591231 เพลงไท.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงไท หมายเลข ๑
นักประพันธ์ - กวีทุกผู้ ต่างก็ละล้วนที่จะสรรคำให้เพราะพร้องต้องใจและสูง จนบางทีแสนยาก ซึ่งเนื้อหาในงานที่เขาต่างก็พยายามจะช่วยกัน “ไข”ออกมานั้น ทุกคนมี “เจตนาดี” สำหรับผู้มีจิตคิดถึง “ความทุกข์ของโลกของคนอื่น” ทว่ามันทวี “ความเฟ้อ”ขึ้นมาด้วยอีกตั้งหลายอย่างในนั้น โดยผู้ประพันธ์เองไม่รู้ตัวไม่ได้หรอก นั่นคือ……… ความมากของภาษา-ศัพท์แสงและคีตวาทกรรม อีกทั้ง “อรูป” ที่เป็น “วิญญาณ” อันคลุมเครือ เพิ่มแฝงฝังมากับงานประพันธ์นั้นๆ ซึ่งมันต่างก็ล้วนเป็น “บัญญัติสมมุติ” และนั่นคือ “รส” ที่ใหม่ต่อสัมผัส “รูป” ที่เอี่ยมอ่องต้องจิตชนิดเพิ่งจะได้พบ “เสียงสำเนียงลีลาการ” ที่บ้างทิ่มแทงจัดจ้าน บ้างหวานหวิว บ้างคมเบา ชนิดที่จะช่วยแก้ความซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายให้แก่คนผู้เต็มไปด้วย “ความหลง” และกำลังล้วนแสวงหา เป็น “สัมผัส” อันถ้วนทั่วทวาร ๕ ทั้งทวาร ๖ ที่กำลังทำงานอย่าง “อวิชชา” ผู้อ่าน ผู้ฟัง ได้อะไรบ้าง…..จากสิ่งนั้น? ได้รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอก-ภายใน ทั้ง “วิญญาณ” อัน “อร่อย” และดูสูงส่ง อัครฐานในบัญญัติใหม่ๆ นั้น……. หรือได้เนื้อหาสาระแก่นแท้ๆ ที่ตรงเป้าหมาย แห่งคำว่า “สัจธรรม” ? ผู้สร้างงาน ผู้ก่อผลผลิตทั้งหลายเอ๋ย ! ไม่ว่าจะเป็น “ผลิตผล” ใดๆก็ตาม เคยสำเหนียกบ้างหรือไม่ว่า….. อะไรคือ “แก่นแท้ๆตรงๆ” ของสิ่งที่เรากำลัง “ผลิต” นั้น แล้วเราได้เพิ่มปริมาณทั้งคุณภาพที่ “ตรงแก่น” แท้ๆนั้น หรือกลับฉาบพอก “วัตถุหลอก-วิญญาณลวง” ใส่เข้าไปมากกว่า? หรือเราได้เสีย “เวลา” ทั้ง “เหน็ดเหนื่อย” ไปในการก่อการผลิตนั้น เปล่าๆ แล้วแถมเราเองนั่นแหละทำลายปริมาณทั้งคุณภาพนั้นๆของเราเองลงไปด้วย? ก็เช่นกันกับ แม่ครัวผู้เก่งกาจด้วยหัวคิดและฝีมื
อ่านต่อ
อปรุง ย่อมจะเพิ่มแผกแตกผลิตชนิดอาหารออกมาจาก “มันหัวเดียว” ให้เป็นของหลอกอันวิจิตร หลากหลายเมนู บ้างใส่ถ้วยสวยมีน้ำ ต่างๆชนิด บ้างข้นๆ ใส่ชามงามมีสี ประเภทนานา บ้างแห้งๆกรอบดีมีกลิ่นมีรูป สารพัดอย่าง ใส่จานวิจิตรที่ต้องรองต้องเปิดอีกหลายชั้น ชิ้นมันก็กลึงแกะสลักเสลาเหลือหลาย แล้วจึงนำตั้งโต๊ะอันปูลาดทั้งประดับตกแต่ง และจัดอยู่ในห้องหับซึ่งพร้อมด้วยบรรยากาศ-แสง-สี-เสียง ชวนตนเองหรือคนอื่นผู้เต็มไปด้วย “ความไม่เฉลียว” หลงกินอย่างปลื้มปิติใจ เนื่องจากเมามายใน รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอก-ภายใน และ “วิญญาณ” นั้น จนหมดเกลี้ยงเพราะเพลินกับ “อร่อย” และ “อัครฐาน” แต่เขาก็ได้กินเพียง “มันหัวเดียว” แถมเครื่องปรุงประกอบเล็กน้อย อันอาจจะต้มหรือเผาเอาเกลือเอาน้ำตาลและสิ่งที่ได้นำมาร่วมแถมปรุงทั้งปวงนั้นแหละโรยราดหรือเคียงมา ใส่เครื่องรองอันพอดี เช่น จานเขื่องๆสักใบหนึ่งหรือสอง มันมิตรง-เบา-ลัด-ง่าย สบายดีกว่าหรือ โลกปัจจุบันมี “เวลา” มี “ผลิตผล” ต่างๆให้เราผลาญเล่นเกินสมดุลย์ จนไม่ต้องคำนึงถึง เพื่อนร่วมโลกเลยแล้วหรือ ว่าเขากำลัง “มีทุกข์” แม้แค่ใน สัจธรรม แห่ง “การกิน” เรื่องเดียวนั้นนั่นแหละ ได้อะไรกันเอ่ย……? จากอาหารอันหลงว่า หลากหลายประการ อัครฐาน มื้อที่กล่าวถึงมานั้น เป็นเนื้อหาสาระแก่นแท้ๆซึ่งควรแก่คำว่า “สัจธรรม” ? โดยกาละ โดยสมัยปัจจุบันนี้ มันควรจะก่อ “ความฟุ่มเฟือย” ที่เต็มไปด้วย รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอกภายในและวิญญาณ อันมากมายใหญ่โตไกลเกินเช่นนี้ ซึ่งก่อนให้เกิด “ช่องว่าง” ระหว่างสังคมที่ควรแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่แล้วหรือ? “สัจธรรม” อันสูงสุดคือความกลมเกลียวและความเสียสละที่ประกอบด้วยปัญญาและศรัทธา พึงสำเหนียกกันให้มากเถิดว่า “สัจธรรม” ที่ถูกควร ตรง “ค่า” แท้ๆ มิได้คือ สภาวะ “ล่อ”สภาวะ “หลอก” หรือมิใช่ไปติด “เครื่องจูง” ที่หนาเตอะ จนปิดบังจิตของตนไม่ให้เห็นความโลภความโกรธของตน จนตนเองต้องกลายเป็น “ผู้หลง” ไปกับ “ของล่อ” แล้วก็ยัง “อยากได้ใฝ่เสพย์” ยึดโลภคราบนั้น ถ้าไม่ได้สมใจยึด ก็ขุ่นใจ-เคือง-แค้น-ต่อสู้-ทำลายและฆ่า “มัวเมา” ไปกับ “ของหลอก” แล้วก็ยังเป็น “ทาส” สิ่งเหล่านั้นอยู่ “ยึดติด” เสพย์ติดงมงายอยู่กับ “เครื่องจูง” นั้นๆ จนลืม “แก่นแท้เนื้อหาสำคัญ” ที่ถูกตรงเสียสนิท แล้วกลายเป็นคนหลง เป็นคนฝ้าฟาง ถูกหลอกให้ไป “จับจ่าย” อย่างเสียค่าเปลืองค่า ทั้ง “เวลา” ทั้ง “วัตถุ-วิญญาณ” และทั้ง “พลังงาน-ความเหน็ดเหนื่อย” ต้องจ่ายราคาให้กับ “ความล่อ” หรือ “เครื่องจูง” นั้นๆไปมากกว่า ส่วน “เนื้อหาสาระในการทรงชีวิตไว้” นั้นเท่าเก่า แล้วผู้ถูกหลอกนั้นก็กลายเป็น “ผู้กำไร” เป็น “ผู้มีเปรียบ” ในสายตาของผู้ยังเห็นแก่ตัว และโง่หลง แต่ “ความเฟ้อ” หรือ “ส่วนเกินที่เปลืองเปล่า” นั้นเพิ่มขึ้นในโลกอีก แม้จะยังไม่ชัดเจนเป็นรูป “วัตถุ” มันก็ได้เป็น “อรูป” ที่ยังแฝงเร้นหรือเป็น “วิญญาณ” แล้วทีเดียว นั่นมันคือ “การทำลายเผาผลาญโลก” และคือ “ความเห็นแก่ตัว” แท้ๆจริงๆ เฉกเช่นกับนักหลอกล่อ ที่ต่างก็คิดประดิษฐ์แบบเสื้อผ้าอาภรณ์ จนกระทั่งได้แผ่ใหญ่กลายมาเป็นสรรพสิ่ง เครื่องฟุ่มเฟือยอันมากหลากหลาย ซึ่ง เรียกว่า เครื่องประดับกายก็ดี อื่นๆก็ตาม ให้แปลกใหม่เพริศพรายออกมาเรื่อยทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อ “สนองอารมณ์” ของคนผู้เต็มไปด้วย “ความหลง-ความไม่รู้เพราะถูกหลอก” ซึ่งกำลังล้วนแสวงหา รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสภายนอกภายในทั้งหลาย และ “วิญญาณ” แล้วต่างก็ไป “จับจ่าย” สูญเสียฟุ่มเฟือย ไร้ค่า อยู่แต่กับสิ่ง “สนองอารมณ์” จนเข้าใจไม่ได้กันเลยว่า “เสื้อผ้า” นั้นมีสัจธรรม แท้ๆแค่ใด...คือคำว่า “พอดี” และ “พอแล้ว” โลกปัจจุบันนี้กำลัง “ขาดแคลน” อะไรยิ่งยวดที่สุด และรองลงมา เราจะ “ผลิต” สิ่งใดขึ้นมาในโลก เพื่อช่วยโลกให้สมพร้อมให้บริบูรณ์ จนไม่มีคำว่า “ขาดแคลน” ได้ถูกต้องตามกาละเทศะได้ดีที่สุด แม้เราจะเป็น “นักผลิต” ที่อยู่ในทางตรงหรือทางอ้อมใดๆก็ตาม จะผลิต “วัตถุ” หรือ “วิญญาณ” ก็ตาม ก็ขอให้คำนึงถึง “ส่วนขาด” ของสังคม เนื้อแท้ของ “สัมพันธภาพ” ส่วนที่หายไปในหมู่ชนให้มากๆเถิด ไม่ใช่เห็นแต่ “ตนเองอันไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอ” เรานั้นต้องเป็นผู้ “เต็ม” เป็นผู้ “พอแล้ว” อยู่เสมอให้ได้แม้มีน้อยที่สุด สำคัญสูงสุด ก็ขอให้แยก “เนื้อหาแก่นแท้” กับ “ความล่อ” ที่ประกอบกันอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นๆให้ออก อย่าก่อ “ความล่อ” ให้มากจนผลที่สุดมันหมายถึง เรา เป็น “ผู้ได้เปรียบ” จงทำตนเป็นผู้ก่อ “ผลผลิต” เพื่อ “ให้” แก่ปวงชนและโลกด้วยพลังกายพลังปัญญาของท่านให้มากให้จริงให้ชัดๆเถิด โลกต้องการ “คน” เช่นนี้อย่างนี้ทุกกัปป์ทุกกาล ! เหมือนๆกันหมด ใน “โลก” ที่เต็มไปด้วยฤทธิ์แรงขวากหนามของ “ความเฟ้อ” และความเป็น “ทาสสังคม” กล่าวคือ เฮโลสาระพาเอาอย่างนั้นหรือ ตามๆๆๆกันจนไร้ความอิสระ-เสรีภาพที่ควรเป็น หรือชัดๆ ก็ชี้ลงไปได้เลยว่า ไร้ “การเป็นเจ้าของปัญญาของตนเอง” เขาช่างเอาอย่างกันง่ายดาย เหมือนภูเขาที่กลิ้งไปด้วยลมแผ่วพัด จนสิ้นความเป็น “ไท” ที่ถูกแท้ตาม สัจธรรม แม้แค่จะให้ “ปัญญา” มันปลีกจากสังคมออกมาบ้าง แล้วพิจารณาทะลุเข้าไปแจ้งในเนื้อหาสาระสัจธรรมแท้ๆของแต่ละสิ่งให้ “ตรงเป้า”ก็ทำไม่ได้ อย่าให้เหมือนกันหมดเลย แม้ “ศิลปิน” เอกแขนงใดๆในโลกที่ล้วนได้พากเพียรหา เอกลักษณ์ ของตนเอง แล้วที่สุดก็คิดว่าตนบรรลุ “ความอิสระ” แท้ ต่อจากนั้นก็ ก่อ-สร้าง-ผลิตงานนั้นๆออกมาเป็นแบบของตนเอง อันแปลกแหวกผู้อื่นออกไปด้วย รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสภายนอกภายในทั้งหลาย และ “วิญญาณ” แต่ทว่า เนื้อหาสาระที่มีในนั้นก็คือ “สมมุติธรรม” อันเก่า ซึ่งไม่พ้น “กามคุณ” และ รสสนองอารมณ์ที่เป็น “ผลเสพย์ทางใจ” เท่านั้น หรือจะเก่งกว่านั้นก็คือ “วิญญาณ” ที่เป็นความแฝงเร้นอันเรียกในภาษาใหม่ว่า ก่อค่านิยมเข้าไปอีกให้คนติด-ชอบ ซึ่งยังเป็น “สมมุติธรรม” แต่ว่าใหม่ขึ้น เพิ่มทวีความเป็น “ตัวตน”ให้แก่โลกยิ่ง “เฟ้อ” หนักหน้าเข้าไปอีก ขอให้สำนึก “เนื้อหาสาระ” แห่งการสร้างสรร ที่จะเป็นไปในทางสงบสุข “สันติภาพ” เที่ยงแท้ตรงตรงโดยปราศจากความเห็นแก่ “ได้” หรือปราศจากการเป็น “ทาสความโลภ-ความโกรธอาฆาต”ให้มากๆเถิด ถึงจะไม่โลภในลาภ ไม่โลภในยศ แล้วก็ดี แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่ต้องตะกละก็ได้ จงใช้ ญาณปัญญาของเราเองก่อน “ผลผลิต” ของเรา อย่าให้มันเป็นเพียง “สิ่งเฟ้อ” ที่แฝงมาในโครงสร้างใหม่แต่ก็ยังคง คือ วิญญาณของ “กาม” ของ “อบายมุข” และของ “วิญญาณ” เองซึ่งไม่ให้คุณค่าและตรงเป้าหมายแห่ง “ความสุขสันติ” ถูกสัจธรรมเป็นอันขาด ไม่จำเป็นนักดอกที่จะสร้างสรร “ของล่อ” ให้มีฤทธิ์แรงจนทับถม “เนื้อหาสาระแก่นแท้”ที่เราเห็นแจ้งแล้วว่าเป็น “เศรษฐกิจ”ส่วนที่ขาดให้แก่โลกในปัจจุบันกาลนั้นจริงๆ “ศิลปะ” หรือ “ความเก่งจากน้ำมือ” ของผู้ใดไม่ว่าในแขนงงานใดๆ ถ้าให้ “ผล” เพียงแค่ความฟุ่มเฟือย ความร่ำรวย หรือ อัครฐาน และมีฤทธิ์สูงมอมเมาคนหรือโลก ในลมหายใจเฮือกนั้นได้อย่างกว้างขวางเท่านั้น แทนที่จะให้ “ผล” เสริมช่วย “ความขาดแคลน”ที่จำเป็นยิ่งกว่า แก่คนในโลกช่วงเวลานั้น “ศิลปะ” หรือ “ความเก่งจากน้ำมือ” ของผู้นั้นก็คือ “กัมมันตภาพรังสี”ที่ทำลายโลก ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดเจนหรืออาจจะเกิดอยู่อย่างแฝงเร้นโดยแท้ ตราบใดใครก็ตาม แม้จะทำ “ความฟุ่มเฟือย”ให้เป็น “ความร่ำรวย”และ “อัครฐาน” ได้เก่งกาจขนาดเลิศฟ้าปานใด แต่ไม่ช่วยตนเองให้หายจากอาการฝ้าฟาง เพราะฤทธิ์แรงแห่ง “โลกกาม -โลกธรรม -โลกวิญญาณ” และเลวร้ายที่สุด “โลกอบาย” อันครอบงำตนอยู่ จนหลุดพ้นออกมาได้บ้างเสียก่อน ท่านก็จะเป็นผู้ช่วย “โลก” หรือช่วย “ตน”ให้ดีขึ้นได้น้อยที่สุด และจิตของท่านจะไม่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้ๆแน่นอนได้เลยจริงๆ โลกที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะคนมันไม่บริสุทธิ์ที่ “จิต”นั้น จะผุดผ่องได้ และละ-คลาย เพลาทุกข์ลงได้รับละออกสติบ้าง เมื่อนักจรรโลงโลกทั้งปวงทุกแขนง จะร่วมแรงกันเน้นให้เห็นสัจธรรมแห่งการบริโภคปัจจัย ๔ ที่ต่างก็ไม่อยากผลิตกันแล้ว กับ “สิ่งที่ขาดแคลนและจำเป็นแท้จริงในกาละปัจจุบัน” ให้เห็นชัดรู้ชัดถูกเป้าแท้ของมัน ยิ่งกว่าไปมาช่วยกันแต้มระบายกามคุณ ๕ กับบรรจุ “วิญญาณผี”ใส่ให้กระหน่ำแน่นกลางทวาร “ใจ” ของตนและของคน ซึ่ง มันเป็นเพียงพฤติกรรมอันได้เหน็ดเหนื่อยเปล่าๆ แต่ก็ทุกข์ให้แก่ตนและโลกเป็นปฏิภาคทวี ส่วนคุณความดีที่เป็นสัจธรรมนั้น มันเท่ากับ “คนตาบอดที่อุตส่าห์จูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้” ๒๐ พ.ย. ๒๕๑๖
เพลงไท หมายเลข ๒
ตราบใดที่ใต้จิตสำนึกของ “นักปรุงสร้าง” ทุกแขนง เรียงถูกมอมเมาไปด้วย “โลกต่ำๆ-วิญญาณต่ำๆ” เช่น อบายมุข-กามคุณ-ลาภ-ยศ-สรรเสริญ และเพียงหวัง ผลเสพย์ทางใจ ให้บันเทิงรื่นรมย์เท่านั้น ตราบนั้น “นักปรุงสร้าง” ทุกประเภท ไม่ว่าจะอยู่ในนามของศิลปินหรือช่าง นักวี หรือนักก่อ นักพูด นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง นักการค้า นักธรรมะ ฯลฯ นักจรรโลงสาขาใดๆก็ตาม ก็ล้วนอย่างคือ “นักมอมเมาโลก” หรือ “คนถ่วงโลก” อยู่ทั้งสิ้น “คน” ผู้เร่ิมได้ชื่อว่า “ผู้จรรโลงโลก” เป็น “ผู้เจริญ” หรือ “อาริยชน” โดยเที่ยงแท้แน่นอนตามลำดับนั้น ก็คือ ผู้รู้แจ้งสิ่งต่ำ หรือเรื่องต่ำ ความบั่นทอน หรือโลกต่ำ-วิญญาณต่ำที่ถูกตรง พร้อมทั้งทำตนให้ “หลุดพ้น” จากสิ่งต่ำ -โลกต่ำ -วิญญาณต่ำ นั้นๆมาให้ได้เป็นระดับๆอย่างแท้จริง จนแจ้งใน “ความเจริญ” หรือ “ความสูง” ของตน เพราะได้มี “ความหลุดพ้น”จาก “ความต่ำ” นั้นๆอย่างตรงแท้ไม่มีความสงสัยแคลงใจ แม้จนถึงใจก็ “หมดความอยาก - สิ้นความเสพย์” ในสิ่งนั้น -โลกนั้น -วิญญาณนั้น จะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือ อย่างเที่ยงแท้แน่นอนแล้ว ก็รู้จริงที่ตนเองจริงๆ ตราบใดที่จิตสำนึก หรือใต้จิตสำนึกของผู้ใด ยังเหยียดหยามชาวไร่ชาวนา หรือผู้รับใช้ “แรงกาย” โดยแบ่งราคาของ “แรงปัญญา” กับ “แรงกาย” เป็นสูง-ต่ำ กว่ากัน ผู้นั้นยังได้ชื่อว่า “เสนียดของปวงชน” เพราะ ราคาของ “แรงปัญญา” กับ “แรงกาย” นั้นมันเท่ากันจริงๆ ! เพียงแต่มันแยกกันอยู่คนละ “รูป” เท่านั้นเอง “แรงงาน” ของคนหรือสัตว์ในโลกคือ “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” นั้น มันต้องช่วยกันทำและร่วมกันผลิตแยกกันไม่ได้ เป็นแต่ว่า ถ้าใครถนัดการใช้ “แรงปัญญา” และมีประสิทธิภาพส่วน “พลังปัญญา” ก็จงทำงานด้าน “แรงปัญญา” ไปมากกว่าใช้ “แรงกาย” ส่วนผู้ถนัดทาง “แรงกาย” มีประสิทธิภาพส่วน “พลังกาย”ก็จงทำงานด้าน “แรงกาย” ให้มาก ถึงกระนั้นก็ดี ใน “แรงกาย” งั้นก็ย่อมมี “พลังปัญญา” เข้าร่วมทำงานผลิตผลงานออกมาร่วมกันอยู่เสมอ หรือแม้ใน “แรงปัญญา” ก็ย่อมจะต้องใช้ “พลังกาย” เข้าร่วมทำงานผลิตผลงานออกมาอยู่เช่นกัน ไม่มี “คน” ในโลกไหน ที่มี “แรงงาน” สร้างผลผลิต ออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัย “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” ทำงานร่วมกัน เป็น “ธรรมะ ๒” แม้แต่ในโลกของ “สัตว์เดรัจฉาน” ก็เช่นกัน มันย่อมมีประสิทธิภาพใน “ผลงาน” ตาม “แรง” ทั้งสองของมัน และแม้ผู้ชนะหรือผู้จะได้ลาภมากในปวงสัตว์ ที่เป็นโขลงเป็นหมู่ ผู้มี “แรงกาย” มาก ก็จะเป็นผู้ได้ “ค่าแรงงาน” หรือได้ลาภมากกว่า ก็เป็นธรรมดา โลกในยุคปัจจุบันนี้ มีแนวโน้มเอนเอียงมาทางยึดมั่นเห็นจริงว่าราคาแห่ง “แรงปัญญา” ควรจะสูงกว่าราคาแห่ง “แรงกาย” ก็เพราะเป็นไปตาม “วิสัยโลก” ที่ได้หมุนเวียนเปลี่ยนวนเข้าสู่สภาพ “กาลนิยม” เท่านั้นเอง ใน “กาลนิยม” หรือในยุคที่ยึดมั่นเห็นจริงว่า “แรงกาย” มีค่ามีราคาแพงกว่า “แรงปัญญา” นั้นก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งได้มีผ่านมาแล้วหลายหมื่นหลายแสนปีและจะมีอีกในกาบข้างหน้าโพ้นโดย “สัจธรรม” และในยุคเช่นนั้น ก็มีแต่การเบียดเบียนกันทาง “กายวิทยา” หรือทาง “พลังกาย” เท่านั้นเป็นเอก สงครามยุคนั้นจึงเป็นเพียง “สงคราม หยาบ-เย็น” ปกติเขาก็เป็นอยู่กันอย่าง สุขเย็นเป็น “สันติ”กันส่วนใหญ่เพราะความพิศวาส - พยาบาท และยึดตัวยึดตนไม่รุนแรง ไม่อำมหิตลึกซ่อนเล่ห์ลวง ส่วนในยุคนี้ จึงเป็นยุคที่เบียดเบียนกันทาง “จิตวิทยา” หรือทาง “พลังเฉกา” เป็นเอก ก็เป็นไปตามธรรมดา สงครามยุคนี้จึงเป็น “สงคราม ละเอียด-ร้อน” อันมีปกติ “เล่ห์” ซ้อนแฝงอยู่ใน “ใจ” จนเกือบจะตลอดเวลาเพราะความผูกยึด-อาฆาต และหลงยกตนยึดตัวมีมากรุนแรง แต่ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดกาล นั่นก็คือ ….. ปวงชนไร้ “แรงกาย” ต่างหากที่สังคมดับทะลุโลกฉิบหายไม่ว่ายุคไหนๆอนันตกาล เพราะแท้จริงมันเป็น “ปริมาณ” ที่จำเป็นยิ่งในโลก กว่า “แรงเฉโก” พิเศษๆที่ปรุง “อบายมุข” ปรุง “กามคุณ” หลงลาภ-ยศ-สรรเสริญและ “ผลเสพย์ทางใจ” อันเปลืองเปล่า และปวงชนที่ไร้ “แรงปัญญา” ที่จะก่อกินก่ออยู่ อันตรงเป้าของเนื้อหาสาระแห่ง ชีวิตแท้ ก็ไม่มีเอาด้วยในโลกไม่ว่าตั้งแต่ปางใดยุคใด คนต่างก็อยู่รอดได้ด้วย “แรงปัญญากับแรงกาย” อันรู้เป้าหมายมาตลอดกัปป์กัลป์ แต่คนผู้สำคัญตนว่ามี “แรงปัญญา” ที่เหนือกว่าแล้วคิดค่าตีราคา หรือกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแรงปัญญา ของตนให้สูง ผู้นั้นคือ คนผู้เอาเปรียบปวงชนอย่าง “ถือดี” และ “หลงผิด” “แรงปัญญา” ที่ปลูกสร้างอย่างไร้เนื้อหาสาระแห่งชีวิตแท้ กับ “แรงกาย”อันเปลืองเปล่าไร้คุณค่าเท่านั้น ที่ทำลาย “สันติและภราดรภาพ”ในโลก การปั้นสร้าง “ปัจจัย ๔” ให้กลายเป็นยาพิษ กลายเป็นสิ่งเสพย์ติดที่ร้ายแรงแก่ปวงชน เช่น ควรละหรือ…. พี่ข้าวจะต้องทำเป็นเหล้า มามอมเมาปวงชน ……. ฯลฯ เสื้อผ้าจะต้องทำให้เป็นเครื่องล่อกามให้หนักยิ่งขึ้นทุกวิถี ……..ฯลฯ ยา จะต้องทำให้เป็นยาสูบ ยากิน ยาฉีด ยานัตถ์ที่เสพย์ติดเผาผลาญเล่น …….ฯลฯ แม้บ้านช่องที่อยู่ก็ต้องทำให้เป็นวิมานฟุ่มเฟือยและอวดโอ่……...ฯลฯ อะไรคือ “เนื้อหาสาระ” อันเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตที่ตรงๆเป้ากันแท้ๆ? และ ควรละหรือ……. ที่ “แรงงาน” จะต้องเอามาใช้ในการเลี้ยงคน เลี้ยงม้า เลี้ยงหมา เลี้ยงไก่ เพื่อนำมันไปตีกัน แข่งขันก่อการพนันให้โลกต่ำ…….. เป็นต้น แรงกายกับแรงปัญญา จะต้องนำมาใช้ขน ใช้ขายถ่ายเทตัวเลขตัวสลาก อันเป็นการพนันตรงและการพนันอ้อมอยู่ในบัญชี ในใบบัตร ทั้งการพนันขันต่อในรูปอื่นๆ ให้คนจนส่วนใหญ่จนยิ่งขึ้น นิสัยคนที่เลว เพราะโลกอยู่แล้ว เลวยิ่งขึ้น เป็นต้น แรงงานจะต้องออกไปแทงบิลเลียดโยนโบว์ลิ่ง โขกหมากรุก ฯลฯ แม้กระทั่งตีกอล์ฟให้สิ้นเปลือง เพียงได้หัดฝึกการหาเหลี่ยมมุมเพื่อจะมีเปรียบผู้อื่น หรือเอาชนะ เป็นต้น หากอยากมีกำลังกาย อยากแข็งแรงก็จงหยิบเสียมสักเล่มขุดในที่ควรขุด หรือใช้ “ปัญญา” ให้แท้ให้สูงจริงให้ถูกประโยชน์ทำกิจอื่นอันได้ออกกำลังพร้อมกับการ “สร้างสรรค์” ยังประโยชน์แท้นั้นมีอีก นักกว่านัก ที่เหมาะควรแก่ท่านอยู่ ซึ่ง “คนหลง” เท่านั้นที่เคยเชื่อว่ามันเป็น “งานต่ำ” แต่มันเป็น “งานแท้ๆ” ที่บริสุทธิ์ สุจริตและสูงค่าตามสัจจะแห่งผู้แจ้ง อริยสัจ ฯลฯ…...ฯลฯ แม้ที่สุดแห่งที่สุด ก็ยังไม่ควรเลย ที่จะต้องใช้แรงงานให้สูญเปล่าไปในการสร้างอาวุธเพื่อเป็นค่าหรือป้องกันอะไรก็ตาม ตั้งแต่ยึดว่า คือประเทศ คือชาติ ตลอดจนแม้กระทั่งใช้แรงงานคนโดยตรงมานั่งเฝ้านอนเฝ้าเพื่อป้องกันทรัพย์สมบัติที่ตนขี้เหนียวโลภ กักตุน สะสมไว้ อันเป็นการทำลายเศรษฐกิจในโลก สันติภาพและภราดรภาพอันสูงสุดนั้น ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีคำว่าประเทศ-ชาติ หรือ “การเห็นแก่ตัว” ดอก ! แต่มันคือ ความเกื้อกูลอันไร้ขอบข่าย หมดเราหมดเขาอย่างแท้จริง คือ เมตตาธรรมที่ไร้คำว่า “ของเรา” เข้าไปกำหนดจำกัด!! “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” มีค่าเท่ากันอยู่เมื่อใด สันติภาพและภราดรภาพย่อมอยู่กับโลก และปวงชนสมบูรณ์สูงสุดอยู่เมื่อนั้น แต่เมื่อค่าของ “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” ต่างกันขึ้นเมื่อใด สันติภาพและภราดรภาพย่อมลดน้อยและหดหายไปๆ จากโลกโดยแท้จริง ค่าของ “แรงปัญญา” จะสูงจริงก็ยอมได้ เมื่อผู้นั้นใช้ “ปัญญา” และ “การเสียสละ” มาทำงานแก้ไขล้มล้าง “อสัจธรรม” เพราะถ้าจะมี “ความสูง” ก็ควรจะเป็นคนผู้ปกป้อง “สัจธรรม” แท้ๆ อย่างเดิมคงเดิมเท่านั้น ที่ควรได้ควรเป็น ราคาของ “แรงปัญญา” จะแพงขึ้นจริงๆและมี “ค่า”สูงแท้ๆ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้นั้น จึงคือ ต่อเมื่อ…… “ปัญญา” ใดที่คิดสร้างสรรค์ “ความเสมอภาค” ให้แก่โลก แก่สังคม โดยเฉพาะคิดทำ “ตนเอง” ให้เป็นผู้ “ไม่โลภ-ไม่โกรธ” และมี “ปัญญา” อันเห็นแจ้งใน “ความสัมพันธ์แห่งโลกกับวิญญาณ” ที่แท้จริงชัดเจน “การเห็นแก่ตัว” นั้นเป็น “บาป” แก่ตนโดยตรงและเป็น “โทสภัย” แก่โลกโดยรอบ “การเสียสละ” นั้นเป็น “บุญ” แก่ตนโดยตรง และเป็น “คุณค่า”แก่โลกโดยรอบ อยากคิดแต่เพียงว่า จะกอบโกยความร่ำรวย - อำนาจ - อัครฐาน และ “ผลเสพย์ทางใจ” เท่านั้นเป็นผลเลิศ โปรดอย่า “หลอก” คนอื่นได้ด้วย “แรงปัญญา” เพียงทำตนให้ลอยตัวขึ้นไปอยู่รอดอย่างดี “ได้เปรียบ” คนอื่น โดยไม่คำนึงถึง “สัจธรรม” อันเป็นเนื้อหาสาระแท้ของชีวิตผู้อื่น กันอยู่อีกเลย คนเด่นๆ ดังๆ สูงๆ ใหญ่ๆ ทั้งหลายเอ๋ย ! “คน” ที่ยังไม่ “อิสระแท้ๆ” หรือเป็น “อริยะ” สูงสุดในโลกนั้น ล้วนตกอยู่ใน “อิทธิพลแห่งการเอาอย่าง” อยู่ร้อยละเก้าสิบจุดเก้าเก้า โปรดสงสาร “คน” เหล่านั้นกันบ้างเถิด ช่วยเขาด้วย…….. เพียงแต่การทำ “ตนเอง” ให้เป็นตัวอย่างในทางมีน้อยลง ใช้น้อยลง กินน้อยลง “ตน” เล็กลง โดยท่านรู้แจ้ง “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด” ทั้งในการกิ-การเป็นอยู่-การหลับนอนของท่านเอง และ ทำตนให้เป็นคนมักน้อย ตัดเจียนความฟุ่มเฟือยออกเสมอๆ มีมาตรการจำกัด “ความรู้จักพอ” ให้แก่ตนเองเรื่อยเรื่อยๆ กับทำ “การเสียสละ” ที่แท้จริงเท่านั้น ก็เป็นบุญคุณ แล้วสุดหัวใจ ที่ท่านได้ให้แก่โลกหรือปวงชน ถ้าท่านเป็นอริยชน และ “อิสรชน” ที่แท้จริง
เพลงไท หมายเลข ๓
“นิพพาน” นั้นแปลได้อย่างตรงเป้าที่สุดว่า “ไท” หรือ “ไทย” เพราะ “นิพพาน” คือความอิสระ-เสรีภาพ บริบูรณ์ “นิพพาน” คือความไม่เป็นทาส “โลก” ไม่เป็นทาส “วิญญาณ” โดยแท้จริง จนถึงขั้นสุดในจิตส่วนตน เพราะ “นิพพาน” นั้น คือความสุขเย็น หรือ “สันติภาพ” อันบริสุทธิ์ และหมดสิ้น “ความเห็นแก่ตัว” อย่างสิ้นเชิงใน “โลก” ใน“วิญญาณ” ที่คนเขาไปหลงยึดมาให้ “ตัว” ทั้งจะพึงช่วยโลกได้อย่างดีเลิศที่สุดด้วย เมื่อผู้ใดตั้งใจเพ่งอ่านเหลี่ยมมุมหรือ “จับทาง” ที่จะทำตนให้ “นิพพาน” ออกและชัดแจ้งเห็นจริงตามแล้วไซร้ ผู้นั้นก็จะเริ่มสั่งสม “นิพพาน” หรือ “ความอิสระ” อันตรงเป้าให้แก่ตนเองทันที “ความอิสระ” หรือ“เสรีภาพ” ไม่ใช่สภาวะของการจะกระทำอะไรๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องรับรู้สภาพที่แวดล้อมอยู่ ไม่ใช่สภาวะที่ “อยาก” ทำอะไรอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด อยากเรียกร้องตะโกนขอหรือเรี่ยไร ใช้เล่ห์อะไรก็แสดงออก โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น คนอื่น ที่เป็นส่วนประกอบให้ ถูกกฏ ถูกวินัย ถูกจารีตประเพณีวัฒนธรรม และให้ “สมพร้อมถูกธรรม” ความอิสระหรือเสรีภาพ ก็ต้องมีความดีงามที่เป็นความพอดีอย่างแท้จริง มีขอบเขตแห่งสภาพ อันได้ใช้ “ปัญญา” พิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าจะมี “ความสูญเสีย” แล้วไซร้ ผู้ที่มีความอิสระมีเสรีภาพในตนแท้ๆ เด็ดเดียวนั่นแหละ จะเป็นผู้ยอมเสียสละเองทันทีโดยดุษณี เพราะท่าน “ไม่ต้องมีสิ่งนั้น” ท่านไม่เป็น “ทาส” สิ่งนั้นได้อย่างจริง นี่แหละคือ “สันติภาพ” ที่บริสุทธิ์แท้! โปรดเตือนตนให้สำคัญทีเดียวว่า “อิสรภาพ” หรือ “เสรีภาพ” นั้น ไม่ใช่คนผู้มากไปด้วย “ความเห็นแก่ตัว” แต่มันคือ “สภาพหมดสิ้นความเห็นแก่ตัว” ในคนผู้นั้นต่างหาก !! ผิว่าใคร “อยาก” ทำ - พูด - คิด อะไร ก็จะทำตามอำนาจตัณหา หรือความปรารถนาพึงพอใจของเราโดยไม่มีขอบข่าย ไม่มีกาละ ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่คำนึงถึง “ความพอดี” กับ “การเสียสละ” ของตนบ้าง ก่อนกระทำนั้น นั่นไม่ใช่ “ความอิสระ” ไม่ใช่บทบาทของผู้มี “นิพพาน” นั่นไม่ใช่ “เสรีภาพ” ที่โลกศิวิไลซ์ หรือ “อริยบุคคล” ควรมีควรเป็น นั่นยังไม่ใช่ “สันติภาพ” ที่แท้จริง และนั้นไม่ใช่ความเป็น “ไทย” แท้ ทั้งไม่ใช่ พุทธ จริงๆด้วย ผู้ที่มีสภาวะเป็น “ไทย” แล้ว ต้องมี “ความคำนึง” เพราะ “ความคำนึง” งั้นแหละคือ “พุทธะ” ที่อริยชนจะพึงมี พึงเป็นอยู่ พึงกระทำร่วม กับ “โลกนอกตน” อย่างมีประโยชน์ คือ เพื่อคืน เพื่อเลิก เพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ควรคืน ควรเลิก ควรปลดปล่อยออกจากตน เพื่อ “ให้”แก่ผู้อื่น เพื่อเกื้อกูลผู้อื่น เพื่อแจกอย่างดีอย่างเหมาะ อย่างสมควร อันเรียกว่า “สัมมา” อย่างลงตัวพอดีเป็นกลาง คือ ไม่ใช่ “ให้” หรือ ปรนเปรอ จนผู้อื่นกลายเป็น “เสียนิสัย” ถึงเรียกว่า “มัชฌิมา” ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุหรือวิญญาณ ส่วนนี้คือ ปัญญา หรือ “ญาณ” แท้ๆ ส่วน “โลกในตน” ของผู้เป็น “ไท”หรือ “พุทธ”แท้ๆแล้วนั้น ท่านจะเป็นผู้มีความมักน้อยใน “ผลพลอยได้” หรือ “ค่าตอบแทน” แรงงาน “ค่าแลกเปลี่ยน” ผลิตผล จะมี ความกำหนดจำกัด สำหรับตน จะมีความพอความจบ ความหยุด ความไม่ยึด แม้แต่สวรรค์ หรือสุขส่วนตน จะฝึกฝน “ปล่อย” “ปลด” “ลด” “วาง” “จาง” จนไม่มีความประสงค์ใน “ค่าตอบแทน” แรงงาน และไม่ประสงค์ “ค่าแลกเปลี่ยน”ใดๆ สูงสุดก็ถึงความเป็น “สูญ” หรือความตายแห่งวิญญาณสวรรค์ - วิญญาณนรกในตน หรือความหมดสิ้นสังขารทางจิตใจของตน อันเรียกได้ว่า หลุดพ้นอย่างอิสระแท้ หรือ “วิมุติ” บริบูรณ์ เมื่อ “ปัญญา”ของผู้ปฏิบัติจริง ได้แจ้งในสัจจะแห่ง “โลก”กับ “วิญญาณ”อย่างทะลุถึงจุดว่ามันไม่ใช่ของใครแท้เลยจริงๆ แม้แต่ความเป็น “ของเรา” แท้จริงนั้นมันเป็นเพียง บทบาทแห่ง “สัมพันธภาพ”ของ วัตถุกับวิญญาณ หรือของสสารกับพลัง และหรือของวิญญาณกับวิญญาณ แต่จงอย่า “เห็นผิด” เป็นว่า เราจะเป็นผู้มีแรงงาน หรือทำให้ ผลิตผล ของเราน้อยลงเป็นอันขาด นั่นเป็นเพียง “การเดา” ของคนช่างคิด และเป็นความผิดประเด็นอย่างสำคัญ ทั้งเป็นความพลาด คลาดเคลื่อนจาก “พุทธธรรม” ตรงกันข้าม เราเป็นผู้บรรลุเป็น “ไท” ที่แท้ จะมี “พลังใจ” ทั้ง “พลังกาย” เพิ่มขึ้นจากที่ได้ “กู้เอาพลังส่วนเสีย” ซึ่งรั่วไหลไป เพราะต้องใช้กับสรรพสิ่งทั้งทางวัตถุทั้งทางวิญญาณที่ไม่เหมาะไม่ควร กลับคืนมาได้ หลังจากได้ปลดปล่อยหรือได้เลิก “เสียพลังกายพลังใจ” ไปกับวัตถุและวิญญาณอันควรปลดปล่อยควรเลิกนั้นนั้นได้จริงจัง “ความมักน้อย” จึงไม่ใช่หมายความว่า การเกลียจคร้าน-ไม่พัฒนา เป็นเด็ดขาด คนผู้มักน้อย - ไม่โลภโดยใจเป็นสัจจะ เพราะมีปัญญาแท้ มีวิมุติจริง ถูกทางตรง “พุทธ” เป็น “ไท” ตรงธรรมนั้นเสียอีก จะเป็นผู้ขยัน จ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive