610214 ความรักของพระโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความรักของพระโพธิสัตว์ ความรักของพระโพธิสัตว์ ... ความรักระดับนี้ไม่ใช่ความรักแค่มิติที่๑ “กามนิยม” ซึ่งเป็นความรักระหว่างเพศ ไม่ใช่แค่ความรักมิติ ที่ ๒ "พันธนิยม"เป็นความรักระหว่างสายโลหิต ระหว่าง พ่อ...แม่....ลูก เท่านั้น หรือแม้จะกว้างออกไปสู่วงศาคณาญาติ เป็นความรักมิติที่ ๓ "ญาตินิยม" ถ้ามีความเห็นแก่ตัวน้อยลง ความรักจะสามารถขยายวงกว้างออกไปสู่สังคมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรียกความรักมิติที่ ๔นี้ว่า "สังคมนิยม" หากขยายพื้นที่ออกไปสู่ชาติบ้านเมืองได้ เรียกความรักมิติที่ ๕นี้ว่า "ชาตินิยม" ส่วนความรักมิติที่ ๖"สากลนิยม" นี้ เป็นรักที่ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เป็นความรักที่มีต่อมนุษย์ชาติทั่วสากล แต่ถ้ายิ่งไปกว่านี้ เป็นความรักที่ลึกซึ้งกว้างไกลไปทั่วจักรวาล เป็นความรักมิติที่ ๗ "เทวนิยม" คือความรักอย่าง"พระเจ้า" ที่รักทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู สำหรับผู้ที่กำลังเดินเข้าสู่ความรักมิติที่ ๘ "สัจจนิยม" นี้ คือผู้ที่เข้าใจเนื้อแท้ของความทุกข์ และต้องการขจัดทุกข์ (มีรัก๑๐๐ทุกข์๑๐๐ มีรักน้อยทุกข์น้อย ไม่มีรักไม่มีทุกข์เลย) เพราะรู้ชัดแจ้งแล้วว่า ความรักคือความทุกข์จึงพยายามที่จะปลดเปลื้องตนเองให้ หลุดพ้นออกจากมิติที่ ๑-๗ ซึ่งได้แก่พระอาริยะบุคคลในระดับต่าง ๆ แต่ไม่ใช่พระอรหันต์ นี่คือความรู้เรื่องโลกเรื่องอัตตาของศาสนาพุทธทั้งหมด โลกทั้ง 7 กับอัตราทั้ง 7 ที่ศาสนาสากลมีพระเจ้าเป็นผู้จัดการในเรื่องความรัก ส่วนของพุทธนั้นเรียนรู้ทั้งหมดในความรักทั้งเจ็ด และมีความรักมิติที่๘ถึง๑๐เป็นที่สุด ผู้จบมิติที่ 8 ศึกษาต่อความรักมิติที่ 9 คือความรักของพระอรหันต์ เรียกความรักชนิดนี้ว่า รักแบบ "วิมุตินิยม" เป็นผู้หมดความรักโดยสิ้นเชิง เป็นผู้หมดตัวตนได้แล้ว จึงมีชีวิต
อ่านต่อ
อยู่เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นโดยถ่ายเดียว เป็นความรักชนิดที่ประเสริฐสุด เป็นความรักที่ไม่มีที่สุด และความรักหาประมาณมิได้ ซึ่งเป็นความรักที่ใช้สัปปุริสธรรม 7 และมหาประเทศ 4 ตาม ตามโอกาสและ ตามเหตุ-ปัจจัยที่เกิดจริง เป็นจริง ในปัจจุบันนั้นๆ ให้ดีที่สุดเสมอ จึงระบุการประมาณตายตัวไม่ได้ ต้องใช้การประมาณตามสัปปุริสธรรม 7 และมหาประเทศ 4 ไปตามที่เป็นจริงทั้งนั้น ส่วนความรักมิติที่ 10 คือความรักของพระโพธิสัตว์ระดับปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรักในมิตินี้ จะไม่เรียกว่าความรักก็ได้ เราจะเรียกว่า ความรู้ หรือโพธิญาณ หรือสัพพัญญู เป็นมิติที่สูงสุดยอด เรียกว่า "พุทธนิยม" หรือ "ธรรมนิยม" ความรักทั้ง ๑๐ มิติอาตมาก็ขยายความไปแล้ว มันง่ายนะ ความรัก๑๐มิติ ถ้ารู้แล้ว มันไม่ยากอะไรเลย ที่แท้ความรักมันเป็นอย่างนี้เอง ทั้ง ๑๐มิตินั้น มันมีฐานเป็นขั้น ๆ ๆ ๆ ที่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ไปสู่มนุษยชาติอย่างนี้ อาตมามีหน้าที่จะมาขยาย ความรัก ๑๐มิติ ในปางนี้ไม่มีใครมาขยายได้ หรอก อาตมาจึงต้องมาชื่อ “รัก” ไม่ใช่เรื่องโมเม แต่มันต้องลงตัว ถ้าไม่เช่นนั้นตัวปลอม แต่นี่คือ “รัก”ตัวแท้ตัวจริง รักอย่างมีมิติ ๑๐ ด้วย แล้วก็ใช้มิติสูงๆ ด้วย ตั้งแต่มิติ ๘-๙-๑๐ ส่วนมิติต่ำ ๆ นั้นผ่านฉลุยไม่ยากเลยเลย ตั้งแต่มิติที่ ๑-๒-๓-๔-๕ ไล่มาตามลำดับ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่มีปัญหาเลย ตั้งแต่๑ “กามนิยม” อาตมาไม่ต้องไปมีภาระเรื่องคู่ครอง ๒ "พันธนิยม" ไม่ต้องมีภาระเรื่องลูก ๓ "ญาตินิยม" คง มีภาระแต่เรื่องญาติ อาตมาก็สงเคราะห์น้อง ๆ ทั้ง๖คนมาอย่างไม่มีใครติอาตมาได้ อาตมาก็เลี้ยงดูน้อง ๆ มาเหมือนเลี้ยงลูก ให้มีการศึกษามีความเจริญก้าวหน้า จนไม่มีใครมาติเตียนได้ กระทั่งน้องๆต่างก็มีชีวิตเป็นอยู่สุขสบายกายใจตามฐานะพระท่านทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นอาตมามีความรักที่ผ่านมาได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์มาทั้งนั้น ญาติโกโยติกาและมิตรสหายไปสู่สังคม ("สังคมนิยม" ) อาตมาก็เอื้อมเอื้อได้พอสมควร ส่วนที่กว้างกว่าสังคม ไปสู่ประเทศ("ชาตินิยม") ซึ่งมิติที่ ๕ ระดับประเทศนั้น สำหรับอาตมาไม่กว้าง ยังกว้างไม่ไหว ยังทำงานรับใช้ประเทศชาติปวงชนได้เท่าที่เป็นและเห็นอยู่ก็เท่านี้ พอมีรูปร่างคือชาวอโศกนี่เอง ซึ่งก็เพียงเท่าที่มีถึงวันนี้ก็แค่นี้ ก็มีแต่พวกเพียรพยายามเพิ่มมวลช่วยกันไปให้ได้ยิ่งยิ่งขึ้น ใครจะมาช่วยกันก็มา ยิ่งจะกว้างออกสู่ไปสากล มนุษยชาติ("สากลนิยม") จนไปทั่วจักรวาล รักเกื้อกว้างต่อทุกสรรพสิ่ง อาตมาไม่บังอาจ อาตมาไม่ได้มีบารมีขนาดนั้น เพราะเป็นความรักระดับพระเจ้า (“เทวนิยม”) เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่(ปรมาตมัน) ยิ่งเป็นนามธรรมลึกซึ้ง ส่วนความรักมิติที่ 8 นั้น ต้องมาเรียนรู้ความหลุดพ้น ตั้งแต่มิติที่ต่ำๆ แค่มิติที่ 1 คนคู่ แค่มิติที่ 2 พ่อแม่ ก็ไม่ใช่ ให้หลุดพ้นมิติที่ 3 4 5 6 จนถึงมิติที่ 7 เพราะพุทธรู้ต้นทางพลังงานทางจิตที่เทวนิยมเขาก็รู้ว่าเป็นพลังงานพระเจ้า แต่ไม่ได้หมายถึงว่า พระเจ้าคือพลังงานเหนือใครยิ่งใหญ่คอยทำงานช่วยคนไม่ใช่ แต่พลังยิ่งใหญ่คือพลังงานในคน ในสัตว์โลก คนที่มีพลังงานที่ดีระดับพระเจ้าในมิตินี้เขายังไม่รู้จักตัวตน ตัวที่มีพลังยิ่งใหญ่มีพลังรักไปหมด แต่เขาไม่รู้ว่าตนเห็นแก่ตัวเองไหม? อันนี้เขาไม่เรียน แต่พุทธเรียนสิ่งไม่ดี ที่เป็นความเห็นแก่ตัว แล้วเราล้างได้หมดเลย จึงไม่เหลือจิตเห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเลย แล้วอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ตัวเราได้ สามารถพิสูจน์ได้ทั้งมีความรู้และจัดการได้ มีหลักสูตร มีหลักเกณฑ์ มีวิธีปฏิบัติให้เกิด ให้เป็นจริง เรียกว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มีสัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4 เป็นไปตามความรู้ ความสามารถของศาสนาพุทธ ในมิติที่ ๙ นี้มีความเจริญ มีความสามารถ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สูงขึ้น มิติที่ ๙ นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธ เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะลดตัวตนเห็นแก่ผู้อื่นไปตามลำดับ ตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ลดตัวตนได้หมด พระอรหันต์ถือว่าหมดตัวตน มีแต่ทำเพื่อผู้อื่น จะทำเพื่อผู้อื่นได้มากหรือน้อย ก็แล้วแต่ว่ามีโลกวิทู มีโลกานุกัมปาได้มากขนาดไหน ส่วนโลกุตระนั้น เมื่อเป็นอรหันต์หมดตัวตนของตนแล้ว จึงมีแต่เรียนรู้ส่วนของผู้อื่นว่ามีลักษณะอย่างไร มีพลังงานอย่างไร หลายอย่างเราไม่เคยเป็น เราก็ต้องศึกษา ดีไม่ดีต้องไปเกิดเป็นอย่างนี้บ้างสำหรับพระโพธิสัตว์ เพราะมันเข้าใจไม่ได้ ก็ต้องไปเกิดเป็นอย่างนี้จริงๆถึงจะชัดเจน พระโพธิสัตว์จึงมีที่จะต้องไปเกิดเป็นอันนั้นอันนี้ แม้แต่จะต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานบางประเภทก็ต้องไปเกิด ในเวลาชาติหนึ่งชาติ ๆ ของความเป็นสัตว์ ช้างมีอายุกี่ปี กวางมีอายุกี่ปีจะต้องไปเกิด หรือจะต้องไปเกิดเป็นคนยากจน คนจัณฑาล คนพิการ หรือเกิดเป็นเป็นกษัตริย์ ต้องมีพฤติกรรมชนิดนี้ ก็ต้องไปเป็นดู เดาเองไม่ได้ เมื่อไม่ชัดเจน ไม่แน่ใจ จะต้องไปเป็น โพธิสัตว์จะต้องศึกษา เรื่องเวลาแห่งการเกิดการตายนี้ จะเกิดจะตายอีกกี่ร้อยกี่หมื่นกี่พันกี่แสนกี่ล้าน ๆ ๆ ๆ ชาติ ก็โยนทิ้งไปเลย เรียกว่าไม่ยึดติดในเวลา กาละ ไม่ต้องนับ เอาเรื่องเนื้อแท้สาระอย่างเดียว ไม่กังวลเรื่องเวลา ไม่ถือ ไม่เอา เอาความจริงเนื้อแท้ ไปจนกระทั่งได้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วปฏิบัติได้ ก็ทำเพื่อมนุษยชาติ เรื่องมนุษยชาติเป็นเรื่องญาติ..มิตรสหาย..สังคม.. เพื่อนร่วมโลก อาตมามีความคิดอยู่ว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามีความรักเกื้อกว้างออกไปสู่โลก รักทุกสรรพสิ่ง ไม่ได้เป็นความรักดูดดึง แต่เป็น “ปิยกรณะ”เป็นความรักช่วยเหลือกันไม่เห็นแก่ตัวแท้จริง จนกว่าพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสูงสุดแล้วในบรรดาชีวิตของสัตว์โลก สูงยิ่งไปกว่านี้ไม่มี คำว่าสัมมาสัมโพธิญาณหรือสัมมาสัมพุทธเจ้า หรืออนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สูงสุดแล้วในมนุษยชาติ