ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต คือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต คือเช่นไร _ไพฑูรย์..ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ขอกราบเรียนถามว่า...เห็นธรรมคืออะไร เห็นตถาคตคืออะไรครับ พ่อครูว่า...คำว่าธรรมะคำนี้มันคือสภาวะธรรมที่เกิดที่เป็นขึ้นมา กายทางวาจาทางใจบทบาทขึ้นมาให้เห็นซึ่งมาจากใจเป็นประธาน ใจที่เป็นประธานสามารถทำให้ออกมาเป็นโลกุตรธรรม มันก็จะมีพฤติกรรมทางกายวาจา ก็เรียกว่าเป็นรูปธรรมเป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นพฤติกรรม เป็นรูปธรรมเป็นนามธรรมเรียกว่าภาวะ 2 เป็นกายเป็นภายนอกกับภายในคู่กัน เมื่อประพฤติออกมาเป็นรูปธรรมที่เรียกว่ากาย คำว่า กาย คำนี้ จึงยิ่งใหญ่มากลึกซึ้งและซับซ้อน บางทีเป็นคำสิริมหามายา คนเข้าใจได้ยากต้องศึกษา อาตมาพยายามอธิบายและต้องอธิบายต่อไป ศึกษาให้ดีเถิด อยากจะให้เข้าใจได้ง่ายๆแต่มันก็ไม่ง่าย มันสลับซับซ้อนสลับไปสลับมาเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน สิ่งที่เป็นภาวะ 2 คือรูปและนาม เป็นรูปธรรมกับนามธรรมประกอบกัน สังเคราะห์สังขารกัน เป็นสภาพก็เดี๋ยวก็เป็นรูปนั้นรูปนี้ บางทีในกาละนี้ก็สื่อสารอย่างนี้ ก็เป็นอย่างนี้อีกสภาวะหนึ่งก็เปลี่ยนไปได้ ดีไม่ดีจะขัดแย้งกันด้วย ไม่เป็นเรื่องบางทีที่คนก็จะหาว่าเหลาะแหละ ตลบตะแลงไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี๋ยวก็ว่าดำเดี๋ยวก็ว่าขาว เหมือนนักมายาแต่เป็นสิริมหามายา เป็นสิ่งที่จริงไม่ได้มีเจตนาไม่ได้มีความคิดที่จะไปหลอกลวง เป็นความจริงทั้งนั้น แม้จะกลับไปกลับมาก็เป็นความจริง ที่จะสื่อให้เห็นให้รู้ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดตามยาก ทุททัสสา เห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทุรนุโพธา แต่ยากก็ต้องยืนยัน แสดงออก แล้วก็ทำกันไป เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สุดยอด แล้วเป็นเรื่องของเทวะของเทพที่มันเหมือน ใช้ภาษาเรียกเทวปุตมาร แต่ไม่ใช่เทวปุตมารที่เป็น
อ่านต่อ
มารจริงๆ เทวปุตร หมายถึงผู้ชายนะไม่ใช่บุตรของมารนะ เป็นเทพบุตรที่ไม่ใช่มาร แต่คนจะเห็นว่าเป็นมารปลอมตัวมาหลอก เหมือนอาตมา เขาหาว่าเป็นมารปลอมตัวมาหลอก อาตมาไม่มีความหลอก บอกตรงๆพูดความตรงด้วยซ้ำไป จนเขาหาว่าอวดตัวอวดตน พูดไม่มีอายอะไรเลยบอกว่าตัวเองเป็นคนสูงเป็นคนเก่งเป็นคนดี หน้าไม่อายยกย่องตัวเอง มันก็เลยยาก แต่ก็ไม่รู้จะหลีกเลี่ยงอย่างไร จริงๆอาตมาไม่ได้อยากจะยกตัวยกตน กว่าที่จะมาบอกตัวตนอย่างนี้ ในยุคแรกๆ บอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็ประมาณแล้วว่าสังคมยุคนี้ในเมืองไทยเถรวาท อาตมาว่าเป็นโพธิสัตว์นี้เขาไม่ติดใจเพราะเขาไม่นับถือโพธิสัตว์ ฝ่ายมหายานถึงจะนับถือพระโพธิสัตว์มากกว่าอรหันต์ ฝ่ายเถรวาทนั้นถือว่าพระโพธิสัตว์เป็นปุถุชนด้วย คำว่า โพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ถือว่ายังเป็นผู้ไม่ตรัสรู้ เขาก็ถือว่าโพธิสัตว์นี้ก็คือคนยังไม่บรรลุอรหันต์ ยังไม่ได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ตรัสไว้ไม่ผิด พระโพธิสัตว์อย่างไรสูงขนาดไหน เถรวาทเขาไม่เข้าใจเขาไม่ค่อยรู้ลำดับของโพธิสัตว์ อาตมาในชาตินี้ต้องมาพูดให้เถรวาทเข้าใจ โพธิสัตว์ 9 ระดับ บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเลย ลำดับที่ 9 ส่วนลำดับที่ 8 ก็สูงสุดเป็นมหาโพธิสัตว์ กว่าจะเป็นลำดับ 9 แม้ที่สุดอธิบายไปหมดแล้ว บรรลุเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเป็น สยัสภู เท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาเป็นของตัวเอง จึงได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้แต่สัมมาสัมโพธิญาณของท่าน แต่พวกเถรวาทไปเข้าใจว่าปัจเจกนั้นสอนคนไม่ได้ ซึ่งจริงแล้วแม้แต่พระโสดาบันโพธิสัตว์ก็สอนคนแล้วผ่านมา กว่าจะมาเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนคนมาตั้งเท่าไหร่แล้ว เหน็ดเหนื่อยมากมายจนพระโพธิสัตว์พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่ท่านไม่คิดจะสร้างศาสนาเป็นของตัวเองสัก 1 ศาสนาขึ้นทำเนียบไว้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลกให้โลกรับรู้ ทั้งๆที่ท่านเองก็มีคุณธรรมเท่าเทียมมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่าเทียมกันกับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ประกาศศาสนาก็ไม่มีใครรู้ว่าท่านบรรลุ สยัมภู แต่ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานหายไปเลย คำว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็มีความหมาย องค์ใดองค์หนึ่งในทำเนียบ การที่ท่านไม่ประกาศตนเองเป็นพุทธเจ้าก็ไม่มีใครรู้จักท่านว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านก็ไม่ได้แคร์อะไร ใครจะนับท่านเข้าทำเนียบหรือไม่นับท่านก็ไม่ติดใจอะไร ท่านไม่อยากจะประกาศให้คนได้รู้จะด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็ตามใจ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องอจินไตย เพราะเป็นเรื่องอนิจจตา เป็นลักขณรูปตัวที่เกือบสุดท้าย เพราะไม่ใช่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เล็กที่สุดคือความเที่ยงแท้ งั้นเพราะฉะนั้นใครจะไปคิดว่าอะไรเที่ยง ท่านจึงจบด้วย อนิจจตา เป็นตัวรูป 28 ในลักขณรูป 4 สุดท่าย อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ยิ่งอาตมาอธิบายสัจจะมีหนึ่งเดียว อะไรๆต่างๆไม่ใช่สัจจะทั้งนั้น แต่สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียวก็คือนิพพาน ผู้ที่รู้จักความจางคลายผู้ที่รู้จักความละหน่ายทำให้กิเลสตับไปได้ทำให้เป็นนิโรธทำให้เป็นนิพพานได้ หมดนั่นแหละเป็นตัวที่ปฏิบัติทั้งมรรคและผลของศาสนาพุทธ ผู้ใดทำได้บรรลุสูงสุดตั้งแต่เป็นอรหันต์ขึ้นไป สัจจะมีเป็นหนึ่งเดียวตรงกันหมดทั้งพระอรหันต์ธรรมดา พระอรหันต์ไม่ได้มีความอลังการอะไรเลย เป็นแต่เพียงสามารถที่จะรู้จักสัจจะอันนี้สัจจะที่เป็นปรมัตถ์สัจจะโลกุตระ สามารถตายปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ เหมือนกัน อรหันต์ธรรมดากับอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำได้เหมือนกัน เป็นสัจจะที่เป็นจริง สัญญายนิจจานิ โลเก ในโลกนี้กำหนดอันนี้อันเดียวเท่านั้นที่มีจริง ถ้าจะบอกว่าอาจจะมีหนึ่งเดียวในโลกนั้นมีจริงอันนี้แหละ ถ้าหากผู้ใดได้ปรมัตถธรรมอันนี้ได้สภาวะธรรมอันนี้ก็หนึ่งเดียวตรงกันหมดไม่มีอะไรเป็น 2 ถ้า 2 ก็เถียงกันถ้ายังไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกันก็ไม่ต้องเถียงกันเลยรู้จักกันนี่ด้วยกันแล้วเป็น 2 ทั้งนั้น แย้งกันทั้งนั้น มากหรือน้อยก็แล้วแต่เพราะมันเป็นสอง แต่ถ้ามันเป็นจริงอันเดียวกัน นี่คือสัจจะมีหนึ่งเดียวแล้วกำหนดรู้ได้ด้วยสัญญา สัญญาตัวนี้ก็เป็นสัญญาที่เป็นปัญญาซับซ้อนอยู่ในตัวเอง สัญญาซึ่งเป็นปัญญาสัญญากำหนดรู้ เป็นตัวที่ทำในปัจจุบัน ในปัจจุบันที่ตรัสรู้ด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธก็ตาม เป็นสัญญายนิจจานิก็ตาม ก็คือตัวสัญญาที่กำหนดรู้และใช้งาน มันเป็นตัวสุดท้ายทั้งเริ่มต้นและตัวสุดท้ายสำหรับการใช้สัญญานี้ เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ใช้คำว่าปัญญาแต่ใช้คำว่าสัญญา สัญญานั้นเป็นตัวที่ 5 ของเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เป็นตัวเจริญที่สุด เป็นตัวหัวขั้วของปัญญา พยัญชนะทุกตัว เมื่อผสมสระก็สื่อความหมาย เพื่อให้รู้จักสภาวะทั้งนั้นไม่ใช่สะเปะสะปะ ใครอยากจะผสมอย่างไรไม่มีความหมายตรงกันเลยไม่ได้ มันก็ต้องมีความตรงกัน ผู้ใช้สื่อแทนสภาวะไม่ใช่เรื่องเล่นแต่เป็นเรื่องจริง ที่อาตมาพูดอยู่นี่ก็เห็นใจ อาตมาเอาสภาวะเป็นหลักในเรื่องของไวยากรณ์ในเรื่องของพยัญชนะมันเป็นหลักการที่เกิดจากผู้มาเรียบเรียงที่หลัง เกิดที่หลังจากสภาวะ ซึ่งจะเป็นหลักฐาน เป็นตำราวิธีการเรียนรู้ชนิดหนึ่งแต่มันจะไม่สมบูรณ์เท่ากับสภาวะหรอก อันนี้เป็นสมมติบัญญัติ ไวยากรณ์เรียนรู้สมมติบัญญัติ แต่สภาวะนั้นเป็นปรมัตถธรรม เป็นสัจจะที่แท้
ทีนี้ธรรมกาย สิ่งที่ทรงอยู่เกิดจากสภาวะที่เรียนรู้ 2 อันคือ กาย คำว่า กาย จึงเป็นตัวต้นที่ใช้เรียนใช้ความเป็นเหตุปัจจัยธรรมะ 2 เมื่อได้แล้วทำได้แล้ว ทรงไว้ก็คือธรรมะ ผู้ใดรู้จักกายและรู้จักธรรมะตั้งแต่ สักกายะ จนถึงกายสูงสุด เป็นพรหมกาย เป็นกายที่แสดงสภาวะที่ป็นพรหม เป็นความบริสุทธิ์สะอาดเป็นพระเจ้าเรียกว่าพรหมกาย พรหมกาย เป็นนามของตถาคต ธรรมกายเป็นนามของตถาคต คำว่าธรรมกายหรือคำว่าพรหมกายซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ใดเห็นธรรมผู้ใดเห็นความสะอาด พรหม กับ ธรรมะที่รู้จักกายอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ใดเห็นธรรมกายเท่ากับเห็นพระพุทธเจ้า เป็นนามธรรมล้วนๆเลยเป็นคนวิเศษที่ยอดเยี่ยม ธัมมชโยนี้เป็นคนมีปฏิภาณฉลาดเฉโก สูงมาก รู้ว่าคำนี้สูงก็เอาคำนี้ไปใช้หลอกมนุษยชาติเขาเอาไปทำการหลอกจริงๆหลอกบำเรอลาภยศสรรเสริญโลกียสุขใส่ตัวเอง ดั่งที่พฤติกรรมของเขาเองเป็นจริงวิบากบาปของเขาเป็นเช่นนั้น เอาธรรมกายเป็นคุณวิเศษของพระพุทธเจ้า แล้วคุณเอาธรรมกายของพระพุทธเจ้าไปหลอกคนหากินและมันจะบาปขนาดไหน ขณะนี้ธัมมชโย ไม่ใช่ถูกแผ่นดินสูบแต่ถูกอากาศสูบ ไม่รู้จะอยู่ที่ไหนแล้วเหลืออากาศหาไม่เจอยิ่งกว่าฝุ่น ตอนนี้เขาอาจจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ เขาพยายามจะตัดสื่อสารไม่ให้เขารู้มากเขาก็อยู่ได้เพราะคนจะสับสน สู่แดนธรรม คำว่าแผ่นดินสูบคือ หาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ใช่ไหมครับ
630828_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยายอัมพัฏฐสูตร ตอน 15