591223 เพลงอริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงอริยะ
อาศิรพจน์ อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณะสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ ขอนอบยอบ หมอบกราบคารวะ ด้วยสุดเกล้า สุดเศียร สุดกระหม่อม ของข้าน้อยนี้ แนบเช็ดเกลือกถูรองรับ อยู่ใต้ละอองผงคลีธุลี แห่งฝ่าพระบาท ของสมเด็จพ่อ ผู้เป็นพระอนุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มี "พุทธคุณ" ดั่งกล่าวข้างต้นนั้น อย่างสุดเทิด สุดบูชายิ่ง ข้าน้อย ผู้เป็น… " สมณะพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ" ได้ทำกิจแล้ว อันคือ "ย่อมประกาศ ให้ผู้อื่น ได้รู้ทั่วตามแล้ว" (ปเวเทน ตีติ) ตามที่ข้าน้อยได้ "ทำให้รู้แจ้งแล้ว" (สัจฉิกัตวา) อย่างจริงๆ เป็นใจของตัวเอง จริงๆ เป็นเจตนาแท้ ของข้าน้อยเอง (สยัง อภิญญา) ด้วยสุดเกล้าสุดเศียร สุดกระหม่อมฯ ข้าน้อย "สัมมาสัมพุทธสาวก"
เพลงอริยะ หมายเลข 0
เพลงอริยะ หมายเลข ๑
ประโยชน์สูง - ประหยัดสุด
เพลงอริยะ หมายเลข ๓
โอ้…โลกนี้ไม่มีอะไร ! มองอย่างอัปรีย์ ก็แสนจะมีอะไร ยิ่งมองหลายที ก็ยิ่งเกิดความเซ็ง -ความเจ๊ง -ความร้อนจี๋ ขึ้นขี่ที่บนหัวใจ ยิ่งมองหลายทาง ยิ่งเกิดความอ้างว้าง มาผ่าที่กลางหัวใจ ยิ่งมองไม่ทะลุ หนังหมา-หนังควาย-หนังคน ก็จะร้องว่า กูจะทนกับเขาไปได้อย่างไร ถ้ายิ่งมองหลายหน ก็ไม่พ้นความโศก ที่อยู่บนความสบาย โอ้…โลกนี้ไม่มีอะไร ! ถ้ามองอย่างปราชญ์เมธี ไม่เห็นจะมีอะไร ถ้ามองหลายที ก็ยิ่งเกิดความดี-ยิ่งดี-ดี๊ดี ขึ้นขี่ที่บนหัวใจ ถ้ามองหลายทาง ก็ยิ่งเกิดแสงสว่าง มาผ่าที่กลางหัวใจ ถ้ามองได้ทะลุ หนังหมา-หนังควาย-หนังคน ก็จะร้องว่า กูไม่ต้องทน มันก็แส
อ่านต่อ
นสบาย ถ้ามองได้ทะลุโลก ก็ยิ่งพ้นความโศก ที่ ยิ่งกว่าความสบาย. "อโสโก"
เพลงอริยะ หมายเลข ๔ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนย่อมมีคน ใครรู้บ้างเล่าว่า ยอดขุนเขา คือ ต้นหญ้า ที่ถูกเหยียบบนปฐพี เขาไม่ยอมใช้อาวุธ เขารบด้วยมือเปล่า เขาต้องการที่จะ ตายก่อนคนอื่น เพื่อจะได้ไม่ตายอีกต่อไป เขาเสียสละเพื่อ สันติ เขาปฏิเสธ "สันติที่มาด้วยเลือด" เลือดนำสันติมาไม่ได้ นอกจาก สันติเพื่อสันติ เท่านั้น ยั่งยืน เขาละทิ้งเกียรติยศ เขาละทิ้งทรัพย์สมบัติ เขากินน้อยใช้น้อย แต่เขารบหนักขึ้นทุกวัน "คน" คือ สิ่งที่เขาต้องฆ่า เขา ฆ่า "คน" ในตัวเขาเองก่อน เขาพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย เขาฆ่า เพื่อการ "ตาย" อันสุขเย็น เขาไม่รู้จักคำว่า แพ้ เขาพบชัยชนะที่ถาวร เขายิ้มได้ตลอดกาล เขาคือ "ยอดนักรบ" .
เพลงอริยะ หมายเลข ๕ ผีร้าย! ผีร้าย!! ผีร้าย!!! ผีร้าย กำลังกัดกินมนุษย์ มันกินหยาบ กินละเอียด กินเย็น กินทั้งร้อนๆ มันกินมนุษย์เกือบจะหมดโลกอยู่แล้ว มนุษย์ฆ่ามันยาก เพราะมันเป็นชั้นฟ้า มันเป็นความหอม ความหวานฟุ้งไกลนิ่มเนียน มันเป็นความสนุก ความมันส์ ความอร่อยชื่นรส มันยิ่งใหญ่ มันเป็นอำนาจเหลือล้น เพราะมันซ่อนอยู่ ในมนุษย์ มันยิ่งกว่าลมสลาตัน มันร้าย มันแรง และ มันเร็ว มันกำลังอาละวาดไม่ปรานีปราศรัย แม้ขุนเขาใหญ่สะท้านฟ้า ก็ต้องเอนราบเพราะน้ำมือมัน แต่ หญ้ายอดหนึ่ง กำลังยืนขึ้นสะกัดกั้นสะอาดใจ ท่ามกลางความหวำใจของผู้เอ็นดู และแน่นอน สลาตันกับฝอยลมใหญ่น้อย ต้องเต้นเร่าโกรธา แม้ ยอดหญ้า จะโดนหนักทุกลักษณะ ก็ยังคงยิ้มเมตตาคงเดิม ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๐
เพลงอริยะ หมายเลข ๖ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอประกาศอย่างท้าทายได้แล้วว่า ข้าพเจ้าจะไม่มีวันจนอีกแล้ว และข้าพเจ้าจะไม่มีวันตกงานอีกเลย.
เพลงอริยะ หมายเลข ๗ ในโลก ในสังคมมนุษย์ ทุกวันนี้ กำลังจะเป็น "กลียุค" หรือ บางคนเรียกว่า "กลียุค" แล้วด้วยซ้ำ เพราะโลก เพราะสังคม แล้ง "ธรรมะ" เครื่องมือสำคัญที่สุด ที่มนุษยชาติในโลกขณะนี้ กำลังต้องการมาใช้ เพื่อปราบยุคเข็ญ นั้น ไม่ใช่อะไรเลย คือ"ธรรมะ" ที่เป็นสัจธรรมเท่านั้น แต่มนุษย์เองยังไม่เชื่อ เพราะยังไม่รู้จริง ยังมองไม่เห็นได้ ยังไม่เคยลองดู จนมีประสิทธิ์ภาพของ "ธรรม" แท้ ในตน ยอดแห่งความใฝ่ฝัน-ไขว่คว้า-แสวงหา ของมนุษย์ทุกวันนี้ นั้น คือ สันติภาพ ความยุติธรรม ความอิสระเสรี อย่างสมบูรณ์พูนสุข ที่ราบรื่นร่มเย็น ของมนุษย์ทุกผู้ ทุกกลุ่มสังคม แต่… จะเกิดไม่ได้ อย่างมั่นคง และ จริงจังเลย ถ้าคนทั้งหลาย ไม่มุ่งหน้าหันเข้าหา "ธรรมะ" ปรับปรุง "จิตวิญญาณ" ของตน และของกันและกัน โลก และกลุ่มมนุษย์ทุกกลุ่มในโลก ทุกวันนี้ ไม่มีอะไรจะจำเป็นที่สุด อย่างรีบด่วนที่สุด เท่า "ธรรมะ" ที่เป็นสัจธรรม ขอยืนยันดั่งนี้ จริง ๆ มนุษย์ยุคสมัยนี้ เก่งที่สุดแล้วจริงๆ ในทางการสร้างสรร และวาง "ระบบ" ต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของ "วัตถุ" แต่ มนุษย์ยุคสมัยนี้ ก็ล้มเหลวเลอะเลือน และไร้ประสิทธิภาพที่สุดเช่นกัน ในทางการสร้างสรร และวาง "ระบบ" ต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของ "จิตวิญญาณ" หากไม่สร้าง"สมดุล" ฝ่ายจิตวิญญาณ ของมนุษย์ ขึ้นมาให้ได้ นั่นคือ การล้มเหลวอย่างสิ้นชาติ แห่งความเป็นมนุษย์ ในสังคม ในโลก แม้ใครจะยังไม่เชื่อดั่งนี้ ในขณะนี้ก็ตามเถิด แต่ก็ขอยืนยันคำกล่าวนี้.
เพลงอริยะ หมายเลข ๘ วันนี้ ในวันนั้น เมื่อ ๒๕๖๖ ปี ล่วงมาแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่ามกลางแมกไม้ที่เอนซบกัน ด้วยความรัก เสียงนก เสียงสัตว์ เสียงล้อเกวียน… ใบไม้ไหว… ฯลฯ ดังประสานขับกล่อม ยากที่คีตะแห่งมนุษย์ใดจะคิดได้ ชฎิล ๕ คน นั่งฟังอย่างสำรวม เบื้องหน้าพระพุทธองค์ เสียงที่เปล่งกล่าวดังกระหึ่ม กังวานไปทั่วป่าอิสิปตน ฯ ย้ำเน้นถึงการแสวงหามรรคา แห่งโมกขธรรม ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเอาแต่เสพ เพลิดเพลิน จมอยู่ในปลักแห่งกาม ฝ่ายหนึ่งทรมานตัวเองด้วยตบะธรรม อันแข็งกร้าวและดุดัน และผลที่จบลงด้วยน้ำตาทั้ง ๒ ฝ่าย มรรคาที่แท้นั้น คือ อะไรกันแน่ ? "ฟัง…ฟังเราตถาคต จะบอกกล่าว…" ธรรมคีตะแห่งอริยสัจ เริ่มแผลงฤทธิ์ขึ้นแล้ว หลังจากที่หายสาบสูญไปนานแสนนาน มายาธรรมกำลังถูกพระพุทธองค์บดขยี้ กองทัพมาร ระดมพลมาหมดสิ้น เร่งสร้างกำแพงแห่งอวิชชาขวางกั้น เสียงเร่งเร้าอย่างฮึกเหิม ของเหล่ามารสนั่นทั่ว พวกมันต่างก็คิดว่า จะต้องชนะอีกตามเคย เริ่มแล้ว สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว ธรรมลีลายังคงพลิ้ว อย่างอาจหาญและเด็ดขาด แต่กำแพงกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าภูผา กงล้อธรรมจักรระอุเย็นอย่างเต็มที่ กำลังสั่นสะเทือนปะทะกำแพงแห่งอวิชชา เสียงพระพุทธองค์ยังคงไหลเรื่อย อย่างอาจหาญ ไร้แววเหน็ดเหนื่อย ขลาดกลัว ระย่อ นอกจาก เบิกบาน ๆ ๆ ๆ ๆ ชฎิลทั้ง ๕ ยังคงฟังอย่างสำรวม ดวงตาเริ่มใสกระจ่างทีละน้อย ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งพลังแห่งธรรมได้ วันตัดสินโลก-ตัดสินธรรม ได้มาถึงแล้ว เสียงพังทลายประสมกับความเสียใจ ของเหล่ามาร ดังระงมหวีดหวิวไปทั่ว " อัญญาสิ ๆ โกณฑัญญะ รู้แล้ว" "โกณฑัญญะ รู้แล้ว โกณฑัญญะ รู้แล้ว" เสียงอุทานของพระพุทธองค์ ดังกึกก้องอย่างสงบ "เราอนุญาตให้เธอเป็นภิกษุ ณ บัดนี้" … องค์ แห่งไตรรัตน์ ได้เกิดขึ้น ชีวิตของศาสนา บรรลุถึงจุดครบสมส่วน ณ บัดนี้ กงล้อแห่งธรรมจักร เริ่มหมุนอย่างรุนแรงแต่อ่อนโยน และวันนี้ อีกครั้ง ที่เสียงเศร้าโศก อย่างหวีดหวิวครวญครางขึ้น ใครเลยจะคาดคิด จากป่าอิสิปตน ฯ มายังสันติอโศก แวดล้อมด้วยไม้นานาพันธุ์ ที่กำลังจะเป็นบรรพบุรุษให้ได้ ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยจากกลางศีรษะ ธรรมคีตะส่งผ่านกันมา ด้วยวิญญาณแห่งพุทธะ นับแสน นับล้านดวง เสียงบอกกล่าว "อัญญาสิ ๆ ๆ ๆ" ดังอย่างวิเวก ผ่านอดีตอันไกลโพ้น… มาถึงปัจจุบัน ธรรมทายาทกำลังประชุม ดูพิธีกันอย่างจดจ่อ ท่ามกลางพระสังฆสาวก ผสมหมู่ผู้อริยะ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ ของพระศาสดา อย่างเด็ดเดี่ยว ผู้หล่อหลอมหัวใจตน รวมไว้กับธรรมเป็นเอก ชายหนุ่มอีก ๒ คน พร้อมแล้วที่จะสืบทอดงาน ของพระพุทธองค์ ยินดีตัดหัวถวาย องค์พระผู้มีพระภาค เสียงหวีดหวิวของเหล่ามาร ดังเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อธรรมโลหิต ๒ สาย ราดรด ศากยบุตรองค์หลังสุด แห่งอาสาฬห ฯ นี้ ได้เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยืนยันฤทธิ์แห่งสัจธรรม มีจริง เป็นจริง กงล้อธรรมจักร ถูกเติมพลังอีก ๒ สังฆสาวกใจหาญ มันกำลังครางกระหึ่ม อย่างกึกก้องกัมปนาท !! "ท่านภันเตโกณฑัญญะ นี่คือ… อาวุโส วสวัตติโก และ นี่คือ … อาวุโส ฌานวัณโณ ผู้เป็นสหชาติเดียวกันกับท่าน" เผ่าพันธุ์แห่งพุทธชาติ ได้เพิ่มพูนขึ้นอีกแล้วหนอ !! "สูญญาณู"
เพลงอริยะ หมายเลข ๙
(๑) เมื่อใด "พุทธ" ปรากฏตนขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งศาสนา (๒) เมื่อใด "พุทธ แท้ๆ ได้ประกาศก้ององอาจกล้าขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (๓) เมื่อใด "พุทธ" แสดงปาฏิหาริย์แท้ๆ ขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งศาสนา และพุทธศาสนิกชน (๔) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วจับจิต จับใจ มนุษย์ เทวดา นั้นๆ อาการ "ตรึง" ชะงักงัน… "ซ่าซ่าน" ซาบซึ้ง ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้น ๆ (๕) เมื่อใด "พุทธ" แท้ๆ กระทบจิต แล้วบาดจิต บาดใจ อมนุษย์ มาร ยักษ์ อาการ "ฉงน" ร้อนเร่า… "ดิ้น" ดาลเดือดทุรนทุราย ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้น ๆ (๖) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วผ่าแตก แบ่ง "ขาวกับดำ" ออกจากกันได้ ไปจนกระทั่ง แม้แต่… แยก "สะอาด กับ ธุลีด่างที่ซ่อนแฝง" ออกจากกันได้ ย่อมเกิดสุขสันติขึ้น ในผู้นั้นๆ และ ในโลกแล้ว (๗) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วแตกแยก "ธรรม กับ อธรรม" ออกชัดแท้ "ความแตกแยก" อันถึงสัจธรรมสุดท้าย ย่อมเกิดจริง เป็นจริง (๘) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กำลังทำการผ่าตัด ผ่าแตก ผ่าแยก อยู่ ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (๙) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ เกิดได้เต็มตัว และยืนได้เต็มรูปแข็งแรง อาการ "โตเร็ว" อย่างน่าฉงน… "เปล่งปลั่ง" แตกเนื้อแยกนวล ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษย์ เทวดาทั่วจักรวาล (๑๐) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ เกิดแล้วสมบูรณ์ ปฏิกิริยา เบิกบานแจ่มใส-รู้-ตื่น อันประดุจดังแผ่นดินสงบ สันติ ร่าเริง ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษยชาติ (๑๑) เมื่อใด "พุทธ" แท้ๆ แผ่บุญฤทธิ์ อยู่ในชนกลุ่มใดๆ ความ "แตก"ต่าง จะ"แยก" ให้เห็นได้ ว่า "แตกแยก" จากชนกลุ่มที่มีแต่บาป นั้นๆ ย่อมเกิด "ความแตกแยก" อันประเสริฐขึ้นแล้วหนอ ! (๑๒) เมื่อใด "ศาสนิกชน" ใด รู้ยิ่งใน "เกิด" ไม่หลงใหลกับความ "เกิด" และรู้ยิ่งใน "ตาย" ดับสนิท ทั้งทำ "ตาย" ดับสนิทเองได้ ในตนจริง ย่อมรู้เห็นจะแจ้งในความ "แตก" ต่าง "แยก" ได้ชัดเชิง (๑๓) และอีกทั้งยังสามารถจับ ความ "เกิด" และ ความ "ตาย" ที่เป็น "ความแตกแยก" กันแล้วจริง นั้น มาใช้ร่วมกัน มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ อย่างราบรื่นเรียบร้อยสันติ โคจรอยู่ ในมหาจักรวาลเดียวกัน (๑๔) หรือ ต่างคน ต่างเกิด ต่างตาย ต่างคน ต่างอยู่ อย่างรู้เกิด รู้ตาย หยุดถือสากันสนิท ! ปล่อยวางสะเด็ด ! แต่ก็ยังเห็นแจ้งใน "ความแตกแยก" นั้น ซึ่งแน่นอน ! ก็ยังมีอยู่ ด้วยน้ำใจที่เกื้อกูล เข้าใจกันจริง ๆ เป็นปกติ (๑๕) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ ใด เป็น "พุทธ" แน่แล้วจริง เมื่อนั้น ก็จะเห็นแจ้ง "ความแตกแยก" ทั้งที่เป็น ความแตกแยก ทั้งที่เป็น เอกภาพ โอ ! "ความแตกแยก" อันแสนประเสริฐ เป็นสุทธิสัจจะ ได้เกิดขึ้นแล้ว และ ดำเนินไปอยู่ ด้วยประการฉะนี้ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๒
เพลงอริยะ หมายเลข ๑๐
ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้น หรือ เป็นคนที่น่านับถือเคารพได้นั้น ไม่ใช่เพราะการเป็นผู้ชี้ยืนยัน "ความถูกต้อง" ให้ใคร ๆ รู้ ได้หลากหลาย แล้ว ๆ เล่า ๆ นั้นดอก ! แต่… เพราะข้าพเจ้าน้อมรับ "ความผิดพลาด" และ มีการแก้ไขในแต่ละครั้ง แต่ละคราว ของข้าพเจ้า จาก ทั้งผู้หวังดี และ ทั้งศัตรูผู้หวังร้ายแท้ ๆ นั่นต่างหาก. ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖