สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนเอาเงินไปบำเรอกิเลสโง่ทุกคน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนเอาเงินไปบำเรอกิเลสโง่ทุกคน _จากบ้านเล็ก เมืองน้อย...กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

คุณค่าของสติปัญญากับคุณค่าของแรงงาน

ในสมัยอดีตที่คุณค่าของสติปัญญากับแรงงานมีค่าเท่ากัน ต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หัวหน้าเผ่าที่ดีต้องมีคุณธรรมสูง เป็นผู้แข็งแรงมีพละกำลังมาก มีคุณค่าทางแรงงานสูง และมีกุนซือเป็นผู้ช่วย ผู้มีความฉลาด มีคุณค่าทางสติปัญญามาก ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในสถานภาพบทบาทของตน ที่เปรียบเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า จึงสามารถปกครองชนเผ่าเล็กๆของตน แบบพ่อปกครองลูกๆ ด้วยความเมตตา อะลุ่มอล่วยเกื้อกูลกัน เป็นเหมือนพี่น้องกัน ในสภาพของ บ้านเล็กๆ เมืองน้อยๆ จึงอยู่กันอย่างมีสันติสุข พ่อครูว่า…อยากให้คนเข้าใจว่า สังคมคนจนเป็นสังคมที่มีความสงบสุข ประเสริฐ อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่าให้มาเอาแบบคนจน อย่าไปก้าวหน้าแบบนั้นก้าวหน้าแบบนั้นมีแต่จะถอยหลังอย่างน่ากลัว คนจะตรัสอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 จะต้องมีพระปรีชาญาณอย่างมาก ท่านเป็นในหลวงไม่ใช่คนธรรมดา พูดอะไรออกมาสำคัญต่อสังคมโลกนะ และทางโลกก็ขานรับประเด็นนี้ แต่อาตมาเชื่อว่า สหประชาชาติที่ขานรับ ผู้ที่เป็นปราชญ์ทั้งหลายในโลก ขานรับ แต่ก็จะทำสังคมเป็นคนจนแล้วจะอยู่เย็นเป็นสุขประเสริฐเป็นเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม จะทำอย่างไร? ในใจเขาแต่ยังไม่ทะลุปรุโปร่งอันนี้อยู่ดี แม้แต่ผู้ที่ขานรับในสหประชาชาติก็ตาม เขายังมองไม่ออกหรอก อาตมาไม่ข้องใจ อาตมาพาทำได้ สำเร็จผล คนที่มีปัญญารับได้ก็มาเป็นคนจน อาตมาก็ทำได้ซ้อนในคำตรัสในหลวง ซ้อนในประเทศไทย คนไทยเข้ามาเป็นได้เท่านี้คนต่างชาติไม่ได้มาเป็นเพราะฟังภาษาไทยไม่ออก ขนาดคนฟังภาษาไทยออกเข้าใจอย่างดีเลย ยังมาแค่นี้เลย ยังได้แค

อ่านต่อ

่นี้เลย เห็นไหม ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยากๆแต่เป็นเรื่องประเสริฐ ยิ่งในยุคนี้เป็นได้ยาก มาเป็นคนจนมีวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน อย่างนี้อยู่อย่างคนจน ทำมาหาได้ก็มาช่วยกันร่วมกันกับส่วนกลาง ส่วนตัวก็ไม่รวยกว่านี้เด็ดขาด ที่นี่ ส่วนรวมของสังคมกลุ่มนี้ก็มีขีดจำกัดว่า เราจะไม่สะสม จะไม่สะสมความรวยกว่านี้มีเกินเราก็จะสะพัดออกไม่กักตุน ไม่ปรารถนาจะมีให้รวยให้เหลือและเอาไปออกดอกเบี้ย ไม่เอา ให้มีคงคลังพอหมุนสะพัดออก เป็นความจริงใจซื่อสัตย์ มีความรู้ทางด้านการเศรษฐศาสตร์การบัญชี ที่จะสะพัดหมุนเวียน ไม่รันช็อต ไม่เป็นหนี้ ก็ทำมาจนสำเร็จ อ่านต่อ... เมื่อชนเผ่าเล็กๆขยายตัวใหญ่ขึ้น กลายเป็นอาณาจักรใหญ่โต ความสมดุลที่เคยมีจึงหมดไป เป็นเหตุให้การดูแลไม่ทั่วถึง เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตคิดร้ายคิดการใหญ่ เพราะอยากเป็นใหญ่เสียเอง สอดแทรกเข้ามาสู่แวดวงการปกครอง วางอุบายเสนอแนวคิดใหม่ ที่จะสร้างหลักประกันให้แก่เจ้าเมืองได้มีความมั่นคงดั่งขุนเขา

เนื่องจากเศรษฐกิจในยุคนั้น ยังต้องใช้วิธีแลกเปลี่ยนผลผลิตกัน บ้างได้จากการเพาะปลูก บ้างจากการหาของป่าล่าสัตว์ ซึ่งทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนไม่มีความแน่นอน ทั้งต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ และยังไม่สามารถเก็บสะสมให้คงอยู่ได้นาน เหตุปัจจัยเช่นนี้บวกกับความโลภของเจ้าเมือง ที่ต้องการทำความไม่เที่ยง(ที่เน่าเสียได้) ให้เป็นความเที่ยง(ที่ไม่เสื่อมสลาย) จะได้เก็บส่วยไว้คงคลัง เป็นหลักประกันที่ถาวรไม่เน่าเสียเหมือนผลผลิตทางการเกษตร เจ้าของแนวคิดนี้ คือต้นกำเนิดของการขายประกัน โดยใช้เงินมาเป็นหลักประกันแทนค่าข้าวของทั้งหมด และแล้ว ก็เกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองให้เป็นลูกค้ารายแรกได้สำเร็จ ระบบเงินตราจึงได้เข้ามาแทนที่การแลกเปลี่ยนของจริงๆที่กินได้ และมีประโยชน์ใช้สอยได้จริงในที่สุด

หลังจากนั้น เงินก็คือเบี้ยประกันชีวิต ที่ชาวเมืองทุกคนต้องมีสะสมไว้ แล้วเจ้าของอุบายความคิดนี้ ซึ่งคือสุดยอดนักสะสมเงิน ก็ได้ใช้เงิน โค่นล่มเจ้า แล้วตั้งตนเป็นเจ้าเมืองคนใหม่เสียเอง และเป็นผู้เปลี่ยนความมีคุณค่าของสติปัญญา ให้อยู่เหนือคุณค่าของแรงงานไปตลอดกาล

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ค่าของแรงงานถูกตีราคาต่ำลงเรื่อยมา ผู้ใช้แรงงาน ได้ชื่อใหม่ว่าคนจน ผู้ใช้สติปัญญา ก็พากันเอาเปรียบด้วยเฉกา จนสถาปนาชนชั้นของตนเป็นคนรวย ลำดับชั้นวรรณะทางสังคมจึงเกิดด้วยประการฉะนี้ พ่อครูว่า...คนจนอย่างเราใครมาชี้ใช้ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจนายทุนหรือไม่ได้อยู่ใต้อำนาจต่างชาติ เมื่อคนจนถูกกดขี่เอาเปรียบ ให้ใช้แรงงานหนักเข้า ก็ลุกฮือขึ้น แล้วก็ตามมาด้วยการถูกปราบปราม เป็นเช่นนี้ซ้ำซากหลายต่อหลายครั้ง เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมายมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้ คนจนชนชั้นแรงงานที่เป็นชนส่วนใหญ่ของโลก ก็ยังคงถูกกดขี่ ถูกตีค่าแรงถูก ให้ค่าสติปัญญาแพง

แม้มีคนจนที่ต่อสู้ดิ้นรนจนร่ำรวยขึ้นมาได้ ก็ลบกำพืด ลืมความลำเค็ญของชนชั้นแรงงานจนหมดสิ้น ประพฤติตนเลียนเยี่ยงอย่างคนรวยได้หน้าเลือดไม่แพ้กัน เพราะการจะข้ามเขตจากจนมาเป็นรวย ต้องเหยียบหัวเอาเปรียบคนจนด้วยกันเท่านั้น ถึงจะข้ามไปได้ จิตวิญญาณจึงถูกเปลี่ยนให้คิดแบบคนรวย ตั้งแต่เลือกเส้นทางที่มุ่งสู่ความรวยแต่ต้นแล้ว

คนจนจึงผูกใจเจ็บ แต่ก็ยังคงอยากได้เงินจากคนรวย คนรวยก็ต้องพึ่งแรงงาน แต่ก็เอาเปรียบไม่สิ้นสุด กลายเป็นสงครามเย็นระหว่างชนชั้นที่รอวันปะทุ นี่คือจุดที่แกนนำเสื้อแดงใช้ในการปลุกระดมม็อบอย่างได้ผล แต่คนจนก็ถูกหลอกอีกเช่นเคย

ปัญหามันเกิดจากความขี้โลภของจิตมนุษย์ กอบโกยเอาเป็นของตนหมด จนคนอื่นขาดแคลน สังคมก็เลยเดือดร้อน คนจนยังถูกทำให้สันดานเสีย ติดสะดวกรักสบาย ใช้เงินบำเรอกิเลส เสพอบายมุข ตามที่คนรวยล่อลวง เพียงเพื่อหวังคลายทุกข์ไปวันๆ

คานธีพูดไว้ว่า ทรัพยากรในโลกนี้มีเพียงพอสำหรับคนทุกคนในโลก แต่ไม่เพียงพอเลยสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว

การจะทำให้ค่าของแรงงาน กลับมาเท่ากันกับ ค่าของสติปัญญาได้นั้น ต้องอาศัยผู้มีมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก ประเทศไทยแสนจะโชคดี ที่มีทั้ง สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา”ของในหลวง ร.9 อันเป็นหลักของ “เศรษฐกิจพอเพียง” คือ การบริหารประเทศ“แบบคนจน" “การขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” ไม่เอาแบบคนรวยอย่างที่ทั่วโลกหลงกัน แบบที่ก้าวหน้าไม่เอา มันมีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว

และมี สมณพราหมณา ผู้มีสยัง อภิญญา ที่ได้นำระบบสาธารณะโภคีมาใช้ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระบบเศรษฐศาสตร์สูงสุดของพระพุทธเจ้า

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลก ไม่ใช่แก้โดยการสร้างวัตถุสิ่งของขึ้นมา แล้วคนจนจะหมดไป แต่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนจิตใจคนให้เป็นคนมีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 มีพุทธพจน์ 7

ถ้าไม่รู้จักว่าเป็นยังไง ให้มาดูที่บ้านราชฯ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านได้ทำหมู่บ้านตัวอย่างไว้ให้ดู ให้ศึกษากัน เป็นโมเดลมีชีวิต มีทั้งคนรวยที่ยอมมาจน และคนจนที่ให้อภัยไม่ถือสาคนรวย ดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน ในระบบสาธารณะโภคี ที่รวมเอาความเป็นสุดยอดของ สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ดีที่สุดเข้าไว้ด้วยกัน มาดูให้เห็นกับตาตนเอง ทดลองอยู่ฟรี กินฟรีได้ ในบรรยากาศสดชื่นของริมมูน ที่มีอากาศหวาน อาหารดี ธรรมะยอด คนเยี่ยม เตรียมเรือไว้ให้พาย มีน้ำตกให้เล่นด้วยนะ แต่ต้องเตรียมชุดมาเอง แล้วจะได้รู้ว่า คนจน สุขสำราญเบิกบานใจ กันอย่างไร?

พ่อครูว่า.. “คนรวยกว่าคือคนที่เหยียบหัวคนที่จนกว่าทั้งนั้น”...พ่อครู 6 ก.ค. 2561 แล้วคนที่รวยไล่เรี่ยกันก็มีเฉกาพอๆกันก็เหยียบกันยากแต่ก็พยายามจะเหยียบกัน แม้จะรวยแล้ว ความที่เก็บกด มีเลือดกดขี่กัน เอาเปรียบกัน มันมีอยู่ในอนุสัยของคน “คนเอาเงินไปบำเรอกิเลสโง่ทุกคน โง่ไม่เสร็จ โง่ไม่จบ” ...พ่อครู 6 ก.ค. 2561 หากเอาเงินมาเสียสละ ขาดทุน เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นคนนี้เป็นคนเจริญ เป็นคนจะลดกิเลสได้ วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ต้องให้พฤติกรรมทางจิตวิญญาณมนุษย์เป็นคนมีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) ทำแล้วก็ไม่เอา ทำแล้วก็มีไว้น้อยๆไม่สะสม มีไว้น้อยๆก็พอ อัปปิจฉะ แม้มีน้อยก็เป็นคนไม่ยาก เป็นคนจนที่เลี้ยงง่าย ไม่ลำบากลำบน ไม่เบียดเบียนใครเป็นคนจนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นอีก ทำไมเป็นคนจนที่วิเศษขนาดนี้ นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ สร้างคนจนให้เป็นคนพิเศษ เป็นคนจนมีประโยชน์คุณค่ามีประโยชน์ต่อมนุษย์ต่อสังคม นี่ฟังดีๆ ฟังธรรมะ ทุกวันนี้พวกเราเป็นพวกนู๊ดที่บริสุทธิ์เต็มที่ไม่มีอะไรปิดบังบอกไปเปิดเผยหมดว่าให้มันดูสิ ทุกอย่างเปิดหมดแล้ว แปลว่าประกาศไปขนาดนี้จ้างก็ไม่มา

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรสำคัญอื่นๆ) ตอน อัมพัฏฐสูตร พิสดาร ตอนที่ 3 มาเข้าเรื่องที่เราเอา อัมพัฏฐสูตรมาอ่านกัน [163] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พ่อครูว่า.. อาตมาไม่ได้บอกว่าอาตมาตรัสรู้เอง อาตมาเอามาจากพระพุทธเจ้า ที่เอามาอธิบายนี้เป็นของตัวเอง ที่ต่างจากกระแสหลักด้วย ที่คุณยอมรับนับถือกัน อาตมาพูดต่างกันและขัดแย้งกับเขาด้วย แต่อาตมาก็มั่นใจว่าจะมาพูดสิ่งที่ถูก ไม่ได้มาทำเล่น

ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ พ่อครูว่า..อาตมาเข้าใจวิชชาและจรณะ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะตามฐานะของโพธิสัตว์ระดับ 7 เสด็จไปดีแล้ว พ่อครูว่า.. อาตมาก็ดำเนินไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พ่อครูว่า.. อาตมามีนัยยะอย่างนี้ได้แต่ไม่เท่าพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นสารถีฝึกพวกคุณได้ ถ้าจะว่าไปแล้วจะมีใครยิ่งกว่าอาตมา พูดความจริงไม่ได้หลงตัวหลงตนอวดตัวตน ทำให้พวกคุณมาเป็นโลกุตระบุคคลอริยบุคคล มาเป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนมีวรรณะ 9 มาอยู่ในสังคมสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 มาอยู่ในสังคมกลุ่มสาธารณโภคี ได้ลาภมาโดยธรรม ลาภธัมมิกา ได้ลาภมารวมกันกินใช้ร่วมกันยืนยันมีพฤติกรรมสังคมอยู่ เปิดเผยไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้น ไม่ได้อวดใหญ่อวดโต อาตมาก็ว่าทำได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าตามฐานะในยุคนี้อยู่นะ พวกคุณว่าไหม? พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พ่อครูว่า...มนุษย์ที่ประเสริฐที่สุดก็คือพระศาสดา อาตมาไม่ใช่ขั้นนั้น อาตมารู้จักเทวดา เทวดาสมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ มนุษย์คือผู้ที่มีจิตเจริญจิตพัฒนา ทำให้จิตเจริญได้ก็เป็นเทวดา ถ้าเป็นเทวดาโลกีย์คือ สมมุติเทพ เทวดาได้เสพสุขตามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส โลกธรรม คือเทวดาโลกีย์ ถ้าอุปัติเทพ ไม่ใช่เทวดาโลกีย์ เทพคือ เทวดาที่มีจิตอุบัติจิตเกิด เกิดอะไรเกิดเป็นโลกุตระ เข้าใจโอปปาติกโยนิ ทำจิตใจตัวเองให้เกิดใหม่เกิดเป็นโลกุตระ เกิดเป็นอาริยะ เกิดเพราะทำให้กิเลสลด ทำให้กิเลสดับ จึงเกิดเป็นเทวดา นี่เรียกอุปัติเทพ ถ้าหากได้ส่วนบุญไปตามลำดับ ตัดกิเลสไปเป็นส่วน ก็เป็นเสขบุคคล เป็นคนเจริญขึ้นไปตามลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถ้าตัดกิเลสหมดอาสวะก็เป็นพระอรหันต์เรียกว่าวิสุทธิเทพ เป็นพระพรหมเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ที่ไม่เวียนกลับ อนาคโต ไม่ใช่อาคโต เป็นผู้ที่เลยอนาคามีบุคคล เป็นอรหัตผล เป็นศาสดาเป็นผู้สอนสมมติเทพ ที่วนในโลกียะ สอนอุปัติเทพให้เป็นวิสุทธิเทพ อาตมารู้จักเทวดารู้จักมนุษย์ สอนผู้ที่ต้องการทำให้จิตใจสูงเรียกว่ามนุสโส ผู้ที่ยังไม่เป็นมนุสโส เรียกว่า มนุสเปโต ยังตกนรกขึ้นสวรรค์อยู่ พวกเราจะเข้าใจว่าเราต้องรบกับสวรรค์ จบสวรรค์ให้หมดอย่าไปตั้งความหวัง แม้แต่จิตที่จะไปตั้งความคิดเป็นสวรรค์เรียกว่า สาเปกโข มีความหวังที่จะทำให้เกิดอีกก็ไม่เกิด เป็นผู้ที่จะไม่มีสวรรค์นรกเลย มีแต่ปัจจุบันที่ไม่เกิดแล้วทุกอย่างทำในปัจจุบันไม่มีในอนาคต ยิ่งไปหลงอดีตยิ่งไม่ คนหลงอดีตคือคนขยำขี้ ขี้ออกมาแล้วยังไปขยำอยู่ได้ คนไปกับอนาคตคือคนบ้าๆบอๆ ถามจริง มีใครเห็นอาตมาเศร้าหมองบ้าง ใครเคยเห็นบ้าง อาตมาไม่รู้จักเศร้าหมอง แม้แต่เป็นฆราวาสยังนึกไม่ออกเลย แต่เป็นฆราวาส ยังมีลิงลมอมข้าวพอง มีความโกรธบ้างแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรมาก รู้ว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ แต่ไม่เคยปักอกปักใจเศร้าหมองเลย หรือแม้เราทำเองผิดพลาด เราก็เศร้าหมองที่เราทำผิดพลาดก็ไม่ได้เศร้าหมอง เราก็แก้ไขให้มันถูกเสีย จิตไม่ได้จมไปกับความเศร้าหมอง เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม เอ๊ ใครหนอจะมาจำแนกธรรมอย่างเรา อาตมารู้โลกนี้โลกหน้า รู้เทวโลก มารโลก พรหมโลก แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองเท่าที่ตนเองมี แล้วก็สอนคน อธิบาย อธิบายบรรยายให้ทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา มนุษย์ให้รู้ตาม อาตมายังไม่เก่ง เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายของอาตมามีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้งามอย่างพระพุทธเจ้า ไม่ได้สัดส่วน จนบางทีคุณก็จะรู้ว่าวนอยู่ยังไม่ดีใช่ไหม

พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พ่อครูว่า...อันนี้ยาก อาตมายังทำได้สับสนอยู่บ้าง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. จุลศีล พ่อครูว่า..พวกเราเป็นผู้มาบรรพชา เป็นผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายอีก บรรพชาคือมาเอาออก เป็นเนกขัมมะ เอาความติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขออก พวกคุณเป็นผู้บวชแล้ว เป็นเนกขัมมะ การอยู่เป็นโสด คือผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์ เห็นว่าการเป็นโสดนี่ดีกว่า ศีล 8 เป็นต้นไป โดยมีทางโปร่งไม่เลอะเทอะ มาเป็นอย่างนี้ไม่ได้ทำได้ง่ายยังมีคนอยู่แค่นี้ พวกคุณทำได้แสดงว่าทำสิ่งที่ยากได้ พวกคุณทำการบรรพชาแล้วโดยไม่ต้องเปลี่ยนชุดอะไรคุณทำที่จิตคุณ ไม่ต้องปลงหนวดก็ได้แต่ปลงก็ดี ยังเหลือแต่ไม้ร่มเท่านั้นไม่ได้ปลงหนวด อย่าง ผู้ที่จะมาบวชเป็นเณรหรือเป็นสิกขมาตุที่นี่ต้องเซ็นสละอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินทั้งหมดสังหาริมทรัพย์ พวกเราไม่มีทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชานเป็นอนาคาริกชน ผู้มาบวชของเรา แต่สังคมสงฆ์ทุกวันนี้วุ่นวายจะตายชัก เรื่องเงินทองข้าวของสมบัติอะไรเลอะเทอะ ใจของเราทำได้บริสุทธิ์สะอาดแม้ในยุคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือสิกขมาตุ แม้แต่ฆราวาสพวกเราก็ทําได้ยิ่งกว่าภิกษุหมู่ใหญ่ ขออภัยพูดข่ม สมัครใจแล้วไม่พูดตอแหล แม้เป็นฆราวาสก็ทำได้ ขอยืนยัน เป็นสัจจะที่พิสูจน์ได้จริงใจยืนยันมาเป็นอย่างนี้พากเพียรปฏิบัติได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ นี่คือศาสนาพุทธที่เหลืออยู่ พวกเรานุ่งห่มก็เป็นผ้าสีหมองแล้วไม่ฉูดฉาด ไม่เหมือนกับคนโลก ให้สังคมอโศกทั้งฆราวาสและ นักบวชไม่ละเมิด มหาศีล ไม่มีเดรัจฉานวิชา บริสุทธิ์ผุดผ่องในมหาศีล แต่เดี๋ยวนี้แทบทุกวัดเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา แม้แต่การจุดธูปจุดเทียนก็เป็นเดรัจฉานวิชา การรดน้ำมนต์ก็เป็นเดรัจฉานวิชา รักษาไข้ใบ้หวยก็เป็นเดรัจฉานวิชา สวดมนต์สวดกลอนที่ไม่ใช่สังคายนา สังคีติ เป็นการสวดมนต์ที่เอาบทมนต์มาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนต่อหน้าฆาราวาสก็อาบัติอยู่ทุกวัน แล้วไปสวดการประกาศอวดอ้างว่าจะสวดเป็นล้านเที่ยว ไม่รู้เรื่องเลย ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้เอาไปสวดอย่างนั้น คือป้องกันศาสนาของท่านไม่ให้เหมือนศาสนาอื่น ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ไปใช้การสวดมนต์เป็นการทำมาหากิน ไปหลงความขลัง นี่เป็นประเด็นหลักที่พระพุทธเจ้ากันไว้ไม่ให้เกิด แต่คนไม่เข้าใจก็ทำเลอะเทอะ จบเปรียญ 9 ในศาสนาพุทธอย่างไรก็ทำไม่ถูกยังทำกันอยู่ จนกระทั่งน่าสงสารเอาไปถึงขั้นอยู่ในรัฐพิธีราชพิธี สิ่งที่ไม่ถูกต้องตามศีลธรรมพระพุทธเจ้า แต่ทำกันถึงขั้นเป็นราชพิธี นี่คือความเสื่อมที่ น่าสังเวชใจ แต่อาตมาพูดความจริงไม่ได้ไปดูหมิ่นถิ่นแคลน แต่อธิบายสัจธรรม คำ ปาติโมกข์ คำสอนพระวินัยพระพุทธเจ้าเรียกว่าธรรมบท ไม่ใช่ประณามคาถา คำปณามคาถาคือคำสรรเสริญพระพุทธเจ้า แต่งขึ้นโดยบุคคลไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า จะเอาปณามคาถามาสวดกันเป็นหมู่อย่างไรก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้าเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่อหน้าสาธารณะก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ อยู่ในมุสาวาทวรรค ในปาติโมกข์ที่พวกคุณสวดกันและก็อาบัติอยู่ตลอดเวลาเลยก็ไม่ได้ปลงอาบัติด้วยเพราะไม่เห็นว่าผิดก็ไม่ได้ปลง ก็เลยเป็นพระไม่บริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น ไม่ได้ใส่ความแต่อธิบายพุทธศาสนาให้ฟัง อาตมาพาพวกเราปฏิบัติตามคำสอนพุทธเจ้าไม่ได้เอามาสวดหากิน จะไปจะมาก็ระมัดระวัง

ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. มีศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ สติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ มีความสันโดษอันเป็นอริยะ นี่คือสามัญผลสูตร คนที่มีศีลเป็นอริยะ ไม่ใช่มีศีลอย่างที่ศิลปะตกปลาธาร หรือเป็นศิลปะปรามาส มีศีล ที่สามารถปฏิบัติแล้วเกิดจิตเป็นฌาน เกิดจิตเป็นสมาธิ มีศีล เป็นตัวกำหนดจิตที่เป็นฌาน เป็นสมาธิ อธิจิตสิกขา หากไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดก็จะหาสมาธิหาฌานไม่ได้ สมาธิที่ไม่มีศีลเป็นข้อกำหนดไม่มีในของศาสนาพุทธ เช่น ศีลข้อที่1 ไม่ฆ่าสัตว์ คุณก็จะต้องมาสำรวมอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายในการเกี่ยวกับสัตว์ เมื่อสัมผัสกับสัตว์ก็ต้องมีสติสำรวมอินทรีย์มีสติสัมปชัญญะ คุณมีศีลข้อที่ 1 แล้วก็ต้องสำรวมอินทรีย์ในการสัมผัสกับสัตว์ ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้เห็นว่าเป็นสัตว์ คุณอยากฆ่า วางอาวุธ วังศาสตรามีความเอ็นดูมีความกรุณาหวังประโยชน์ในสัตว์ทั้งปวงอยู่ คุณได้สังวร มีความรู้สึกมีความเข้าใจมีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่หรือไม่? ถ้าเป็นไปตามที่ว่านี้จริง คุณได้สังวรคนมีสติคุณมีธาตุรู้ที่รู้ว่าคนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัตว์อยู่ในปัจจุบันนี้ หลัดๆ จิตคุณ ไม่ได้มีจิตปรารถนาร้ายต่อสัตว์ใดเลย อย่าว่าแต่จะทำให้มันตายเลย สูงขึ้นไปกว่านั้น แม้แต่สิ่งที่เราปฏิบัติกัน แม้แต่เนื้อสัตว์ที่มันตายด้วยคนค่า ไม่บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 อาตมาอธิบายต่างจากคณะสงฆ์ใหญ่ ไม่บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 ของเขาก็คือ ไม่ได้ยินมาว่าสัตว์นี้มีคนฆ่าจำเพาะ ให้คนชื่อนี้กิน เขาตีความจำเพาะให้แคบว่าจำเพาะคนใดคนหนึ่งชื่อใดชื่อหนึ่ง ไม่มีในบาลีให้แปลเลยแต่เขาไปแปลเบี้ยวบาลีว่าจำเพาะคนชื่อนี้ชื่อนี้ สัตว์ตัวนี้จะฆ่าให้สู่แดนธรรมกิน แล้วสู่แดนธรรมกินไม่ได้ แล้วเอ็งจะฆ่าให้กินทำไม กินไม่ได้ก็ทิ้ง ก็เลยฆ่าไม่ได้สิเพราะมันผิดศีล ขออภัยสู่แดนธรรมมาหากันแล้วต้องฆ่าไก่ให้กิน แต่ระลึกได้ว่าผิดศีล ฆ่าระบุบุคคลไม่ได้ ก็ขออภัย ไปตีความไว้แคบตลกยิ่งกว่าเชิญยิ้มมกจ๊กอีก เพื่อที่ตัวเองจะได้กิน ก็ไม่ได้ฆ่าให้ตัวเองชื่อนี้ก็กินได้ ถ้ามีจุดมุ่งหมายฆ่าเพื่อใครในครอบครัว ก็คนในครอบครัวก็กินไม่ได้นะ ใช่ไหม มันเป็นบาปผิดศีล ก็สอนกันอย่างนี้ จริงๆมันก็กินไม่ได้ คุณฆ่าก็เพื่อกินทั้งนั้น ฆ่าเพื่อเล่นก็ยิ่งบาปใหญ่ พวกนักฆ่าสัตว์เล่น แสดงความใหญ่ เขาฆ่ากินก็อย่างหนึ่งแต่พวกฆ่าเล่นนี้เห็นสิ่งมีชีวิตเป็นสิ่งของเลย สันโดษ เป็นสิ่งที่กว้างไกลที่สุด คนที่มีเศรษฐกิจพอเพียงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส อาตมาสำทับลงไปว่าใจมีความพอ ตัดเกรดที่ใจพอ คนที่สูงสุดแล้วแม้แต่สมบัติเราไม่มี เรามีรายได้เป็น0 เราก็พอ พวกเรามีใจพอในเรื่องทำงานฟรีไหม ทำงานฟรีไม่มีรายได้เลยพอใจไหม พอใจ..ใจพอนะ พวกนี้ใจแก้วทั้งนั้น ใจแก้วใจฟ้าใจยิ่งใหญ่ หัวใจของเรามันพอแล้วแม้ที่สุด ใจของเรานี้ ไม่ได้กินอร่อย จะมีความอร่อยด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรก็ตาม ก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง กินอันนี้โดยสัจจะของมันว่ามันเป็นธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาการจิตที่เป็นเวทนาอร่อยไม่มี กินเป็นธรรมดาจิตใจไม่ได้ผลักไม่ได้ดูด จิตใจมีสติสัมปชัญญะมีปัญญารู้ว่าเอาธาตุมาเลี้ยงขันธ์ จิตใจเราไม่มีอาการอารมณ์อร่อยเลยคนนั้นแหละบรรลุธรรม เป็นอรหัตตผลด้วย ถ้าคุณเองไม่ได้กินอย่างอร่อยสักมื้อเลย กินอะไรก็กินเพื่อเอาธาตุอาหาร ถ้ามันควรกินก็กิน ถ้าไม่ควรกินก็ไม่กิน กินเพื่อเอาธาตุอาหารมาเลี้ยงร่างกาย บางทีก็กินอย่างจำนนฉลองศรัทธาเขาบ้างก็ยังมี จริงๆ จิตใจเราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องกิน มากนักก็บ่นเมื่อยเต็มท้องแล้ว แต่ผู้ที่คิดว่ายังไม่เต็มสักทีก็ให้อีก ก็เป็นความปรารถนาดีก็ว่ากันไป บางทีไม่ไหวก็ปฏิเสธ อย่างอาตมานี้เขาว่ากินน้อย input ก็ไม่เอา output ก็จ่ายเต็มที่เขาก็บ่นว่า ก็ไม่เป็นไรเรามีหน้าที่จะทำ เขามีหน้าที่ว่า เท่านั้นเอง ก็พึ่งพาอาศัยกัน อาตมาก็เขาบอกความจริงอันหนึ่ง อาตมามาปฏิบัติธรรมผิดยุคจริงๆ คือจิตไม่มีอยากข้าวอยากน้ำ ไม่มี ไม่มีมาหลายสิบปีแล้ว เหงื่อซกเลย จะต้องกระหายน้ำก็ไม่เคยมี มีน้ำควรเติมก็เติม เท่านั้นเอง อยากน้ำ อยากอาหาร อันนั้นอันนี้ ก็ไม่ต้องคิด กินเสร็จก็เมื่อย คนเรานี้กินด้วยความอยากความอร่อยนี้มันไม่เมื่อย แต่กินด้วยการใช้พลังงาน ถ้านานอาหารต้องเคี้ยวอย่างหนักมันก็เมื่อยต้องใช้แคลอรี่มันก็เมื่อย อาตมากินอาหารนี้เหงื่อหัวล้านออก ต้องใช้พลังงานใช้ความพยายามในการกิน ไม่กินก็ไม่ได้ไม่กินก็ตาย แต่ก็พยายามทำใจของตัวเองอยู่ว่าอย่าไปปฏิเสธสิ่งที่ควร ก็ค่อยยังชั่ว เพราะเราทำจิตให้ชัดเจนต่อสิ่งนี้ มันก็เป็นประโยชน์ ศีล กับการสำรวมอินทรีย์ไม่แยกจากกัน หากผู้ที่ปฏิบัติศีลไม่ได้สำรวมอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิบัติครบองค์ธรรมของศาสนาพุทธ ในสัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน ต้องสำรวมอินทรีย์ 6 สังวรปธานเป็นตัวเริ่มต้น พากเพียรปฏิบัติธรรมหากไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า คุณไม่มีสัมม้ปปธาน เพราะฉะนั้นการจะประหารกิเลสได้ ก็จะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องมีปัจจุบัน ปหานกิเลส ที่เกิดในปัจจุบัน กิเลสในอดีตข้ามันไม่ได้มันผ่านไปแล้ว กิเลสในอนาคตมันยังมาไม่ถึง ปฏิบัติธรรมไม่มีปัจจุบันไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ไม่ปฏิบัติในวาระที่เป็น ทิฏฐธัมมิกะ แปลว่าอันเป็นไปในปัจจุบัน ถ้าคุณไม่มีความเป็นไปความทรงอยู่ในขณะ อันเป็นไปในปัจจุบัน คุณปฏิบัตินิพพานไม่ได้ ใครปฏิบัติไม่มีปัจจุบัน ปฏิบัติด้วยการหลับตาจมอยู่ในอดีต 18 อยู่ในอนาคต 44 อ่านพระไตรปิฎกให้แตกจึงสรุปได้ การหลับตาปฏิบัติมีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบันไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิก็เป็นความเพ้อเจ้อ คนนั่งหลับตานึกว่าอยู่กับปัจจุบัน ปฏิบัติอยู่แล้ว นี่กำลังคิด คนหลับตาก็เป็นอนาคตที่สร้าง การที่เกิด คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มี ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ไม่มีสัมผัสที่ต้องปฏิบัติกับผัสสะในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไปอยู่ในภพทวารเดียว แล้วจะได้ปฏิบัติธรรมเป็น ทิฏฐธัมมิกะ อันเป็นประโยชน์ที่ไหนนิพพานจึงไม่มีได้ ได้ผู้ที่ไม่มี ทิฏฐธัมมิกะ ไม่มีความเป็นไปในปัจจุบันจะจมอยู่ในดงอดีตกับอนาคต ปฏิบัติให้ตายชักอย่างไรก็ไม่ได้บรรลุธรรม พูดอย่างหนักหนาสาหัสจะสะดุ้งสะเทือนกันไหมพวกนั่งหลับตา ให้เลิกกันเสียทีไหม ให้เลิกหลับตาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัตินั้นผิดทั้งหมดเลย อยู่ในอดีต 18 อนาคต 44 ไปอ่านพหรมชาลสูตรสักหมื่นเที่ยวไป ไม่ใช่อ่านชุ่ยๆนะพิจารณาให้ดี พระพุทธเจ้าบอกว่านั่งหลับตามีทิฏฐิแค่ 62 เท่านี้แหละ คือไม่มีที่ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ไม่มี ทิฏฐธัมมิกะ อาตมาสาธยายแจกแจงมาให้ลึกซึ้งที่สุด เอาธรรมะพระพุทธเจ้าเอาอัตถะ ของพระพุทธเจ้ามาขยายให้ฟัง แม้แต่ ทิฏฐธัมมิกะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน