิบัติศีลข้อที่ 1 ก็เกิดอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เกิดเป็นผลสมบูรณ์สุด ได้ไปตามลำดับ ตามศีลแต่ละข้อ ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสิ่งของ ข้อที่ 3 เกี่ยวกับตัวเอง ต้องระมัดระวังกิเลสในทวาร เกี่ยวกับคนเกี่ยวกับสัตว์ที่เราเห็นว่าเป็นกิเลสด้วยซ้ำไป ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ สัมพันธ์กันด้วยทวารทั้ง 6 นี่แหละ ในศีลข้อที่ 3 ปฏิบัติไม่ต้องถึง 26 ข้อของจุลศีลหรอกก็เป็นอรหันต์ได้แล้ว เรื่องจิตวิญญาณจึงเป็นเรื่องหลักสำคัญ ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองบ้านเมือง คือมี 1. ประชาชน 2. หัวหน้า ก็คือกษัตริย์ 3. จิตวิญญาณประชาธิปไตย ประชาธิปไตยขาเดียวนั้นไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เพราะเขาวางค่ายกลไว้แล้วตั้งหลายช่วงหลายปี ก็ได้อำนาจสร้างอำนาจไว้ จะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่ายๆ ประชาธิปไตยในยุคนี้ไม่บริสุทธิ์เพราะสร้างอำนาจกำลังเงินกำลังอะไรไม่สำเร็จ เลือกตั้งทีนึง ใช้เงินกี่หมื่นล้าน แล้วจะบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ได้อย่างไร ประชาธิปไตยสองขา มีพระมหากษัตริย์ มีการสืบสันตติวงศ์ ผู้ที่จะมาเป็นพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องสืบสันตติวงศ์กษัตริย์ต้องเป็นคนดี มีกฎมณเฑียรบาลรองรับให้อยู่ในกรอบนี้ให้ได้ ถ้าหากว่าอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ก็เป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี อย่างที่เคยมีกัน มันก็ไปไม่รอด มันก็เป็นสัจจะ ถึงบอกว่า มันมีกรอบของมนุษยชาติอยู่แล้ว อย่างน้อยสืบทอดมาตลอดสาย มาถึงยุคนี้ เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ เพราะได้สืบทอดทางจิตวิญญาณมาอยู่ในกรอบ ทศพิธราชธรรม เป็นหลักของสังคมมนุษยชาติ แบบที่เป็น 2 ขานั้นออกนอกจากวิธีการของโลกไปแล้วเขาก็บอกว่า เขาอิสระเสรีภาพ

มาเข้าอีกหมวดหนึ่ง ประชาธิปไตยครบสูตรจะมีมนุษย์ กษัตริย์และจิตวิญญาณที่ดีปกครอง ก็จะเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ หมวดที่สอง มีสามเส้าอีก ขยายความประชาธิปไตยอีก 1. มีจิตวิญญาณ 2. มีอิสระเสรีภาพ 3. ไม่มีอัตตา นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่ Absolute Ultimate เป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด คือ ประชาธิปไตยที่ผู้บริหารมีจิตวิญญาณที่ไม่มีอัตตา ให้อิสระเสรีภาพ นี่คือหัวใจของประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยครบสูตร

(1) “การปกครอง”รัฐต้อง ครบสาม

หนึ่ง“มนุษย์”ผู้มีกาม ทุกข์แท้

สอง“กษัตริย์”ซึ่งทรงความ- ประสริฐสุด

สาม“จิตวิญญาณ”แพ้- “โลก”..แพ้“อัตตา”

(2) ต้องศึกษา“จิต”ให้ อุตตระ

“เหนือ”นี้ใช่ว่าจะ ง่ายรู้

จบเปรียญก็ใช่ชนะ “เหนือจิต” ได้เลย

ต้องศึกษาฝึกสู้ กิเลสด้วยวิชชา

(3) ซึ่งหาได้จากผู้ เข้าถึง

“สัตบุรุษ”ที่พึง สัมผัสได้

สอนรู้“จิต”จริงจึง จักกำจัด กิเลสแล

ตรวจสอบพุทธพจน์ให้ ถูกพร้อมบริบูรณ์

(4) ไม่พูนกิเลสเพิ่มซ้ำ “จิต”มนุษย์

ต้องพินิจให้พิสุทธิ์ ยากรู้

กว่าจะสะอาดผุด ผ่องสุด เป็นสัจจ์

“อธิปไตย”จึ่งจักกู้ “โลก”ด้วย“ปัญญา”

(5) คือ“วิชชา”พุทธแท้ “โลกุตระ”

ไม่่ใช่ฉลาด“เฉกะ” แค่นั้น

นั่นฉลาดแบบ“โลกียะ” “เหนือจิต” มิได้เลย

“โลก-อัตตา”นี้หลากชั้น หลอกผู้ปุถุชน

(6) คนจักสำเร็จแท้ ด้วย“จิต”

“อุตตระ”จะพิชิต “โลก”ได้

“ธรรมะ”ชนะชนิด ยอดยิ่ง จริงจบ

ถ้ากำจัด“อัตตา”ให้ หมดเกลี้ยงก่อนใด

(7) “อธิปไตย”ครบสูตรนั้น ใช่ใด

ตัว“อัตตา”ที่อยู่ใน “ดนุ”นี้

“มนุษย์-กษัตริย์”ไม่กระไร กันหรอก

“จิต”ไม่มี“อัตตา”ชี้ “โลก”แจ้ง“อุตตระ”

(8) ประชาธิปัตย์นั้น คือระบบ

ยิ่งใหญ่สูตรครันครบ พรักพร้อม

“วิญญาณ”จักบรรจบ จุดสำเร็จ

“ไร้อัตตา-อิสรา”ล้อม ถักร้อย“อธิปไตย”

“สไมย์ จำปาแพง” 6 ก.ค. 2561

[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 337 ประจำเดือนสิงหาคม 2561]

ประเทศไทยนั้นย่ำแย่มาก่อนที่อาตมาเกิด แต่ก็ยังดีที่มีผู้มาช่วย อาตมาช่วยได้เฉพาะผู้มีปัญญา แต่ในหลวงนั้นท่านช่วยในทุกระดับ โพธิรักษ์ก็มาเก็บตก ผู้ที่ต้องได้รายละเอียดลึกซึ้งต่างๆนานา ในหลวงทำแบบองค์รวม เพื่อเสริมหนุนสร้างให้สมบูรณ์เต็ม อาตมาขอพูดจริงๆ ในหลวงก็เป็นโพธิสัตว์อาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ได้มาสืบต่อ ทำให้คุณธรรมคุณวิเศษ ของมนุษยชาติสมบูรณ์ขึ้น บริบูรณ์ขึ้น

อาตมานำข้อเขียนของท่านขุนน้อย ตั้งแต่ วันที่ 5 กรกฎาคม พลังด้านบวกที่มีอยู่จริง อินทรีเหล็กเยอรมัน...ก็ไปแล้ว ฟ้า-ขาวอาร์เจนตินา...ก็หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี ฝอยทองโปรตุเกส...ก็ปิดฉากลาโรงเอาดื้อๆ แม้แต่กระทิงดุสเปน...ก็ยังต้องกลับไปต้อนวัว ไล่วัว ไม่คิดจะยืนหยัดอวดโชว์ความสง่างามแบบมาทาดอร์อีกต่อไป ก็เลยเหลือแต่ทีม “หมูป่าอะคาเดมี” นี่แหละ ที่เชียร์มันซ์ซ์ซ์ เชียร์สนุก เชียร์แล้วแฮปปี้เอนดิ้ง แถมยังให้ข้อคิด สะกิดใจ อะไรอีกเยอะแยะมากมาย...

พูดง่ายๆ ว่างานนี้...คงไม่ต่างอะไรไปจาก “ปรากฏการณ์” ที่เคยทำให้ใครต่อใครอดตื่นตะลึงต่อสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” ที่ยากจะหาคำอธิบายมาแจกแจงรายละเอียด ความรู้สึก กันได้ถนัดๆ เช่น ปรากฏการณ์ที่ผู้คนนับล้านๆ หลั่งไหลมารอถวายบังคมพระบรมศพของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ชนิดมาเข้าคิวรอตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า แม้จะได้เข้าไปถวายความเคารพประมาณเที่ยง หรือบ่ายแก่ๆ ก็ไม่เคยคิดจะบ่นพึมๆ พำๆ ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองเคารพ รัก และศรัทธา แถมยังพร้อมที่จะทำอะไรดีๆ สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตามแนวทางของผู้ที่ตัวเองเชิดชู บูชา ชนิดไม่ต่างไปจากอุดมคติ อุดมการณ์ เอาเลยถึงขั้นนั้น...

หรือปรากฏการณ์ที่ผู้คนตั้งแต่เหนือจรดใต้...ไล่ตั้งแต่นราธิวาสไปยันเชียงราย ตั้งแถวรอรับมหกรรมการวิ่งของคุณน้อง “ตูน บอดี้สแลม” พร้อมกับกำเงินบริจาค ตั้งแต่รายละสิบบาท ร้อยบาท พันบาท ยันไปถึงล้านบาท สิบล้านบาท จนไม่ว่างบประมาณสาธารณสุขประเทศไทยจะตั้งเอาไว้ขนาดไหน หรือถูกนำเอาไปใช้ทำอะไรมั่ง แทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความมุ่งมั่นที่จะรวบรวมเงินบริจาคเพื่อก่อตั้ง สร้างโรงพยาบาล ซื้ออุปกรณ์เครื่องมือในการเยียวยารักษาผู้อื่น ตามเจตนาความต้องการของคุณน้อง “ตูน บอดี้สแลม” ชนิดพรวดเดียวปาเข้าไปเป็นพันๆ ล้านบาท แถมไม่อาจคิดคำนวณเป็นเงินๆ-ทองๆ ได้เท่านั้น เพราะสายใยแห่งความรัก ความศรัทธา ความเสียสละเพื่อผู้อื่น ที่ถูกผูกโยงเอาไว้ตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ยังเป็นอะไรที่คิดเป็นตัวเงินตัวทองแทบไม่ได้

และปรากฏการณ์ทำนองนี้...ก็อุบัติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จากกรณี “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ไม่ว่าจะมีรายละเอียด ความเป็นมา มีแง่มุมให้ต้องถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ กันในแบบไหน แนวไหนก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่อาจกลบกระแสแห่งความรู้สึกห่วงใย เมตตา สงสาร ความเอื้ออาทรต่อผู้ที่เป็นทุกข์ เป็นร้อน ผู้ที่เจียนเป็น เจียนตาย อันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ไม่ว่าชาวไทย หรือชาวโลก ต่างถูกดึงดูดให้เข้ามามีส่วนร่วม จน “ทีมหมูป่าอะคาเดมี” ดังระเบิดซะยิ่งกว่าทีมใดๆ ต่อทีมใด ในฟุตบอลโลกคราวนี้เอาเลยก็ว่าได้...

บรรดาปรากฏการณ์ในแนวนี้...ที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในประเทศไทย ภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี เคยทำให้นักคิด นักวิชาการอย่าง อาจารย์ “ธีรยุทธ บุญมี” ท่านเก็บเอาไปคิด เอาไปวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกต ไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วโน่นเลย ด้วยการเรียกรวมๆ เอาไว้ว่า ถือเป็น “พลังด้านบวก” ของสังคมไทย ที่กำลังเพาะตัว ฟักตัว และแม้จะมีลักษณะซ่อนเร้นหรือไม่ได้ก่อรูป ก่อร่าง ขึ้นมาโดยใครคนใด-คนหนึ่ง ไม่ได้มีภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นตัวตั้ง-ตัวตี ในการขับเคลื่อนพลังเหล่านี้ แต่ถ้าลองปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ด้วยความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร อันน่าตื่นตา ตื่นใจ ของพลังที่ว่านี้ ก็อาจขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว แต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้เป็นไปตามความปรารถนา ความต้องการ ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

อาจารย์ “ธีรยุทธ” ท่านยังลงรายละเอียดไปถึงขั้นว่า...ท่านคิดว่าพลังที่ว่านี้ เป็นพลังที่ข้ามพ้นไปจากความเป็นรัฐ ความเป็นพรรคการเมือง ความเป็นเอกชน และแม้แต่ความเป็นขั้ว-เป็นฝ่าย จนทำให้ท่านคิดของท่านเองว่า ถือเป็นพลังที่อยากจะหลุดพ้นไปจาก “กระบวนการความขัดแย้งแบบเก่าๆ” ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง ระหว่างพรรคการเมืองกับทหาร หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก้อนมวลชนแบบประเภทเหลืองๆ-แดงๆ อะไรทำนองนั้น และยังเป็นพลังที่ไม่ได้อยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่กำลัง “เฝ้าดู” และ “ตรวจสอบ” ทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหารการเมือง หรือใครก็ตามที่เข้ามามีบทบาทในการบริหาร-จัดการสังคมไทย...

จริง-ไม่จริง...เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็คงต้องลองคิดกันเอาเอง เพราะอาจารย์ “ธีรยุทธ” ท่านย่อมไม่ใช่ “ครูบาบุญชุ่ม” อยู่แล้วแน่ๆ แต่ที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า การอุบัติขึ้นมาของ “ปรากฏการณ์” เหล่านี้แบบครั้งแล้ว ครั้งเล่า ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ชนิดแทบไม่ต่างไปจากการวอร์มอัพ อุ่นเครื่อง ไปเป็นระยะๆ อันนี้...จะไปปฏิเสธว่าพลังที่ว่านี้ไม่มีอยู่จริง ก็คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าพลังดังกล่าวจะไม่ได้คิดไปจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง แบบพรรคพลังประชารัฐ ประชานิยม หรือประชาอะไรก็แล้วแต่ แต่บรรดาพรรคแต่ละพรรค ที่กำลังดูดกันไป-ดูดกันมาในช่วงระหว่างนี้ คงต้องคิดหน้า-คิดหลังเอาไว้มั่ง เพราะถ้าหากดันไปทำอะไรที่สวนกระแส หรือไม่เป็นไปตามกระแสความปรารถนา ความต้องการ ของบรรดาพลังที่มันมีอยู่จริง อีกทั้งยังได้แสดงให้เห็นตัวตนอย่างเป็นที่ประจักษ์มาแล้วหลายครั้ง หลายหน โอกาสที่จะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น ต้องตกชั้น ตกรอบแรก หรือรอบตัดเชือกเอาดื้อๆ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่ พรรคเก่า พรรคทหาร พรรคไม่ทหาร ก็ตามที...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก “Mahatma Gandhi”... “In the midst of death life persists, In the midst of untruth truth persists, In the midst of darkness light persists.- ท่ามกลางความตาย มีชีวิต ท่ามกลางความไม่จริง มีความจริง ท่ามกลางความมืด มีแสงสว่าง...”

พ่อครูว่า...จิตของคนที่มีน้ำใจเป็นองค์รวม เอามาให้แก่คนที่จะช่วยเหลือชีวิต ทั้ง 13 ชีวิต มันเป็นลักษณะของจิต ที่ต้องช่วยกันเสียสละจนกระทั่งมีคนตาย ตายก็ต้องอนุโมทนาที่เขาได้เสียสละ ไม่มีใครอยากตายหรอก ทุกชาติทุกประเทศมา มันเป็นสุดยอดของน้ำใจ กลับไปเทียบกับฟุตบอลที่เป็นอบายมุข เพราะฉะนั้น มันเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงเอา คุณสมบัติคุณธรรมพิเศษนี้มายินดี สมใจ ทุ่มเทให้อันนี้ ถูกต้องแล้วครับ อย่าไปทุ่มเทให้กับอบายมุขนั้นเลย ตอนนี้ข่าวฟุตบอลโลก ฟุบหมดเลย หมูป่ากลบเกลี้ยง ทั่วโลกเลยนะ ฟุตบอลโลกหงอยไปเลย แล้วแต่ละทีมก็ล้มเหลวกลับบ้านกันไป ทีมใหญ่ๆทีมดังๆตกรอบไปหมดเลย เป็นเหตุการณ์ที่อาตมามองตามภูมิอาตมา ว่า อบายมุขความเลวร้ายของโลกมันจะลดลงแล้ว ตัดสินเลยว่า เป็นเหตุการณ์ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าภาวะสังคมโลก กำลังจะเจริญดีขึ้น กำลังจะเข้าใจ เรื่องอบายมุขคืออะไร ไม่ควรจะต้องไปหลงใหล ไปเสียเวลาแรงงานเงินทองทุ่มเทเวลา กับสิ่งที่เป็นอบายมุขตอนนี้ ควรลดการละเล่น ละเม็งละคร มันเป็นแค่งาน Amateur เป็นการบันเทิงพักผ่อนหย่อนใจนิดๆหน่อย ไม่ใช่เรื่องหลักไม่ใช่เรื่องชีวิตชีวา หากประเทศนั้นสังคมนั้นเอาอบายมุขมันเป็นอาชีพประเทศนั้น สังคมนั้นเสื่อมมาก ต้องพยายามให้เกิดปัญญาเข้าใจเลย โดยเฉพาะอบายมุขการพนัน มันจะมาแฝงมากับการกีฬาเลยการพนัน การละเล่นกับการบันเทิงเริงรมย์ ถ้ามันจัดจ้าน ขึ้นมาเมื่อไหร่มันเลวเท่านั้น อย่าไปเร่ง Coefficient ให้มันเจริญก้าวหน้าทำไม กีฬาเป็นการกระตุ้น เป็นตัว Catalyse ที่เหลวไหลมากเลย การละเล่นการบันเทิงกีฬาอย่าไปส่งเสริมเพราะมันเกินขีดแล้ว เราต้องลดมัน มันเกินขีดแดงของสังคมที่ควรไปแล้ว ถ้าเลิกกีฬาโอลิมปิกไปได้ โลกจะเจริญ ถ้ากีฬาโอลิมปิกพัง เลิกเลย เอเชียนเกมส์อะไรก็เลิกเลย โลกจะเก็บเอาแรงงาน ทุนรอน เวลา คืนมาใช้ เป็นประโยชน์สร้างสรร ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติคือ 1. แรงงาน 2. เวลา 3. ทุนรอน นี่คือ ความฉิบหายของมนุษยชาติเอาความสูญเสียเหล่านี้คืนมา เอาความสูญเสียของข้าคืนมา เขางมงายกันจนไม่ลืมหูลืมตา พลังงานความรัก 10 มิติ พลังงานที่ 8 9 10 คือ พลังงานรู้จักพลังงานพระเจ้า รู้จักพลังงานความรัก 1-7 แล้วใช้พลังงานความรักเพื่อผู้อื่น จนถึง ระดับ 10 ก็สมบูรณ์แบบ 610708_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หัวใจประชาธิปไตยครบสูตร 2 หมวด 3 ประการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน