สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ คือ คนเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ คือ คนเช่นไร _8498ห้ามพระอาริยะเปิดเผยตัวตน เหมือนห้ามหมอจ่ายยาคนป่วย สุดท้ายโรคก็ระบาด พ่อครูว่า…เราอ่านพระไตรปิฎกก็จะได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านประกาศตัวเองทันที ท่านสูงสุดเต็มที่ใหญ่ยิ่งเต็มที่ ท่านก็ตรัสความจริงเต็มที่ของท่านออกไป เป็นการบอกความจริง การบอกความจริงคือการไม่มี สาเฐยะ อาตมาก็มาเปิดเผยความจริงบอกความจริงพูดความจริง เปิดเผยความเป็นอาริยะของตัวเอง ในโลหิจสูตร ก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ อาตมาประกาศว่าเป็นสัตบุรุษ ผู้มาเปิดเผยสัจธรรม ก็ไม่เห็นมีใครจะมาตื่นเต้นอะไร ชาวอโศกอาจจะไม่ตื่นเต้นเพราะเชื่อแล้วเป็นแล้ว หลายคนก็เอาชีวิตมาพยายามศึกษาฝึกฝนเอาให้จริงจังได้ เห็นได้ดีชัดเจน เชื่อมั่นว่าถูกต้องแต่คนข้างนอกไม่เชื่อมั่น ว่า ที่อาตมาพูดนี้เป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ ในเมืองไทยเป็นพุทธถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ประกาศว่าเป็นผู้บรรลุธรรม ไม่ใช่บรรลุธรรมดาด้วยอาตมาประกาศว่าตนเองเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ อธิบายมาแล้วว่า โพธิสัตว์นี้เหนือกว่าอรหันต์ธรรมดาตั้งหลายขั้น มันก็เหมือนยกตัวยกตน อรหันต์คือโพธิสัตว์ขั้น 4 อาตมาประกาศเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ด้วย สมณะเดินดินว่า...ถ้าเชื่อแล้วคงจะมาปฏิบัติอย่างที่เราเป็น พ่อครูว่า...เขาปฏิบัติไม่ได้ก็คงจะบอกว่าไม่เอา ก็ตีทิ้ง แต่พวกคุณทำไมมา เต็มใจมา ตั้งใจมาพากเพียรจะปฏิบัติให้เป็นอย่างที่อาตมาเป็นนี้ด้วย ที่อาตมาประกาศแล้ว ไม่ตื่นเต้นเพราะอะไร เพราะเขาเข้าใจพระอาริยะ พระอรหันต์ไม่ได้เป็นอย่างที่อาตมาเป็นอย่างเด็ดขาด ไม่เลย จะเข้าใจอย่างครูบาบุญชุ่มคืออรหันต์ อย่างมหาบัวเป็นอรหันต์ อย่างหลวงปู่แหวน สูบบุหรี่ไชโยมวนโต มหาบัวก็เคี้ยวหมากไม่เคยขาดปาก ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าต

อ่านต่อ

ิดยึดแล้ว เป็นสิ่งเสพติด ก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นสิ่งเสพติดคืออะไร ตัวเองติดสิ่งเสพติดอยู่แค่นี้ก็ไม่รู้ แล้วก็เข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจว่าอย่างนี้คืออรหันต์ อาตมาพูดว่า การนั่งหลับตาไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ เขาก็ไม่เข้าใจ ยากมากที่จะพลิกความเข้าใจที่เขายึดมั่นถือมั่นนี้แล้วให้พลิกกลับมายาก ผู้ที่จะเข้าใจและเห็นว่า สิ่งที่อาตมาพูดนี้ถูก ผู้นั้นต้องเป็นคนพิเศษที่มีปฏิภาณปัญญาเป็นพิเศษ ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญไม่ได้จบด็อกเตอร์เปรียญ 9 เฉลียวฉลาดอะไรหนักหนา ฟังอาตมา ไม่เชื่อว่าอาตมาพาทำถูก เขาก็เชื่ออย่างประเพณีที่เขาเชื่อถือกันแล้ว อันที่มันเป็นแล้วของศาสนาพุทธจมอยู่กับอันนั้นแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้อง อย่างอาตมานี่คือสิ่งที่ไม่ใช่ มันน่าสงสารน่าเวทนาจริงๆ แต่ยิ่งสงสาร ก็ยิ่งต้อง พยายามทำความเข้าใจมีอุตสาหะวิริยะทำความเข้าใจให้ดีๆ ที่จริงแล้ว ที่เขายึดมั่นถือมั่นกัน ที่ว่า อรหันต์เป็นอย่างไรนั้น พอเขาได้ยินได้ฟังอาตมาแล้ว ก็น่าจะคิดว่า ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็นอรหันต์ มันน่าศึกษานะ มันแตกต่าง เป็นอรหันต์อย่างที่อาตมาพาเป็นนี้ อาตมาก็ยังเชื่อว่าอาตมาอธิบายธรรมะจนป่านนี้แล้ว คนยังเข้าใจไม่ได้ว่าอรหันต์ของเอ็งมันเป็นอย่างไร และพวกคนเหล่านี้อธิบายว่าอรหันต์คือแบบไหน เป็นอย่างไร เขาก็อธิบายกันว่า ต้องนั่งนิ่งๆ อาตมายืนยันอรหันต์ว่าคือคนที่ไม่ใช่นั่งนิ่งๆ แต่มีความคล่องแคล่วทั้งเวทนา สัญญาสังขาร มีวิญญาณคล่องแคล่ว เป็น กายปาคุญญตา จะเป็นคนมีกรรมกิริยา การงานคล่องแคล่ว กายกัมมัญญตา สู่แดนธรรมว่า...แล้วอรหันต์ก็ยังมีการอนุโลมได้หลายอย่างด้วย พ่อครูว่า...อาตมาเป็นคนไม่ไว้ท่า มีแต่ปรุงแต่ง กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ให้คนเข้าใจดีที่สุดให้ถึงที่สุด สื่อ นัจจะคีตะวาทิตะ ท่าทางสุ้มเสียงสำเนียงภาษาคำพูด ต้องพยายามให้สื่อออกไปแล้วคนรับเข้าใจ รู้ได้ ชัดง่าย เร็วไว กระจ่างดีเลย เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ได้เป็นคนไว้ท่าเลย เขาก็ว่าไม่ได้ พระอรหันต์ต้องมีการสำรวมกายวาจาใจ ต้องมีท่าทีเต๊ะท่า อ่านใน อัมพัฏฐสูตรต่อ . . .พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.. . ท่านยืนยันตัวเองอย่างนั้นเลย หากบอกว่าบอกว่าเป็นอรหันต์ไม่ได้ แม้เป็นจริง แค่คำว่าอาริยบุคคลหรืออรหันต์ จะบอกตนเองไม่ได้ นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โลหิจสูตร เป็นพระสูตรที่ 12 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า.. [358] ดูกรโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันฟังได้ว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่าโลหิจจพราหมณ์ครองบ้านสาลวติกา ควรใช้สอยผลประโยชน์อันเกิดในบ้านสาลวติกาแต่ผู้เดียวไม่ควรให้ผู้อื่น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่ชนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อ เมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฉันนั้นนั่นแล ดูกรโลหิจจะ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้. บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภว่าเป็นธรรมอันลามกเพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่ได้อาศัยพระธรรมวินัยอันตถาคตแสดงไว้แล้ว จึงบรรลุธรรมวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ คือทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตผลบ้าง และแก่กุลบุตรผู้ที่อบรมครรภ์อันเป็นทิพย์ เพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อเมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูกรโลหิจจะ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเรากล่าวว่ามีคติเป็น 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)

อาตมาประกาศตนเองเป็นอรหันต์นั้นอาตมาไม่มีกิเลสสักนิดเดียวเลย แต่เขาก็ฟังไม่ขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าผู้บรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้ ให้ตายก็บอกไม่ได้ เห็นไหม อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าผู้ที่มีความคิดเห็นยึดถืออย่างนี้ไม่ตกนรกก็เป็นเดรัจฉาน เขาไม่เชื่อว่าใครจะมาพูดได้กล่าวได้นอกจากพระพุทธเจ้า แม้ในยุคนี้ใครจะมากล่าวก็ไม่ได้ เขาไม่กล้าไม่อาสโภ ไม่มีความแกล้วกล้าอาจหาญเพียงพอ เขามังกุตามคำสอนพระพุทธเจ้าเลย อาตมาเป็นแล้วบรรลุเต็ม ไม่ได้หมายความว่าเหลาะแหละอะไร ก็จะกล่าวด้วยความเต็มใจจริงใจ ว่าเป็นแล้วไม่ใช่อรหันต์แบบเดา ทุกวันนี้มีแต่อรหันต์เดา อรหันต์จริงไม่มีใครกล้ากล่าว ขืนกล่าวก็อาบัติ อาตมาอธิบายไปแล้วว่าพระอรหันต์มีสติวินัย ไม่ต้องอาบัติอะไรหรอก เพราะหมู่สงฆ์รองรับแล้วให้สติวินัย อาตมาเป็นอรหันต์ หมู่สงฆ์ก็ประกาศสติวินัยแก่อาตมาอย่างเป็นทางการแล้ว สงฆ์องค์นี้ก็เป็นอุปัชฌาย์เป็นพระผู้ใหญ่ก็ทำตามพระวินัยพระพุทธเจ้า ไม่ทำก็ได้ แต่ทำก็ครบ หมู่สงฆ์ได้ยกสติวินัย สามัญก็ยกให้อยู่แล้ว เป็นสิ่งที่เดาไม่ได้ น่าสงสารคนที่เชื่อถือความคิดตัวเองมากจนยึดถือคำสอนที่ไม่ตรงไม่เต็มไม่บริบูรณ์ อาตมาถือว่ายึดไม่ครบ ก็มีแง่เชิง เขาอธิบายว่าผู้ที่ประกาศได้คือคนอย่างนี้ อาตมาอยู่ในข่ายของคนที่ประกาศได้ แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็น ก็เขาไม่เชื่อ เอาแต่ได้ยึดถือว่าในยุคนี้ไม่น่าจะมีใครเป็นได้ อาตมานี่แหละที่เกิดมาในยุคนี้เพื่อรื้อฟื้นศาสนาพระพุทธเจ้าที่มันผิดเพี้ยนไปเหมือนกลองอานกะ ยืนยันตามพระสูตรว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเละยิ่งกว่าขี้แพะแล้ว แทบไม่เหลือศาสนาพุทธในยุคนี้ อาตมาก็เอาโลกุตรธรรมมาเปิดเผย เป็นธรรมที่ประณีตสุขุมละเอียด ไม่มีใครเอาธรรมะมาอธิบายได้ละเอียดอย่างอาตมานี่ย่างเข้า 49 ปีแล้ว สังเกตจุดนี้ไหม ฉุกคิดข้อนี้ไหม แล้วมันผิดไหม อธิบายเป็นเรื่องเลอะเทอะสกปรกเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องได้ราวหรือไม่ หรือว่ามีเนื้อแท้ของศาสนาพุทธหรือไม่ เรียนมากันเยอะ จบทางเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์มามากมายก็มาตรวจสอบอาตมา ขออภัยไม่ใช่ท้าทาย อยากจะให้ปฏิบัติให้สมบูรณ์ อาตมามั่นใจว่า นี่คือความจริงความรู้ความถูกต้อง เงี่ยโสตสดับที่จะต้องมาตั้งใจฟังให้ดี สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญาได้ความฉลาดที่เป็นปัญญาโลกุตระด้วยไม่ใช่แค่ความฉลาดแบบเฉกา เฉโก ไม่มีใครเอาโลกุตรธรรมมาประกาศเหมือนอาตมาในยุคนี้ มีอาตมาโผล่มาเหมือนขอมดำดิน เขาก็เลยไม่เชื่อ แล้วเป็นขอมดำดินที่ไม่ได้แข็งเป็นแท่งหินเหมือนอย่างนั้นนะ แต่โผล่มาแล้วดิ้น อธิบายประกาศส่งเสียงดังเลยกวาดล้างด้วย ผู้ที่เข้าใจยึดถือกันผิดไม่ถูกต้องว่า อรหันต์ประกาศตัวว่าเป็นอรหันต์ไม่ได้ อรหันต์ประกาศ จะบอกว่า ประกาศต่อหน้าอนุปสัมบันคือ ผู้ที่ไม่ควรจะได้ยินเป็นอาบัติปาจิตตีย์ก็ได้ แต่อาตมาไม่ได้ประกาศตนเองต่ออนุปสัมบัน จะได้ประโยชน์อะไรเพราะเขาไม่ศรัทธาความรู้แบบนี้ เขาไม่ใช่สหธรรมิก อาตมาจะไปประกาศทำไม อาตมาก็ประกาศในสหธรรมิกคือชาวอโศก ผู้รู้ธรรมะอันเดียวกัน ก็ประกาศในนี้ อาตมาประกาศไปแล้ว เขาก็ไม่เชื่อจึงปฏิเสธทันที เห็นว่า คนๆนี้อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนด้วย เขาเชื่อลึกๆว่า อรหันต์ต้องเป็นอย่างที่เขาเข้าใจ โพธิรักษ์นี้ไม่ใช่ ร้อยไม่ใช่พันไม่ใช่แสนไม่ใช่อรหันต์ อรหันต์ จะต้องเป็นอย่างที่เขามี Concept มีความเชื่อถืออย่างนั้น มีความคิดองค์รวมของเขาสรุปไว้ว่าต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ใช่ นอกจากไม่ใช่อย่างนี้แล้วไม่เป็นอย่างนี้แล้ว มันตรงกันข้ามกับที่เขาคิดด้วย อรหันต์อะไรพูดมากด้วย อรหันต์อะไร ไปว่าเขาผิดหมด ไม่มีส่วนถูกเสียเลย อาตมาว่าจริงๆนะ ไม่ได้เหลือส่วนถูกเลยไม่ได้พูดเล่นๆนะ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เขาเชื่อมั่นเลย แล้วไปกำหนดสัญญา สัญญาคือ คือความกำหนดหมายสัญญามั่นหมายว่า สนิทแน่นเลยว่า อย่างนี้ไม่ใช่อรหันต์ ต้องเป็นอย่างนี้สิถึงเป็นอรหันต์ อาตมาจึงได้แก้ไขสิ่งที่เขาสำคัญมั่นหมายว่าอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ตาม Concept ของเขา คงจะแก้กันอีกนาน คงพูดกันอีกนาน ยืนยันกันอีกนาน อาตมาไม่มีอื่นเลย ยืนยัน ด้วยความจริงและความรู้ ความจริงคือความคิดเป็นได้ อาตมามีความเป็นได้เท่าไหร่ อรหันต์หรืออาริยะของพระพุทธเจ้าเป็นสังคมอาริยะ แล้วก็ยืนยันเป็นสังคมชาวอโศก ว่านี่แดนอาริยะของศาสนาพุทธเป็นแผ่นดินพุทธ แผ่นดินอื่นที่ประกาศว่าตนเองเป็นศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธเป็นธรรมะที่เลอะเทอะ ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังไม่เข้าร่องเข้ารอยในที่นั้น ขออภัยพูดไปเหมือนตีทิ้งข่มเขา แต่เลี่ยงไม่ออกที่จะพูดความจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจำเป็นมากเลยที่อาตมาจะต้องออกมาพูด และก็ยืนยันความเป็นความมี ก็ต้องแสดงอธิบายยืนยันหลักฐานต่างๆ ที่มันมีอยู่ทั้งหมดทั้งมวล อธิบายมา 48 ปีแล้วก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อไม่ค่อยนับถือ ยังไม่ค่อยจะเห็นได้กันเลย แหม อาตมาจึงจำเป็นจะต้องยื้อชีวิตของตัวเอง ให้ยาวออกไปอีก เห็นใจอาตมาบ้างไหม ที่ต้องยื้อชีวิตตนเอง ให้ยืนยาวออกไปที่จะยืนยันความรู้ความจริงอันนี้ 610706_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ คือ คนเช่นไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน