สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ความเป็นกลางคือหมดสิ้นอันตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ความเป็นกลางคือหมดสิ้นอันตา พ่อครูว่า...พูดถึงเรื่องกลางแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้จักเรื่องของ กลาง ที่ ภาษาบาลีว่า มัชฌิมะ แปลว่าท่ามกลางความเป็นกลางหรือเป็นกลาง กลางก็มีท่าม คือมันอยู่ตรงนี้แหละ คือกลาง มัชฌิมะ แล้ว คนก็ไปแปลมัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง เป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจไม่ถูกเต็มเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง ไปแปลตีขลุม ที่จริงแล้วความสำคัญมันอยู่ที่ตรงกลาง ตรงระหว่างกลางเลย มันเจาะตรงหัวใจของกลางเลย ท่ามกลาง มัชฌิมะ คือเจาะหัวใจตรงกลางเลย ปฏิปทาแปลว่าวิธีปฏิบัติทางปฏิบัติ กระแตแปลว่าทางสายกลาง ท่ามกลางไม่ใช่ทางสายกลาง สายมันยา แต่ตรงกลางมันเจาะตรงนั้นเลย จุดนั้นเลย จุดนั้นมันเล็กน้อยมัน 0 เลยมันไม่มีเลย มันตรงกันข้ามกับคำว่าสายที่มันยาวยืดยาด ไปแปลว่าทางสายกลางทำให้ความหมายของมัชฌิมา ออกนอกโลกไปเลย ปฏิปทาแปลว่าทางปฏิบัติ ส่วนคำว่าสายก็จะยาวไป แปลว่าทางปฏิบัติวิธีปฏิบัติก็สั้นลง ทั้งทางทั้งสายก็ยาว ต้องแปลว่าวิธีปฏิบัติเอามาปฏิบัติเพื่อให้มันจบ ใช้ภาษาว่าทางสายกลางนี้มันไม่มีวันจบมันยาว แล้วทำให้เข้าใจท่ามกลาง อย่างหมดหวัง เป็นไปไม่ได้หรอกเพราะว่าอยู่ในทางจมอยู่ในทาง แปล มัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง คำว่าความเป็นกลางตรงกลางจุดตรงกลางจึงหายไปหมด ก็เลยปฏิบัติอย่างเวิ้งว้างตามทางสายกลาง ทางสายกลางแปลว่ามันมี 2 ข้างแล้วก็เดินไปตรงกลางๆ ระหว่างทางกว้าง 2 ข้างนี้ ก็ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นอย่างนั้นจริงๆศาสนาพุทธเป็นแบบนี้ทุกวันนี้ไม่รู้จักจุดหมายปลายทาง ไม่รู้จักจุดสำคัญของสิ่งที่เราจะไป ไม่รู้วิธีที่จะไปสู่จุดสำคัญด้วย ไปแปลทางของพระพุทธเจ้าให้กลายเป็นทางที่ไม่รู้จักจบ และเป็นทางที่ไม่รู้จักจุดหมายจุดจบ จุดสมบูรณ์ จุดสัมบ

อ่านต่อ

ูรณ์ จุดสรุป หมดท่าเลย คนที่ไปแปลมัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลางนั้น ขออภัยที่ต้องพูดว่าได้บาป มาทำให้คนเข้าใจผิดไป เลยทำให้ตกอยู่ในทางไปอยู่ในสาย ตกอยู่ในทาง ที่มีสาย สายคือที่เขากำลังใช้เชือกดึงเข้าไปในถ้ำนางนอนนี่ไง นำเข้าไปเป็นสาย ก็นำไปในทาง ทางไหนล่ะ ทางก็คือความกว้างสายก็คือเส้น เส้นนี้อยู่ในความกว้างไม่รู้จักสองฝั่งนี้เลย ไม่รู้จักจุดจบด้วย ไม่รู้จัก อันตา เรียกว่า 2 ข้าง อันตาแปลว่า ปลาย ข้าง อันตะ แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุด อันตาคือพหูพจน์มีสองข้าง เราต้องรู้จักทั้งสองข้าง แล้วทำให้หมดข้างไปเรื่อยๆ ข้างหนึ่งคือกาม ข้างหนึ่งคืออัตตา สรุปแล้วศาสนาพุทธมี 2 อย่างนี้ เรียนกาม อัตตา แล้วมาลด กาม อัตตา คุณหมดกาม ก็เหลืออัตตา กามที่ต้องล้างคือ ราคะ พยาบาท ถ้าคุณไม่ต่อให้มันหมดไปหมดไปให้จบสิ้นอีก อนาคามีจะเหลืออัตตา กามหมด ถ้าคุณไม่เร่งทำอัตตาให้หมดอีก มันจะขยายกลับมาเป็นกาม หมุนมาเป็นกาม เพราะฉะนั้นต้องเร่งทำต่อให้จบให้หมดเลย แล้วกามมันก็จะไม่เกิดอีก ประมาทไม่ได้ สรุปแล้วถ้าไปเข้าใจธรรมะพูดให้เจ้าที่ท่านสรุปไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรพระสูตรแรก ก็ให้ศึกษากามและอัตตา ลดกาม ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในอัตตา สมมุติว่ากามมี 100 หน่วยทำให้หมดไปได้ 25 หน่วยแล้วคุณก็จมอยู่ที่นี่ เสร็จแล้วกามก็ดึงออกมาอีกได้ มันต้องกลับมาหาเอาพลังที่ได้เป็นตัวรวมของ พลังรวม เป็น static ของการฆ่ากาม เอาตัวนี้เป็นตัวตั้ง กามหมด 25 เป็นโสดาฯก็เอาให้หมดกามของสกิทาฯอีก 25 ก็จะมีต้นทุนของการฆ่ากามนี้ได้ ลดกามต่อ กามก็หมดไป 50 เหลืออีก 50 ลดไปอีก 25 ลดได้ 75 ก็เบา เหลือรูปราคะ อรูปราคะอีก 25 ก็ล้างไปอีก หมดเกลี้ยงเลย ทีละส่วนที่ละควอเตอร์ ทีละ 25 ธรรมะพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ครบหมดเลยแบ่งสัดส่วนแบ่งหยาบกลางละเอียด ให้คุณได้เรียนรู้ การเรียนรู้ มันได้เพี้ยนไปไกล จนกระทั่งไม่รู้กรรมฐาน กรรมฐานของศาสนาพุทธนั้นคือ เวทนา มีอันเดียว แต่ถูกเข้าใจผิด แล้วก็หลงยึดผิด กลายเป็นศาสนาเทวนิยมออกนอกรีต เป็นศาสนาสะกดจิตไม่รู้จักจิต ก็เลยกลายเป็น ไม่ได้เรื่องได้ราว หมดท่าเลย กรรมฐานก็กลายเป็นกสิณ คืออะไรที่คุณใช้เป็นจุดสะกดจิตจดจ่อ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูพูดถึงความเป็นกลางก็คือที่ตรงกลาง คือ จิตใจเราไม่เพียงไปในทาง กาม ทางอัตตา พ่อครูว่า...ของพระพุทธเจ้าไม่มีกสิณ 40 ท่านพุทธโฆษาจารย์ในวิสุทธิมรรคได้รวบรวมเอาไว้เป็นกสิณ 40 เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีธรรมวิจัยไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่มีสติสัมปชัญญะ ที่จะมีธรรมะวิจัยมีวิริยะ ไม่มีทำไมมีใจก็มีแต่หยุดๆๆๆๆ มีแต่หยุดอย่างเดียว มีแต่หยุด อย่าคิดอย่านึก อย่าไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก แล้วก็ร้องว่ามันคือความสงบ ใช่มันไม่ผิดหรอกมันคือความสงบ แต่ความสงบอย่างนั้นมัน มะรื่อทื่อ สงบ สงบของพระพุทธเจ้านั้นคือ สันตา ยิ่งสงบจิตใจยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งสงบจิตยิ่งปราดเปรียว จิตยิ่งแหลมคมจิตยิ่งทำงานได้ปราดเปรื่องมาก ไม่ใช่จิตอยู่นิ่งนิ่งๆไม่รู้จักคิดอะไรเลย เวทนาก็หมด สัญญาก็ไม่ทำงาน เวทนาก็ไม่ทำงาน ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แหม น่าสงสารศาสนาพุทธ พวกที่ท่านหลงใหลผิด เสียดายแรงงาน เงิน เรี่ยไรกันอยู่นั่นแหละ แล้วหยุดสอนเสียทีอย่างที่ผิดๆอย่างนั้นแหละ ขออภัยที่พูดเหมือนไปใช้อำนาจบาตรใหญ่หยุดเขา อาตมาก็ได้แต่สงสาร จริงๆแล้วขออภัยเถอะ อาตมาทำงานนี้ อาตมามาเป็นพ่อ อย่ามาหาว่าอาตมาเสือกจะสมัครเป็นพ่อเลย โวหารของโพธิรักษ์เป็นอย่างนี้ อย่าหาว่าอาตมาเสือกเป็นพ่อเลย อาตมาเกิดมาในชาตินี้มาเป็นพ่อ ในธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม เรื่องของสิ่งที่ อินเดียเขามี สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขายกก็เป็นพ่อ มหาตมคานธี เขายกมาเป็นพ่อของประเทศจึงเรียกว่ามหาตมะ เป็นพ่อของประเทศ บาบูจี อาตมาจริงๆ อาตมาก็มาในนัยยะนั้น นี่พูดเปิดเผย อวดอุตริมนุสธรรมของตัวเอง มาเป็นพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นผู้ที่มีลูก จำนวนพันเป็นอเนก คือนับไม่ถ้วนเลย กี่ Thousand จะเป็น Million thousand ก็ว่ากันไปเลย ล้านๆๆ Thousand มาเป็นพันเป็นอเนก เป็นพ่อที่มีลูกจำนวนมาก ไม่มีประมาณ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอาตมาไม่ได้พูดเอง คือ อาตมามาเป็นพ่อ มาเป็นผู้ที่พยายามจะสร้าง สัตว์โอปปาติกะ สร้างจิตวิญญาณของมนุษยชาติให้มาเป็นคน เป็นพรหม มหาบิดา อาตมามาในสายนั้นเครือนั้น DNA นั้นของพระเจ้า ของพ่อ นี่พูดโดยวิชาการนะ เป็นการศึกษาไม่ได้พูดหลงตัวเองยกตัวเองเป็นการอธิบายสัจธรรม มาทำหน้าที่นี้จริงๆ มาสร้างโลก มาสร้างสัตว์โอปปาติกะให้เป็นลูก ให้ไปเป็นพระพรหมให้เป็นจุดสุดยอดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหมนั่นแหละ ให้มีจิตวิญญาณที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาให้สูงสุด ให้มีจิตนี้ เมตตา อาตมาว่า อาตมายืนอยู่ในฐานเมตตา ทำงานอยู่ชีวิตทุกวันนี้อยู่กับเมตตา ส่วนตัวเองนั้นอยู่กับอุเบกขา ตัวเองใช้อุเบกขาเป็นฐาน วิหารธรรม เป็นฐานวิหารธรรม เป็นฐานเครื่องอยู่ของตัวเองเป็นอุเบกขา คือจิตเป็นกลาง เป็นอุเบกขาที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ขออภัยที่ต้องชมตัวเอง สูงมากคือเฉยกลาง ใครจะกระทบกระแทกกระเทือนกระทบอย่างไร ก็กลางเฉย อย่างไรๆก็ Invisible ไม่มีตัวตนไม่เห็นตัวตนอาตมาหรอก คุณไม่เห็นตัวตนอาตมาหรอก Invisible อาตมาเป็น invisible และเป็น untouchable ด้วย คนไม่ถูกหรอก ใครเคยอ่าน เรื่อง invisible Man บ้าง มันเป็นวิทยาศาสตร์คิดทำให้ตัวเองหายไปได้ ไม่มีใครเห็นได้ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมาก เพราะว่าคนไม่เห็นมัน ก็เดินชนมัน คนเดินชนมัน แต่ไม่เห็นตัวมัน มันมีตัวตนแต่มองไม่เห็น

คนเรานี้ถ้าเผื่อว่าไม่รู้สัจธรรม สัจธรรมสูงสุดพระพุทธเจ้า พูดไปก็เหมือนจะไปยกข่มศาสนาอื่น คือเป็นศาสนาที่รู้จัก เอาสัจธรรมะ สิ่งที่ทรงอยู่ทรงไว้ตั้งแต่ 0 จนกระทั่ง .0000001 แล้วก็ .0001 จนถึง .1 มีตัวตนมากขึ้นๆๆ ผู้ที่สามารถที่จะรู้จัก สภาวธรรม พูดไปด้วยพยัญชนะ อะไรศาสตร์ก็แล้วแต่ เอามาใช้แทนสภาวะเรียกอันนั้นอันนี้ก็แล้วแต่ ถ้าหากเข้าใจสภาวะนั้นแล้ว แล้วก็รู้จักการเกิดการตาย ที่ มหาตมะคานธีสรุปเอาไว้ “ท่ามกลางความตาย มีชีวิต ท่ามกลางความไม่จริง มีความจริง ท่ามกลางความมืด มีแสงสว่าง” ถ้าผู้ใดสามารถรู้ความจริง ว่า ความจริงมันก็มี ตาย กับมีชีวิต ความจริงมันก็มีมืดกับสว่าง ความจริงมันก็มีความจริงกับความไม่จริง พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าเราก็อาศัยสองคำนี้แหละ โหติ กับนโหติ นัตถิกับอัตถิ คือความมีกับความไม่มี ท่านก็สรุปในพระสูตรนี้ พระไตรปิฎกล. 16 ข. [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) เป็นเรื่องที่จะต้องเรียนความมีกับความไม่มี มี ต้องมาเรียนรู้ว่าโลกสมมุติว่าอะไรมีหรือไม่มี แต่คุณต้องรู้ความไม่มีของคุณเอง ความมีกับความไม่มีของตัวเอง เรียนอะไร ท่านก็เรียนโลกสมุทัย กับโลกนิโรธ โลกนิโรธคือดับโลก โลกสมุทัยคือ เรียนรู้เหตุ ตั้งแต่หยาบที่สุด ทุกวันนี้คนสร้างเหตุที่หยาบที่สุดตั้งแต่อบายมุข อภิมหาอบายมุขใหญ่มากเลยไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุ แย่งวัตถุใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแย่งยศใหญ่ อำนาจใหญ่ สุขใหญ่ในกาม ในอัตตา โดยไม่รู้ว่าตนเองตกนรกหมกไหม้ นรกหมกไหม้ คือ สวรรค์ไหม้หมก(สวรรค์ไม่หมด)...พ่อครู 8 ก.ค. 2561 มันโง่ทั้งคู่ ความจริงนรกกับสวรรค์คือความโง่ทั้งคู่ ใครยังมีสวรรค์มีนรกอยู่โง่ทั้งนั้นหมดสุขหมดทุกข์นี่แหละคือ ท่ามกลาง ขยายเป็น วิชาการของพุทธเจ้าเลย เอาวิปลาส 3 กับ 4 เป็นวิปลาส 7 กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ : ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก 3 ประการ คือ วิปลาส พตปฎ.เล่ม 31/526 1. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส 2. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส 3. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี)

จิตวิปลาส คือจิตไม่เต็มเต็ง ก็ทำให้สัญญาวิปลาส สัญญาเป็นตัวจารบุรุษ มีหน้าที่เสือก ทำงานแต่ก็ต้องเสือกอย่างมีปัญญา เสือกอย่างมีความรู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ต้องมีจิตที่จะต้องมีสัญญาที่สัมมาทิฏฐิ จึงจะต้องมีทิฏฐิให้สัมมา ต่อไป จะขยายความมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฏฐิที่ 10 วิปลาส 4 มี 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี)

พระอรหันต์ทุกองค์จะบอกว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จะเร็วหรือช้าก็แล้วแต่มันตั้งอยู่สุดท้ายมันก็ดับไป ใครยังไม่รู้จักทำให้มันดับได้ถาวรหายไปได้ถาวร คุณก็อยู่กับมันสิ คนที่ดับไม่ได้ถาวร คนไหนที่ดับได้ถาวร คนนั้นก็จบเหตุ ดับได้ถาวร เตี่ยอาตมาชื่อ ทองสุข คนวิปลาส เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข คนที่จบแล้วเป็นอรหันต์แล้วก็หมดสุขหมดทุกข์ การเห็นว่าของที่ไม่ใช่ตนเป็นตน ก็เป็นความวิปลาส การเห็นว่าสิ่งที่ไม่น่ายินดีไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเลย ไม่น่ารักน่าใคร่ ไม่งามเลย ก็ไปหลงว่างาม หลงว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น น่าอยาก (สู่แดนธรรมว่า..แล้วไปทำให้มันเจริญอีกด้วย) เราต้องมาทำสัมมาทิฏฐิที่ให้แจ้ง เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). สัมมาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)

ในโลกนี้มี มีอะไร สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว มีไหม? โลกนี้มีไหม คนเกิดมาคุณได้พบ คุณเกิดมาในโลกนี้ขณะนี้ คุณได้พบคนคนใดคนหนึ่ง เป็นอย่างนี้ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา และคนผู้นี้เป็นอย่างไร เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เป็นผู้ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ้งสว่างกระจ่างชัดด้วยสยัง อภิญญา ด้วยความรู้ของตัวเองแต่ยังไม่ใช่ สยัมภู อันนี้ พระพุทธเจ้าตรัสหมายถึงสาวกลำโพงไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นสมณะพราหมณ์ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา ผู้ที่ปฏิบัติชอบดำเนินชอบ ในโลกนี้มีไหมคุณได้พบไหม ถ้าคุณไม่พบแน่นอนชาตินี้ทั้งชาติ คุณก็ไม่ได้อะไรอีกในสัมมาทิฏฐิ 9 ข้อ ถ้าคุณไม่พบผู้ที่เป็นสัตบุรุษ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา แต่ถ้าคุณพบแล้ว คุณก็ตาบอด ไม่เห็น เห็นแล้วคุณก็บอก ไม่ใช่ เอ๊ มันก็น่าจะใช่นะ แต่คุณก็ไม่เชื่อ น่าเชื่อนะ แต่กูไม่เชื่อ อัตตามานะเขาใหญ่มาก จะเพราะอะไรทำให้เขามีอัตตามานะมากก็ไม่รู้ ทำไมเขาถึงได้โง่ ยกกำลังล้าน เมื่อไหร่จะสิริมาเสียที ก็ต้องหายโง่ ก็น่าสงสาร อาตมาพูดเปิดตัวไปจนหมด แล้วก็แสดงตัวเอง แสดงอะไร แสดงภูมิ แสดงตัวเองว่า เป็นสยังอภิญญา แสดงไปหมดเอาพระไตรปิฎกมาอธิบายด้วย 48 ปีแล้วนะ มันไม่เข้าท่าบ้างหรืออย่างไร อธิบายธรรมะอย่างชัดเจนหรือไม่อย่างชัดเจนไม่จริงหรือจริง พิสูจน์ได้หรือพิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้ไหม...ได้ พวกนี้พูดอย่างสง่าผ่าเผยเลยว่า พิสูจน์ได้ (ตาอู๊ดว่า...นับว่าเป็นโลกาบารมี) พ่อครูว่า...อย่างนี้เขาเรียกว่าสอย ไม่ใช่เสือกหรือสอด แต่เขาสอย แปลว่าเสริมก็ได้ คุณศรัทธาเลื่อมใสก็พูดอย่างนั้นแหละ คุณได้พบได้เห็นก็ศรัทธาเลื่อมใสยินดีปรีดา คนที่เขาเห็นแล้วก็ไม่เห็น อาตมาก็ว่าน่าสงสาร น่าสงสารจริงๆ ก็เลยต้องพยายามแสดงธรรมพยายามอธิบายบอกพูดออกไป ให้ยืนยันความจริง อาตมาอธิบาย ทาน ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 ทานต้องมีผล แต่เขาทานกันทุกวันนี้ไม่มีผล ที่มีผลก็คือมีภพมีชาติ ทานแล้วก็ตั้งจิตไว้ผิด โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้เป็นคู่เวรกัน พึงทำความฉิบหายและความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้น (ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปน เวรินัง มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติ) (ธรรมบท ล.25/13 และโคปาลสูตร ล.25/92 )

ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธสอนการทานอย่างมีภพชาติ ตั้งจิตเป็น 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ทานข้อเดียว อาตมาก็อธิบาย ทานให้มีผลบ้างสิ แต่เขาทานไม่มีผล แล้วสอนให้มีภพชาติใหญ่โต ศาสนาพุทธสอนกันอย่างสร้างภพชาติจะได้เกิดในสวรรค์ สวรรค์ที่ไหน พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกอะไร ให้หมดสวรรค์หมดนรก ผู้ใดสอนให้ตกอยู่ในสวรรค์ไปยึดสวรรค์อยู่ ผู้นั้นไม่ใช่พุทธ ฟังไหวกันไหม เขาบอกว่าจะให้หมดสวรรค์ทันทีได้อย่างไร ก็ให้ทำสิ ทำให้สุดสิ ถ้าไม่สุดก็อยู่อย่างนั้นแหละเมื่อไหร่ จะเลิกเป็นนางวิสาขาเสียที ได้ภูมินิดเดียว โสดาบันนิดเดียวจมอยู่ ป่านนี้ยังไม่ขึ้นมาเลยติดแป้น มีเมถุนองค์ที่ 7 ในเมถุนสังโยค 7 เป็นเทวดาติดแป้น วัฏฏภิรตโสดาบัน นางวิสาขา สมณะฟ้าไท สรุปว่า...วันนี้พูดถึงการเมืองและก็เรื่องศาสนา จบ 610708_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หัวใจประชาธิปไตยครบสูตร 2 หมวด 3 ประการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน