21-16 ภาคผนวก ก ใจเพชร น 2043-2076.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทานเท่านั้น หากใครอยากทานของอร่อยต้องไปหาทานเองแล้วสม บัติป้าย่านางตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว ยกให้ลูกไปหมด แต่ก็ไปอยู่ได้คงจะขออนุญาตลูกได้ไปได้จริง ๆ แต่ไม่มีของอร่อยจริง ๆ มีแต่ของที่มีประโยชน์ถ้าเราคิดว่ามันมีประโยชน์กับเรา ก็ให้เพื่อนทานของที่มีประโยชน์ ตั้งความคิดไว้ว่าจะ ไม่พยายามซื้อขนมมาฝากเพื่อน ขอบคุณค่ะ 4126865 262890 กรณีศึกษาที่ 7.7 5 นางจิตรา พรหมโคตร เพศ หญิง เจริญธรรมค่ะ ที่เราได้ทำมันอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ เพราะว่าการที่เราคิดว่าสิ่งที่เรามา นี่ มันถูกทางแล้ว เราไม่ได้สงสัยก็เดินตามทางท่าน ที่ผ่านมาเราทุกข์ตลอด 50 กว่าปี แต่ครั้งนี้ ถือว่าเราได้มาฟังธรรมะ จากสัตบุรุษ ซึ่งเป็นอาจารย์ของเรา เมื่อเราได้ปฏิบัติจริงแล้วมันได้อย่างนั้นจริง ๆ ความสุขกายสุขใจมันเกิดขึ้นและยิ่งสำคัญ เราสังเกตุว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อก่อนนี้เรากลัว แต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถมีจิตที่แข็งแกร่ง ครั้งหนึ่งไม่ว่าจะส่วนใหญ่ที่จะไปบำเพ็ญบุญจะมีพวกมาร คือ กิเลส เราไม่รู้เมื่อก่อนนี้และไดัฟังอาจารย์บอกว่ากฏแห่งกรรม ถ้าใครไม่เข้าใจเรื่องกรรม จะ ไม่บรรลุธรรม ซึ่งเมื่อได้ฟังธรรมของอาจารย์ตรงนี้ เป ็นจุดเหตุที่ทำให้ฉันยอมทุกอย่างที่จะทำลายกิเลสตนเอง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับไปก็รู้สึกว่า ทุกสิ่งเมื่อก่อนนั้นท ำให้เรามีทุกข์ ก็ไปขอบพระคุณเขา คือ เรายอมในความดีของคนอื ่น ที่ทำให้เราเกิดเป็นแบบนี้ คือมันเป็นอะไร คือ จะพู ดว่า เรามาถูกทางแล้ว และธรรมะที่ ทำนั้นมันมีจริง ทำจริงได้จริง ทำเล่นได้เล่น และมาในครั้งนี้ มันก็เกิดจากการที่เรามีมานะพากเพียร เราไม่สงสัย กิเลสนะมันน่าดูจริง ๆ เมื่อก่อนจะมา ค่ายพระไตรปิฎก มา 5 ครั้ งแล้ว แต่สิ่งที่ เราทำไปเเล้วน ะ แล้วได้ดีจริงนะคะ วันนี้เราก็จะไ
อ่านต่อ
ปขอยันต์เกาะพิษจากอาจารย์เอาไปสู้กับกิเลส ตอนนี้ปิดประตูสู้กับกิเลส ฆ่ามันให้ตายนะคะ เมื่อก่อนเราจะลอมฉอม เพราะเราไม่ทราบจะทำอย่างไรกับมัน ก็ขอเท่านี้นะคะ สวัสดีค่ะ 4410075 50800 กรณีศึกษาที่ 7. 7 6 นาง จิร นันท์ ทับเนียม อายุ 54 ปี เพศ หญิง กราบนมัสการพระคุณท่าน กราบคารวะอาจารย์หมอเขียว เจริญธรรมพี่น้องจิตอาสาทุก ๆ ท่านและก็นักศึกษาแพทย์วิถีธรรมค ่ ะ ช ื่ อจิระนันท์ ทับเนียม อายุห้าสิบสี่ปี ชื่อทางธรรม ปุ๊ พริ้วลมบุญ จะใช้ชื่อนี้ในการจัดทำรายการสุขภาพดีกับแพทย์วิถีธรรม เป็น ชื่อพ่อท่าน ตั้ง ให้ “ พริ้ว ” ตอน แรกพ่อท่านตั้งให้ ก็มีความรู้สึกแบบเหมือนเรารู้สึกเหมือนเราไม่ตรงไปตรงมา บิดพริ้วนะคะ ไม่ ค่อยจะชอบชื่อนี้เท่าไหร่ ก็ถกเถียงกันกับหมู่กลุ่ม เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็กลับไปขอพ่อ ขอเหมือนเดิม ส่วนเรื่องสภาวธรรม ยันพิธีพูดง่าย ๆ ว่า ยันพิธีมีผลก็จะเห็นกิเลสของตัวเองหลายอย่างก็ถูกตีไปก็ตีมา กิเลสมันก็หลบขึ้นหลบลงก็ถือว่าก็สลดลงไปเยอะ ก็คิดว่าเราไม่น่าจะช้า อาจารย์ก็บอกว่าเราน่าจะทำประโยชน์ตนบ้าง เพราะว่าชีวิตนะคะ ความที่ว่าเราเจ้าของโปรเจค มันแบกมาเยอะ ตั้งใจจะทำอะไรมันขนมาเยอะเพราะฉะนั้นโปรเจคที่เอามาพี่น้องไหนที่มาคุยกับปุ๊ ถ้าอยากได้งานก็เชิญได้เลย ปุ๊มีโปรเจค เ ยอะแยะที่จะแจกจ่าย แต่อาจารย์ว่างานมันไม่ใช่คำตอบ ง าน งานสำเร็จแต่ถ้าใจไม่สำเร็จก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรจะทำ คือ ลดอัตตาและกิเลส ซึ่งมันเช็คได้มันก็สลดลงนะคะอา จารย์ อย่างพี่น้องเราพาดพิงอย่างนี่ ปกติมันจะมีตัวไม่ยอมนะ คะ ไม่ถูกต้อง มันก็พยายามที่จะแบบ เอาให้ใช่นะว่าสิ่งที่คุณเข้าใจมันไม ่ใช่ แต่ในที่นี่มันก็เอออะไรยังไงก็ยอมไปก่อนแล้วกันน ะ ยอมได้ก็ยอม วางได้ก็วาง เพราะว่าในงานข องปลุกเสกที่ได้ยิน พ่อท่านเทศน์บอกว่าอัตตามัน คือ สมม ต ิ แล้วเราจะเอาอะไรกันหนักกันหนา ต่างคนต่างที่จะเอาให้ได้อย่างใจตัวเองมัน คือ สมม ต ิทั้งนั้น เราจะเอาอะไรทำให้เราพึงมานึกถึงจุดนี้นะคะ ในบางจุดที่บางครั้งพี่น้องเราตักเตือนหรือพี่น้องเราบอกกล่าวหรืออาจารย์บอกกล่าวนะคะ บางครั้งเราก็ติดเบรกไม่ค่อยจะอยู่ มันทำให้เรามองย้อนกลับไปถ้าว่าสิ่งเหล่านั้นมัน ทำ ให้เราแบบไม่เจริญขึ้นนะคะ ก็ตรงนี้ก็คิดว่า ยัญ พิธีนี้ และในงานพระไตรปิกฎครั้งนี้ ปุ๊คิดว่ากิเลสและอัตตาปุ๊มันน่าจะเบาบางลงได้ ส่วนในเรื่องทำความดีอะไรบ้าง ดีแบกมาเยอะเลยคะอยากทำดี ๆ ทั้งนั้นเลย แต่ที่สำคัญก็คืออาจารย์ ท่าน บอกว่าอย ่ายึดดีและให้วางดี ก็สิ่งนี้ ค ่ ะ ที่ปุ๊จะต้องเพียรและก็ปฏิบัติเพราะว่า อย่างไรก็ตามมันก็ต้องอยู่ด้วย งานเป็นตัวที่จะต้องทำให้เราเดินไปตราบใดที่ชีวิตเรายังมีลมหายใจและก็มีแรงเราก็คงต้องบำเพ็ญต่อไป ละกิเลสอะไรได้บ้าง ลดกิเลส กิเลสที่ลดได้ที่เห็นชัดก็เรื่องรูปนะคะ รูปที่จากการที่เราจะมาทานมื้อเดียวในงานนี้นะคะ เราก็เป็นคนที่ผอมง่ายอยู่แล้ว เราก็จะติ ด คือทุกคนจะทักว่าเราผอม นึกถึงว่าถ้าเรากินแล้วสวยขึ้นมันจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ แทนที่การปฏิบัติธรรมเรามันจะเจริญขึ้น มันอาจจะทำให้เราถูกทางโลกทางอะไรดึงกลับไปได้นะคะ ปุ๊ก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราปฏิบัติ อาจารย์เคยบอกแล้วว่าผอม นี่ ล่ะ คือ เจริญแล้ว แต่ถ้ายังอ้วนอยู่นั้นถือว่ายังไม่เจริญนะคะ ก็ขอฝากพี่น้องเราไว้เพียงแค่นี้นะคะ ขอบคุณค่ะ 4196080 52705 กรณีศึกษาที่ 7. 77 นางสาวจิราพร ตันใจเพชร เพศหญิง กราบนมัสการพระคุณเจ้า กราบคารวะอาจารย์หมอเขียว ค่ะ และก็เจริญธรรมสำนึ กดี พี่น้องผู้เจริญในธรรมทุกท่านค่ะ ชื่อจิราพร ตันใจเพชร นะคะ หรือว่า ชื่อเล่นชื่อ อ๋า มาจากพะเยาค่ะ จบทางด้านอาหาร โภ ชนาการ และก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ และ วิทยาศาสตร์อาหารนะคะ ลดตอนนี้ก็คือ ลดอา หารอยู่มื้อเดียว และก็ละในเรื่อง มีความโกรธ มีการติดดิสเบรคให้กับความโกรธ ส่วนการเลิกก็เลิก เนื้อ นม ไข่ ผลิตภัณ ฑ์ จากสัตว์หรือว่าน ้ำ ผึ้ง ความดีก็ไม่ค่อยมีอะไรเด่นชัดนะคะ แต่ความชั ่ว ยิ่งเรียนไปหลายวัน รู้เลยว่าชั่ว และก็ช้า ในการล้างกิเลสมาก ๆ ส่วนสภาวธรรมพึ่งผ่านมาหยก ๆ ก่อนที่จะม าเข้าค่ายที่นี่ ต่างจังหวัดก็ เรียกว่า ผีเข้าพี่สะใภ้ แต่ เขา ไม่มีใครบอก ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว เขา ค่อยมาบอก เสร็จแล้วเราก็ไปดูกลับไปดูที่บ้านว่าเป็นยังไง ก็ไปคุยกับ เขา คุยไปคุยมา อาการมัน ครบเซต เหมือนในทีวี คือ คนเวลาผีเข้ามันมีอาการยังไง มันก็คือออกมาแบบนั้น แล้วทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ข้าง เขา ก็ขนหัว ขนแขน แสตนอัพกันไปหมดแล้ว เราก็จำเป็นต้องเข้าไป ดูพี่สะใภ้ว่ามันเป็นยังไงบ้าง ก็ คุย ก็พยายามเพ่งดู เขา เขา ก็ไม่ยอมมองหน้าเรา เขา ก็พยายามห ลีกเลี่ยง สักแป๊บนึงพี่ชาย เขา ก็ ไปหาหมอผีที่ไหนก็ไม่รู้มา เขา ก็จะทำพิธีอะไรของ เขา เราก็ยืนมองอยู่ เราก็ยัง มันอะไร ทำไม เขา เหมือนกับผีที่สิงพี่สะใภ้ทำไม เขา ชี้หน้าด่าอะไรสารพัด เราก็ลองภูมิ มีความรู้สึกอยากทดลอง เลยเข้าไปแล้วก็บอกถ้าแน่จริงก็ชี้หน้าด่ามาสิ หรืออะไรอย่างนี้ เขา ก็ไม่ทำอะไร แต่ เขา ก็พยายาม หลบตาเรามาก ก็ยังไม่ออกอีก เราก็ เลยนั่งคุยกับ เขา ดี ๆ คุยไปคุยมา เป็นคนแก่อายุ 70 เขา อยากได้ชุดขาว เขา อยากจะให้ร่างนี้ ครอบครัวนี้นี่ ถือศีลกินเจ มันก็เข้าทางเราพอดี เราก็พยายามเน้น ๆ ว่า เขา จะต้องถือศีลกินเจใช่ไหม แล้วคุณถึงจะออกจากร่างนี้ ทีน ี้พี่เอยทุกคนก็พยายาม รวมกันแล้วก็บอกโอเค จะถือศีลกินเจ อะไรกันพอบอกแบบนั้นเสร็จเราก็กลับไป พออีกวันหนึ่ง เขา ก็ยังไม่ออกอีก เราก็บอกว่า เขา ขอก่อน ขอชุดขาว เราก็เลยเป็นภาระให้กับพี่ชายเพราะว่าจิต เขา เริ่มตก เราก็ไปซื้อชุดขาว เป็นคนที่กายห่างวัด ไปซื้อชุดขาวเสร็จ จะไปถวายสังฆทาน เราก็ซื้อชุดเดียวกลัว เขา จะไม ่มีเปลี่ยน ก็ซื้อสองชุดไปถวาย ก็ ไปเล่าคนอื่น เขา ก็บอกที่ เขา ซื้อกันแค่ชุดเดียวกัน ก็ผ่านตรงนั้นไปอีก ทีนี้ เขา ก็ไปหาพระที่แบบสักยันต์ เต็มตัวแทบจะไม่มีที่ว่างเลย แล้วก็ลูกปะคำ พระเต็มเลย แล้วก็มาทำพิธีที่บ้านอีก แล้วก็มาชี้ ๆ สารพัดเราก็อยู่ห่าง ๆ ยื นมองอยู่ เขา ก็ชี้ ๆ จะต้องมาร อ ห ลังคาบ้านทำโน่น ทำนี่ อะไรทุกสิ่งอย่าง จะต้องใช้ เงิน จากสามพัน สี่พันเป็นห้าพัน เป็นหมื่น สุดท้ายพี่สาวของพี่สะใภ้มาด้วยก็บอกคนนั้นผีเข้าอีก เขา ก็ มอง เสร็จแล้วพอพระองค์นี้ไปเราก็เรียกพี่ชายมาคุย เราก็ บอกว่า เตือนสติ เขา ไม่งั้นก็สติตก ตังค์ก็ไปด้วย ต้องดึง ดึงสติสตัง เขา กลับคืนมา และก็คุย อีกวันหนึ่ง เขา ก็ยังอยากจะหาที่อื่นอีก ก็ บอกว่า ถ้างั้นก็ขอเป็นคนขับรถก็พาล่ะกัน ก็ไปอีกที่หนึ่ง ก็ไปพระที่แต่งองค์ทรงเครื่องครบอีกเหมือนกันเราก็ไปยืนหลังพี่สะใภ้ เพราะว่ากลัว เขา จะล้ม คือ พระแต่ล่ะองค์ที่เราไปยืนใกล้ ๆ เขา ก็จะหันมาถามว่า คุณเป็นใคร เหมือนกับไปขวาม เขา ไรนี่ ค่ะ เสร็จแล้วสิ่งหนึ่งที่อ๋า ได้ตรงนี้ พอขากลับมา เราขับรถมาคุยกับพี่กับพี่สะใภ้ ก็คือ พยายามเล่าเรื่องที่อ าจารย์ พูดถึงเรื่องธรรมะให้ เขา ฟัง เสร็จแล้วก็ นั่งขำอยู่ว่า จริง ๆ แล้วนี้เครื่องประดับที่ เขา ใส่กัน ที่พระใส่น่ะ มันไม่ได้ช่วยอะไร เขา เล ยนะ จริง ๆ อยู่ที่ตัวเรามากกว่า ทำตัวเราให้ขลัง แม้แต่ผีเวลาเราคุย เขา ก็ยังยอม แต่พระทำไมต้องขู่ขนาดนั้ นก็ แล้วพลัง คิดว่า เคยมีครูบาอาจารย์ เขา เคยพูดว่ามนุษย์เรานี่ หรือแม้แต่มหาลัยฮาวาดร์เองก็วิจัยมาเป็นวิทยาศาสตร์ ใช้สติปัญญาหรือว่าสมองเราแค่ 5 เปอ ร์ เซ ็ น ต์ เอง อีก 95 เปอร์เซ ็ น ต์ เราไม่ใช้ แต่พร ะพุทธเจ้าใช้เต็มร้อยเปอร์เซ ็ น ต์ ก็มานั่งคิด ถ้าคนเรา หรือ มนุษย์เรานี่ ใช้แค่ 51 เปอร์เซ ็ น ต์ เราก็เกินมนุษย์แล้ว แต่การจะทำไอ้ 51 เปอร์เซ ็ น ต์ นั้น 1 เปอร์เซ ็ น ต์ นั้น ม ันมีแค่ทางเดียว ไม่มีทางอื่นเลย ก็คือปฏิบัติธรรมให้ตรงให้ถูกทางเท่านั้นค่ะ สาธุค่ะ 4114800 53340 กรณีศึกษาที่ 7. 7 8 นางสาวจาริณี กวิวิวิธชัย อายุ 57 ปี เพศ หญิง กราบนมัสการพระคุณเจ้า และก็กราบอาจารย์หมอเขียวที่เคารพอย่างยิ่งค่ะ เจริญธรรมพี่น้องทุก ๆ ท่านค่ะ ดิฉัน จาริณี กวิวิทธชัย หรือเอ๋ อยู่ที่คลอง 3 นะคะ เป็นนักศึกษาปี 56 ก็ จะขอเสนอในเรื่องของสภาวธรรมค่ะ ในด้านของสภาวธรรม นี่ ถ้าจะเปรียบเทียบกับบรรดาพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ที่พูดคุยกันนะคะ ดิฉันเชื่อว่าในตัวเองยังมีเรื่องของ ความรับรู้ด้านสภาวธรรม ไม่ สู้ดีนักคงจะต้องมีการฝึกฝนและก็ไฝ่เรียนรู้กันไปตามลำดับอีกทีหนึ่งคราวนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้ชัดเจน คือ เรื่องของความมีอัตตาในตัวเองนะคะมันก็คงจะติดพันกันมาตั้งแต่ในโลกอาชีพ ที่เราอยู่กันในชีวิตโลก ๆ นะคะก็ติดพันจนถึงทุกวันนี้ คื อ ในแง่ของความชอบใจไม่ชอบใจ บางสิ่ง บางคน บางกิริยาอาการของบางคน นี่ ซึ่งอาจจะดูแล้วเราอาจรู้สึกว่าไม่ชอบใจ ในสิ่งที่เป็นคำพูด คำจา กิริยาอาการก็จะเกิดขึ้นกับในบางคนที่เราได้พานพบ เร าก็พึ่งจะรู้นะคะ ว่าสิ่งที่ เรารวม ๆ กันแล้วมัน คือ อัตตาในตัวตน ที่ผ่านมา ในเวลาที่เรา เจอเหตุการณ์เช่นนี้ นะคะ สิ่งที่กระทำก็คือ เราจะหลีกเลี่ยงไม่อยากจะปะทะสังสรรค์ เพราะเนื่องจากว่าบางที่ นี่ คือพูดกันไปแล้วมันจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในคลื่นเดียวกันนะคะ เราก็จะหลีกเลี่ยงกันออกไป เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง คือ จะพูด ให้น้อยลง หรือว่าพูดเท่าที่มีความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกัน วิธีการที่ทำจะเป็นแบบนั้นเพิ่งจะมารู้จากที่ฟังคำบรรยายของอาจารย์ตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมานี่ว่าสิ่งนี้ ล่ะ ก็คือ อัตตาในตัวตน แต่สิ่งต่าง ๆ ที่ เราเป็นอยู่นี่ก็ได้ทบทวนจากบททบทวนธรรมของอาจารย์ ตามที่ท่านบอกว่า ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่าเราก็ยังไม่เข้าใจตนเอง ก็ได้ย้ำเตื อนกับตัวเองตลอดเวลา ว่า นั่น คือสิ่งที่เราเป็นอยู่หรืออีกสิ่งหนึ่งที่บอกว่า สิ่งที่เราได้รับ คือ สิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา ก็พยายามเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่า สิ่งที่เราได้พานพบทุกวันนี้ เป็นกระจกสะท้อนภาพของเราซึ่งตัวเราเองเราก็อาจจะไม่รู้ในการกระทำนั้น ๆ ไม่ว่าอาจจะเป็น ในปัจจุบันชาติหรืออดีตชาติต่าง ๆ ก็ตามที พอสรุปได้ว่านี่ คือ ปีศาจที่อยู่ในตัวเอง ก็ถือว่าเป็นโจทย์อันหนึ่งที่เราจะต้องกำจัดมันให้ได้ ถือว่าเป็นตัวสารเลวที่อยู่ในตัวเอง อายุปูนนี้ ยังไม่เคยด่าตัวเองต่อหน้าสาธารณชน หรือแม้แต่ด่าตัวเองด้วยตัวเองก็ตามทีว่า เรามีปีศาจหรือเป็นสารเลวในตัวเองนะคะ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกระจกสะท้อนภาพตัวเอง แต่ก็มีความมุมานะ ว่าเราคงจะต้องหาทางกำจัดสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราให้จงได้เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุขกาย เบาใจมากขึ้น แต่ถ้าโดยภาพรวมของการใช้ชีวิต ( อาจารย์หมอเขียวแทรก) อันนี้ คือ ความ ก้ าวหน้าของพวกเรา ผมเห็ นพวกเรากล้าที่จะเปิดเผยความจริง ของชีวิตตัวเองในส่วนทั้งส่วนที่ทำได้แล้วในส่วนที่ยังทำไม่ได้นะ ส่วนดีแล้วส่วนยังไม่ดี กล้าที่จะด่ากิเลสตัวเองได้กล้าจะเปิดเผยปีศาจของตัวเองได้นี่คือคว ามเจริญ มันเป็นสัญชาตญาณในคนตรง นี่คือการล้างโลกธรรม เราไม่ได้มา เราไม่ได้มาปิดบังความจริงของเราว่า ฉันเลิศยอดสวยหรู ยังงั้น ยังงี้ คนเขามองไม่เห็นกับเรา เราจะโกหกยังไงก็ได้แต่จริง ๆ แล้วนี่ เราก็ไม่โกหก เราก็พูดความจริงของเราที่เราเป็น เป็นสัญชาติญาณแห่ง คนตรง ถ้าเรามียังงี้เขาจะบันทึก พลังชีวิตเราจะบันทึกเป็นวิบากดีของเรา ทำให้เราบรรลุธรรมเร็ว พระพุทธเจ้าตรัสเลย คนที่มีสัญชาติญาณแห่งคนตรงจะบรรลุธรรมได้ ผมเห็นความเจริญของพวกเรานะ แต่ละคน เปิดเผยสิ่งจริง ในชีวิตตัวเอง ที่มันเป็นความแกล้วกล้าอาจหาญ ถ้าเราไม่มีธรรมะมากพอเราจะไม่กล้าเปิดเผยความจริง ถ้าเราไม่ล้างโลกธรรมได้มากพอมันจะไม่กล้าเปิดเผยความจริงมันจะบังตัวเองให้สวยหรูไปยังงั้น ล่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์ คือ สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าได้รับบทเรียนจากอาจารย์ ในรอบนี้ก็ต้องเรียนกับอาจารย์ว่า 57 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่าเราจะมีปีศาจร้ายสิงสถิตย์ แล้วมันก็อาจจะค่อย ๆ เติบโตมาตามลำดับจนกระทั่งถึงวันนี้ แต่ก็มีจิตตั้งมั่นว่า เราอาจจะไม่สามารถที่จะกำจัด หรือฆ่ามันได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเพราะว่ามันสั่งสมกันมาอย่างยาวนาน แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็มีความตั้งใจว ่าเราควรจะต้องกำจัดมัน ต้องเล็กลง ๆ ตามลำดับและก็จะคอยติดตามผลอีกที่หนึ่ง ว่า จากนี้ไป นี่สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร นะคะ อีกสิ่งหนึ่งก็คือเรื่องของความดีความชั่วนะคะ ในด้านความดีก็คิดว่าสิ่งที่ได้ทำมา 2-3 ปี นี้ ดิฉันเองก็ได้เข้ามาช่วยกิจกรรมการงานของทางคลอง 3 ทุกครั้งที่มีการจัดค่าย ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงหลังการปิดค่ายทุกครั้ง ก็คิดว่าสิ่งนี้น่าที่จะเป็นตัววิบากดี ที่น่าที่จะสามารถที่จะล้างวิบากร้ายบางส่ วนให้เจือจางลงไป ได้ไม่มากก็น้อย นะคะ ในแง่ของความชั่วก็ยังชอบกินของอร่อยอยู่นะค ะ ก็อร่อยในที่นี้เช่น อาหาร ก็ยังอยากจะปรุงให้อ ร่อย แต่ก็ไม่ได้รสจัด ยังติดที่จะกินในลักษณะแบบเช่นนั้นอยู่ก็จะพยายามควบคุมให้มันลดลง การลดกิเลส ในปีที่แล้วจำได้ว่ามานั่งตรงนี้ ปีที่แล้วตลอดปียังกินพวกสัตว์ใหญ่งดไปแล้ว ตั้งแต่หลังจากการเข้าค่ายและในการเข้าสู่ปีหนึ่งของนักศึกษา ก็บอกว่าเรางดเนื้อสัตว์จะเหลือแค่ไข่อย่างเดียวคือภาพเมื่อปีที่แล้ว แต่หลังจากการเข้าค่ายพระไตรปิฎกในปีที่แล้วก็สามารถ กินไข่อย่างเดียว ทำได้ต่อเนื่องมาจนถึง ณ วันนี้ จากตรงนี้ไปก็ให้คำมั่นว่า จากค่ายนี้มีความตั้งใจว่าอย่างน้อยจะก็กินข้าววันละ 1 มื้อแบบว่าเด็ดขาดเลยะ อย่างน้อยหนึ่งครั้งในหนึ่งเดือนและก็รวมทั้งถือศีล 43 ขั้นต้นไม่กล้าที่จะผูกมัดว่าจะทำได้มากกว่าเดือนละหนึ่งครั้งนะคะและท้ายนี้จะขอเป็นหนึ่งในผีเสื้อตัวน้อย ๆ ที่จะขยับปีกไปพร้อมกับท่านอาจารย์ในการเจริญเติบโตของแพทย์วิถีธรรมต่อไปค่ะสาธุค่ะ 4381500 232410 กรณีศึกษาที่ 7. 79 นางสาวจันทรา วิสุทธิเมธากูล อายุ 5 2 ปี เพศ หญิง กราบนมัสการพระคุณเจ้า เจริญธรรม ชื่อหมวย จันทรา ว ิสุทธิเมธากูล อยู่กรุงเทพ อายุ 5 2 ปี อาชีพออกจากงานมานานแล้ว เกือบ 10 ปี เรื่องของสภาวธรรม จุดหักเห สนใจโดยที่ตัวเองไม่ได้เจ็บป่วย เริ่มต้นจากการดูวีดีโอ ลดสัตว์สี่เท้าได้ ด้วยความสงสาร หวงกิเลส เนื้อไก่เริ่มเหม็น ทานไม่ได้เลย ดีดออกง่าย ๆ 4523740 67310 กรณีศึกษาที่ 7 .8 0 เจน หลั่งเจริญ เพศ หญิง กราบนมัสการพระคุณเจ้าทุกฐานะและขอคารวะอาจารย์หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน และเจริญธรรมสำนึกดี จิตอาสาแพย์วิถีพุทธ ทุกท่านคะ ดิฉันชื่อ เจน หลั่งเจริญ มาจากอุตรดิตถ์ การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น มีอาชีพเป็นแม่บ้าน อสม ฐานะสภาวธรรมที่ทำอยู่คือ โกรธเกลียดง่าย มีกิเลสเยอะพอได้มารู้จักอาจารย์ ใจเพชร หมอเขียว กล้าจน จึงมีความรู้สึกว่าลดละกิเลสได้มากกว่าเดิม แต่ก่อนโกรธแต่เดี๋ยวนี้ไม่โกรธวางได้ใครว่าอะไรก็ปล่อยวางได้ไม่โกรธเคยกินอาหารที่เป็นที่เป็น กิเลสที่ชอบเดี๋ยวนี้ก็ปล่อยวางได้เนื้อสัตว์จะลดละได้เยอะแต่ยังติดอย่างหนึ่ ง คือ ความชั่ว ยังทานไข่อยู่ ความชั่วที่ทำอยู่ก็คือทางบ้านยังไม่ยอมรับเขายังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็ต้องทำให้แต่พยายามที่จะซื้อปลาที่เป็น ๆ เมื่อก่อนนี้เคยทำแต่ซื้อปลาตายเขาบ่นว่าไม่อร่อยก็พยายามทำให้อร่อยแต่ที่บ้านไม่ใช้ชูรส ป รุงปฏิบัติธรรมทุกครั้งก็พยายามไปปฏิบัติธรรมกับพระที่ฉันมังสวิรัติที่วัดที่ไม่ฉันเนื้อนะคะเพราะมันมีประโยชน์ต ่อตัวเราด้วยอันนี้ก็เป็นอาจารย์ ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) ได้สั่งสอนไว้เมื่อยามเรามาปฏิบัติเข้าค่ายอยู่ครั้งแรกที่จังหวัดพิษณุโลกและก็พากเพียร ทำ มาบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคมที่คนมีความเจ็บป่วยเราก็จะช่วยเข้าไปช่วยเหลือทันทีโดยไม่คิดว่าเราจะมีโรคประจำตัวอะไรเพราะเราไม่มีเชื้อโรคที่แพร่เชื้อเขาเราก็เข้าถึงตัวเขาเลยส่วนมากถ้าเดินไปในตลาดเราไม่ใช่หมอนะแต่แม่ค้าในตลาดเขาจะเรียกคุณหมอเราก็จะปฏิเสธเขาว่าเราไม่ใช่หมอนะคะเราเป็นเพียง จิตอาสาแพ ท ย์วิถีพุทธ เฉย ๆ แต่เขาไม่ฟังเขาก็จะเรียกว่าคุณหมอก็เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเพียงจิตอาสาเครือข่ายเขาขอความช่วยเหลือมาเราก็จะพยายามไปช่วยเหลือเขาเ ครือข่ายจะนัดกัน เราก็จะไปตามเครือข่ายต่าง ๆ จะมีความพยายามให้มาขึ้นนะคะเพราะทางบ้านเขาไม่ค่อยยอมรับแต่มานี่ก็ภาวนาเลยว่าขอให้ได้มีบุญได้มาค่ายพระไตรปิฎกทุกครั้งเมื่อได้มาแต่ละครั้งก็มีความยินดีมีความสุขมากเพราะจิตใจนี่มันจะสบายขึ้นกว่าเก่าเมื่อก่อนนี้จะทุกข์มากเพราะอยู่แต่บ้านไม่ได้ไปไหนเฝ้าบ้านตลอดแต่วันนี้ได้เดินทางออกมาศึกษาได้พบหมู่พ้องพวกพ้องเขาบอกว่าจะไปทำไมไปสอบนะก็เรียนมาทุกครั้งก็รู้อยู่แล้วทำอยู่บ้านก็ได้เราก็ยอมรับว่าทำไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะเราต้องมีหมู่กลุ่มมีพลังช่วยผลักให้เราทำเพราะเราอยู่บ้านมันจะมีกิเลสเยอะ ก็ขอจบไว้แค่นี้ 4248785 69215 กรณีศึกษาที่ 7.8 1 นายชิณพงษ์ กิจพงษ์เจริญ อายุ 27. ปี เพศชาย กราบนมัสการพระคุณเจ้า คารวะท่านอาจารย์หมอเขียว เจริญธรรมสำนึกดีพี่น้องผู้เรียนรู้สุขภาวะธรรมทุกท่านครับ ผมชิณพงษ์ กิจพงษ์เจริญ อายุ 27 ปี จังหวัดกรุงเทพฯ วุฒิการศึกษาจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สภาวธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 25 54 ที่เข้ามาบำ เพ็ญบุญก็ตอนน้ำท่วมจนตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว สภาวธรรมที่ได้ก็จากหมอเขียว และสมณะพ่อครูโพธิ์รักษ์ ก็พยายามดูการปรับสมดุลร่างกา ย เรา ทั้งกายและก็จิตตอนนี้การปรับสมดุลมันทำให้ผมรู้สึกว่าสี่ปีนี้ที่เกิดการเรียนรู้สมดุลร้อนเย็น ร้อนเกิน เย็นเกิน ร้อนเย็นพันกัน ร้อนหลอกเย็นหลอก มันทำให้รู้สึกว่ามันง่าย และมันก็พยายามปรับที่กายกับอาหารมากที่สุด กายและก็จิตใจและอาหารด้วย คือ ดูว่าแต่ละวันที่เราบำเพ็ญบุญนี่มากน้อยแค่ไหน ถ้ามากทรมานมากก็ใช้วัตถุบ้าง ภาวะก็แล้วแต่จะเกิด บางที่ก็ทั้ง สภาพแวดล้อม ฤดูร้อน ฤดูหนาว และก็ปรับใจไปด้วย จิตวิญญาณ ก็เพื่อที่จะเรียนรู้ ฝึกฝนแต่ละสภาวะที่มันคุ้นชินก็เข้ามาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ก็รู้ว่าสาเหตุหลัก ๆ ก็รู้ว่าร่างกายเราแข็งแรงอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับความดีความชั่ว ความชั่วที่ดูว่าที่เราก็รู้จริง ๆ ว่าชั่วขนาดไหนก็ตอนที่ได้กลับ ไปอยู่บ้านไม่ได้มาบำเพ็ญบุญมัน เกิดความชั่วเร็วเหมือน เขา กระตุ้นให้เรามา หันมาบำเพ็ญบุญในค่ายสุขภาพ เพราะว่าหลัก ๆ แล้วความดีที่เราทำมันอยู่ในค่ายสุขภาพ เหมือนกับว่าเราได้มาช่วยเ หลือพี่น้องที่ เขา ได้มาเข้าค่าย เพื่อให้ เขา นำกลับไ ปพึ่งตนเองได้ ให้ เขา ได้เรียนรู้ สุขภาวะได้ลดละกิเลสตอนนี้ก็ลดมาเรื่อย ๆ พยายามที่จะตัดกิเลสเมื่อเราจะกลับไปบ้านว่าจะกลับไปทำอะไร ถ้าเรากลับไปเสพมันก็เป็นผลร้ายต่อตัวเราเอง ก็พยายามตั้งศีล ตั้งอธิศีลให้มันสูงขึ้น ทั้งนี้ก็ตั้งแต่ทานเข้ามื้อเดียวก็ทานสิ่งที่ย่อยง่ายทานง่ายและไม่มีโทษก็มาพิจารณาแต่ละอย่างตอนที่มาค่ายพระไตรปิฎกครั้งนี้ อาเล็กก็ถามว่าเห็นผมกินอะไรแปลก ๆ คือ ช่วง นี้ ฤดูร้อนการพิจารณาของผมเองเฉพาะตัวผมเองก็จะใส่ข้าวสวยราดแกงจืดใส่มะละกอดิบ อาเล็กก็ถามกินอะไรแปลก ๆ ก็มันก็เป็นการปรับสมดุลของตัวผมเอง เพราะว่าทั้งวันก็อยู่แต่ในห้องสื่อก็ไม่ได้ทุก ข์ อะไร แต่บางคนเข้าไปก็อาจจะทุกข์ร้อนเพราะว่าเ ก้ าอี้ก็ร้อน โต๊ะก็ร้อน อุปกรณ์ก็ร้อนในช่วงเที่ยง ๆ ก็มากินอย่างนี้ก็ปรับสมดุลเ อา พิจราณาเอามันไม่ได้เป็นตลอด ก็หาอะไรปรับเปลี่ยนก็เป็นการเรียนอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าถึงสภาวธรรมก็เพื่อที่จะบำเพ็ญบุญให้เต็มที่ แต่บางครั้งการทำงานเต็มที่มันก็ไม่ได้ตื่นเช้ามาสวดมนต์สามวันแรกก็พอมีแรงอยู่แต่พอวันที่ไปขนปุ๋ยก็นอนจนถึงแปดโมงเ ก้าโมงก็ไปขนปุ๋ย บางที มันก็อาจอย ู่กับการทานอาหารด้วย เพราะบางที ก็ไปหาของ เถื่อนใส่ในครัวบ้างก็เท่านี้ ครับ ขอบคุณครับ กรณีศึกษาที่ 7.8 2 ชนิตา เลิศศิริลักษณ์ อายุ 58 ปี เพศหญิง กราบเรียนท่านอาจารย์หมอเขียวด้วยความเคารพและศรัทธา เจริญธรรมเพื่อน ๆ พี่ ๆ และน้อง ๆ ค่ะ ชื่อ ชนิตา เลิศศิริลักษณ์ ชื่อเล่น ดา จบการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมี ตอนนี้ก็อายุ 58 ปี อาชีพเป็นพนักงานขายเคมีภัณฑ์ แต่ตอนนี้ก็เออรี่แล้วคะ เป็นแม่บ้าน สภาวธรรม ศีลข้อที่ 1 คือ ปาณาติปา คิดว่าได้ค่ะ เพราะว่าตอนนี้ตั้งแต่ป่วย คือ ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ระยะ 2 ก็ตั้งแต่ ปี พ. ศ. 25 55 แต่ตอนนี้ยังไม่หลุดค ่ ะ มันก็ยังอยู่กับเรา แต่มันไม่ลาม ก็ไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ ไข่ นม ขนม ก็เลิกมาเลย ของหวาน ไขมัน ก็ไม่ได้กินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2 5 55 ก็รู้สึกตัวเองว่าดี อารมณ์ ดีขึ้นเมื่อก่อนจะเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ก็ดีขึ้นแล้วตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ท่านอาจารย์หมอก็แนะนำ บอกว่าไหนลองทดสอบกินมื้อเดียว อย่างมากที่สุด คือ 2 มื้อ มื้อเย็น นี่ จะไม่ทานเลย ก็มาทดสอบดูว่าถ้าเราทาน 2 มื้อ กับมื้อเดียว นี่จะเป็นยังไง ก็รู้สึกว่าตอนเช้ามานี่ เวลาเราตื่นถ้ากินมื้อเดียวเราจะตื่นได้เร็ว แล้วก็ตัวเบาระบบขับถ่ายก็ดี แต่ถ้าทาน 2 มื้อ นี่ มันเหมือนว่าเวลาเราดีท็อกซ์ ทำไมเราถึงถ่าย น้อยลง ก็ลองเปรียบเทียบดู ก็แบบ นี่คะ แล้วก็คิดเรื่องทำดีส่วนใหญ่ยังติดกับเรื่องงานในครอบครัวอยู่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปกับห มู่กลุ่มเท่าไหร่ ก็ ลูกยังเล็กมากคะ คนโตอายุ 17 คนเล็กก็อายุ 11 ปี เวลา เขา ป่วย เราก็ใช้ยา 9 เม็ดทำให้ค่ะ อย่างสมมติว่า ปวดท้องประจำเดือน ก็ใช้ผงถ่าน น้ำสกัดแล้วก็น้ำมันเขียว ท้องเสียก็ใช้อย่าง นี้ คะ แต่ถ ้าเป็นหวัดตัวร้อนเจ็บคอก็ใช้ยา 9 เม็ดคะ แล้วเวลา เขา ทำไม ่ ดี บอก เขา ว่าหนูลอง เพราะว่าถ้าเกิดไปโรงเรียน ถ้าเกิดดื้อกับแม่ ไปโรงเรียนหนูต้องเจอเพื่อนรังแกหนูหรือว่าคุณครูต้องดุหนูแน่เลย แล้วก็เรียนจะไม่เข้าใจ เขา ก็จะมาบอกเราว่าวันนี้จะเป็นยังไง ถ้าเกิด เขา ดื้อ เขา บอกว่าวันนี้ เขา หกล้มเล่นฟุตบอลแล้วหกล้มอย่างนี่คะ ก็รู้สึกว่าเราก็เอาวิชาหรือว่าธรรมะที่ท่านอาจารย์สอนตอนมาอยู่ที่นี่ใช้กับครอบครัว โดยเฉพาะลูกของเราคะ ทำชั่วอะไรบ ้าง ก็เรื่องความโมโหยังเยอะอยู่ แล้วก็อัตตากับลูกคะ ถ้ า เขา ไม่ดูหนังสือเราก็จะขี้โมโห แต่ว่าถ้าเรามาค่ายแล้วกลับไปรู้สึกว่าจะทำได้ประมาณอาทิตย์หนึ่งค่ะ ก็ต่อไปก็เหมือนเดิมอีก ก็มาครั้งนี้ท่านอาจารย์ก็พูดว่ากิเลส นี่ เราจะต่อสู้กับมันยังไงบ้าง ก็เลยจะลองเอาแนวทางนี้ ไปลองดูนะคะ แล้วก็ลดละเลิกกิเลส นี่ คิดว่าต่อไปก็จะตั้งเรื่องจุลศีล แล้วก็ ศีล 43 ข้อ คะ จะเป็นผีเสื้อตัวเล็ก ๆ อยู่ภาคกลาง ช่วยอาจารย์ค่ะ อาจารย์พูดผู้ใดช่วยปฏิบัติจุลศีลผู้นั้น ล่ะ ได้ช่วยผม ได้ช่วยสังคม ได้ช่วยพระพุทธเจ้า จริง ๆ เราช่วยหมดนะ ผู้ใดปฏิบัติจุลศีลผู้นั้น ได้ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติทุกคน แล้วพลังของพวกเราทุกคนมีค่ามาก เหมือนที่พี่ท่านหนึ่งเล่าไปเมื่อกี้นี่ พลังเข องพวกเรามีค่ามาก เลย แต่ละคนแต่ล ะท่านที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive