คาถาธรรม ๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
คาถาธรรม ๒ สังวร เมื่อเรานั่งเจโตสมถะ เราก็ต้องระมัดระวังใจ เมื่อเดิน เราก็ระมัดระวังการเดิน เมื่อเรายืน เราก็ระมัดระวังการยืน เมื่อเราพูด เราระมัดระวังการพูด ยิ่งเราเคลื่อนไหวมาก มีสัมผัสมาก เราก็ยิ่งต้องระมัดระวัง สำรวมสังวรมาก เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ฉลาด เมื่อทำงานมีผัสสะ มีการเคลื่อนไหวอิริยาบถ มากอย่าง มีสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า กาโย ประชุมพร้อมมากเรื่อง เรายิ่งต้องสังวรสำรวม ให้มากยิ่งๆขึ้น ถ้าผู้ใดไม่รู้เช่นนี้แล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องบกพร่อง ความขาด ความพร่อง ความตกหล่น แห่งการสำรวม สังวร หรือการวิรัติ การรู้สึกเท่าทัน การรู้จักกุศล อกุศล จะต้องพร่อง จะต้องขาด ขอให้พวกเรา สังวรระวัง รู้อิริยาบถทั่วพร้อม ให้มาก เมื่ออยู่ในขณะนิ่ง ก็สำรวมสังวรง่าย และน้อย แต่เมื่อมีอิริยาบถมาก งานมาก เราก็ยิ่งจะต้องตั้งใจ จะต้องพยายาม และ พยายามประคองทั้งสติ และธัมมวิจัย ระลึกรู้เท่าทัน และปรับปรุง ให้มากยิ่งๆขึ้น นั่นจะเป็นผล แก่เราอย่างยิ่ง ทั้งการปฏิบัติธรรม และงาน ที่จะเกิดเป็นผลต่อท่านด้วย ๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
เบิกบาน สุขุม อ่อนโยน คล่องแคล่ว เบิกบาน สุขุม อ่อนโยน คล่องแคล่ว ขอให้จำ ๔ คำนี้ไว้ ระลึกเสมอ เราจะต้องเป็นผู้เบิกบาน อย่าหม่นหมอง เราจะต้องเป็นผู้สุขุม อย่าหยาบ เราจะต้องเป็นผู้อ่อนโยน อย่ากระด้าง เราจะต้องเป็นผู้คล่องแคล่ว อย่าเฉื่อยเนือย เราจะปฏิบัติ ด้วยความหมาย ที่กล่าวแล้ว จะพึงอบรม พึงระลึก เปรียบเทียบเสมอ ว่าเราเบิกบานอยู่หรือหนอ หรือ หม่นหมองหดหู่ เราเป็นผู้สุขุมดีหรือหนอ หรือเป็นผู้หยาบแล้ว เราเป็นผู้อ่อนโยนดีหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้เฉื่อยเนือย ถ้าเราได้ปฏิบัติอบรม อย่างนี้แล้ว เราก็จะได้เป็นผู้ที่เป็นทั้ง ประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน อย่างละเอียดแยบคาย ประณ
อ่านต่อ
ีต สูงส่งขึ้น เรื่อยๆไป ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่การงาน ความจางคลาย ความหมดสิ้นแห่งอารมณ์ ที่เราอร่อย เราเคยยึดเคยติด ถ้าผู้ใดมีแล้ว พึงสอดส่อง พึงพิจารณา ทบทวนให้ดี แม้จะเป็นความหมดสิ้น หรือความจางคลาย ของรสอร่อย แม้แต่ปัจจัยเดียว ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อเรารู้ เราพบ อารมณ์นั้นแล้ว เราจะรู้ว่า ความเป็นอยู่ในโลกร่วมกัน ไม่ต้องมีการเสพย์สม ไม่ต้องมีการโหยหา อาวรณ์อะไรกัน แต่จะร่วมรังสรรค์ แก่กันและกันได้ เราจึงจะรู้ว่า ชีวิตไม่ต้องติด ไม่ต้องยึด ไม่ต้องมี ไม่ต้องเป็นก็ได้ เสร็จแล้ว เราจึงจะรู้ว่า ชีวิตนี้ ไม่ได้เกิดมาเพื่อเสพย์ ไม่ได้เกิดมาเพื่อสุข ไม่ได้เกิดมา เพื่อที่จะเป็นภาระ กอบโกย สิ่งเหล่านั้น มาให้แก่ตนเลย เราจะรู้ว่า ความไม่เพื่อตัว ความไม่เพื่อตนนั้น คืออย่างไร พร้อมกระนั้น ปัญญาอันยิ่ง ขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็รู้ยิ่งกว่านั้นอีกว่า ชีวิตนี้หาค่าบ่มิได้ ถ้าเราไม่มีการงาน ถ้าเราไม่มีการสร้างสรร เพื่อสัตว์โลกตาดำๆ อยู่ในโลกนี้เท่านั้น หรือเพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะมนุษย์ ที่น่าสงสารกว่าสัตวโลกเสียอีก ถ้ามีวิชชาหลง และทุกข์ยิ่งกว่า สัตว์เดรัจฉานอื่นๆ มนุษย์ผู้พ้นแล้ว จึงมีอัชฌาสัย ทนไม่ได้ต่อความกรุณา ที่จะทำกิจการงานสร้างสรร หรือสอนเขา บอกเขา ช่วยเหลือเขา เพื่อสัตวโลกมนุษย์ตาดำๆ นี่แหละ เป็นจุดสำคัญ มนุษย์จึงมีคุณค่า อยู่ที่การงาน จนกว่าจะตาย และมันจะต้องตายไป ตามธรรม เมื่อยังไม่ตาย เราจึงมีการงานที่เป็นกุศล อันจะต้องสร้าง ด้วยความไม่ประมาท จะต้องกระทำ ด้วยความสุขุม ประณีต ขอให้พวกเรา ได้คำนึงถึง ความสุขุมประณีต ความอ่อนโยน ไม่กระด้างให้ดีๆ และเราก็จะพึงฝึกปรือตน เป็นคนที่มีความหลุดพ้นด้วย และ เป็นคนที่มีประโยชน์ จนกว่า เราจะสิ้นชีพดับขันธ์ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
ผู้รู้จักความดี มนุษย์เท่านั้น ที่จะเป็นผู้รู้ความดี เป็นผู้รู้ความงดงาม การกระทำความดี ให้ดียิ่ง ให้ละเอียด สุขุมประณีตยิ่ง ให้พอเหมาะพอดียิ่ง เราเรียกว่า ความงดงาม ซึ่งไม่ใช่หมายความว่า ความเฟ้อไปด้วยความเกิน แต่งมากไป ปรุงมากไป เราจะไปหลงเรียกว่า เป็นความงดงามนั้นหาไม่ ความดี คือ ทิศทางที่เป็นไปด้วยความสุข ความสุขไม่ใช่ ความเสพย์สม ความสุขที่เลิศ ที่ยอดกว่านั้น คือ ความสุขที่ปราศจากกิเลส ระงับความเดือดร้อน หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นคือ ความสุขที่ประเสริฐสูงสุด แม้เรา มีความประเสริฐสูงสุด มีความสุขอย่างสงบแล้ว เราก็ยังจะต้องเป็นผู้ที่ รู้จักความดี และ ความงดงาม ที่ถูกต้องตามธรรม เรากระทำสิ่งที่ขาดแคลน ให้แก่โลก ที่เป็นสิ่งสมควรจะต้อง สร้างขึ้นทำขึ้น เราเป็นผู้ที่จะรู้ ความพอเหมาะ แม้จะต้องปรับปรุง ตกแต่งขึ้น เพื่อประโยชน์คุณค่า ที่จะนำพา แล้วก็สร้างสรรกัน ให้อุดมสมบูรณ์ อยู่ในสิ่งที่สมควร และจำเป็น เราก็ยังจะต้องทำอยู่ ตราบชีวิตเรา จะหาไม่ ชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา จึงต้องการ ความสุขที่ประเสริฐ และเป็นผู้ที่มีความงดงาม ด้วยคุณค่า และประโยชน์สร้างสรร ให้แก่โลกเขาไว้ จากนั้น เราก็ตายไป ด้วยความเป็นจริง ของสัจธรรม สิ่งที่เหลือทอด มาให้แก่มนุษยโลก ก็คือ ความงดงาม ส่วนความสุขนั้น เจ้าตัว ก็เอาไปด้วยแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ที่เกิดมา มีทั้งสิ่งที่ตนได้ มีทั้งสิ่งที่โลกก็ได้ด้วย จึงเป็น คนที่สมบูรณ์สูงสุด ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
ผู้ตื่น ผู้อยู่เป็นสุข ย่อมเป็นผู้ตื่นอยู่ แม้ในเวลานอนหลับ ก็ยังเป็นผู้สดชื่น และเป็นสุข ชื่อว่า ผู้ตื่น หรือผู้ที่ชาคริยา คำว่า ตื่น เป็นคำที่จะต้อง ทำความเข้าใจ ให้ละเอียดลึกซึ้ง ผู้ใดมีความหดหู่ ผู้ใดมีความหม่นหมอง ผู้ใดมีความมืด ผู้ใดมีความหลบหรี่ ผู้เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่ใช่ผู้ตื่น ผู้ที่หลบหรี่ก็ดี ผู้ที่หม่นหมองก็ดี เป็นผู้ที่ไม่ปรารถนา จะพบกับโลก จะพบกับ สิ่งสัมผัสภายนอก เพราะเหตุแห่งปัจจัย ที่อยู่ในจิตของตนเอง เป็นต้นเหตุ ดังนั้น จึงพึงสำรวจจิตของตน ให้ละเอียดลออ ขจัดสิ่งที่ตัวเอง ผูกตรึงใจ ขจัดสิ่งที่ตัวเองรัดรึงใจ ตราตรึงใจ ด้วยความไม่ดี ไม่ใช่กุศลแท้ ถ้ามันเป็นกุศลแท้ มันย่อมทำให้ตนนั้น เป็นผู้เจริญ และเป็นผู้ตื่นแน่ แต่ถ้าหาก มันเป็นความไม่ดี มันจึงทำให้เราเอง เป็นผู้ได้อกุศล เป็นผู้ไม่ตื่น เป็นผู้ทุกข์ ความเป็นผู้มีสุข ด้วยความตื่น จะได้ด้วยการศึกษาตน อย่างสำคัญ ค้นหาตัวสำคัญ ที่อยู่ในจิตของตัวเองให้ดี แล้วพึงเพียรสลัดออก หาวิธีทำให้ออก มีปัญญา อันทำให้ออกได้สำเร็จ จึงจะเป็นผู้พบความสุข ด้วยความเป็นผู้ตื่น นี้ชื่อว่า พุทธะ หนึ่งแล ๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ เพียรเถิด อุตสาหะเถิด พุทธบุตรเอย ตั้งใจอยู่เสมอ มีสติอยู่เสมอ เบิกบานร่าเริงอยู่เสมอ อุปสรรค ก็คือการปฏิบัติ เราจะพบต่อผัสสะ ที่ให้เราแก้ไข ให้เรามีแบบฝึกหัด ให้เราปรับปรุง เพื่อที่จะปรับกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้ดียิ่งขึ้น การที่จะได้ปรับกาย วจี มโน ให้ดียิ่งขึ้นๆเสมอ นั้นคือ เราได้อบรมจิต ด้วยการมีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ แล้วเราก็จะได้เกิดปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และที่สุด เมื่อเรารู้ ความหมายของอุเบกขา เราก็จะถึง ความเป็นอุเบกขาฐาน และเราก็จะได้ทำความสุขุม ทำความประณีต สู่ความอ่อนโยน และสู่ความแคล่วคล่อง ได้ในที่สุด ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
กฎ ระเบียบ สามัคคี มีวินัย ความมีระเบียบ ความสามัคคีพรั่งพร้อม ความรู้จักกฎ รู้จักวินัย เป็นเรื่องที่ ทำให้มนุษย์ อยู่กันอย่างสันติ เพราะมนุษย์ มีกิเลสต่างกัน มีจริตต่างกัน ความสามัคคีจะเกิดได้ ก็เพราะ มีมาตรการ มีหลัก มีระเบียบ มีแบบแผน มีจารีตประเพณี มีหลายๆสิ่ง ที่เป็นมาตรการ ทำให้มนุษย์ที่มีกิเลส มนุษย์ที่มีจริตต่างๆ หลายชั้นหลายเชิง สามารถประสาน สามารถรวม อยู่กันได้ อย่างสามัคคี ถ้ามนุษย์ไม่มีระเบียบ ไม่รู้จักกฎ ไม่รู้จักวินัย ไม่รู้จักจารีต แบบแผนต่างๆ มนุษย์นั้น ก็จะ(ไม่)เกิดการสามัคคี อยู่ด้วยกันไม่ได้ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
สังวรวจี ทวารที่สำคัญ ที่เราพึงสังวร เมื่อเราอยู่กับสังคม เราอยู่กับหมู่กลุ่ม ทวารนั้นคือ ทวารวจี คำพูด ภาษา เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เรามีการระมัดระวังการพูด ประมาณ ไตร่ตรอง คำนวณ ก่อนจะพูดเสมอ มีการยับยั้ง ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ มีการคำนวณ พอเหมาะสมหรือไม่ ควรจะพูดให้เป็นกุศล ควรจะถอดตัว ถอดตน อย่าเอาแต่อำนาจ ที่มันจะบำบัดกิเลส ไม่ว่าจะเป็นการพยาบาท อาฆาต พูดให้หนำใจ พูดให้สมใจ หรือแม้แต่จะพูด เอร็ดอร่อยอะไรของเรา ด้วยเชิงใดก็ตาม เราจะต้องสังวร ระวังอย่างยิ่ง คำนวณประมาณ จริงๆ ไม่ง่ายเลย ที่จะยับยั้งวาจา ไม่ให้ออกมา ตามที่ใจเรา มีโทสโคตร และราคโคตร กว่าจะประมาณคำพูด ที่เหมาะสม ที่เป็นสัมมาวาจาได้นั้น ไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราไม่สำเหนียก ไม่รู้ ไม่สังวร ไม่ระวังในวาจา เราก็จะกระทำ ตัวเราเองก็ดี หมู่กลุ่ม สังคมก็ดี ให้เป็นสันติสุข เป็นผู้สงบ หรือเป็นผู้ระงับ เป็นผู้ไม่มีกิเลส ถึงที่สุดท้าย และ อยู่กันอย่างสุขเย็น ไม่ได้เลย ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
สำรวม ผู้สำรวม คำว่าสำรวม คือผู้ที่ระมัดระวัง ผู้ที่กระทำตนให้ตื่นอยู่ แต่ก็เป็นผู้ที่ระวัง ไม่ให้กระจัดกระจาย ไม่ให้เกิน ไม่ให้เฟ้ออยู่ ข้อสำคัญ ต้องเป็นผู้ตื่นอยู่ เบิกบาน แจ่มใส มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ตลอดเวลา ทุกขณะ แล้วก็ดูกายกรรมของเราอยู่ ว่าไม่ให้เกิน ไม่ให้เฟ้อ ไม่ให้มากไป กิริยาใด ที่มันพอเหมาะพอดี มันไม่มากไป เราจะใช้ธรรมวิจัย เราจะใช้ การวินิจฉัย วิเคราะห์ตลอดเวลา วจีกรรมใด ที่มันมากไป เราจะวินิจ วิเคราะห์ จะพิจารณาธรรมตลอดเวลา ใจของเรา ถ้าเราทำได้อีก เราก็จะประมาณอารมณ์ของใจ ให้เป็นใจที่ เบิกบาน แจ่มใส และรู้ทั้งนอก รู้ทั้งใน วิเคราะห์ถึงอารม์จิต ที่ปราศจาก นิวรณ์กิเลสทั้งหมด แล้วเราก็พึงเป็นอยู่ กระทำกรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูด การงาน อยู่ตลอดเวลา นั้น ให้พ้นมิจฉา ตามขอบเขตของ ฐานะของตน ของตน ที่ได้สมาทาน ที่ได้พยายามกระทำ ให้ดีที่สุด เท่าที่ตนจะทำได้ ผู้สังวร ผู้สำรวม ที่กระทำให้ไม่ให้เกิน แต่ไม่ให้ตก ต้องให้ตื่น ไม่ให้หรี่ ไม่ให้น้อยไปอยู่นั้น เป็นธรรมดา เป็นผู้สร้างความเจริญ เจริญอยู่ และสำรวมอยู่ ชื่อว่า เป็นผู้จัดตน อยู่ในสัมมาเสมอๆ นั่นคือ เรากำลังเดินอยู่ ในมรรคองค์ ๘ เป็นผู้ปฏิบัติ สัมมาทุกสัมมา เพื่อสัมมาสมาธิ และเพื่อสู่สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ เป็นที่สุด ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
ความจริงแห่งความจริง สัจธรรม คือความจริง ผู้เกิดยถาภูตญาณทัสนะ ได้พบความจริง แห่งความจริงแล้ว เมื่อผู้ใด เริ่มต้นพบ ความไม่เที่ยงแท้ ของสังขาร ผู้ใดได้พบ ความจริงของปรมัตถ์ จากตัวเอง ที่พึงประพฤติอบรม ได้ซับซาบถึง ความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง และจางคลายได้ ของกิเลส และสมมติของโลก ตัวเองได้กระทำความสะอาด ให้แก่จิตปรมัตถ์ ของตนเอง ยิ่งขึ้นๆ ได้ซับซาบอารมณ์วิมุติ หรืออารมณ์ที่ผ่อนบาง จากการจางคลายกิเลส เห็นความสงบ เห็นความเบา ว่าง สบาย ได้ซับซาบต่อชีวิต ที่ปราศจากกิเลสนั้น มีคุณค่า ซับซาบ ชีวิตที่ปราศจากกิเลสนั้น อยู่อย่างสงบสุข อย่างแท้จริง ผู้ที่พบความจริง แห่งความจริงนั้น จะไม่มีวันถอยหลัง และจะไม่มีวันเลิกรา จากสัจธรรม นี้ไปได้ นอกจาก ผู้ที่รู้เพียงข้างนอกๆ รู้เพียงผิวเผิน รู้เพียงบัญญัติภาษา ไม่ได้ประสบ ความจริง แห่งความจริง เท่านั้น หรือแม้พบความจริง แห่งความจริง ก็ยังไม่ได้สารัตถะ ของความจริง แห่งความจริงมากเพียงพอ ถ้าผู้ได้ความจริงแห่งความจริง มากเพียงพอแล้ว ผู้นั้น จะไม่มีวันกลับไปสู่ โลกียะ อีกนิรันดร ๑๓ พฤศจิกาย ๒๕๒๕
ผู้ละความแสวงหา ผู้เป็นสุขที่สุด คือ ผู้ที่ละการแสวงหา ได้แล้วด้วยดี ทั้งกาม ทั้งภพ แม้ที่สุด ทั้งพรหมจรรย์ ที่ละเอียดลออทั้งสิ้น ผู้ที่แสวงหากามอยู่ ย่อมเป็นผู้มีทุกข์นั้นแน่ รู้ง่าย แต่นัยะ ที่ละเอียด ของกาม ยังตกถึงภพ ผู้แสวงหากามในภพ ก็รู้ยากขึ้นบ้าง เราไม่ได้เสพย์ด้วยหยาบ แต่เราก็เสพย์ ด้วยละเอียดๆ ไม่ถึงขั้นแตะต้อง แต่ในขั้นแม้แต่ หยิบมาปั้นมานึก มาคิดอยู่ในภพ เราก็ยังแสวงหา อันจะต้องสำเหนียก อันจะต้องสังวร และละล้าง โดยเฉพาะ ที่ไม่ใช่ การแสวงหากาม แต่เป็นภพในภพโดยตรง ปั้นเอง เสพย์เอง ละเอียดไป จนถึงอรูปภพ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ตน ไม่ใช่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่เป็นความอร่อย อันพอใจ ในอัตตาของตน ปั้นเอง เป็นเอง คนอื่นไม่รู้ และตัวเองก็ไม่รู้ เราเสพย์ภพดื่มด่ำ ด้วยพอใจ ที่จะทำตามใจตัวเอง เอาแต่ตนเองเป็นใหญ่ เอาแต่ตนเองเป็นมาตรฐาน ในการพอใจ และเราเอง เราก็ไม่รู้ แม้ละเอียดลออ การตามใจตัวเองอยู่ ยังไม่ถอดตัวถอดตน ผู้ถอดตัว ถอดตน แม้อรูปภพ ก็ไม่ได้แสวงหาอีกเลย ผู้นั้น เป็นผู้ที่มีพฤติกรรม เป็นของเพื่อผู้อื่น เท่านั้น พฤติกรรมใดๆ ผู้ที่อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ไม่แสวงหาพรหมจรรย์อีกแล้ว มีแต่จะแสดงพรหมจรรย์ หรือเป็นตัวพระเจ้า เป็นตัวผู้ทรงธรรมบริสุทธิ์ เบิกบาน รู้ตื่น แล้วก็เป็นผู้เปิดเผย สร้าง ช่วยเหลือเฟือฟาย ให้แก่ผู้อื่นอยู่ อย่างสดชื่น อย่างรู้เหนื่อย แล้วก็พัก ถ้าไม่เหนื่อย แล้วก็รู้ตนเองว่า เวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้ เราไม่ได้เสพย์ ให้แก่ตนเองเลย นอกจาก ช่วยเหลือ สร้างสรร ให้แก่สรรพสัตวในโลก จนกว่ารูปขันธ์ นามขันธ์ จะดับแตกสลาย ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
ง่วง ซึม เสพย์หลับ ความง่วง ความซึม ความเสพย์หลับ เป็นกิเลสแท้ๆ เป็นโรคของจิต ชนิดหนึ่ง เราจะต้อง จับอาการง่วง จับอาการซึม จับอาการที่มันเสพย์หลับให้ได้ เสพย์ความหลับ พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า ไม่มีความอิ่ม ความเต็ม มันเป็นกิเลสล้น แล้วทำให้กิเลสอ้วน เมื่อเราให้มันเสพย์บ่อยๆ ให้มันเสพย์เสมอ มันยิ่งจะติดมาก และยิ่งจะกระหายอยู่ ไม่ได้หยุด เราต้อง ประมาณการนอน ให้พอเหมาะ แล้วตัด จะต้องอ่านอารมณ์ เมื่อเวลาตื่นให้ชัด ขณะตื่น ก็ให้อ่านอารมณ์ หรือ ขณะแม้หลับตาลง เท่านั้น ก็ให้อ่านอารมณ์ซึม อารมณ์ง่วง อารมณ์เสพย์ ต้องทำความเข้าใจในใจให้ได้ ถึงอารมณ์ง่วง ซึม เสพย์ ว่ามันมีอาการจริงๆ แล้วหัด ปรับเข้าสู่ อาการที่ปราศจากอาการง่วงซึม หรือ เสพย์หลับ อาการดั่งนี้ ต้องรู้เป็น ปัจจัตตัง ของตน ต้องเข้าใจว่า นั่นคืออาการโรค หรือ มีอาการกิเลสนั้นอยู่ แล้วขจัดมันออก ด้วยอิทธิวิธี เราจะต้องรู้อาการของจิต ที่เป็นจิตบริสุทธิ์ แม้จะหลับตาลง ลืมตาอยู่ก็ตาม ถ้ามีอาการง่วง อาการซึม อาการเสพย์หลับ มันมาปน เราก็จะต้องรู้ ในอาการที่ไม่มีความง่วง ความซึม ความเสพย์หลับเลย เป็นจิตสะอาดอยู่ แม้จะหลับตาอยู่ ก็จะต้อง ให้รู้จริงๆ เพราะอาการ ที่ลืมตา ที่ไม่มีอาการง่วงซึม หรือเสพย์หลับ เป็นความเบิกบาน สดชื่นนั้น ต่างกันมาก กับอาการซึม อาการง่วง อาการเสพย์ ถ้าจิตจวนจะใสบริสุทธิ์ กับจิตที่มีอาการซึมอยู่บ้าง อาการง่วงอยู่บ้าง อาการเสพย์หลับ อยู่บ้างน้อยๆ นั่นแหละ จะคล้ายกัน และรู้ยาก จะต้องอ่าน อย่างแยบคาย แล้วหัดดัด หัดเปลี่ยน หัดดับ หัดขจัดออก ให้จริงทุกเมื่อ ไม่ว่าตื่น หรือหลับตา ในขณะใด มีสติ สัมปชัญญะ จะต้องตรวจ ต้องอ่าน ต้องขจัดจริงๆ ให้รู้ว่าเด็ดให้ขาด ถ้าไม่เด็ดไม่ขาด ถ้ายิ่งซับซาบ ซับซึมให้มีอาการง่วงๆ ให้มีอาการซึม ให้มีอาการเสพย์หลับ ใส่จิตเสมอๆ นั่นคือ ความไม่มีความอิ่ม ไม่มีความเต็มนั้น จะยังอยู่ที่เรานิรันดร์ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
จิตแยบคาย ทำอย่างไรเอ่ย ที่เราจะเป็น ผู้มีจิตแยบคายขึ้น เสมอๆ เราคบกับสัตบุรุษ ได้ฟังพระสัทธรรมแล้ว เมื่อฟังพระสัทธรรมแล้ว เราฟังจนเข้าใจ เราฟัง จนเกิดความศรัทธา เกิดความศรัทธาแล้ว เราก็จะต้อง ลงมือปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติเกิดศรัทธา ที่เกิดศรัทธา ก็เพราะมีศีล ที่เกิดศีล ก็เพราะมี พาหุสัจจะ จึงเป็นศรัทธาที่บริบูรณ์ ด้วยองค์นั้น ขึ้นมาอีก เมื่อเกิดศรัทธา มีศีลบริบูรณ์ขึ้นมา มีพาหุสัจจะ พหูสูตบริบูรณ์ขึ้นมา เป็นพระธรรมกถึก บริบูรณ์ขึ้นมา เป็นผู้ที่เข้าสู่บริษัท บริบูรณ์ขึ้นมา เป็นผู้แกล้วกล้า อาจหาญ ที่จะแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นองค์สมบูรณ์ ของศรัทธาขึ้นมา เป็นผู้ที่ทรงวินัย เป็นผู้ที่รู้จักอยู่สงบ ทำความสงัดได้ และเป็นผู้ที่ได้ โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ในฌานทั้ง ๔ เป็นผู้ที่มีเจโตวิมุติ มีปัญญาวิมุติ อันสมบูรณ์ สิ้นอาสวะ ผู้นั้นแล เป็นผู้ที่เกิดศรัทธา เพราะฉะนั้น องค์คุณแห่งการ จะเป็นอาหารให้แก่ จิตแยบคายนั้น จึงไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ผู้ที่จะมีจิตแยบคาย จึงต้องเป็นผู้ที่ พบกับสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ฟังสัทธรรมให้เกิดศรัทธา และการเกิดศรัทธา ไม่ใช่เรื่องเชื่อดายๆ ง่ายๆ เท่านั้น จะมีองค์คุณแห่ง การเกิดศรัทธานั้น สรุปแล้ว ต้องมีทั้งศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นญาณทัสนะ ที่เป็นญาณทัสนะ มีวิมุติ อันสมบูรณ์พร้อม จิตเราจะแยบคายขึ้น ตามลำดับ แห่งความสามารถ ในการประพฤติ ปฏิบัติขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจิตแยบคาย เราจะเป็นผู้มี สติสัมปชัญญะ เมื่อเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ เราจึงจะเป็น ผู้ที่มี การสำรวมอินทรีย์ ทั้ง ๖ ได้ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเรา จึงจะสุจริต พร้อมกระนั้น สติปัฏฐาน ๔ ก็ดี โพชฌงค์ ๗ ก็ดี จึงจะเป็นองค์คุณ ที่สมบูรณ์ เพื่อความ สู่ ความมีวิชชาทั้งสิ้น มีวิมุติทั้งสิ้น สมบูรณ์อย่างสูงสุด ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
อย่าเผลอฟุ้งซ่าน ในเวลาที่เรา ไม่มีงานการอะไรมาก ไม่มีอิริยาบถอะไรมาก เราจะเผลอฟุ้งซ่าน เราจะเผลอ คิดอะไรต่ออะไร ที่ไม่เป็นสารัตถะ ไม่ให้เข้ากุศล อกุศล ไม่มีธัมมวิจัย คิดฟุ้ง คิดซ่าน คิดอะไรปนเป ก็ให้หัดระวัง เราจะเป็นผู้มีสติเสมอ มีธัมมวิจัยเสมอ ต้องเพียรตน รู้ตนว่า นี่เป็นบทสู่ ความตรัสรู้ อันสำคัญ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ องค์ ๓ ของสัมโพชฌงค์นี้ เป็นตัวหลัก ที่เราจะต้องมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม อยู่เสมอ รู้ว่าขณะนี้ เราอยู่ในสิ่งแวดล้อม องค์ประชุม มีผัสสะหรือไม่ มีผัสสะอย่างไร ข้างนอก เราไม่กังวล แต่เราก็ไปผัสสะ อยู่ข้างใน ปรุงอยู่ข้างใน ฟุ้งซ่านอยู่ข้างใน หรือเสพย์อยู่ข้างใน เราจะต้อง รู้ตัวทั่วพร้อม พิจารณา วิจัยไปถึงเวทนา ให้เห็นว่า เวทนาขณะนี้ เราสุขเพราะเสพย์ แม้เสพย์ในภพ เราก็จะต้องคลายออก แม้เสพย์รับนอกมา เราก็จะต้องคลาย ปล่อยออก ทุกขณะๆ เราปรับปรุงจิต และรู้แท้ถึงจิต รู้ธรรมารมณ์ของจิต จัดแจงวิจัย แล้วก็ทำให้จางคลาย ปลดปล่อย ด้วยสมถธุระ หรือวิปัสสนาธุระ อันเป็นกิจ ที่เราทำอยู่แก่ตน เสมอๆ แม้ยิ่งไม่มีอะไรแวดล้อม ไม่มีงานการอะไรมาก เรายิ่งจะเผลอตัวได้เก่ง มักจะฟุ้งซ่าน หรือ มักจะเสพย์เสมอ ให้เราระวังกัน แล้วก็เพียร ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม แก้ไขเสียให้ดี เราจึงจะเกิด ผลดีแก่ตน เสมอๆ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
ผู้ทำตน สำรวมอินทรีย์ โดยมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม อยู่เสมอๆ ทำโพชฌงค์ ๓ มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ ประกอบ ให้เกิดบทเกิดบาท ดำเนินไป ให้มากที่สุด ทุกขณะที่เราเอง สามารถจะประคองรู้ ประคองทำตน ผู้ที่ได้ปฏิบัติอย่างนั้น ชื่อว่า ผู้ที่มีสติปัฏฐาน๔ โพชฌงค์ ๗ ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่สุด ของการปฏิบัติ อันพึงกระทำ อันพึงเป็นบทที่ จะต้อง ระลึกรู้ ในฐานะลูกพระพุทธเจ้า เมื่อผู้ใด มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม มีธัมมวิจัย แล้วก็พากเพียร มีสติสัมปชัญญะ ดูแลทวารทั้ง ๖ และ ดูกิริยา ๓ ไม่ว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเรา เราก็จะมีธัมมวิจัย พิจารณาดี พิจารณาชั่ว พิจารณาควรหรือไม่ควร ทุกกาล เพราะทุกอย่าง ไม่เที่ยง องค์ประกอบ ไม่เสมอกัน เราจะต้องพิจารณาเสมอ อยู่ตลอดเวลา ไม่ประมาท ผู้ได้ทำอย่างสังวร สำรวม อย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ เป็นทางปฏิบัติของ ศาสนาพุทธ ที่เราเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ เอกายนมัคโค หรือจะเรียกว่า ปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ จนกระทั่ง ถึงหลักแกนของ มรรคองค์ ๘ ก็ใช่ด้วย เราได้แนะนำ เราได้พยายาม ทำความเข้าใจ รายละเอียดต่างๆ เพื่อปฏิบัติ ในระบบ ในแบบอย่าง ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า นี้กันมาพอสมควร ขอให้พวกเรา ได้สังวร ระวัง กระทำให้ถูก แล้วเราจะได้ประโยชน์ อย่างละเอียดลออ ต่อวัน ต่อวันๆ เสมอๆๆ และรู้ตนให้ชัด อย่าเข้าข้างตน มันจะแยบคาย จิตจะแยบคายขึ้น ทุกเมื่อๆๆ แล้วเราจะเห็นความสัตย์ ความจริง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีจิตแยบคาย มีสติ สัมปชัญญะ สังวร สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ เป็นตัวกลาง ควบคุมทวาร ๖ และกิริยา ๓ คือ ให้เป็น สุจริต ๓ อยู่ตลอดเวลา นี้เป็นเรื่อง ควบคุมตนเองอยู่แล้ว ในการปฏิบัติ ส่วนพบกับ สัตบุรุษ และฟังสัทธรรม แล้วเราจะเป็น ผู้เกิดศรัทธา ด้วยการปฏิบัติธรรมของเรา ก็จะเป็นศรัทธา ที่เราได้เองด้วย ทุกอย่าง ก็จะครบ สมบูรณ์ ตามสายทางแห่งการปฏิบัติ สู่การละอวิชชา และ สิ้นภวตัณหา ได้ตลอดกาลนาน ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
หยาบ-ละเอียด ของหยาบ เป็นของรู้ง่าย เป็นของเห็นง่าย เป็นของหยิบง่าย เป็นของล้างง่าย และเป็น ของหมดได้ง่าย ของละเอียด เป็นของรู้ยาก เป็นของเห็นยาก เป็นของหยิบจับ ถูกต้องถูกตน ถูกตัวมันได้ยาก เป็นของล้างยาก เป็นของทำให้หมดได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงต้องเพียรมาก ที่จะทำของละเอียด ให้หมดสิ้นได้ ขอให้เราต้องสำนึก รู้ความจริงอันนี้ ให้สำคัญ อย่านึกว่า เราทำความหยาบ ออกหมดแล้วเท่านั้น คือสิ่งที่เราจะสมบูรณ์ แม้เราทำความหยาบ ออกแล้ว อย่างกลาง อย่างละเอียด ก็ยังเป็นเชื้อที่จะโต มาหยาบใหญ่ได้ใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ ยังไม่หมดเชื้อ ยังไม่หมดฤทธิ์ ถ้าเราปล่อยปละละเลย ไม่พยายามทำ ให้หมดเชื้อ ทำให้เหมือน ตาลยอดด้วน ทำให้ถอนขึ้นทั้งราก ทำให้เป็นอันไม่มี ทำให้ไม่เกิดอีก ต่อๆไป ถ้าเราไม่ทำ ให้ถึงขั้นถอนอาสวะ ดังกล่าวนั้นแล้ว กิเลสนี่แหละ มันจะไม่ถึงขั้น สิ้นสุด อย่างหมดจด บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้เลย ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
กิเลสภายนอก-กิเลสภายใน การรู้สักกายะของตนนั้น จะต้องรู้ ทั้งภายนอก และภายใน กายในกาย หรือกายนอกกาย เราจะต้องรู้ ความประชุมของภายนอก ซึ่งมันมีทั้งวัตถุ มีทั้งรูปภายนอก มหาภูตรูปภายนอก ซึ่งมาประชุม หรือสัมผัส สัมพันธ์อยู่กับชีวิต และเราก็มีกิเลส อันไม่สงบ กิเลสของเรา มันก็สัมพันธ์ แล้วก็ดึงดูด หรือผลักไส เป็นราคโคตร เป็นโทสโคตรอยู่ ให้รู้เท่าทัน อย่าหลงผิดเป็นโมหะ และเราก็ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนเป็นภายนอก ลดได้ เป็นโลกภายนอก ในโลกภายใน ก็เป็นกิเลส เช่นเดียวกัน เราก็จะต้องรู้ จะต้องแยบคาย รู้กายในกาย คือจิตของเรา เป็นจิตตกภพ จิตปั้นภพ จิตสร้างอะไรต่ออะไร ที่มันไม่สงบ เช่นเดียวกัน แม้แต่มันหยุด โดยที่ติดหยุด ติดซึม ไม่เกิดชีวิตชีวา กลายเป็นคนเสพย์หลับ เสพย์หรี่ เสพย์เซื่องซึม ง่วงเหงา หาวนอน สิ่งเหล่านั้น คือความไม่สงบ คือความไม่สะอาด คือ กิเลสแท้ๆ สดๆ มีนัยะเดียวกัน กับภายนอก ว่านั่นคือ เรายังไม่สงบ ยังไม่สะอาด ยังไม่บริสุทธิ์ ยังเป็นผู้ที่มีกิเลส อยู่เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า เป็นภายใน เป็นความประชุม ภายในจิต แม้ไม่เป็นมหาภูตรูป แต่ก็เป็นอุปาทายรูป คือ เป็นรูปที่เราปรุง เรายึด เราเกี่ยว อยู่ด้วยความคิด ความเห็น ความไม่รู้ ความโมหะ ความอวิชชาต่างๆ ซึ่งมันก็เป็นกิเลสแท้ กิเลสจริง เราจะต้องเรียนรู้ ทั้งสองฝั่ง เป็นภายนอก และภายใน ปรับได้ทั้งนอก ปรับได้ ทั้งใน ล้างสะอาดทั้งภายนอก ล้างสะอาดทั้งภายใน ให้ชัดเจน เราจะเห็นว่า กิเลสภายในนั้น ไม่สำคัญ สำคัญแต่กิเลสภายนอกนั้น ไม่ถูกเลย กิเลสภายในยิ่งสำคัญ เพราะมันยิ่งรู้ยาก มันยิ่งหมกหมัก แล้วก็แตกตัว ทำร้ายเรา ได้อย่างเก่ง เพราะเรารู้มันยาก เพราะเรา จับตัวมันยาก เพราะฉะนั้น เราจะประมาท หรือเข้าใจผิดว่า มันไม่ใช่กิเลส หรือว่า มันเป็นกิเลส ที่ไม่สำคัญ เราจะให้เข้าใจผิด เช่นนั้นไม่ได้ ขอให้พวกเรา ได้แยบคาย ได้ละเอียดลออ ที่จะละล้าง แม้ภายนอก พอสบายแล้ว ภายใน ยังเป็นสักกายะอยู่ ก็ให้รู้ตัวการ หรือ สักกายะตัวสำคัญ ที่ทำให้เรา ยังไม่สะอาด ยังไม่เจริญ ยังหนักหน้า หนักหนาอยู่ สักวันหนึ่ง เราก็เวียนวน ตกต่ำได้ เพราะความไม่งาม ทั้งภายนอก และภายใน อันสมสัดสมส่วน ยังมีความลึกซึ้ง ที่เราจะทำให้ละเอียด เป็นภูมิสูงขึ้น ตามลำดับ แม้ภายนอก หรือภายในอีก ทำความเข้าใจ ให้เป็นขั้นตอน ให้ชัดเจน แล้วจัดการละล้าง ให้สมบูรณ์ ให้ถูกสภาพ เราจึงจะเป็น ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ไม่เลอะเลือน ปฏิบัติธรรม ไม่สูญเปล่า ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๕
เห็นดี เป็นดี ได้ดี คนที่มีความเห็นดี จะเป็นทางนำไปสู่ การประพฤติ หรือการกระทำง่ายสะดวก ไม่ทุกข์ร้อน ได้มากกว่า คนที่ไม่เห็นดีด้วย ผู้ที่เห็นดี ยิ่งเห็นจริงว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่จริง เข้าถึงความจริง มีความจริงนั้นรองรับ ก็ยิ่งเป็นผู้ที่ จะกระทำจริงๆ อย่างเต็มใจจะกระทำ อย่างแน่มั่น เพราะเป็นผู้ที่ ทั้งมีความจริง ทั้งเห็นดีในความจริงนั้น ถึงความจริงนั้น มีความจริงนั้น เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ หรือการเห็นดี จึงเป็นประตูแรก ที่ทุก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive